Current Record: ณิชา ฉิมทองดี
ณิชา ฉิมทองดี
1. ผลการสำรวจสำนึกสากลด้วยมาตรสำนึกสากลตามของบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย พบว่าตัวแปรที่ส่งผลให้เยาวชนมีสำนึกสากลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีทั้งหมด 10 ตัวแปร ได้แก่ เพศ ระดับชั้น สถานที่ตั้งของโรงเรียนที่ศึกษา (เขตพื้นที่การศึกษา) คะแนนเฉลี่ยสะสม การมีเพื่อนชาว ต่างชาติหรือต่างวัฒนธรรม การติดตามข่าวสารต่างประเทศ การพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง การเรียนภาษาต่าง ประเทศอื่น (นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ) ความสามารถในการพูดภาษาถิ่น และการเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติ
2. ผลการสนทนากลุ่มเยาวชน พบว่าโดยภาพรวมเยาวชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลที่ส่งผลต่อสำนึกสากลว่า การอบรมสั่งสอนและการเลี้ยงดูของบิดามารดา การอบรมสั่งสอนของครู การจัดกระบวนการเรียนรู้ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน การเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสำนึกสากลจากหน่วยงานภายนอก ล้วนมีอิทธิพลต่อการส่งเสริมสำนึกสากลของ เยาวชน ทั้งเป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยขัดขวาง โดยสถาบันครอบครัว สื่อมวลชน และโรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการมีสำนึกสากลของเยาวชนด้านการยอมรับความหลาก หลายทางวัฒนธรรม การใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลก และการพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกันอย่างสันติค่อนข้างมาก แต่ด้านการเป็นสมาชิกพลโลกสถาบันทางสังคมดังกล่าวไม่ค่อยมีอิทธิพลมากนัก ส่วนองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนการมีสำนึกสากลเฉพาะด้านการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลกเท่านั้น
เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของสำนึกสากลพบว่า ด้านการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สถาบันครอบครัวมีอิทธิพลมากที่สุด โดยปลูกฝังให้ตระหนักถึงความ สำคัญและสนับสนุนการเรียนภาษาต่างประเทศ รองลงมาคือโรงเรียน โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาต่างประเทศที่หลากหลาย ด้านการใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลก และการพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สื่อมวลชนและโรงเรียนเป็นบทบาทหลักในการส่งเสริมสำนึกสากล โดยสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และหนังสือพิมพ์ ส่วนโรงเรียนส่งเสริมผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมต่างๆ และสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน สำหรับด้านการเป็นสมาชิกพลโลก สถาบันที่มีบทบาทหลักคือ ครอบครัวและโรงเรียน ผ่านการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่และครูอาจารย์ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์
3. ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
3.1 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยโรงเรียน
3.1.1 นโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
1) การพัฒนานโยบายการศึกษา
1.1) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบการศึกษา ต้องพัฒนาทั้งผู้เรียน ผู้สอน หลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ และการวัด ประเมินผล การกำกับติดตามและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความตระหนักและนำไปสู่การสร้างสำนึกสากลอย่างแท้จริง
1.2) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องพัฒนาควบคู่กับสำนึกไทย โดยต้องสร้างเยาวชนให้ตระหนักถึงความเป็นไทย ซาบซึ้งในวัฒนธรรมไทย ใส่ใจประเด็นปัญหาของสังคมไทย ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม ในขณะเดียวกันก็ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ใส่ใจประเด็นปัญหาโลก และเข้าใจว่าตนเป็นสมาชิกหนึ่งของสังคมโลกที่ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความเป็นไทยและความเป็นสากล
2) นโยบายเกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2.1) ควรบรรจุสำนึกสากลไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ในหลักสูตรแกนกลาง ส่งเสริมการเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของต่างประเทศ ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยเริ่มจากสังคมใกล้ตัวคือประเทศเพื่อนบ้านและขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
2.2) การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสำนึกสากล ต้องพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียนให้มากขึ้น โดยวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้นั้นๆ ต้องมีความหลากหลาย คำนึงถึงศักยภาพและความแตกต่างของผู้เรียน
3) นโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาครู
การพัฒนาครูควรบรรจุสำนึกสากลไว้ในหลักสูตรวิชาชีพครูในระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างสำนึกสากลให้เกิดขึ้นในตัวครูก่อน และเป็นการเตรียมความพร้อมของครูก่อนจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในอนาคต
3.1.2 เป้าหมายการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสรุปได้ว่า การศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมสากล อันเป็นคุณธรรมร่วมของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา เข้าถึงความจริง ความดี ความงาม ตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ความเข้าใจสังคมอื่นในโลก ธำรงรักษาสันติภาพและสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นสมาชิกพลโลก
3.1.3 หลักสูตรการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
1) การจัดสาระการเรียนรู้
จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปการพัฒนาหลักสูตรทั้งการจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานศึกษา ได้ดังนี้
1.1) การจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลาง
(1) ต้องบรรจุสำนึกสากลไว้ในหลักสูตรแกนกลางทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญและพัฒนาผู้เรียนให้มีสำนึกสากล โดยมีการกำหนดเรื่องนี้ให้ชัดเจนและมีน้ำหนักมากขึ้น
(2) ควรเพิ่มสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสำนึกสากลในหลักสูตรแกนกลาง ได้แก่ สันติสุขศึกษา สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือกำหนดเป็นหัวข้อหลักในสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับสันติภาพและสิ่งแวดล้อม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย และความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม
1.2) การจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา ต้องนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการผ่านทุกสาระการเรียนรู้ โดยมีสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นแกนหลัก เนื่องจากมีเนื้อหาที่เอื้อต่อการส่งเสริมสำนึกสากลมากที่สุด
2) การจัดกระบวนการเรียนรู้
2.1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ ทักษะแล้วพัฒนาไปสู่ค่านิยม โดยการจัดกระบวนการเรียนต้องเป็นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดผ่านวิธีการต่างๆ ทั้งการคิดวิเคราะห์ คิดวิพากษ์ และการคิดแก้ปัญหา
2.2) การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องเน้นการปฏิบัติจริง ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่างกัน
2.3) สำนึกสากลต้องจัดผ่านกระบวนการเรียนรู้ในสาระต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมทั้งในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร วิถีชีวิตในโรงเรียน การค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และจากประสบการณ์ที่ร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติต่างวัฒนธรรม
3) การประเมินผล
ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นร่วมกันว่าการประเมินผลเรื่องสำนึกสากล ต้องเน้นการประเมินกระบวนการคิดของผู้เรียนเป็นหลัก ควบคู่กับการประเมินองค์ความรู้และการปฏิบัติ ซึ่งต้องเป็นการประเมินอย่างต่อเนื่อง ผ่านวิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ และต้องวัดประเมินผลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
3.1.4 บทบาทของผู้เรียนในการส่งเสริมสำนึกสากล
ผู้เรียนต้องพัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทักษะดังกล่าวต้องเกิดจากการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผู้เรียนจึงต้องใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าผู้เรียนอาจไม่ใช่บทบาทหลักในการส่งเสริมสำนึกสากล แต่ผู้เรียนต้องได้รับการปลูกฝัง ชี้แนะจากผู้สอน ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ
3.1.5 บทบาทของผู้สอนในการส่งเสริมสำนึกสากล
ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปบทบาทของผู้สอนได้ดังต่อไปนี้
1) ผู้สอนต้องสร้างสำนึกสากลให้เกิดขึ้นในตนก่อน ต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเลยความเป็นไทย การพัฒนาผู้สอนต้องเริ่มจากการส่งเสริมสำนึกสากลผ่านการเรียนการสอนวิชาชีพครูในระดับอุดมศึกษาและต่อเนื่องมาถึงการพัฒนาผู้สอนในสถานศึกษา สถาบันการศึกษาที่ผลิตครูต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สำนึกสากลต้องเป็นหนึ่งในปรัชญาการศึกษาของครู โดยนำไปบรรจุในหลักสูตรวิชาชีพครู หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาครูให้มีสำนึกสากล
2) ผู้สอนต้องสามารถจัดหลักสูตรและวิเคราะห์เนื้อหาที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสำนึกสากล โดยบูรณาการผ่านสาระการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนปรับเปลี่ยนวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง
3) ผู้สอนต้องมีบทบาทในการกระตุ้นผู้เรียนให้ใฝ่เรียนรู้ สนใจค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยต้องเข้าใจจิตวิทยาการศึกษาควบคู่กับการสอนทักษะชีวิต และต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อที่จะพัฒนาผู้เรียนได้เต็มตามศักยภาพ
3.2 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยครอบครัว
1) ผู้ปกครองต้องเป็นผู้มีโลกทัศน์กว้าง ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเด็ก
2) ผู้ปกครองต้องสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน และสนับสนุนประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ได้แก่ การติดตามข่าวสารต่างๆ และร่วมกันอภิปรายในครอบครัว สนับสนุนโอกาสการเรียนภาษาต่างประเทศ ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติต่างวัฒนธรรมในลักษณะต่างๆ
3) ครอบครัวต้องเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลร่วมกับโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม เชื่อมโยงการจัดการศึกษาระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนให้สอดคล้องกัน โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ปกครอง และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้ปกครองในรูปแบบต่างๆ
3.3 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยชุมชน และสถาบันทางสังคมอื่น
1) การจัดการศึกษาโดยชุมชนต้องเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนกับชุมชนผ่านวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากร แหล่งการเรียนรู้และวิถีชีวิตของคนในชุมชน และรัฐต้องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ให้กับผู้นำชุมชน
2) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยสื่อมวลชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและยากต่อการควบคุม สื่อจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าว มีวิธีการสะท้อนภาพข่าวความรุนแรงอย่างไร ให้เอื้อต่อการส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งเสริมสำนึกสากลคือโรงเรียนและครอบครัวต้องเตรียมเยาวชนให้รู้เท่าทันสื่อ รู้จักบริโภคสื่ออย่างมีวิจารณญาณ
3) ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีกลุ่มหรือตัวแทนสังคมเพื่อคัดกรองเนื้อหาในสื่อต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน สร้างมาตรการทางสังคม และสร้างสำนึกสากลให้เป็นค่านิยมที่คนในสังคมยอมรับร่วมกัน
4) หากในอนาคตสังคมให้ความสำคัญกับสำนึกสากลมากขึ้น และกำหนดให้การส่งเสริมสำนึกสากลเป็นวาระแห่งชาติ หน่วยงานทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันวางแผน นโยบายเพื่อส่งเสริมการมีสำนึกสากลของเยาวชน กระทรวงศึกษาธิการควรเป็นหน่วยงานหลักในการติดต่อประสานงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงวัฒนธรรม
|
|
|
|
ลำดับที่
|
8489 |
|
ชื่อผลงานวิจัย
|
แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน |
|
หัวข้อ(Eng)
|
EDUCATIONAL PROVISION GUIDELINES FOR THE PROMOTION OF YOUTH GLOBAL-MINDEDNESS |
|
ชื่อผู้วิจัย
|
ณิชา ฉิมทองดี |
|
ชื่อผู้วิจัย(Eng)
|
Nicha Chimthongdee |
|
การศึกษา
|
ครุศาสตรมหาบัณฑิต |
|
สถานที่ติดต่อ
|
ร.ร.รัตนศึกษา 1606/5 ม.6 ต.อู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี 72160 โทร 035-551019 |
|
สถานศึกษา
|
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย |
|
ประวัติความเป็นมา(history)
|
การขับเคลื่อนของโลกาภิวัตน์ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาได้ส่งผลให้โลกอยู่ในภาวะไร้พรมแดนที่ผู้คนในโลกก็ต่างล้วนมีชะตาชีวิตเกี่ยวข้องกันมากขึ้น และนำไปสู่ยุคแห่งการจัดระเบียบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสู่ระบบตลาดเสรี การพัฒนาจึงมีมิติเศรษฐกิจและการค้าพาณิชย์เป็นตัวนำ แต่การขาดกลไกทางสังคมในการกำกับ ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก และก่อให้เกิดปัญหาการจัดสรรทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม นำไปสู่ปัญหาสภาวะแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้น (โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ, 2547: 131; สุริชัย หวันแก้ว, 2548: 253-254) การสร้างให้มวลมนุษยชาติมีความเป็นพลโลกที่มีความเข้าใจที่ดีต่อกัน มีความรับผิดชอบ และมีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม จึงเป็นอุดมการณ์อันสูงส่งที่ต้องยึดมั่นร่วมกัน (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2539)
การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาอุดมการณ์ดังกล่าว เนื่องจากหน้าที่สำคัญของการศึกษาคือการพัฒนาบุคคลโดยการปลูกฝังค่านิยมทางสังคมและวัฒนธรรมทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ทั้งโดยเปิดเผยและแอบแฝง (ชนิตา รักษ์พลเมือง, 2534: 123) แนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อสำนึกสากลจึงเป็นแนวทางหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความเป็นพลโลกให้มีความตระหนักถึงสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของมวลมนุษยชาติ โดยไม่คำนึงถึงเพศ ชนชั้นและ เชื้อชาติที่แตกต่างกัน เป็นการปฏิวัติจิตสำนึกให้เกิดการสำนึกรู้ และการเลยตัวตนจากตนเองออกไปสู่การนึกถึงผู้อื่น อันจะนำมาสู่ดุลยภาพและสันติภาพของสังคมโลก ซึ่งสำนึกสากลตามของบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย หมายถึง ทรรศนะการมองโลกด้วยมุมมองที่กว้างไกล ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีการใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ทรัพยากรและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เห็นว่าทุกประเทศต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และถือว่ามนุษย์ทุกคนในโลกต่างเป็นหนึ่งในสมาชิกพลโลก มีสิทธิ เสรีภาพ และมีความเสมอภาคกัน
ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อสำนึกสากลให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยเฉพาะการจัดการศึกษาให้กับกลุ่มเยาวชนในช่วงวัยรุ่นหรือเยาวชนที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เนื่องจากเยาวชนกลุ่มนี้มีศักยภาพที่จะเรียนรู้และเข้าใจสำนึกสากลด้วยเหตุผลหลายประการ ประการแรก บุคคลมีแนวโน้มจะมีสำนึกสากลสูงขึ้นตามอายุ เนื่องมาจากวุฒิภาวะที่สูงขึ้น (Gillan, 1995) ประการที่สอง พฤติกรรมทางจริยธรรมของวัยรุ่นขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสังคม และกระบวนการขัดเกลาทางสังคมของบุคคล สิ่งที่ดีงามถูกต้อง คือ สิ่งที่คนในสังคมส่วนมากยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดีงามที่ถูกที่ควรในลักษณะที่เป็นสากลนิยมซึ่งจัดอยู่ในระดับจริยธรรมอย่างมีวิจารณญาณ (post conventional level) ในระดับจรรยาวิพากษ์ 3 ขั้น ของโคลเบอร์ก (Kolhberg) (พรรณทิพย์ ศิริวรรณบุศย์, 2547: 167-170)
นอกจากนี้ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสำนึกสากล พบว่า นอกจากปัจจัยด้านสถานศึกษาแล้ว ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสำนึกสากลอีกประการหนึ่ง คือ ปัจจัยด้านภูมิหลัง โดยบุคคลที่มีภูมิหลังต่างกันทั้งภูมิหลังด้านส่วนตัว ภูมิหลังด้านครอบครัว และภูมิหลังด้านการศึกษา จะมีสำนึกสากลต่างกัน ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาสำนึกสากลของเยาวชนโดยได้เลือกกลุ่มที่กำลังศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครซึ่งมีบริบทที่หลากหลาย เพื่อนำมาวิเคราะห์และนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชนต่อไป
|
|
วัตถุประสงค์(objective)
|
1.ศึกษาสำนึกสากลของเยาวชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร
2. เสนอแนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน |
|
เครื่องมือ(tool)
|
1. มาตรสำนึกสากลตามบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทย ของ ณัฎฐภรณ์ หลาวทอง (2544)
2. แนวคำถามประกอบการสนทนากลุ่มเยาวชน
3. แนวคำถามประกอบการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
|
|
การวิเคราะห์(analysis)
|
1. ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากมาตรสำนึกสากลตามบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยมาลงรหัสด้วย โปรแกรม SPSS 11.5 for Windows ใช้ค่าสถิติในการวิเคราะห์คือ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ และ Post Hoc หลังจากนั้นจึงนำมาแปลความหมายจากคะแนนของมาตรสำนึกสากลฯ ตามเกณฑ์เทียบ การมีสำนึกสากลของเยาวชน
2. นำข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการนำเสนอแนวทาง การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน 3. นำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสรุปแนวทางการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน
|
|
ข้อสรุป(summary)
|
1. ผลการสำรวจสำนึกสากลด้วยมาตรสำนึกสากลตามของบริบทสังคมวัฒนธรรมไทย พบว่าตัวแปรที่ส่งผลให้เยาวชนมีสำนึกสากลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 มีทั้งหมด 10 ตัวแปร ได้แก่ เพศ ระดับชั้น สถานที่ตั้งของโรงเรียนที่ศึกษา (เขตพื้นที่การศึกษา) คะแนนเฉลี่ยสะสม การมีเพื่อนชาว ต่างชาติหรือต่างวัฒนธรรม การติดตามข่าวสารต่างประเทศ การพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง การเรียนภาษาต่าง ประเทศอื่น (นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ) ความสามารถในการพูดภาษาถิ่น และการเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติ
2. ผลการสนทนากลุ่มเยาวชน พบว่าโดยภาพรวมเยาวชนมีความคิดเห็นเกี่ยวกับอิทธิพลที่ส่งผลต่อสำนึกสากลว่า การอบรมสั่งสอนและการเลี้ยงดูของบิดามารดา การอบรมสั่งสอนของครู การจัดกระบวนการเรียนรู้ สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน การเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ และการจัดกิจกรรมส่งเสริมสำนึกสากลจากหน่วยงานภายนอก ล้วนมีอิทธิพลต่อการส่งเสริมสำนึกสากลของ เยาวชน ทั้งเป็นปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยขัดขวาง โดยสถาบันครอบครัว สื่อมวลชน และโรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อการมีสำนึกสากลของเยาวชนด้านการยอมรับความหลาก หลายทางวัฒนธรรม การใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลก และการพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกันอย่างสันติค่อนข้างมาก แต่ด้านการเป็นสมาชิกพลโลกสถาบันทางสังคมดังกล่าวไม่ค่อยมีอิทธิพลมากนัก ส่วนองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องจะสนับสนุนการมีสำนึกสากลเฉพาะด้านการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลกเท่านั้น
เมื่อพิจารณาตามองค์ประกอบของสำนึกสากลพบว่า ด้านการยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม สถาบันครอบครัวมีอิทธิพลมากที่สุด โดยปลูกฝังให้ตระหนักถึงความ สำคัญและสนับสนุนการเรียนภาษาต่างประเทศ รองลงมาคือโรงเรียน โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาต่างประเทศที่หลากหลาย ด้านการใส่ใจต่อประเด็นปัญหาโลก และการพึ่งพาอาศัยและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สื่อมวลชนและโรงเรียนเป็นบทบาทหลักในการส่งเสริมสำนึกสากล โดยสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวสารผ่านสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อโทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต และหนังสือพิมพ์ ส่วนโรงเรียนส่งเสริมผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมต่างๆ และสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียน สำหรับด้านการเป็นสมาชิกพลโลก สถาบันที่มีบทบาทหลักคือ ครอบครัวและโรงเรียน ผ่านการอบรมสั่งสอนของพ่อแม่และครูอาจารย์ในเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และการเคารพในคุณค่าความเป็นมนุษย์
3. ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ
3.1 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยโรงเรียน
3.1.1 นโยบายการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
1) การพัฒนานโยบายการศึกษา
1.1) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมทั้งระบบการศึกษา ต้องพัฒนาทั้งผู้เรียน ผู้สอน หลักสูตร การจัดกระบวนการเรียนรู้ และการวัด ประเมินผล การกำกับติดตามและตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความตระหนักและนำไปสู่การสร้างสำนึกสากลอย่างแท้จริง
1.2) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องพัฒนาควบคู่กับสำนึกไทย โดยต้องสร้างเยาวชนให้ตระหนักถึงความเป็นไทย ซาบซึ้งในวัฒนธรรมไทย ใส่ใจประเด็นปัญหาของสังคมไทย ประพฤติตนเป็นพลเมืองดีของสังคม ในขณะเดียวกันก็ยอมรับความแตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรมของชนชาติอื่น ใส่ใจประเด็นปัญหาโลก และเข้าใจว่าตนเป็นสมาชิกหนึ่งของสังคมโลกที่ยังคงต้องพึ่งพาอาศัยกัน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างความเป็นไทยและความเป็นสากล
2) นโยบายเกี่ยวกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
2.1) ควรบรรจุสำนึกสากลไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ในหลักสูตรแกนกลาง ส่งเสริมการเรียนรู้เนื้อหาเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรมของต่างประเทศ ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยเริ่มจากสังคมใกล้ตัวคือประเทศเพื่อนบ้านและขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลก
2.2) การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมสำนึกสากล ต้องพัฒนาทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียนให้มากขึ้น โดยวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้นั้นๆ ต้องมีความหลากหลาย คำนึงถึงศักยภาพและความแตกต่างของผู้เรียน
3) นโยบายเกี่ยวกับการพัฒนาครู
การพัฒนาครูควรบรรจุสำนึกสากลไว้ในหลักสูตรวิชาชีพครูในระดับอุดมศึกษา เพื่อสร้างสำนึกสากลให้เกิดขึ้นในตัวครูก่อน และเป็นการเตรียมความพร้อมของครูก่อนจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนในอนาคต
3.1.2 เป้าหมายการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสรุปได้ว่า การศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลต้องเป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรมสากล อันเป็นคุณธรรมร่วมของมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา เข้าถึงความจริง ความดี ความงาม ตระหนักถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ยอมรับความแตกต่างระหว่างกัน มีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความรู้ความเข้าใจสังคมอื่นในโลก ธำรงรักษาสันติภาพและสิ่งแวดล้อม และมีความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นสมาชิกพลโลก
3.1.3 หลักสูตรการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากล
1) การจัดสาระการเรียนรู้
จากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปการพัฒนาหลักสูตรทั้งการจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางและหลักสูตรสถานศึกษา ได้ดังนี้
1.1) การจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลาง
(1) ต้องบรรจุสำนึกสากลไว้ในหลักสูตรแกนกลางทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาตระหนักถึงความสำคัญและพัฒนาผู้เรียนให้มีสำนึกสากล โดยมีการกำหนดเรื่องนี้ให้ชัดเจนและมีน้ำหนักมากขึ้น
(2) ควรเพิ่มสาระการเรียนรู้เพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสำนึกสากลในหลักสูตรแกนกลาง ได้แก่ สันติสุขศึกษา สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือกำหนดเป็นหัวข้อหลักในสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ในเรื่องความเข้าใจเกี่ยวกับสันติภาพและสิ่งแวดล้อม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย และความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม
1.2) การจัดสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรสถานศึกษา ต้องนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการผ่านทุกสาระการเรียนรู้ โดยมีสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นแกนหลัก เนื่องจากมีเนื้อหาที่เอื้อต่อการส่งเสริมสำนึกสากลมากที่สุด
2) การจัดกระบวนการเรียนรู้
2.1) การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดองค์ความรู้ ทักษะแล้วพัฒนาไปสู่ค่านิยม โดยการจัดกระบวนการเรียนต้องเป็นการพัฒนาทักษะกระบวนการคิดผ่านวิธีการต่างๆ ทั้งการคิดวิเคราะห์ คิดวิพากษ์ และการคิดแก้ปัญหา
2.2) การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องเน้นการปฏิบัติจริง ผ่านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยคำนึงถึงศักยภาพของผู้เรียนที่แตกต่างกัน
2.3) สำนึกสากลต้องจัดผ่านกระบวนการเรียนรู้ในสาระต่างๆ ทั้งในและนอกห้องเรียน ผ่านกิจกรรมทั้งในหลักสูตรและเสริมหลักสูตร วิถีชีวิตในโรงเรียน การค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และจากประสบการณ์ที่ร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติต่างวัฒนธรรม
3) การประเมินผล
ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นร่วมกันว่าการประเมินผลเรื่องสำนึกสากล ต้องเน้นการประเมินกระบวนการคิดของผู้เรียนเป็นหลัก ควบคู่กับการประเมินองค์ความรู้และการปฏิบัติ ซึ่งต้องเป็นการประเมินอย่างต่อเนื่อง ผ่านวิธีการที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับการจัดกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องนั้นๆ และต้องวัดประเมินผลให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
3.1.4 บทบาทของผู้เรียนในการส่งเสริมสำนึกสากล
ผู้เรียนต้องพัฒนาทักษะกระบวนการคิด โดยเฉพาะการคิดวิเคราะห์ การคิดวิพากษ์ คิดอย่างมีวิจารณญาณ และคิดแก้ปัญหา เพื่อนำไปสู่กระบวนการตัดสินใจปรับเปลี่ยนค่านิยมและพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทักษะดังกล่าวต้องเกิดจากการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติทั้งในและนอกห้องเรียน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผู้เรียนจึงต้องใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งให้ความเห็นว่าผู้เรียนอาจไม่ใช่บทบาทหลักในการส่งเสริมสำนึกสากล แต่ผู้เรียนต้องได้รับการปลูกฝัง ชี้แนะจากผู้สอน ผ่านการจัดกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ
3.1.5 บทบาทของผู้สอนในการส่งเสริมสำนึกสากล
ผลการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสามารถสรุปบทบาทของผู้สอนได้ดังต่อไปนี้
1) ผู้สอนต้องสร้างสำนึกสากลให้เกิดขึ้นในตนก่อน ต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ละเลยความเป็นไทย การพัฒนาผู้สอนต้องเริ่มจากการส่งเสริมสำนึกสากลผ่านการเรียนการสอนวิชาชีพครูในระดับอุดมศึกษาและต่อเนื่องมาถึงการพัฒนาผู้สอนในสถานศึกษา สถาบันการศึกษาที่ผลิตครูต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สำนึกสากลต้องเป็นหนึ่งในปรัชญาการศึกษาของครู โดยนำไปบรรจุในหลักสูตรวิชาชีพครู หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและพัฒนาครูให้มีสำนึกสากล
2) ผู้สอนต้องสามารถจัดหลักสูตรและวิเคราะห์เนื้อหาที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสำนึกสากล โดยบูรณาการผ่านสาระการเรียนรู้ต่างๆ ตลอดจนปรับเปลี่ยนวิธีจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างแท้จริง
3) ผู้สอนต้องมีบทบาทในการกระตุ้นผู้เรียนให้ใฝ่เรียนรู้ สนใจค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยต้องเข้าใจจิตวิทยาการศึกษาควบคู่กับการสอนทักษะชีวิต และต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อที่จะพัฒนาผู้เรียนได้เต็มตามศักยภาพ
3.2 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยครอบครัว
1) ผู้ปกครองต้องเป็นผู้มีโลกทัศน์กว้าง ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยาเด็ก
2) ผู้ปกครองต้องสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน และสนับสนุนประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ได้แก่ การติดตามข่าวสารต่างๆ และร่วมกันอภิปรายในครอบครัว สนับสนุนโอกาสการเรียนภาษาต่างประเทศ ตลอดจนการเข้าร่วมกิจกรรมกับชาวต่างชาติต่างวัฒนธรรมในลักษณะต่างๆ
3) ครอบครัวต้องเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลร่วมกับโรงเรียน โดยโรงเรียนต้องเป็นกลไกสำคัญที่จะผลักดันผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วม เชื่อมโยงการจัดการศึกษาระหว่างครอบครัวกับโรงเรียนให้สอดคล้องกัน โดยการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ปกครอง และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้ปกครองในรูปแบบต่างๆ
3.3 แนวทางการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยชุมชน และสถาบันทางสังคมอื่น
1) การจัดการศึกษาโดยชุมชนต้องเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียนกับชุมชนผ่านวิธีการต่างๆ ที่สอดคล้องกับทรัพยากร แหล่งการเรียนรู้และวิถีชีวิตของคนในชุมชน และรัฐต้องส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ให้กับผู้นำชุมชน
2) การจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมสำนึกสากลโดยสื่อมวลชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเยาวชนสามารถเข้าถึงข้อมูลและยากต่อการควบคุม สื่อจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการนำเสนอข่าว มีวิธีการสะท้อนภาพข่าวความรุนแรงอย่างไร ให้เอื้อต่อการส่งเสริมสำนึกสากลของเยาวชน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญบางท่านเสนอว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการส่งเสริมสำนึกสากลคือโรงเรียนและครอบครัวต้องเตรียมเยาวชนให้รู้เท่าทันสื่อ รู้จักบริโภคสื่ออย่างมีวิจารณญาณ
3) ผู้เชี่ยวชาญเสนอให้มีกลุ่มหรือตัวแทนสังคมเพื่อคัดกรองเนื้อหาในสื่อต่างๆ ที่ไม่เหมาะสมกับเยาวชน สร้างมาตรการทางสังคม และสร้างสำนึกสากลให้เป็นค่านิยมที่คนในสังคมยอมรับร่วมกัน
4) หากในอนาคตสังคมให้ความสำคัญกับสำนึกสากลมากขึ้น และกำหนดให้การส่งเสริมสำนึกสากลเป็นวาระแห่งชาติ หน่วยงานทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันวางแผน นโยบายเพื่อส่งเสริมการมีสำนึกสากลของเยาวชน กระทรวงศึกษาธิการควรเป็นหน่วยงานหลักในการติดต่อประสานงานร่วมกับกระทรวงอื่นๆ โดยเฉพาะกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงวัฒนธรรม
|
|
ปี
|
2551 |
|
|