ผลงานวิจัย

นางสาวทัศนีย์ หนูนาค - thaied

Current Record: นางสาวทัศนีย์ หนูนาค

นางสาวทัศนีย์ หนูนาค

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ตามเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ ของนักเรียนที่ได้รับการเรียน การสอนด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน กับนักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนแบบปกติ ผลการวิจัยสรุป ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8470
ชื่อผลงานวิจัย ผลของการเรียนการสอนภาษาไทยด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ ที่มีต่อความสามารถคิดวิเคราะห์ และการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
หัวข้อ(Eng) EFFECTS OF THAI LANGUAGE INSTRUCTION USING THE SIX THINKING HATS TECHNIQUE ON ANALYTICAL THINKING AND ANALYTICAL READING
คำสำคัญ(keyword) การคิดแบบหมวกหกใบ/การคิดวิเคราะห์/ความสามารถในการอ่านวิเคราะห์
ชื่อผู้วิจัย นางสาวทัศนีย์ หนูนาค
ชื่อผู้วิจัย(Eng) TASANEE NUNARK
ตำแหน่ง -
การศึกษา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ 140/22 ซ. รัชดาภิเษก 29 ถ. รัชดาภิเษก จตุจักร กทม. 10900
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 8 สัปดาห์
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน ร.ร.ราชินีบูรณะนครปฐม
ประวัติความเป็นมา(history) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตราที่ 24 ในเรื่องการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ในข้อที่ 2 ระบุว่า “ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา” (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544: 55) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติมาตรานี้ แสดงว่าการจัดการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิดนั้นมีความสำคัญ ครูผู้สอนจึงควรเน้นกระบวนการคิดให้แก่เด็ก ฝึกให้เป็นนักคิดที่รอบรู้ มีเหตุผล สามารถตัดสินใจเผชิญสถานการณ์ได้อย่างมีเหตุผล นอกจากนี้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ยังกำหนดแนวการจัดการศึกษาที่ยึดผู้เรียนให้มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนมีการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนา คือ ในเรื่องทักษะการคิด โดยเฉพาะความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ดังจะเห็นจากมาตรฐานการศึกษาเพื่อการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้แก่ มาตรฐานด้านผู้เรียน ที่เน้นพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์และสังคม มุ่งให้ผู้เรียนเป็นคนดี มีความสามารถตามศักยภาพและมีความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรฐานที่ 4 ได้ระบุว่า “มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรองและมีวิสัยทัศน์” (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2548: 29)
ในการประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานด้านผู้เรียน ได้เน้นการจัด การเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะกระบวนการคิด ทำให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มได้เน้นความสำคัญของการคิดวิเคราะห์ และยึดถือเป็นมาตรฐานการเรียนรู้ที่ต้องเกิดกับผู้เรียนทุกคน ในยุคการปฏิรูปการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้เน้นในด้าน การอ่าน คิดวิเคราะห์ ทำให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยซึ่งเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้พื้นฐานที่มุ่งเน้นการสอนภาษาเพื่อการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ภาษาในการแก้ปัญหาในการดำรงชีวิตและปัญหาของสังคม เน้นการสอนภาษาในฐานะเครื่องมือของการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง สามารถนำความรู้มาใช้ใน การพัฒนาตนเอง นอกจากนี้ยังสอนภาษาเพื่อพัฒนาความคิด ผู้เรียนที่มีความคิดจะมีประสบการณ์และประมวลคำมากพอที่จะสร้างความคิดได้ลึกซึ้งและคิดได้อย่างชาญฉลาดรอบคอบ ซึ่งการวิเคราะห์แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการคิดในแต่ละช่วงชั้น พบว่าช่วงชั้นที่ 1 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3) เน้นให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ คิดคำนวณควบคู่กับการพัฒนาลักษณะนิสัย ช่วงชั้นที่ 2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6) มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิด การค้นคว้า แสวงหาความรู้ สร้างความรู้ด้วยตนเอง สามารถสร้างสรรค์ผลงานตามความสนใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ช่วงชั้นที่ 3 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ) เน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิด ความเข้าใจ และรู้จักตนเองในด้านความสามารถ ความถนัด และช่วงชั้นที่ 4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) มุ่งเน้นความสามารถการคิดระดับสูง (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549: 1-2)
เนื่องจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้การคิดวิเคราะห์เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ แต่จากผลการประเมินสถานศึกษาจำนวน 7,273 แห่ง ที่ผ่านการประเมินภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา พบว่ามาตรฐานที่ 4 ผู้เรียนมีเพียงร้อยละ 18.12 ที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดไตร่ตรอง และมีวิสัยทัศน์ เมื่อพิจารณารายตัวบ่งชี้ พบว่าความสามารถประเมินค่าความน่าเชื่อถือของข้อมูล รู้จักพิจารณาข้อดีข้อเสีย ความถูกผิด ระบุสาเหตุ ผลค้นหาคำตอบ เลือกวิธีและมีปฏิภาณใน การแก้ปัญหาและตัดสินใจได้อย่างสันติและมีความถูกต้องเหมาะสมอยู่ในระดับต่ำมาก (ร้อยละ 18.74) รองลงมาคือ ความสามารถจำแนกประเภทข้อมูล เปรียบเทียบและมีความคิดรวบยอด (ร้อยละ 26.24) และการมีความคิดริเริ่มมีจินตนาการ สามารถคาดการณ์และกำหนดเป้าหมายได้ (ร้อยละ 36.74) ซึ่งเป็นมาตรฐานและตัวบ่งชี้ด้านผู้เรียนที่ควรเร่งปรับปรุงและพัฒนา ดังนั้นการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาด้านการคิดจึงนับเป็นเรื่องสำคัญที่จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนากันอย่างจริงจัง (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2549: 3)
ข้อมูลดังกล่าวพบว่า สถานศึกษาที่ได้รับการประเมินคุณภาพภายนอกยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อยู่เป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อการจบการศึกษาภาคบังคับ “ที่ผู้เรียนต้องผ่านการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนให้ได้ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด” ซึ่งเกณฑ์ การประเมินผลนี้มีความสำคัญกับนักเรียนทุกคนเพื่อใช้ในการศึกษาในระดับชั้นที่สูงขึ้น (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2548: 3)
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเน้นการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์แล้ว ยังเน้นความสำคัญในด้านภาษาที่ใช้ในการสื่อความหมายทั้ง การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ถ้าหากเราสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารได้ถูกต้องตามมาตรฐาน ก็จะทำให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ดังที่ ม.ล.บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2523: 91) ได้กล่าวถึงความสำคัญของภาษาที่มีต่อมนุษย์ว่า “การใช้ภาษามีความสำคัญแก่ชีวิต เมื่อการใช้ภาษาขาดประสิทธิภาพ การดำเนินชีวิตย่อมขาดประสิทธิภาพไปด้วยเกือบทุกด้าน” ดังนั้น การอ่านซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ การใช้ภาษาจึงเป็นทักษะที่มีความสำคัญในการสื่อสาร และใช้มากในชีวิตประจำวัน เพื่อแสวงหาความรู้ ฝึกฝนสติปัญญา พัฒนาตนเองในด้านต่างๆ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการได้เน้นทักษะการอ่าน เนื่องจากการอ่านมีความสำคัญต่อผู้เรียน กระทรวง ศึกษาธิการได้จัดทำโครงการ “ปีแห่งการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” เนื่องในโอกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุ 48 พรรษา ในปี พ.ศ. 2546 เพื่อกระตุ้นให้นักเรียน ครู ผู้บริหาร พ่อแม่ผู้ปกครอง และประชาชน ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านและการเรียนรู้ และมีมาตรการให้โรงเรียน เขตพื้นที่การศึกษา และชุมชน ร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนและจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทั้งในและนอกโรงเรียนเพื่อให้เด็กเยาวชน และคนไทยตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการอ่าน อันจะส่งผลให้ตนประสบความสำเร็จในชีวิตต่อไป (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546: 19)
นอกจากกระบวนการคิดวิเคราะห์แล้ว กระทรวงศึกษาธิการยังได้กำหนดความสำคัญของทักษะการอ่านไว้ในจุดมุ่งหมายของหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ว่าให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน รักการอ่าน รักการเขียน และรักการค้นคว้า และกำหนดให้การอ่านเป็นหนึ่งในสาระของกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คือสาระที่ 1: การอ่าน มาตรฐาน ท 1.1 ซึ่งกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนนำกระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน นอกจากนี้การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ได้กำหนดเกณฑ์การผ่านช่วงชั้นและการจบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ผู้เรียนต้องผ่าน การประเมิน การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน ให้ได้ตามเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนดในทุกช่วงชั้น (กระทรวงศึกษาธิการ, 2544: 10)
เห็นได้ว่าการอ่านเป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ทั้งยังเป็นพื้นฐานใน การเรียนรู้ ดังที่ ทวี บุตรราช (2535: 33) กล่าวว่า กิจกรรมการเรียนทุกอย่างร้อยละ 80 ถึง 90 ต้องอาศัยการอ่าน ถ้าหากผู้อ่านมีทักษะการอ่านที่ดีการเรียนวิชาต่างๆ ย่อมประสบความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ผอบ โปษะกฤษณะ (2532: 109) ที่ว่า การที่จะเก็บเกี่ยวสิ่งที่มีค่าจากการอ่านหรืออ่านเป็นนั้นมีคุณค่ามหาศาล การอ่านเป็นจะต้องเกิดจากการวิเคราะห์สิ่งที่อ่านเสียก่อนว่า อ่านอะไร และอ่านเพื่ออะไร ซึ่งจุดมุ่งหมายของการสอนอ่านวิเคราะห์ คือ เพื่อพัฒนานักเรียนให้มีทักษะในการอ่านวิเคราะห์ สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างเหมาะสมและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้การอ่านวิเคราะห์ให้ผู้เรียนรู้จักเลือกอ่าน อ่านอย่างถูกวิธี อ่านอย่างมีปัญญา โดยเน้นกระบวนการคิด และฝึกปฏิบัติจริง รวมทั้งการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมจาก
การอ่าน และการคิดวิเคราะห์เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ดังนั้น การสอนอ่านวิเคราะห์ จึงเป็นสิ่งที่ครูจะต้องจัดให้นักเรียนได้ฝึกอย่างจริงจัง
ในการสอนอ่านเพื่อคิดวิเคราะห์นั้น ตามหลักการของการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้คือ นักเรียนจะต้องเรียนรู้โดยการเสาะแสวงหา ใฝ่รู้ วิเคราะห์วิจารณ์ คิดค้นสร้างความรู้ และหากระบวนการแก้ปัญหา การร่วมเรียน ร่วมทำ ร่วมคิดและเรียนรู้ร่วมกัน ที่เรียกว่า การสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child Centered) นักเรียนจะได้มีโอกาสคิดวิเคราะห์ในทุกๆเรื่อง (มิ่งขวัญ กิติวรรณกร, 2547: 34-35)
เมื่อการอ่าน คิดวิเคราะห์มีความสำคัญ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2546: 60) ได้เสนอการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบการพัฒนากระบวนการคิด จิตพิสัย และการจัด การเรียนรู้ไว้หลายวิธี เช่น การใช้คำถามที่จูงใจ หรือท้าทายให้ผู้เรียนเกิดความกระตือรือร้น ปรารถนาที่จะแสดงความคิดเห็นตอบคำถามนั้นๆ และการตั้งคำถามโดยใช้หมวกความคิด 6 ใบ โดยนำรูปแบบพัฒนาการคิดแบบหมวกหกใบของเอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Edward De Bono) มาใช้เพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้านกระบวนการคิดและการอ่าน และสามารถทำงานอย่างเป็นระบบ พิจารณาสถานการณ์ หรือปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้สีหมวกเป็นสัญลักษณ์แทนการคิดหกด้าน ซึ่งประกอบด้วย หมวกสีขาว เป็น การคิดหาข้อมูล ข้อเท็จจริง หมวกสีแดงเป็นการคิดจากอารมณ์ และความรู้สึก หมวกสีดำ เป็นการคิดในทางลบ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หมวกสีเหลือง เป็นการคิดในทางบวก ข้อดี หมวกสีเขียว เป็นการคิดสร้างสรรค์ และหมวกสีฟ้า เป็นการสรุปขั้นตอนและการควบคุมความคิดของแต่ละคนให้ตรงสีของหมวกที่ใช้ เป็นต้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางใน การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และอ่านวิเคราะห์ได้
ในด้านเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบสามารถนำไปประยุกต์ในการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนแสดงความคิดอย่างเป็นระบบ รู้จักคิดวิเคราะห์ พิจารณาเหตุผลและเสาะแสวงหาความรู้เพื่อเชื่อมโยงความคิดไปสู่แนวทางในการแก้ปัญหาเพื่อจะได้เกิดทักษะการคิดการตัดสินใจ อย่างมีเหตุผล สอดคล้องกับการจัดกิจกรรมการสอนอ่านวิเคราะห์ ที่เน้นทักษะการอ่านเพื่อวิเคราะห์ พินิจพิจารณาแยกแยะอย่างละเอียด โดยแยกแยะหาเหตุผล ส่วนดี ส่วนบกพร่อง จุดมุ่งหมายของผู้เขียน วิธีการนำเสนอ ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และประเมินหรือตัดสินคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้ ผู้เรียนอาจวิเคราะห์ด้วยการพูด หรือการเขียนสื่อความให้ผู้อื่นเข้าใจแนวความคิดอย่างมีหลักการและมีเหตุมีผล โดยใช้ระบบร่วมมือในการทำงาน ดังที่ เดอ โบโน (De Bono, 1991: 18-19) ได้เสนอขั้นตอนในการสอน ดังนี้
1. ขั้นนำ (Lead-in) เริ่มด้วยการให้ภาพประกอบง่ายๆ ตัวอย่างหรือแบบฝึกหัดที่แสดงให้เห็นกระบวนการที่จะสอน
2. ขั้นอธิบาย (Explanation) เข้าสู่การให้ตัวอย่างทันทีว่าจะสอนอะไร ตามลักษณะธรรมชาติของหมวกใบที่เลือก
3. ขั้นสาธิต (Demonstration) ให้ตัวอย่างในการสาธิตเพิ่มเติม แสดงให้เห็นการใช้หมวกที่มีความสัมพันธ์กับการคิดแต่ละแบบ พร้อมกับคำอธิบาย แนะนำตัวอย่างคำถาม เพื่อสร้างความเข้าใจ
4. ขั้นปฏิบัติ (Practice) เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการในการฝึกฝนทุกใบ หากเป็นไปได้ควรฝึกบ่อยครั้ง อย่าใช้ใบใดใบหนึ่งนานเกินไป ซึ่งจะเป็นการดึงความสนใจจากกระบวนการให้เขวไป จุดประสงค์คือให้ผู้เรียนเกิดทักษะ ไม่ใช่ให้อธิบายให้น่าสนใจ ถึงจะทำไม่ได้ผลนักก็ดำเนินต่อไปได้
5. ขั้นหารายละเอียดเพิ่มเติม (Elaboration) ในการฝึกฝนกระบวนการ ครูและนักเรียนอาจสังเกตได้ต่อไปอีกว่ากระบวนการนั้นถูกนำไปใช้อย่างไร ซึ่งอาจเกิดขึ้นในขณะที่หมวกใบใดใบหนึ่งกำลังปฏิบัติอยู่ หรือได้จากการตอบคำตอบที่ผู้เรียนถามก็ได้ หลังจากนักเรียนเรียนรู้การใช้หมวกแล้ว ครูกล่าวเตือนถึงวิธีการนำไปใช้ในชีวิตจริง ซึ่งข้อสังเกตเหล่านี้เราได้มาจากวารสารและสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลังการอภิปรายในชั้นเรียน
6. ขั้นสรุป (Conclusion) การสรุปกระบวนการ ให้ทวนย้ำประเด็นหลักและเน้นว่า ทำไมกระบวนการนี้จึงเกิดมีประโยชน์

ผู้วิจัยได้นำเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบมาใช้ในการพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เนื่องจากนักเรียนระดับนี้มีอายุประมาณ 12 ปีขึ้นไป มีความสามารถในการคิดในขั้นการคิดแบบเหตุผลเชิงรูปธรรม (Formal Operations) ผู้เรียนสามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม สามารถแสดงการคิดได้อย่างสมเหตุสมผล สามารถตั้งสมมติฐานในการแก้ปัญหา คิดแบบวิธีวิทยาศาสตร์ รู้จักคิดด้วยวิธีสร้างภาพในใจ สามารถคิดเกี่ยวกับสิ่งที่นอกเหนือไปจากปัจจุบัน หรือสถานการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงๆ การคิดของเด็กจะไม่ยึดติดกับข้อมูลที่มาจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว (Piajet, 1964 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2544: 14) ดังนั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จึงเหมาะที่จะฝึกการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ
จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องพบว่ามีการนำเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบไปจัดการเรียนการสอนพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แต่ยังไม่มีการนำไปพัฒนาการอ่านวิเคราะห์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งเน้นให้ผู้เรียน อ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนได้ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้นำเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบมาพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในการเรียนการสอนภาษาไทย
แนวคิด(concept) แนวคิดและทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ การคิดวิเคราะห์ และการอ่านวิเคราะห์
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ตามเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2. เพื่อศึกษาความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ในวิชาภาษาไทยตามเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน และกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติ 4. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ในวิชาภาษาไทยระหว่างกลุ่มที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน และกลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติ
สมมุติฐาน(assumption) 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนหลังเรียน (Post-test) โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่าก่อนการทดลองเรียน (Pre-test) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนหลังเรียน (Post-test) โดยใช้เทคนิคการคิด แบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงกว่าก่อนการทดลองเรียน (Pre-test) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยกึ่งทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 (ช่วงชั้นที่3) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ของสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนโรงเรียนราชินีบูรณะ ซึ่งผู้วิจัยสุ่มห้องเรียน 2 ห้อง ของโรงเรียนราชินีบูรณะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากห้องเรียนทั้งหมด 12 ห้องเรียน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้ห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/8 จำนวน 52 คน และห้องมัธยมศึกษาปีที่ 1/9 จำนวน 55 คน ผู้วิจัยได้ควบคุมตัวแปรในเรื่องความแตกต่างของนักเรียนทั้งสองห้อง โดยนำคะแนนผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยประจำภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 มาจับคู่กัน ซึ่งผลการควบคุมตัวแปรในเรื่องผลสัมฤทธิ์สาระการเรียนรู้ภาษาไทย แต่ละห้องมีนักเรียนที่เข้าคู่กัน ดังนี้ นักเรียนที่ได้ระดับคะแนนเกรด 4 จำนวน 10 คน ระดับคะแนนเกรด 3 จำนวน 22 คน ระดับคะแนนเกรด 2 จำนวน 8 คน รวมนักเรียนห้องละ 40 คน ซึ่งทั้งสองห้องมีนักเรียนที่ไม่เข้าคู่กัน 26 คน แต่นักเรียนยังคงเรียนพร้อมกันกับนักเรียนคนอื่น จากนั้นทดสอบก่อนเรียน โดยทำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ ฉบับก่อนเรียน (Pre-test) แล้วนำค่ามัชฌิมเลขคณิต ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และทดสอบค่าที (t-test) ของคะแนนความสามารถในการคิดวิเคราะห์และอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนทั้ง 2 ห้องไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากนั้นวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก โดยกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยที่ มีต่อความสามารถคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ คือห้อง1/9 และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ คือ ห้อง1/8
ตัวแปร(variable) 1) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
คำนิยาม(defination) ตัวแปรที่ศึกษาได้แก่ 1. ตัวแปรต้น เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบ และ การสอนแบบปกติ 2. ตัวแปรตาม ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ จำนวน 1 ฉบับ ซึ่งใช้เป็นแบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และแบบทดสอบหลังเรียน (Post-test) มีลักษณะเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Multiple Choice) 4 ตัวเลือก ฉบับละ 80 ข้อ แบ่งเป็นการคิดวิเคราะห์ 40 ข้อ ครอบคลุมพฤติกรรมการคิดวิเคราะห์ โดยใช้เกณฑ์การวัดตามแนวคิดของบลูม (Bloom, 1974: 145) ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบในการคิดวิเคราะห์แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ วิเคราะห์ความสำคัญ วิเคราะห์ความสัมพันธ์ และวิเคราะห์หลักการ ประกอบด้วยบทอ่าน ประเภทนิทาน เรื่องสั้น ร้อยกรอง และบทความ ส่วนการอ่านวิเคราะห์มีจำนวน 40 ข้อ โดยผู้วิจัยสร้างแบบวัดความสามารถใน การอ่านวิเคราะห์ ซึ่งครอบคลุมประเภทของการอ่านโดยใช้เกณฑ์ ดังนี้ วิเคราะห์รูปแบบการประพันธ์ วิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ศิลปะการแต่ง และวิเคราะห์ด้านคุณค่าของเรื่อง รวมทั้งสิ้น 80 ข้อ ใช้เวลาสอบ 80 นาที ผู้วิจัยนำแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ที่สร้างขึ้นไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่านตรวจพิจารณาความตรงตามเนื้อหา ความสอดคล้องกับมาตรฐาน การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่ต้องการวัด รวมทั้งความถูกต้องในการใช้ภาษา แล้วปรับปรุงแก้ไขและนำไปทดลองใช้ (Try out) กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี ได้ค่าความเที่ยงเท่ากับ .78 โดยมีค่าความยากง่ายระหว่าง .23 -.77 และค่าอำนาจจำแนกรายข้ออยู่ระหว่าง .22 -.78 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ 2 ชุด จำนวน 16 แผน ประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6ใบ จำนวน 8 แผน และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ที่ใช้วิธีการสอนแบบปกติ จำนวน 8 แผน แต่ละแผนใช้เวลาสอนแผนละ 2 คาบ คาบละ 50 นาที รวม 16 คาบ ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 2 ชุด ที่สร้างแล้วไปปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ จากนั้นนำแผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง 2 ชุดไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่าน ตรวจสอบความถูกต้องเหมาะสม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนนำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลตามลำดับดังนี้ 1. ส่งหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือให้ผู้วิจัยดำเนิน การจัดเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบในการเรียนการสอนภาษาไทย ที่มีต่อความสามารถคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วนำเสนอต่อผู้อำนวยการโรงเรียนราชินีบูรณะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานครปฐม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนการทดลอง (Pre-test) โดยใช้แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์จำนวน 80 ข้อ ซึ่งใช้เวลาในการทำแบบวัด 80 นาที 2. ปฐมนิเทศกลุ่มตัวอย่าง โดยแจ้งผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง การดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผล ระยะเวลาที่ทดลองจัดการเรียนรู้ และประโยชน์ที่ได้รับจาก การเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ สำหรับกลุ่มทดลอง ผู้วิจัยได้ปฐมนิเทศให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบเป็นเวลา 2 คาบ 3. ดำเนินการจัดการเรียนรู้พัฒนาความสามารถคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ภาษาไทยกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยเทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบกับกลุ่มทดลอง โดยเริ่มต้นทดลองในเดือน พฤศจิกายน 2550 และสิ้นสุดในเดือนมกราคม 2551 ซึ่งเวลาในการจัดการเรียนรู้รวมทั้งสิ้น 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 คาบ รวม 16 คาบ ดังนี้ สัปดาห์ที่ 1 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทบทความเรื่อง ทำไมน้ำมันแพง! สัปดาห์ที่ 2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทบทความเรื่อง โลกเรากำลังมีอาการ “ไข้ขึ้น” โปรดระวัง สัปดาห์ที่ 3 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทนิทานเรื่อง เปลี้ยดีดกรวด สัปดาห์ที่ 4 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทนิทานเรื่อง เจ้าของโรงสี บุตรชาย และลาชั้นดี สัปดาห์ที่ 5 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทเรื่องสั้นเรื่อง โลกสีน้ำเงิน สัปดาห์ที่ 6 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภทเรื่องสั้นเรื่อง คนบนต้นไม้ สัปดาห์ที่ 7 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภท บทร้อยกรอง เรื่อง ปัญญา สัปดาห์ที่ 8 การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวกหกใบ ประเภท บทร้อยกรอง เรื่อง คนขายดอกไม้ 4. ดำเนินการทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการทดลอง (Post-test) โดยใช้แบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์จำนวน 80 ข้อ ซึ่งใช้เวลาในการทำแบบวัด 80 นาที 5. นำคะแนนที่ได้จากแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์สาระ การเรียนรู้ภาษาไทยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลองมาวิเคราะห์ สรุปผล และอภิปรายผลการวิจัยต่อไป
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลในการทดลองครั้งนี้ เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และการอ่านวิเคราะห์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการทดสอบสมมติฐานด้วยสถิติทดสอบค่าที (Paired Sample t-test) และวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนแบบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และการอ่านวิเคราะห์ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยการวิเคราะห์ค่าที (Independent Sample t-test)
ข้อสรุป(summary) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ตามเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน และเปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์และความสามารถในการอ่านวิเคราะห์ ของนักเรียนที่ได้รับการเรียน การสอนด้วยเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน กับนักเรียนที่ได้รับการเรียนการสอนแบบปกติ ผลการวิจัยสรุป ดังนี้ 1) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของเดอ โบโน มีความสามารถในการอ่านวิเคราะห์สูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนด้วยวิธีปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร (1) ผู้บริหารควรส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาด้านการอ่านวิเคราะห์แก่นักเรียน เช่น จัดให้มีการแข่งขันการอ่านวิเคราะห์ในสัปดาห์สุนทรภู่ เป็นต้น (2) ผู้บริหารควรร่วมกับหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กำหนดหลักสูตรการศึกษาที่เน้นการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ให้มากขึ้น เช่น การกำหนดให้นักเรียนทุกระดับชั้นได้ฝึกการคิดวิเคราะห์และอ่านวิเคราะห์จากเขียนประเภทร้อยแก้วและร้อยกรอง 2. ข้อเสนอแนะสำหรับครู (1) ผลการวิจัยพบว่าการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโนทำให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ในวิชาภาษาไทยสูงกว่าวิธีสอนแบบปกติ ครูจึงควรนำเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน ไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ โดยใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในระยะแรก ครูควรอธิบายความหมายของหมวกแต่ละสีให้ชัดเจน และยกตัวอย่างวิธีการใช้หมวกแต่ละใบ ครูควรอธิบายขั้นตอนของการใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน ให้นักเรียนเข้าใจอย่างชัดเจน และควรมีการฝึกปฏิบัติตามขั้นตอน เพื่อให้นักเรียนเกิดความคุ้นเคย และสามารถนำเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโนไปใช้ในการฝึกคิดวิเคราะห์ และอ่านวิเคราะห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2) ครูควรให้ความสนใจในการตั้งคำถาม และเอาใจใส่ในคำตอบของผู้เรียน ซึ่งต้องใช้เวลาและกลวิธีในการเชื่อมโยงกลับเข้ามาสู่ประเด็นสำคัญให้ได้ เพราะมีผลให้นักเรียนเกิดความสามารถด้านการคิดวิเคราะห์และการอ่านวิเคราะห์ที่ตรงประเด็น (3) ครูควรเสริมสร้างบรรยากาศในการจัดการเรียนการสอนให้เป็นกันเองเพื่อให้นักเรียนมีความกล้าแสดงออกในการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรีและควรมีการติดตามพฤติกรรมการทำงานกลุ่มของนักเรียนอย่าง ใกล้ชิด เพื่อให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงในการทำกิจกรรมในทุกขั้นตอนของการเรียนการสอนภาษาไทยโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน ในการฝึกการคิดวิเคราะห์ และการอ่านวิเคราะห์ ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป (1) ควรนำเทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโน ไปศึกษากับกลุ่มตัวอย่างอื่นๆ เช่น กลุ่มตัวอย่างที่เป็นสหศึกษา หรือ โรงเรียนที่เป็นนักเรียนชายล้วน (2) ควรศึกษาเปรียบเทียบผลการสอนโดยใช้เทคนิคการคิดแบบหมวก 6 ใบของ เดอ โบโนกับเทคนิคการคิดแบบอื่นๆ เช่น เทคนิคการคิดนอกกรอบ มาฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์
ปี 2550
ผู้วิจัยร่วม -
ผู้วิจัยร่วม(Eng) -
ไฟล์แนบ(1) เปิด
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved