ผลงานวิจัย

นายคำแสง ทะลังสี - thaied

Current Record: นายคำแสง ทะลังสี

นายคำแสง ทะลังสี

1. นักศึกษามีทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาในทางบวก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.86 และ 77.83 ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ ค่าเฉลี่ยของผลการเรียน และความตั้งใจในการศึกษา เท่ากับ 95.4, 2.70 และ2.77 ตามลำดับ
2. ทัศนคติทางตรงต่อการศึกษาของนักศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวก กับทัศนคติทางอ้อมต่อการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .46 ) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางตรต่อการศึกษาของนักศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวก กับการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางอ้อมต่อการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 (r = .34)
3. ทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา สามารถทำนายความตังใจในการศึกษาของนักศึกษา ได้รัอยละ 23 และ พบว่า ทัศนคติต่อการศึกษามีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการศึกษามากกว่าการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา ( r = .48 P<.05 W1= .37 W2 = .23 ) และความตั้งใจในการศึกษากับพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .30)
4. การเปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับผลกรรมต่อการศึกษา การประเมินผลกรรมต่อการศึกษาของ นักศึกษาในกลุ่มที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์สูงกับกลุ่มมนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ พบว่า กลุ่มต่ำเชื่อว่า มีโอกาสเป็นนักวิชาการในอนาคตมากกว่ากลุ่มสูง และกลุ่มสูงเชื่อว่า พ่อ แม่ มีความภาคภูมิใจต่ำกว่ากลุ่มต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับ กลุ่มอ้างอิง และแรงจูงที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง พบว่า กลุ่มสูงมีความเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิง คือ พ่อมากกว่ากลุ่มต่ำ และพบว่ากลุ่มต่ำมีแรงจูงใจที่จะคล้อยตามอาจารย์มากกว่ากลุ่มสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเชื่ออื่น ๆ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 903
ชื่อผลงานวิจัย การทำนายและอธิบายพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ตามทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผล
หัวข้อ(Eng) Prediction and Explanation of Achievement Behavior of Third Year Students at National University of Laos According to the Theory of Reasoned Action
คำสำคัญ(keyword) การทำนาย พฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผล ปี2542
ชื่อผู้วิจัย นายคำแสง ทะลังสี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr.Khamseng Thalangsy
ตำแหน่ง รองหัวหน้าภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษาและแนะแนว คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น


ประวัติความเป็นมา(history) มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวได้รับการพัฒนาขึ้นตามแผนพัฒนาการศึกษาของพรรคและรัฐบาลที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาคนในชาติ ให้มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ วิทยาการ ในสาขาอาชีพต่าง ๆ เพื่อนำความรู้ความสามารถที่มีไปใช้ในการพัฒนาประเทศ ผู้วิจัยมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการสอนในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว มีความสนใจที่จะทำนายและอธิบายพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 เพื่อจะได้นำผลการวิจัยไปพัฒนาพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวได้อย่างถูกต้อง เพราะว่าพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญมาก เป็นสิ่งที่ช่วยผลักดันให้นักศึกษามีความมานะพยายาม มีความอดทนที่จะเอาชนะต่ออุปสรรค เพื่อบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ และพยายามทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยมาตรฐานอันดีเยี่ยม ซึ่งลักษณะเช่นนี้เองที่เป็นจิตลักษณะที่ส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมที่เหมาะสมต่อการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว แต่ว่าในระยะที่ผ่านมา การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว เพียงแต่เอาใจใส่ปรับปรุงโครงสร้างหลักสูตรและวิธีการเรียนการสอนเท่านั้น ยังไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยด้านบุคคล โดยเฉพาะรูปแบบการประเมินและวิธีคัดเลือนักศึกษาเข้ามาศึกษาต่อในสาขาวิชาต่าง ๆ เท่าที่ควร ในการปรับปรุงคุณภาพของการศึกษาให้มีศักยภาพ และประสิทธิภาพ เท่าเทียมกับมาตรฐานสากล ในด้านความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ วิทยาการนั้น ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญและควรตระหนักถึง คือการคัดเลือกนักศึกษาเข้ามาเรียนต่อนั้น ควรคัดเลือกนักศึกษาที่มีทัศนคติและตั้งใจในการศึกษาสาขาวิชานั้น ๆ จึงจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาในอนาคต และจะช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในการศึกษา และสามารถช่วยให้นักศึกษา ฟันฝ่าอุปสรรค ก้าวไปสู่เป้าหมายที่กำหนดได้

ดังนั้น เพื่อค้นหาวิธีในการคัดเลือกนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์เข้ามาศึกษาผู้วิจัยจึงได้ศึกษาตามแนวทางทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลของ Ajzen and Fishbein ที่เสนอตัวแปรหลายตัวโดยเฉพาะทัศนคติ การสอดคล้องตามกลุ่มอ้างอิงและเจตนาเชิงพฤติกรรมมีความเหมาะสม ในการอธิบายพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาได้ และในทฤษฎีการกระทำด้วยตนเองเหตุผล มีข้อตกลงเบื้องต้นว่า มนุษย์เป็นผู้ที่มีเหตุผลและใช้ข้อมูลที่ตนมีอย่างเปนระบบมนุษย์พิจารณาผลที่เกิดจากการกระทำของตนเองก่อนที่จะตัดสินใจลงมือทำหรือไม่ทำพฤติกรรมหนึ่ง(Ajzen and Fishbein, 1980) เพราะฉะนั้นผู้วิจัย จึงสนใจศึกษาพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาตามแนวทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผล
แนวคิด(concept) ทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผล
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการศึกษาทางตรงและทางอ้อมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
2. เพื่อศึกษาการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา ทางตรงและทางอ้อมของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
3. เพื่อศึกษาตัวแปรทำนายความตั้งใจในการศึกษาตัวแปรจากทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
4. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตั้งใจในการศึกษากับพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
5. เพื่อเปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับผลกรรม การประเมินผลกรรม ความเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาและแรงจูงใจที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์สูงกับกลุ่มนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ
สมมุติฐาน(assumption) 1. ทัศนคติทางตรงต่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติทางอ้อมต่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ
2. การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางตรงต่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางอ้อมต่อการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ
3. ทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาสามารถทำนายความตั้งใจในการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวได้อย่างมีนัยสำคัญ
4. ความตั้งใจในการศึกษากับพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวมีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive Research)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 จำนวน 1,160 คน ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว นครเวียงจันทน์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 ที่สังกัดอยู่ในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบ 2 ขั้นตอน (Two Stage Random Sampling) ได้จำนวน 350 คน ตามสูตรของ Yamane ( 1970 อ้างถึงใน ลัดดา อะยะวงศ์, 2533)
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น ได้แก่ ทัศนคติต่อการศึกษา การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา ความเชื่อเกี่ยวกับผลกรรมต่อการศึกษา
ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ต่อการศึกษา
คำนิยาม(defination) 1. ความตั้งใจในการศึกษา หมายถึง ความน่าจะเป็นโดยอัตนัยที่นักศึกษาจะแสดงออกต่อการศึกษา ซึ่งมีวิธีการลัดอยู่ 2 วิธี ตามทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลคือ
1) การวัดความตั้งใจในการศึกษาทางตรง ด้วยการให้นักศึกษาระบุความตั้งใจในการศึกษาในลักษณะความน่าจะเป็นตามความคิดของเขาโดยการประเมินค่าจากมากที่สุดไปจนถึงน้อยที่สุด ซึ่งมีแบบสอบถาม จำนวน 1 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ +3 และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ -3
2) การวัดความตังใจในการศึกษาทางอ้อมได้จากการทำนายจากผลการวัดทัศนคติต่อการศึกษา และการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา
2. ทัศนคติต่อการศึกษา หมายถึง การประเมินการกระทำต่อการศึกษา ในทางบวกหรือทางลบของนักศึกษาแต่ละคน ซึ่งมีการวัด 2 วิธี ตามการกระทำด้วยเหตุผลคือ
1) การวัดทัศนคติต่อการศึกษาทางตรง ด้วยการประเมินความรู้สึกของนักศึกษา แต่ละคนต่อกับการศึกษา ในลักษณะของความชอบ - ไม่ชอบ หรือ ดี - เลว จากมาตรจำแนกความหมาย ซึ่งมีแบบสอบถามจำนวน 9 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ +27 และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ -27
2) การวัดทัศนคติต่อการศ฿กษาทางอ้อมด้วยการหาผลคูณระหว่างความหนักแน่นของความเชื่อที่เด่นชัดต่อกับการศึกษา การประเมินผลต่อการศึกษา และผลบวกของผลคูณนี้จะเป็นคะแนนทัศนคติต่อการศึกษาทางอ้อม ซึ่งมีแบบสอบถามจำนวน 22 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ +99 และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ -99
3. การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา หมายถึง การรับรู้ของนักศึกษาที่ว่าบุคคลส่วนมากที่มีความสำคัญต่อเขาคิดว่าเขาควรกระทำพฤติกรรมนั้น ๆ ซึ่งมีวิธีการวัด 2
วิธีตามทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผล
1) การวัดการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางตรง ด้วยการประเมินความเชื่อของนักศึกษาที่มต่อความคิดของบุคคลที่มีความสำคัญต่อเขาว่าเขาควรหรือไม่ควรทำพฤติกรรมนั้น ซึ่งมีแบบสอบถามจำนวน 1 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ +3และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ -3
2) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงโดยทางอ้อม ด้วยการหาผลคูณระหว่างความหนักแน่นของความเชื่อที่เกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิง และแรงจูงใจที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง ผลรวมของผลคูณนี้เป็นคะแนนการวัดการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงโดยทางอ้อมซึ่งมีแบบสอบถามจำนวน 12 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ +126 และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ -126
4. แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง ความปรารถนาที่จะประสบผลสำเร็จในการศึกษาเป็นไปด้วยดี โดยทุ่มเทความพยายามไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
5. พฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ หมายถึง การกระทำหรือการแสดงออกของนักศึกษาต่อการศึกษา เพื่อให้ประสบความสำเร็จไปด้วยดี โดยทุ่มเทความพยายามทั้งหมดที่มีอยู่จนสำเร็จโดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ คะแนนพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ ได้จาก ผลคูณระหว่างคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากผลการเรียนของนักศึกษากับคะแนนที่ได้จากแบบวัดพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษา ซึ่งมีแบบสอบถามจำนวน 20 ข้อ คะแนนสูงสุดของมาตรวัดเท่ากับ 120 และคะแนนต่ำสุดของมาตรวัดเท่ากับ 20
6. การประเมินผลกรรม หมายถึง การตัดสินใจเชิงอัตนัยหรือความรู้สึกของนักศึกษาแต่ละคนว่าผลที่เกิดติดตามมาจากการศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ แบบวัดทัศนคติต่อการศึกษาของนักศึกษาชั้นปีที่ 3ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งตามแนวทฤษฎีการกระทำด้วยเหตุผลของ Ajzen and Fishbein( 1980)และแบบวัดพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 3ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
เครื่องมือแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ
1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล
2. แบบวัดทัศนคติต่อการศึกษาของนักศึกษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นามแนวทฤษฎีของ Ajzen and Fishbein
3. แบบวัดพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษา ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นตามทฤษฎลักษณะของผู้ที่มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของ MC Clelland ที่มีค่าความเที่ยงตรงโดยใช้สูตรสัมประสิทธ์อัลฟาของครอบบาด เท่ากับ 0.85
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม - 30 เมษายน 2542 โดยการแจกแบบสอบถามให้นักศึกษาตอบและเปิดโอกาสให้นักศึกษาถามหากไม่เข้าใจ
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS เพื่อหาค่าสถิติส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสมการถดถอยพหุคูณ และการทดสอบค่าที่
ข้อสรุป(summary) 1. นักศึกษามีทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษาในทางบวก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 24.86 และ 77.83 ตามลำดับ และค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ ค่าเฉลี่ยของผลการเรียน และความตั้งใจในการศึกษา เท่ากับ 95.4, 2.70 และ2.77 ตามลำดับ
2. ทัศนคติทางตรงต่อการศึกษาของนักศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวก กับทัศนคติทางอ้อมต่อการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .46 ) การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางตรต่อการศึกษาของนักศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวก กับการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางอ้อมต่อการศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 (r = .34)
3. ทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา สามารถทำนายความตังใจในการศึกษาของนักศึกษา ได้รัอยละ 23 และ พบว่า ทัศนคติต่อการศึกษามีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการศึกษามากกว่าการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา ( r = .48 P<.05 W1= .37 W2 = .23 ) และความตั้งใจในการศึกษากับพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (r = .30)
4. การเปรียบเทียบความเชื่อเกี่ยวกับผลกรรมต่อการศึกษา การประเมินผลกรรมต่อการศึกษาของ นักศึกษาในกลุ่มที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์สูงกับกลุ่มมนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ พบว่า กลุ่มต่ำเชื่อว่า มีโอกาสเป็นนักวิชาการในอนาคตมากกว่ากลุ่มสูง และกลุ่มสูงเชื่อว่า พ่อ แม่ มีความภาคภูมิใจต่ำกว่ากลุ่มต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเชื่อเกี่ยวกับ กลุ่มอ้างอิง และแรงจูงที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง พบว่า กลุ่มสูงมีความเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิง คือ พ่อมากกว่ากลุ่มต่ำ และพบว่ากลุ่มต่ำมีแรงจูงใจที่จะคล้อยตามอาจารย์มากกว่ากลุ่มสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนความเชื่ออื่น ๆ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัย
ทำให้ทราบว่าทัศนคติต่อการศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษา ดังนั้น ครู อาจารย์ บิดา มารดา และผู้เกี่ยวข้อง ควรปลูกฝัง ทัศนคติที่ถูกต้องต่อการศึกษา โดยชี้แจงและเน้นความเชื่อที่ได้จากการวิจัยคั้งนี้ให้กับนักศึกษาและที่สำคัญควรให้นักศึกษาได้เข้าศึกษาในคณะที่นักศึกษาชอบ พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้ด้านวิชาการ สร้างประสบการณ์ให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีความมั่นใจในการทำงานหลังจากจบการศึกษา การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงที่เป็นญาติผู้ใหญ่ และเพื่อนมีอิทธิพลต่อนักศึกษามากกว่ากลุ่มอื่น ๆดังนั้นกลุ่มอ้างอิงดังกล่าว ควรมีส่วนแนะนำให้กับนักศึกษา ให้มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อการศึกษา และสร้างความเชื่อทางบวกต่อการศึกษา เพื่อให้นักศึกษาพัฒนาพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรจะมีการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่สังกัดอยู่คณะต่าง ๆ ด้วยกัน เพื่อค้นหาว่า ความเชื่อการประเมินความเชื่อ ความเชื่อกับกลุ่มอ้างอิง แรงจูงใจที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง และความตั้งใจในการศึกษา เพื่อที่จะนำผลที่ได้จากการวิจัยไปพัฒนาและเป็นแนวทางส่งเสริมพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษาอยู่ในคณะต่าง ๆ เหล่านั้น ที่สังกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว
2. ควรศึกษาว่าระหว่างกลุ่มนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์สูง และกลุ่มนักศึกษาที่มีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ต่ำ มีทัศนคติต่อกาศึกษาและการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงต่อการศึกษา และความตั้งใจต่อการศึกษาต่างกัน หรือไม่
3. ควรจะมีการศึกษาว่า ความตั้งใจในการศึกษากับตัวแปรอื่น ๆ เช่นความพร้อมด้านเชาว์ปัญญาของนักศึกษา สภาพการจัดการเรียนการสอนของครูว่ามีความสัมพันธ์กัน หรือไม่ และสงผลสะท้อนให้นักศึกษามีพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์หรือไม่ ส่วนการวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความตั้งใจในการศึกษากับพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์
4. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มตัวอย่างที่ได้ทุนการศึกษาจากรัฐบาล และทุนการศึกษาส่วนตัว เพื่อค้นหาว่าความเชื่อการประเมินความเชื่อ ความเชื่อต่อกลุ่มอ้างอิง แรงจูงใจที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงและความตั้งใจในการศึกษา เพื่อที่จะนำผลที่ได้จากการวิจัยไปพัฒนา และเป็นแนวทางส่งเสริมพฤติกรรมใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษา ที่ได้รับทุนการศึกษาที่ต่างกัน
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved