ผลงานวิจัย

นางวิหาญ พละพร - thaied

Current Record: นางวิหาญ พละพร

นางวิหาญ พละพร

1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.47/76.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้
2. หลังจากใช้ชุดฝึกเสริมทักษะแล้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกเสริมทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5639
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
หัวข้อ(Eng) The Development of Skill Practice Packages on Mathematics Problem Solving on Multiplication and Division for Prathom Suksa IV Pupils
คำสำคัญ(keyword) ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นางวิหาญ พละพร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Wiharn Palaporn
ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ 7
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
สถานที่ติดต่อ (ที่อยู่) บ้านเลขที่ 117 หมู่ 5 บ้านอุ่นคำเจริญ ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 49130
(ที่ทำงาน) สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 49130
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี
ประวัติความเป็นมา(history) ประสบการณ์การฝึกทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาในชั้นเรียนนั้น เป็นรากฐานสำคัญถ่ายโอนไปสู่การพัฒนาวิธีการคิด และเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันให้กับผู้เรียนได้ (จรูญ จียโชค 2532: 28) และเป้าหมายสุดท้ายและสูงสุดของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือ ผู้เรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากแผนภูมิการสอนในคู่มือคณิตศาสตร์ คือ ผู้เรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากแผนภูมิการสอนในคู่มือครูคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาของสถาบันส่งเสริมการสอนคณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กำหนดให้การแก้โจทย์ปัญหาเป็นจุดประสงค์ปลายทางในเกือบทุกบทเรียน (กรมวิชาการ 2536 : 262 – 268) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งเพราะเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อค้นหาคำตอบ ที่ผู้เรียนรู้จักวางแผน รู้จักเลือกความคิดรวบยอด ใช้ทักษะการคิดคำนวณ ใช้หลักการ กฎหรือสูตรที่ได้เรียนไปแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปัญหานั้น ๆ ดังนั้นกระบวนการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ ตลอดจนสามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้ (สิริพร ทิพย์คง 2537:57)

แต่จากผลการประเมินคุณภาพเพื่อวินิจฉัยข้อบกพร่องของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ในรายสมรรถภาพทักษะการแก้โจทย์ปัญหามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.74 (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย 2544: 27) ซึ่งน้อยกว่าสมรรถภาพอื่น ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของกองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องการแก้โจทย์ปัญหา (อัฉราพรรณ เกิดแก้ว 2538: 89) และเมื่อพิจารณาด้านเนื้อหาพบว่าเนื้อหาเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร โจทย์ปัญหาระคน เป็นปัญหาของครูและนักเรียนมากที่สุด (วีระศักดิ์ พินิจ 2539: 3)

สาเหตุที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยเฉพาะทักษะการแก้โจทย์ปัญหาไม่บรรลุเป้าหมายนั้น มีสาเหตุหลายประการ คือ ปัญหาจากตัวนักเรียน เช่น นักเรียนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์เพราะมีตัวเลข สัญลักษณ์มาก ขาดความละเอียดรอบคอบ ดูโจทย์ผิด อ่านโจทย์ข้ามบรรทัด เขียนตัวเลขสลับที่ แปลโจทย์ปัญหาเป็นประโยคสัญลักษณ์ไม่คล่อง ไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบครูผู้สอน และได้รับทัศนคติหรือบอกกล่าวผิด ๆ ว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยาก เป็นต้น (วิริยะ บุญนิวาสน์ 2537: 26-30) ปัญหาของนักเรียนที่ขาดพลังจูงใจจาการที่ไม่เข้าใจในคณิตศาสตร์ ถูกข่มขู่ ลงโทษ บทเรียนน่าเบื่อหน่าย ก็มีผลกระทบต่อพลังใจของนักเรียนด้วย (สุโขทัยธรรมาธิราช 2537: 576) นอกจากนี้ปัญหาจากตัวครูผู้สอนกล่าวคือ ครูผู้สอนขาดความรู้ ความสามารถ ขาดทักษะ ครูใช้วิธีการสอนไม่เหมาะสมยังใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ขาดความกระตือรือร้น ทำให้บรรยากาศในการเรียนไม่เร้าใจ นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายและปัญหาด้านการสอนครูขาดการใช้สื่อ ขาดเทคนิคการสอน สอนโดยยึดเนื้อหาและยึดครูเป็นศูนย์กลาง ไม่คำนึงถึงนักเรียนและความแตกต่างระหว่างบุคคล (ยุพิน พิพิธกุล 2534: 3-4)

ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะเรื่องการคูณการหารนั้นครูจะต้องอาศัยวิธีการและเทคนิคการสอนที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจกระบวนการของการแก้โจทย์ปัญหา เนื่องจาการแก้โจทย์ปัญหาเป็นทักษะระดับสูงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนทักษะทางคณิตศาสตร์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ครูควรจัดโจทย์ปัญหาไว้หลาย ๆ ระดับ ตามความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความคับข้องใจ หรือขาดแรงจูงใจในการแก้โจทย์ปัญหา การเขียนโจทย์ปัญหาให้เป็นสัญลักษณ์ และการฝึกความสามารถในการแปลความหมายของโจทย์ (ดวงเดือน อ่อนน่วม 2533: 130) ซึ่งจะทำได้โดยการเรียนจากอุปกรณ์ของจริง การฝึกฝน การให้กระทำที่ซ้ำๆ เป็นขั้นตอน การใช้สื่อหรือแบบฝึกที่หลากหลาย ชุดฝึกเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนได้ฝึกใช้ความคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ได้จากตัวอย่าง ฝึกการแก้ปัญหาในตัวอย่าง ในการฝึกมาก ๆ และสม่ำเสมอของนักเรียน จะทำให้นักเรียนเข้าใจวิธีการคิดคำนวณ และดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ชุดฝึกเสริมทักษะสามารถช่วยให้นักเรียนทราบว่า เขาต้องทำแบบฝึกหัดในชุดไปเพื่ออะไร แบบฝึกหัดมีคุณค่าอย่างไร (สมทรง สุวพานิช 2539 : 74) ชุดฝึกเสริมทักษะจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ฝึกทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาดียิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้อง (ฉวีวรร กีรติกร 2537: 7 –8) ซึ่งมีนักการศึกษาหลายคนได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้แบบฝึก เช่น ยุพดี กะจะวงษ์ และคนอื่น ๆ (2535: 22-26) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกหัดในแบบเรียนและแบบฝึกหัดที่สร้างขึ้นพบว่าความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

จากแนวคิดและผลการวิจัยดังกล่าว สรุปได้ว่าแบบฝึกหรือชุดฝึกเป็นสื่อที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย ในกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มประสบการณ์อื่น โดยเฉพาะในรายสมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.74 ต่ำกว่าสมรรถภาพอื่น ๆ และในเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร นักเรียนได้คะแนนน้อยที่สุด (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย 2544 :27) ซึ่งเป้าหมายสูงสุดในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือ การแก้โจทย์ปัญหาเพราะผู้เรียนจะสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดเสริมทักษะเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และสนใจที่จะศึกษาว่าการเรียนโดยใช้ชุดเสริมฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นหรือไม่
แนวคิด(concept) 1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ ความสำคัญของคณิตศาสตร์ ธรรมชาติของคณิตศาสตร์ จุดประสงค์และโครงสร้างหลักสูตรคณิตศาสตร์ จิตวิทยาเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์ ทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์ หลักการสอนคณิตศาสตร์ แนวการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโจทย์ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์

2. แนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกเสริมทักษะ ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ ลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะ หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ และหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ
สมมุติฐาน(assumption) 1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) รูปแบบ One – Group Pretest – Posttest Design
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในโรงเรียนที่มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตั้งแต่ 30 คน ขึ้นไป ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 8 โรงเรียน นักเรียนจำนวน 319 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวงน้อย ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 1 ห้องเรียน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ
คำนิยาม(defination) ชุดฝึกเสริมทักษะ หมายถึง ชุดของแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับฝึกทักษะในเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ประกอบด้วย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม คำชี้แจง ตัวอย่าง แบบฝึกหัด แบบทดสอบ เกี่ยวกับโจทย์ปัญหาหารคูณการหารสร้างโดยยึดหลักการฝึกตามขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นทำความเข้าใจโจทย์และวิเคราะห์โจทย์ หมายถึง การให้ผู้เรียนอ่านโจทย์แปลความหายของโจทย์ แยกแยะว่าโจทย์กำหนดอะไรให้ โจทย์ต้องการให้หาอะไร ข้อมูลเพียงพอหรือไม่ มีสาระความรู้อะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
2. ขั้นวางแผนแก้ปัญหาและหาวิธีแก้ปัญหา หมายถึง เป็นการหาความเกี่ยวข้องกันระหว่างสิ่งที่โจทย์กำหนดให้กับสิ่งที่โจทย์ต้องการให้หา ต้องใช้ความคิดวางแผน โดยหาความสัมพันธ์จากเงื่อนไขและข้อมูลที่มีอยู่ ประกอบกับประสบการณ์ที่เคยใช้ คิดหาวิธีการว่าจะแก้อย่างไร วิธีใด เช่น อาจวาดภาพประกอบ สร้างตาราง แผนภูมิ ทดลอง เขียนประโยคสัญลักษณ์ แล้วกำหนดแนวทางในการแก้
3. ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาตามวิธีการที่วางไว้ หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ โดยเริ่มจากการตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผน เพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนให้ชัดเจน แล้วลงมือปฏิบัติจนกระทั่งหาคำตอบได้
4. ขั้นตรวจสอบผลการแก้ปัญหา หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้แก้ปัญหามองย้อนกลับไปที่ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ผ่านมา พิจารณาความถูกต้องของคำตอบและวิธีแก้ปัญหา ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาให้กระทัดรัด ชัดเจนเหมาะสมดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการมองถึงการใช้ประโยชน์จากวิธีการแก้ปัญหาที่ผ่านมากับปัญหาอื่น ๆ ในอนาคตอีกด้วย
โจทย์ปัญหาการคูณ หมายถึง สถานการณ์หรือคำถามที่ต้องการคำตอบ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข และข้อความที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการบวกจำนวนที่เท่า ๆ กันหลายครั้ง แสดงได้ด้วยการคูณจำนวนเพียงสองจำนวนคือ จำนวนครั้งที่นำมารวมกัน และจำนวนแต่ละครั้งที่เท่ากัน
โจทย์ปัญหาการหาร หมายถึง สถานการณ์หรือคำถามที่ต้องการคำตอบซึ่งประกอบด้วยตัวเลข และ
ข้อความที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งครั้งละเท่า ๆ กันหลายครั้ง แสดงได้ด้วยการหักออกครั้งละเท่า ๆ กัน
ประสิทธิภาพของชุดเสริมทักษะ หมายถึง ชุดฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคนอื่น ๆ 2521) จำแนกเป็น
75 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทำแบบทดสอบย่อยทุกชุด
75 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลอง
การสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสอนเนื้อหาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ก่อน แล้วให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดในชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 ชุด ซึ่งชุดฝึกเสริมทักษะได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ และนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพโดยทำการทดลองแบบรายบุคคล ทดลองกลุ่มเล็ก และทดลองภาคสนาม
2. แผนการสอนประกอบด้วยการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ จำนวน 12 แผน ซึ่งแผนการสอนนี้ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร วิชาคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบได้ผ่านการประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนกโดยใช้สูตรของ Brennan ปรากฏว่า แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .33 - .77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .23 - .77 และวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้หลักสูตร KR – 20 Kuder Richardson ได้ค่าความเชื่อมั่น . 91
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร ไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง ก่อนทำการสอนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะ
2. ก่อนดำเนินการทดลอง ได้แนะนำชี้แจงให้นักเรียนทราบจุดประสงค์ในการวิจัย วิธีการเรียนว่าต้องเรียนเนื้อหาให้เข้าใจก่อน แล้วให้นักเรียนทำชุดฝึกเสริมทักษะรายบุคลล และมีการทดสอบย่อยท้ายชุดฝึกเสริมทักษะทุกครั้ง
3. ดำเนินการสอนตามแผนการสอน โดยสอนเนื้อหาก่อน 30 นาที แล้วให้นักเรียนทำชุดฝึกพร้อมแบบทดสอบย่อยท้ายชุดฝึก 30 นาที ในแต่ละครั้งทุกชุด จำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 คาบ คาบละ 20 นาที รวม 36 คาบ
4. ชุดฝึกเสริมทักษะมี 12 ชุด แบ่งเป็นเนื้อหา คือ ชุดที่ 1 – 4 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ ชุดที่ 5- 8 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร ชุดที่ 9 – 12 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาระคนการคูณการหาร ในการสอนเนื้อหาก่อนใช้ชุดฝึกแต่ละชุด ผู้สอนจะต้องเชื่อมโยงเนื้อหาและกระบวนการที่ผ่านมาก่อนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงความรู้เดิมกับเนื้อหาใหม่
5. หลังจากการทดลองสิ้นสุด ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณการหารชุดเดิมไปทำการทดสอบอีกครั้ง
การวิเคราะห์(analysis) 1. หาประสิทธิภาพของชุดเสริมทักษะ โดยนำคะแนนนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อยหลังชุดฝึกเสริมทักษะทุกชุดมารวมกัน แล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละเทียบกับคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคนรวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ 75/75
2. เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติ t-test แบบ dependent โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS
ข้อสรุป(summary) 1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.47/76.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้
2. หลังจากใช้ชุดฝึกเสริมทักษะแล้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกเสริมทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1. ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ควรนำชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจและฝึกทักษะไปตามขั้นตอน เพราะชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้สร้างขึ้นได้แบ่งเนื้อหาการฝึกตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาอย่างชัดเจนไปทีละขั้นตอน และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ในการนำชุดฝึกเสริมทักษะไปใช้ ครูผู้สอนต้องศึกษาแผนการสอนและสอนเนื้อหาก่อน แล้วให้นักเรียนทำครั้งละหนึ่งชุด ขณะที่นักเรียนทำชุดฝึกครูต้องคอยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือโดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนช้า เมื่อนักเรียนทำเสร็จครูต้องตรวจผลงานแจ้งให้นักเรียนทราบและแก้ไขข้อบกพร่องทันทีที่พบ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจได้ถูกต้องและเป็นพื้นฐานในขั้นต่อไป
3. ในการฝึกแต่ละชุด เมื่อตรวจผลงานหากพบว่านักเรียนคนใดยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่น่าพอใจ ครูผู้สอนควรอธิบายให้คำแนะนำรายบุคคลและให้นักเรียนแก้ไข จนกว่านักเรียนคนนั้นจะเข้าใจ จึงให้ฝึกในชุดต่อไป
4. ผู้บริหารโรงเรียน ควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนคณิตศาสตร์นำชุดฝึกเสริมทักษะไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน เพราะการเรียนคณิตศาสตร์จะให้ได้ผลต้องให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ และหลากหลาย ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม
5. ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาควรจัดอบรมแก่ครูผู้สอนให้มีความรู้ความชำนาญในการสอน การสร้างสื่อหรือชุดฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนได้
ข้อเสนอแนะในการวิจัย
1. ควรมีการเปรียบเทียบการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหา ระหว่างการสอนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะกับการสอนด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อค้นหาวิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุด
2. ควรมีการศึกษาตัวแปร หรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะ เช่น เจคคติ ความคงทนทางการเรียน เพื่อพัฒนารูแบบการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
3. ควรมีการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะในเนื้อหาอื่นๆ หรือวิชาอื่น และในระดับขั้นต่างๆ ที่นักเรียนเข้าใจยากเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ง่ายขึ้น และเรียนรู้อย่างมีความสุข
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved