ผลงานวิจัย

นางสาวนัยนา เที่ยงภักดี - thaied

Current Record: นางสาวนัยนา เที่ยงภักดี

นางสาวนัยนา เที่ยงภักดี

1. นักเรียนมีทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.42)
2. นักเรียนมีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง( X = 3.28)
3. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4440)
4. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความรู้ความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมและด้านการรายงานพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4572 r = 0.1815 ตามลำดับ)
5. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความรู้สึกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมกับการรายงานพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4049 และ 0.1869ตามลำดับ)
6. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความโน้มเอียงที่ต้องการจะปฏิบัติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4031)

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 950
ชื่อผลงานวิจัย ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพละศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น
หัวข้อ(Eng) The Relationship between Attitudes Towards Physical Education and Exercise Behavior of Higher Secondary Education Students under the Jurisdiction of the General Education Department Khon Kaen Province
คำสำคัญ(keyword) ความสัมพันธ์ ทัศนคติ วิชาพลศึกษา พฤติกรรมการออกกำลังกาย ปี2542
ชื่อผู้วิจัย นางสาวนัยนา เที่ยงภักดี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss.Naiyana Tiangphakdee
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) วิชาพลศึกษามีความสำคัญ ตั้งแต่อดีต จนกระทั่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่าวิชาพลศึกษาเข้ามามีบทบาทในโรงเรียน ดังจะเห็นได้จากนโยบายและแนวทางการดำเนินการจัดการศึกษาของกรมสามัญศึกษา ตามแผนการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมระยะที่ 8(พ.ศ.2540-2544) การเรียนการสอนในโรงเรียนที่ใช้กันในปัจจุบันวิชาพลศึกษามีบทบาทในการศึกษาทุกระดับชั้นเช่นเดียวกัน หลักสูตรที่ใช้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีบทบาทสำคัญในการเลือกคณะในการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ถ้านักเรียนเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่าวิชาพลศึกษานักเรียนก็จะเลือกเรียนพลศึกษาด้วยหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายพุทธศักราช 2524(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)

ในการสอนวิชาพลศึกษานอกจากจะต้องให้ความรู้และทักษะตลอดจนคุณธรรมต่าง ๆ ในสังคมแล้วจะต้องคำนึงถึงด้านทัศนคติโดยเฉพาะต่อวิชาพลศึกษาและการออกกำลังกายด้วยจึงควรให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามความสามารถของแต่ละคนและประสบความสำเร็จในการกระทำของตน จะช่วยให้นักเรียนมีความสนใจและต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นต่อไปอีกถึงแม้เป็นนอกเวลาเรียนก็ตาม นอกจากนี้หลักสูตรในการสอน ตัวผู้สอน อุปกรณ์ สถานที่ กิจกรรมในการเรียน ฯลฯ ก็มีผลต่อทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาพลศึกษาด้วย


ในการที่บุคคลจะมีสุขภาพสมบูรณ์และปราศจากโรคนั้น เกิดจากลักษณะทางชีวภาพร่วมกับการมีพฤติกรรมสุขภาพต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ส่วนการที่บุคคลจะมีพฤติกรรมสุขภาพต่าง ๆ นั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะทางจิตใจและสภาพแวดล้อมของบุคคล รวมทั้งลักษณะทางชีวภาพของบุคคล เช่น กรรมพันธุ์ ความชรา และความเจ็บป่วยในปัจจุบัน(ปรับปรุงจาก Rodin and Salovey, 1989) สาเหตุทางด้านสภาพแวดล้อมมีอิทธิพลที่สำคัญต่อพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นเด็กและวัยรุ่น ส่วนสาเหตุทางจิตใจสำคัญต่อพฤติกรรมของบุคคลที่เป็นวัยรุ่นตอนปลายและผู้ใหญ่(ดวงเดือน พันธุมนาวิน, 2538)โดยเฉพาะทัศนคติ ซึ่งจากรายงานการวิจัยพบว่ามีส่วนทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมการออกกำลังกายและการมีสุขภาพดีเป็นอย่างมาก จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่นในครั้งนี้


แนวคิด(concept) 1. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษา

1.1 ความหมายของทัศนคติ

1.2 องค์ประกอบของทัศนคติ

1.3 การเกิดทัศนคติ

1.4 การวัดทัศนคติ

1.5 ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษา

2. พฤติกรรมการออกกำลังกาย

2.1 แนวคิดของการออกกำลังกาย

2.2 ความหมายของการออกกำลังกาย

2.3 ประโยชน์ของการออกกำลังกาย

2.4 หลักวิธีการออกกำลังกาย

2.5 พฤติกรรมการออกกำลังกาย

2.6 ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติกับพฤติกรรม

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น
2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น
3. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น
สมมุติฐาน(assumption) ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น มีความสัมพันธ์กันในทางบวก
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดขอนแก่นปีการศึกษา 2541 จำนวน 31,569 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น จำนวน 395 คน ซึ่งได้จากวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยวิธีสุ่มแบบโควต้า(Quata Random)แบ่งขนาดตามขนาดของโรงเรียน คือ ขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก โดยแบ่งนักเรียนตามสัดส่วนของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนและตามจำนวรนักเรียนในแต่ละระดับชั้น และสุ่มนักเรียนโดยวิธีการอย่างง่าย(Simple random sampling)
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น คือ ทัศนคติต่อวิชาชีพ ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการออกกำลังกาย
คำนิยาม(defination) 1. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษา หมายถึง ความรู้สึก นึกคิด ความเชื่อ ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อวิชาพลศึกษา ที่ครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ความรู้ ความรู้สึก และความโน้มเอียงที่จะปฏิบัติ ซึ่งพิจารณาจากคะแนนรวมของแบบวัดที่ผู้วิจัวร้างขึ้นโดยแบ่งทัศนคติเป็น 5 ระดับ ตั้งแต่ ดีมาก ดี ปานกลาง ไม่ดี ไม่ดีอย่างยิ่ง
2. พฤติกรรมการออกกำลังกาย หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกและสังเกตได้ ซึ่งครอบคลุมทั้ง 3 องค์ประกอบ คือ ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และความโน้มเอียงที่จะปฏิบัติเกี่ยวกับการออกกำลังกาย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีทั้งหมด 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของนักเรียน
ตอนที่ 2 แบบวัดทัศนคติต่อวิชาพลศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.83
ตอนที่ 3 แบบวัดพฤติกรรมการออกกำลังกาย มีค่าความเที่ยงเท่ากับ0.74-0.82
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+
1. แจกแจงความถี่และอัตราร้อยละของข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไป
2. คำนวณค่ามัชฌิมเลขคณิต(X) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ของแบบวัตทัศนคติวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกาย
3. หาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกาย(ด้านการมุ่งกระทำพฤติกรรมการออกกำลังกายกับการรายงานพฤติกรรมการออกกำลังกาย)โดยหาค่าสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน(Pearson Product Moment Correlation Coefficient)
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนมีทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาอยู่ในระดับปานกลาง ( X = 3.42)
2. นักเรียนมีพฤติกรรมการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง( X = 3.28)
3. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4440)
4. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความรู้ความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมและด้านการรายงานพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4572 r = 0.1815 ตามลำดับ)
5. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความรู้สึกมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมกับการรายงานพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4049 และ 0.1869ตามลำดับ)
6. ทัศนคติต่อวิชาพลศึกษาด้านความโน้มเอียงที่ต้องการจะปฏิบัติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายด้านมุ่งกระทำพฤติกรรมการออกกำลังกายอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001(r = 0.4031)
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
โรงเรียนและครูผู้สอนควรอธิบายให้นักเรียนทราบประโยชน์ของการออกกำลังกายและเห็นคุณค่าของวิชาพลศึกษา เช่น จัดตั้งชมรมกีฬาต่าง ๆ ในโรงเรียนและมีการแข่งขันประเภทต่าง ๆ อยู่เรื่อย ๆ จะได้ทำให้เด็กได้หันมาสนใจกีฬามากขึ้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้อย่างน้อยจะทำให้นักเรียนห่างไกลยาเสพติด ซึ่งจะทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและมีชีวิตประจำวันที่ดี ดังคำกล่าวที่ว่า ชีวิตแจ่มใสย่อมอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากับพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดขอนแก่นกับจังหวัดอื่น
2. ควรมีการวิจัยทัศนคติต่อวิชาพลศึกษากัลพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักเรียนมัธยมศึกษาที่เป็นนักกีฬาและไม่เป็นนักกีฬาทั้งในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย
3. ควรมีการศึกษาตัวแปรอื่นๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมการออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อการการสอนวิชาพลศึกษา
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved