ผลงานวิจัย

นางจิตกวี เจริญผล - thaied

Current Record: นางจิตกวี เจริญผล

นางจิตกวี เจริญผล

ผู้วิจัยได้สร้างแผนการสอนขึ้น 10 แผน พร้อมสร้างแบบฝึกและข้อทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนไปด้วย เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึก ได้ทำการทดลอง 3 ครั้ง โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ,br> การนำแบบฝึกหัดไปใช้เพื่อพัฒนาการอ่าออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองตอ สปอ.เนินสง่า สปจ.ชัยภูมิ ผลปรากฎว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 39.76%
หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 74.38%
แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำโดยใช้แบบฝึกที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 922
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการอ่าน ร ล ว ควบกล้ำ โดยใช้แบบฝึกของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองตอ
หัวข้อ(Eng) The Development of Diphthongal Cosonants Pronunciation of Level Four Students at Bannongtor Amphur Noensanga, Chaiyaphum by Using Pronunciation Drill
คำสำคัญ(keyword) การพัฒนา การอ่านคำควบกล้ำ ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นางจิตกวี เจริญผล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Jitkawee Jaroenphon
ตำแหน่ง อาจารย์ 2 ระดับ 6
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนบ้านหนองตอ อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ โทร. 01-6001520
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคลที่ได้รับทุนอุดหนุน จากคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2542
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กทม. 10300
ประวัติความเป็นมา(history) การอ่านมีความสำคัญต่อการศึกษาของมนุษย์ในยุคข่าวสาร ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นวัยใดก็ตาม โดยเฉพาะกับผู้ที่กำลังศึกษาเล่าเรียน เช่น เด็กในโรงเรียนประถมศึกษา เพราะการศึกษาในระดับนี้เป็นการศึกษาสำหรับมวลชนที่มุ่งผู้เรียนมีความรู้ขั้นพื้นฐาน มีทักษะ เจตคติ และบุคลิกภาพที่สอดคล้องกับการเป็นพลเมืองดีของชาติ การที่นักเรียนจะมีคุณสมบัติดังกล่าว ต้องอาศัยการเรียนรู้ สุปรียา มาลากาญจน์(2525, หน้า 55) ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความสำคัญของการอ่านไว้ว่า การอ่านเป็นทักษะสำคัญในการเรียนภาษาของนักเรียน ในการแสวงหาความรู้ต่าง ๆ ต้องใช้การอ่านทั้งสิ้น
กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดลักษณะการอ่านไว้ 3 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง การอ่านในใจ การอ่านทำนองเสนาะ จากการศึกษา สาเหตุประการสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านตอ อำเภอเนินสง่า จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งจากการศึกษาสาเหตุปัญหา โดยเฉพาะการอ่านอกเสียง ร ล ว ควบกล้ำของนักเรียนไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ และมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มภาษาไทยต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้กำหนดไว้ร้อยละ 70 ซึ่งสรุปสาเหตุของปัญหาได้ 2 ด้าน คือ ด้านครูผู้สอน คือ ตัวครูเป็นศูนย์กลาง ครูไม่เตรียมการสอนอุปกรณ์และแบบฝึกหัด ครูไม่เปลี่ยนแปลงวิธีสอน มักปล่อยปะละเลย เมื่อพบว่านักเรียนอ่านออกเสียงผิด ไม่พยายามชี้ให้เห็นความสำคัญและความจำเป็นในการอ่านออกเสียงให้ถูกอักขระวิธี ด้านนักเรียน นักเรียนขาดความสังเกต และหลักเกณฑ์ในการจดจำ มีประสบการณ์เดิมที่ผิด ๆ โดยเฉพาะมาจากการอ่านที่ไม่ถูกต้อง เช่น ออกเสียงเพื้ยน อ่านตกหล่น อ่านไม่เว้นวรรคตอนที่ถูกต้อง อ่านเพิ่ม ไม่ทราบความหมายที่แท้จริงของคำที่อ่าน


จากปัญหาดังกล่าวนี้ ผู้วิจัยในฐานะครูผู้สอนที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนมีคุณลักษณะตามความมุ่งหมายของหลักสูตร ไว้เพื่อแบบฝึกการอ่านตามแผนการสอน 10 แผน แบบทดสอบที่มีประสิทธิภาพ และแนวการฝึกหลายรูปแบบ ซึ่งเขียนไว้ในแผนการสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 นั้น ซึ่งประกอบไปด้วยแผนการสอน 10 แผน พร้อมแบบฝึกข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน สำหรับครูได้เป็นแนวทางในการฝึก เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาการอ่านของนักเรียนให้มีความก้าวหน้าขึ้นโดย ใช้พลังงานและเวลาอย่างจำกัด เพื่อให้นักเรียนนำความรู้และประสบการณ์ ที่ได้จากการฝึกไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน อย่างประสบผลสำเร็จต่อไป


แนวคิด(concept) ทฤษฎีการอ่าน อันประกอบไปด้วย การอ่านออกเสียงหรือการอ่านในใจจะเริ่มต้นข้อความที่เป็นผิวเผินก่อน เมื่อได้ทำความเข้าใจข้อความดีแล้ว จึงเกิดโครงสร้างถาวร ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียงหรืออ่านในใจก็ตามต้องแยกรูปร่างของตัวอักษร แยกประเภทตัวอักษร แยกลักษณะของคำ เพื่อทำความเข้าใจความหมายต่อไป
บทบาทของครูในการฝึกทักษะการอ่าน


1.มีจุดประสงค์ที่แน่ชัดในการฝึกทักษะการอ่าน

2.มีความรู้และเข้าใจธรรมชาติ และกระบวนการอ่านที่จะนำมาฝึกนักเรียน

3.มีความเข้าใจและมั่นใจในเทคนิคกี่อ่านที่จะจัดกิจกรรมการฝึกการอ่าน

4.สามารถใช้กลวิธีการอ่านด้วยตนเองได้ เพื่อเป็นแบบที่ดีสำหรับนักเรียน

5.เป็นพี่เลี้ยง เข้าใจปัญหาและบทบาทของนักเรียนในชั้นเรียน

บทบาทของนักเรียนในการฝึกทักษะการอ่าน ร ล ว ควบกล้ำ


1.จะต้องรู้จักตัวเองว่าตัวเองมีความสามารถ ความสนใจ และปัญหาด้านการอ่านอย่างไร

2.จะต้องรู้และเข้าใจกลวิธีการอ่านคือ รู้ว่าการที่จะทำความเข้าใจการอ่านมีความสำคัญอย่างไร จะเลือกใช้กลวิธีใดให้บรรลุตามจุดประสงค์การอ่านขอนตนเอง การสอนตัวเอง การตั้งคำถามและการอ่านเพื่อให้จดจำได้นาน ,br>
3.จะต้องรู้จักควบคุมตนเองในการอ่าน เช่น ถ้าประสบปัญหาการอ่าน เช่น ออกเสียงตัวควบกล้ำไม่ได้ชัดเจน เขาจึงควรจะฝึกตนเองให้ตรวจสอบกิจกรรมการอ่านด้วยตนเอง

วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้แบบฝึกหัด
2.เพื่อศึกษาเจตคติของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึก
3.เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
4.เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนบ้านหนองตอ ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเนินสง่า
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงปฏิบัติการ(Action Research) ใช้แบบแผนการทดสอบแบบกลุ่มเดี่ยว โดยวัดผลก่อนและหลังการทดลอง(One Group Pretest-Posttest)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนบ้านหนองตอ สปอ.เนินสง่า สปจ.ชัยภูมิ จำนวน 7 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น คือ วิธีสอนโดยใช้แบบฝึก ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เจตคติต่อวิชาภาษาไทย
คำนิยาม(defination) 1.แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อฝึกทักษะในการอ่านที่ถูกต้อง ตามอักขระวิธี ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 3.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับสูงขึ้น หมายถึง คะแนนสอบของนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์เป้าหมายทางการเรียนของแผนพัฒนาฉบับที่ 7(พ.ศ. 2535-2539) สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกำหนดเป้าหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยร้อยละ 70
4.การสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ หมายถึง การสอนทักษะการอ่านออกเสียงภาษาไทย เกี่ยวกับคำควบกล้ำที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เป็นแบบมุ่งเน้นคำทักษะเกี่ยวกับความเข้าใจการอ่านคำ ความหมายถึงความมุ่งเน้นให้นักเรียน เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล
5.การตระหนักเห็นคุณค่าของตน หมายถึง ความเชื่อมั่นในตนเอง จากการกระทำกิจกรรม ซึ่งจัดโดยอาศัยการสังเกตพฤติกรรมในขณะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และแสดงความคิดเห็น
เครื่องมือ(tool) 1.แผนการสอน การพัฒนาการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ จำนวน 10 แผน
2.แบบสังเกตพฤติกรรม
3.แบบสัมภาษณ์นักเรียน
4.แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนการสอน
5.แบบฝึกอ่าน ร ล ว ควบกล้ำ
6.แบบทดสอบก่อนเรียน และแบบทดสอบหลังเรียน Pre-post
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1.ก่อนดำเนินการเรียนการสอน ผู้วิจัยได้ทำความเข้าใจกับครูผู้ช่วยวิจัย และนักเรียนให้เข้าใจกิจกรรมการเรียนการสอน และบทบาทของตน
2.ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามแผนการสอนที่สร้างขึ้นโดยครูผู้ช่วยวิจัยจะต้องศึกษาแผนการสอน เพื่อสะท้อนผลการสอนในแต่ละแผนการสอนเมื่อสิ้นสุดการสอนได้มีการทดสอบหลังเรียน สัมภาษณ์นักเรียน จากนั้นได้นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกันกับผู้วิจัย เพื่อหาแนวทางปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนในครั้งต่อไป
3.หลังสิ้นสุดการทดลองปฏิบัติ ให้นักเรียนทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การวิเคราะห์(analysis) สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละของค่าเฉลี่ย
ข้อสรุป(summary) ผู้วิจัยได้สร้างแผนการสอนขึ้น 10 แผน พร้อมสร้างแบบฝึกและข้อทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนไปด้วย เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึก ได้ทำการทดลอง 3 ครั้ง โดยทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ,br> การนำแบบฝึกหัดไปใช้เพื่อพัฒนาการอ่าออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านหนองตอ สปอ.เนินสง่า สปจ.ชัยภูมิ ผลปรากฎว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่านออกเสียง ร ล ว ควบกล้ำ มีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 39.76%
หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 74.38%
แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการอ่านออกเสียงคำควบกล้ำโดยใช้แบบฝึกที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1.หาเกมใหม่ ๆ มาใช้ในการนำไปสู่บทเรียนใช้เวลาให้น้อยลง
2.ผลิตสื่อที่มีสีสันสะดุดตา ให้เป็นที่สนใจของนักเรียน
3.ครูควรปล่อยให้นักเรียนศึกษา ทำแบบฝึกหัดโดยใช้เวลาให้มากกว่านี้
4.ครูควรศึกษาขั้นตอนการสอนให้ละเอียดถี่ถ้วนแม่นยำ
5.เปลี่ยนวิธีเฉลยแบบฝึก โดยให้นักเรียนผลัดกันออกมานำเสนอ
6.ในทุกช่วงครูควรให้แรงเสริม จะเป็นคำชม หรือรางวัลอะไรก็ได้
7.ขั้นสอนครูควรจะถามนักเรียนเป็นรายบุคคล เพื่อที่นักเรียนจะได้มีความกระตือรือร้นในการเรียนตลอดเวลา
8.ลดจำนวนแบบฝึกลงอาจเหลือ 1 แบบฝึกในแต่ละแผนการสอน
9.ในการทำข้อทดสอบหลังเรียนก็ไม่ควรกำหนดเวลาให้น้อยเกินไป จะได้ให้นักเรียนมีเวลาทบทวนข้อทดสอบบ้าง
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved