|
ลำดับที่
|
5639 |
|
ชื่อผลงานวิจัย
|
การพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 |
|
หัวข้อ(Eng)
|
The Development of Skill Practice Packages on Mathematics Problem Solving on Multiplication and Division for Prathom Suksa IV Pupils |
|
คำสำคัญ(keyword)
|
ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ ปี2545 |
|
ชื่อผู้วิจัย
|
นางวิหาญ พละพร |
|
ชื่อผู้วิจัย(Eng)
|
Mrs. Wiharn Palaporn |
|
ตำแหน่ง
|
ศึกษานิเทศก์ 7 |
|
การศึกษา
|
ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี |
|
สถานที่ติดต่อ
|
(ที่อยู่) บ้านเลขที่ 117 หมู่ 5 บ้านอุ่นคำเจริญ ต.นิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 49130 (ที่ทำงาน) สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร 49130 |
|
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration)
|
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 |
|
ประเภท
|
วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี |
|
สถานที่จัดเก็บผลงาน
|
ห้องสมุด บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี |
|
ประวัติความเป็นมา(history)
|
ประสบการณ์การฝึกทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาในชั้นเรียนนั้น เป็นรากฐานสำคัญถ่ายโอนไปสู่การพัฒนาวิธีการคิด และเสริมสร้างทักษะการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ในชีวิตประจำวันให้กับผู้เรียนได้ (จรูญ จียโชค 2532: 28) และเป้าหมายสุดท้ายและสูงสุดของการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือ ผู้เรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากแผนภูมิการสอนในคู่มือคณิตศาสตร์ คือ ผู้เรียนมีทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ซึ่งจะเห็นได้จากแผนภูมิการสอนในคู่มือครูคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาของสถาบันส่งเสริมการสอนคณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ได้กำหนดให้การแก้โจทย์ปัญหาเป็นจุดประสงค์ปลายทางในเกือบทุกบทเรียน (กรมวิชาการ 2536 : 262 – 268) เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งถือเป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งเพราะเป็นกระบวนการที่ใช้เพื่อค้นหาคำตอบ ที่ผู้เรียนรู้จักวางแผน รู้จักเลือกความคิดรวบยอด ใช้ทักษะการคิดคำนวณ ใช้หลักการ กฎหรือสูตรที่ได้เรียนไปแล้วมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับปัญหานั้น ๆ ดังนั้นกระบวนการแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่นักเรียนทุกคนจะต้องเรียนรู้ให้เข้าใจ ตลอดจนสามารถคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้ (สิริพร ทิพย์คง 2537:57)
แต่จากผลการประเมินคุณภาพเพื่อวินิจฉัยข้อบกพร่องของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ในรายสมรรถภาพทักษะการแก้โจทย์ปัญหามีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.74 (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย 2544: 27) ซึ่งน้อยกว่าสมรรถภาพอื่น ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของกองวิจัยทางการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พบว่านักเรียนชั้นประถมศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับไม่น่าพอใจ โดยเฉพาะเรื่องการแก้โจทย์ปัญหา (อัฉราพรรณ เกิดแก้ว 2538: 89) และเมื่อพิจารณาด้านเนื้อหาพบว่าเนื้อหาเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร โจทย์ปัญหาระคน เป็นปัญหาของครูและนักเรียนมากที่สุด (วีระศักดิ์ พินิจ 2539: 3)
สาเหตุที่ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์โดยเฉพาะทักษะการแก้โจทย์ปัญหาไม่บรรลุเป้าหมายนั้น มีสาเหตุหลายประการ คือ ปัญหาจากตัวนักเรียน เช่น นักเรียนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์เพราะมีตัวเลข สัญลักษณ์มาก ขาดความละเอียดรอบคอบ ดูโจทย์ผิด อ่านโจทย์ข้ามบรรทัด เขียนตัวเลขสลับที่ แปลโจทย์ปัญหาเป็นประโยคสัญลักษณ์ไม่คล่อง ไม่สนใจการเรียน ไม่ชอบครูผู้สอน และได้รับทัศนคติหรือบอกกล่าวผิด ๆ ว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่ยาก เป็นต้น (วิริยะ บุญนิวาสน์ 2537: 26-30) ปัญหาของนักเรียนที่ขาดพลังจูงใจจาการที่ไม่เข้าใจในคณิตศาสตร์ ถูกข่มขู่ ลงโทษ บทเรียนน่าเบื่อหน่าย ก็มีผลกระทบต่อพลังใจของนักเรียนด้วย (สุโขทัยธรรมาธิราช 2537: 576) นอกจากนี้ปัญหาจากตัวครูผู้สอนกล่าวคือ ครูผู้สอนขาดความรู้ ความสามารถ ขาดทักษะ ครูใช้วิธีการสอนไม่เหมาะสมยังใช้วิธีการสอนแบบบรรยาย ขาดความกระตือรือร้น ทำให้บรรยากาศในการเรียนไม่เร้าใจ นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายและปัญหาด้านการสอนครูขาดการใช้สื่อ ขาดเทคนิคการสอน สอนโดยยึดเนื้อหาและยึดครูเป็นศูนย์กลาง ไม่คำนึงถึงนักเรียนและความแตกต่างระหว่างบุคคล (ยุพิน พิพิธกุล 2534: 3-4)
ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการแก้ปัญหาโดยเฉพาะเรื่องการคูณการหารนั้นครูจะต้องอาศัยวิธีการและเทคนิคการสอนที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจกระบวนการของการแก้โจทย์ปัญหา เนื่องจาการแก้โจทย์ปัญหาเป็นทักษะระดับสูงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนทักษะทางคณิตศาสตร์หลายอย่างเข้าด้วยกัน ครูควรจัดโจทย์ปัญหาไว้หลาย ๆ ระดับ ตามความรู้ความสามารถและประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน เพื่อไม่ให้เด็กเกิดความคับข้องใจ หรือขาดแรงจูงใจในการแก้โจทย์ปัญหา การเขียนโจทย์ปัญหาให้เป็นสัญลักษณ์ และการฝึกความสามารถในการแปลความหมายของโจทย์ (ดวงเดือน อ่อนน่วม 2533: 130) ซึ่งจะทำได้โดยการเรียนจากอุปกรณ์ของจริง การฝึกฝน การให้กระทำที่ซ้ำๆ เป็นขั้นตอน การใช้สื่อหรือแบบฝึกที่หลากหลาย ชุดฝึกเป็นสื่อชนิดหนึ่งที่จะทำให้นักเรียนได้ฝึกใช้ความคิดเชิงคณิตศาสตร์ที่ได้จากตัวอย่าง ฝึกการแก้ปัญหาในตัวอย่าง ในการฝึกมาก ๆ และสม่ำเสมอของนักเรียน จะทำให้นักเรียนเข้าใจวิธีการคิดคำนวณ และดำเนินการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ชุดฝึกเสริมทักษะสามารถช่วยให้นักเรียนทราบว่า เขาต้องทำแบบฝึกหัดในชุดไปเพื่ออะไร แบบฝึกหัดมีคุณค่าอย่างไร (สมทรง สุวพานิช 2539 : 74) ชุดฝึกเสริมทักษะจึงเป็นเครื่องมือที่ใช้ฝึกทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาดียิ่งขึ้น สามารถแก้ปัญหาได้ถูกต้อง (ฉวีวรร กีรติกร 2537: 7 –8) ซึ่งมีนักการศึกษาหลายคนได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการใช้แบบฝึก เช่น ยุพดี กะจะวงษ์ และคนอื่น ๆ (2535: 22-26) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากการสอนโดยใช้แบบฝึกหัดในแบบเรียนและแบบฝึกหัดที่สร้างขึ้นพบว่าความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของกลุ่มทดลอง กลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
จากแนวคิดและผลการวิจัยดังกล่าว สรุปได้ว่าแบบฝึกหรือชุดฝึกเป็นสื่อที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียน ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ซึ่งการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2543 ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย ในกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ต่ำกว่ากลุ่มประสบการณ์อื่น โดยเฉพาะในรายสมรรถภาพการแก้โจทย์ปัญหา มีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 57.74 ต่ำกว่าสมรรถภาพอื่น ๆ และในเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณและการหาร นักเรียนได้คะแนนน้อยที่สุด (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย 2544 :27) ซึ่งเป้าหมายสูงสุดในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ คือ การแก้โจทย์ปัญหาเพราะผู้เรียนจะสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้จากการเรียนไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
จากปัญหาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนาชุดเสริมทักษะเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 และสนใจที่จะศึกษาว่าการเรียนโดยใช้ชุดเสริมฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้นหรือไม่ |
|
แนวคิด(concept)
|
1. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับวิชาคณิตศาสตร์ ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ ความสำคัญของคณิตศาสตร์ ธรรมชาติของคณิตศาสตร์ จุดประสงค์และโครงสร้างหลักสูตรคณิตศาสตร์ จิตวิทยาเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์ ทฤษฎีการสอนคณิตศาสตร์ หลักการสอนคณิตศาสตร์ แนวการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโจทย์ปัญหา และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
2. แนวคิดและหลักการที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกเสริมทักษะ ประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ ความหมายของแบบฝึกเสริมทักษะ ลักษณะของแบบฝึกเสริมทักษะ ประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะ หลักการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ และหลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ |
|
วัตถุประสงค์(objective)
|
1.เพื่อพัฒนาชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหารสำหรับนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ
|
|
สมมุติฐาน(assumption)
|
1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน |
|
แนวทางการปฏิบัติ(regulation)
|
การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) รูปแบบ One – Group Pretest – Posttest Design |
|
กลุ่มตัวอย่าง(sample)
|
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในโรงเรียนที่มีนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ตั้งแต่ 30 คน ขึ้นไป ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 8 โรงเรียน นักเรียนจำนวน 319 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านหนองแวงน้อย ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544 ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร จำนวน 1 ห้องเรียน 33 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย
|
|
ตัวแปร(variable)
|
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีการสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ |
|
คำนิยาม(defination)
|
ชุดฝึกเสริมทักษะ หมายถึง ชุดของแบบฝึกหัดที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นสำหรับฝึกทักษะในเรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ประกอบด้วย จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม คำชี้แจง ตัวอย่าง แบบฝึกหัด แบบทดสอบ เกี่ยวกับโจทย์ปัญหาหารคูณการหารสร้างโดยยึดหลักการฝึกตามขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นทำความเข้าใจโจทย์และวิเคราะห์โจทย์ หมายถึง การให้ผู้เรียนอ่านโจทย์แปลความหายของโจทย์ แยกแยะว่าโจทย์กำหนดอะไรให้ โจทย์ต้องการให้หาอะไร ข้อมูลเพียงพอหรือไม่ มีสาระความรู้อะไรที่เกี่ยวข้องบ้าง
2. ขั้นวางแผนแก้ปัญหาและหาวิธีแก้ปัญหา หมายถึง เป็นการหาความเกี่ยวข้องกันระหว่างสิ่งที่โจทย์กำหนดให้กับสิ่งที่โจทย์ต้องการให้หา ต้องใช้ความคิดวางแผน โดยหาความสัมพันธ์จากเงื่อนไขและข้อมูลที่มีอยู่ ประกอบกับประสบการณ์ที่เคยใช้ คิดหาวิธีการว่าจะแก้อย่างไร วิธีใด เช่น อาจวาดภาพประกอบ สร้างตาราง แผนภูมิ ทดลอง เขียนประโยคสัญลักษณ์ แล้วกำหนดแนวทางในการแก้
3. ขั้นดำเนินการแก้ปัญหาตามวิธีการที่วางไว้ หมายถึง การลงมือปฏิบัติตามแผนที่วางไว้ โดยเริ่มจากการตรวจสอบความเป็นไปได้ของแผน เพิ่มเติมรายละเอียดต่าง ๆ ของแผนให้ชัดเจน แล้วลงมือปฏิบัติจนกระทั่งหาคำตอบได้
4. ขั้นตรวจสอบผลการแก้ปัญหา หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้แก้ปัญหามองย้อนกลับไปที่ขั้นตอนต่าง ๆ ที่ผ่านมา พิจารณาความถูกต้องของคำตอบและวิธีแก้ปัญหา ปรับปรุงวิธีการแก้ปัญหาให้กระทัดรัด ชัดเจนเหมาะสมดีขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งการมองถึงการใช้ประโยชน์จากวิธีการแก้ปัญหาที่ผ่านมากับปัญหาอื่น ๆ ในอนาคตอีกด้วย
โจทย์ปัญหาการคูณ หมายถึง สถานการณ์หรือคำถามที่ต้องการคำตอบ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข และข้อความที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการบวกจำนวนที่เท่า ๆ กันหลายครั้ง แสดงได้ด้วยการคูณจำนวนเพียงสองจำนวนคือ จำนวนครั้งที่นำมารวมกัน และจำนวนแต่ละครั้งที่เท่ากัน
โจทย์ปัญหาการหาร หมายถึง สถานการณ์หรือคำถามที่ต้องการคำตอบซึ่งประกอบด้วยตัวเลข และ
ข้อความที่ก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการแบ่งครั้งละเท่า ๆ กันหลายครั้ง แสดงได้ด้วยการหักออกครั้งละเท่า ๆ กัน
ประสิทธิภาพของชุดเสริมทักษะ หมายถึง ชุดฝึกเสริมทักษะที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน75/75 (ชัยยงค์ พรหมวงศ์ และคนอื่น ๆ 2521) จำแนกเป็น
75 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทำแบบทดสอบย่อยทุกชุด
75 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลอง
การสอนโดยใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยการสอนเนื้อหาให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ก่อน แล้วให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดในชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
|
|
เครื่องมือ(tool)
|
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย
1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 12 ชุด ซึ่งชุดฝึกเสริมทักษะได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ และนำไปทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพโดยทำการทดลองแบบรายบุคคล ทดลองกลุ่มเล็ก และทดลองภาคสนาม
2. แผนการสอนประกอบด้วยการใช้ชุดฝึกเสริมทักษะ จำนวน 12 แผน ซึ่งแผนการสอนนี้ได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร วิชาคณิตศาสตร์ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ ซึ่งแบบทดสอบได้ผ่านการประเมินความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาและจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมจากผู้เชี่ยวชาญ โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) นำแบบทดสอบไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนกโดยใช้สูตรของ Brennan ปรากฏว่า แบบทดสอบมีค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง .33 - .77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง .23 - .77 และวิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับโดยใช้หลักสูตร KR – 20 Kuder Richardson ได้ค่าความเชื่อมั่น . 91 |
|
การรวบรวมข้อมูล(gathering)
|
1. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร ไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่าง ก่อนทำการสอนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะ
2. ก่อนดำเนินการทดลอง ได้แนะนำชี้แจงให้นักเรียนทราบจุดประสงค์ในการวิจัย วิธีการเรียนว่าต้องเรียนเนื้อหาให้เข้าใจก่อน แล้วให้นักเรียนทำชุดฝึกเสริมทักษะรายบุคลล และมีการทดสอบย่อยท้ายชุดฝึกเสริมทักษะทุกครั้ง
3. ดำเนินการสอนตามแผนการสอน โดยสอนเนื้อหาก่อน 30 นาที แล้วให้นักเรียนทำชุดฝึกพร้อมแบบทดสอบย่อยท้ายชุดฝึก 30 นาที ในแต่ละครั้งทุกชุด จำนวน 12 ครั้ง ครั้งละ 3 คาบ คาบละ 20 นาที รวม 36 คาบ
4. ชุดฝึกเสริมทักษะมี 12 ชุด แบ่งเป็นเนื้อหา คือ ชุดที่ 1 – 4 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ ชุดที่ 5- 8 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาการหาร ชุดที่ 9 – 12 เป็นเรื่อง โจทย์ปัญหาระคนการคูณการหาร ในการสอนเนื้อหาก่อนใช้ชุดฝึกแต่ละชุด ผู้สอนจะต้องเชื่อมโยงเนื้อหาและกระบวนการที่ผ่านมาก่อนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความคิดที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงความรู้เดิมกับเนื้อหาใหม่
5. หลังจากการทดลองสิ้นสุด ผู้วิจัยได้นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณการหารชุดเดิมไปทำการทดสอบอีกครั้ง |
|
การวิเคราะห์(analysis)
|
1. หาประสิทธิภาพของชุดเสริมทักษะ โดยนำคะแนนนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทำแบบทดสอบย่อยหลังชุดฝึกเสริมทักษะทุกชุดมารวมกัน แล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละเทียบกับคะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคนรวมกันแล้วหาค่าเฉลี่ยร้อยละ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพ 75/75
2. เปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้สถิติ t-test แบบ dependent โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS
|
|
ข้อสรุป(summary)
|
1. ชุดฝึกเสริมทักษะวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 82.47/76.77 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 ที่ตั้งไว้
2. หลังจากใช้ชุดฝึกเสริมทักษะแล้ว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหาการคูณการหาร สูงกว่าก่อนใช้ชุดฝึกเสริมทักษะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .01
|
|
ข้อเสนอแนะ(suggestion)
|
ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้
1. ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ควรนำชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจและฝึกทักษะไปตามขั้นตอน เพราะชุดฝึกเสริมทักษะที่ผู้สร้างขึ้นได้แบ่งเนื้อหาการฝึกตามขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาอย่างชัดเจนไปทีละขั้นตอน และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 75/75
2. ในการนำชุดฝึกเสริมทักษะไปใช้ ครูผู้สอนต้องศึกษาแผนการสอนและสอนเนื้อหาก่อน แล้วให้นักเรียนทำครั้งละหนึ่งชุด ขณะที่นักเรียนทำชุดฝึกครูต้องคอยดูแลให้คำแนะนำช่วยเหลือโดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนช้า เมื่อนักเรียนทำเสร็จครูต้องตรวจผลงานแจ้งให้นักเรียนทราบและแก้ไขข้อบกพร่องทันทีที่พบ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจได้ถูกต้องและเป็นพื้นฐานในขั้นต่อไป
3. ในการฝึกแต่ละชุด เมื่อตรวจผลงานหากพบว่านักเรียนคนใดยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่น่าพอใจ ครูผู้สอนควรอธิบายให้คำแนะนำรายบุคคลและให้นักเรียนแก้ไข จนกว่านักเรียนคนนั้นจะเข้าใจ จึงให้ฝึกในชุดต่อไป
4. ผู้บริหารโรงเรียน ควรส่งเสริมให้ครูผู้สอนคณิตศาสตร์นำชุดฝึกเสริมทักษะไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพิ่มเติมจากหนังสือเรียน เพราะการเรียนคณิตศาสตร์จะให้ได้ผลต้องให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติบ่อย ๆ ซ้ำ ๆ และหลากหลาย ทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม
5. ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาควรจัดอบรมแก่ครูผู้สอนให้มีความรู้ความชำนาญในการสอน การสร้างสื่อหรือชุดฝึกเสริมทักษะประกอบการสอนได้
ข้อเสนอแนะในการวิจัย
1. ควรมีการเปรียบเทียบการสอนคณิตศาสตร์ เรื่องโจทย์ปัญหา ระหว่างการสอนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะกับการสอนด้วยวิธีอื่น ๆ เพื่อค้นหาวิธีการสอนที่เหมาะสมที่สุด
2. ควรมีการศึกษาตัวแปร หรือปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเรียนด้วยชุดฝึกเสริมทักษะ เช่น เจคคติ ความคงทนทางการเรียน เพื่อพัฒนารูแบบการสอนให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
3. ควรมีการสร้างชุดฝึกเสริมทักษะในเนื้อหาอื่นๆ หรือวิชาอื่น และในระดับขั้นต่างๆ ที่นักเรียนเข้าใจยากเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ง่ายขึ้น และเรียนรู้อย่างมีความสุข |
|
ปี
|
2545 |