ผลงานวิจัย

นางสาว นิพาดา ไตรรัตน์ - thaied

Current Record: นางสาว นิพาดา ไตรรัตน์

นางสาว นิพาดา ไตรรัตน์

๑) นักศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีคะแนนความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕

๒) นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน เมื่อเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕


 

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8898
ชื่อผลงานวิจัย ผลของอีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิดที่มีต่อความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน
หัวข้อ(Eng) EFFECTS OF E-LEARNING USING BRAINSTORMING AND MIND MAPPING TECHNIQUES ON CREATIVE WRITING ABILITIES OF UNDERGRADUATE STUDENTS WITH DIFFERENT PERSONALITIES
คำสำคัญ(keyword) อีเลิร์นนิ่ง / ระดมสมอง/ แผนผังความคิด / การเขียนเชิงสร้างสรรค์/ บุคลิกภาพแตกต่างกัน
ชื่อผู้วิจัย นางสาว นิพาดา ไตรรัตน์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss Nipada Trairut
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 9 ซ.เลียบคลองภาษีเจริญฝั่งเหนือ 22 หนองแขม หนองแขม กทม.10160
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเภท งานวิจัยเชิงทดลอง
สถานที่จัดเก็บผลงาน บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้นเป็นการเขียนที่ต้องใช้ทักษะกระบวนการคิด และความคิดสร้างสรรค์ควบคู่กันไป ดังที่ สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ (๒๕๓๒)ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างการคิดและการเขียนว่า การเขียนเป็นกระบวนการที่มีความเกี่ยวข้องกับการคิดเป็นอย่างยิ่ง เพราะก่อนที่จะเขียนผู้เขียนจะต้องคิดก่อนเสมอว่ามีจุดมุ่งหมายในการเขียนอย่างไร โดยพยายามสื่อสารทางความคิดกับผู้อ่าน ผู้เขียนจะต้องรวบรวมข้อมูล เลือกสรรสิ่งที่ตนต้องการถ่ายทอดความคิด นำมาลำดับความด้วยการเรียบเรียงออกมาเป็นตัวอักษรในการพัฒนาการเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น ผู้สอนจะต้องแสวงหาเทคนิค วิธีการกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความคิดเชิงสร้างสรรค์จากการศึกษาพบว่า เทคนิคการะดมสมองและแผนผังความคิดเป็นเทคนิคที่น่าสนใจในการนำไปใช้เพื่อพัฒนาความสามารถการเขียนเชิงสร้างสรรค์ได้ ดังที่ วีคอฟฟ์ (Wycoff,1991) ได้กล่าวถึงการนำเทคนิคการระดมสมองและเทคนิคแผนผังความคิดมาใช้ด้วยกันจะสามารถยกระดับ สนับสนุน และช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะการระดมสมองเป็นการระดมความคิดอย่างหลากหลายจากสมาชิกในกลุ่ม ส่วนผังความคิดนั้นเป็นการนำความคิดดังกล่าวมาจัดระบบ จัดกลุ่ม สร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์
นอกจากเทคนิคและวิธีการสอนแล้ว ในการพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์นั้น จำเป็นต้องอาศัยเครื่องมือ สื่อและอุปกรณ์ต่างๆ ในการจูงใจและ เร้าความสนใจผู้เรียน ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (ดุสิต หังเสวก,๒๕๔๓)สำหรับการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีที่ทันสมัย และเน้นการเรียนการสอนในลักษณะที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเองมากขึ้น การจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อีเลิร์นนิงจึงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาหรือความรู้ (Marc,Rosenberg J.,2001) ซึ่งใช้การนำเสนอในลักษณะสื่อหลายมิติประกอบด้วยตัวอักษร ภาพนิ่ง ผสมผสานกับการใช้ภาพเคลื่อนไหววีดิทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของเว็บ (Web Technology)ในการถ่ายทอดเนื้อหา ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจ น่าตื่นเต้นชวนให้ศึกษาและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่และทุกเวลา เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายตลอด 24 ชั่วโมง มีความยืดหยุ่นในการเรียนทั้งในลักษณะบทเรียน การทบทวนเนื้อหาบทเรียน การทำกิจกรรม (กิดานันท์ มะลิทอง, ๒๕๔๘ และถนอมพร เลาหจรัสแสง,๒๕๔๕) อีกทั้งการติดต่อสื่อสารสามารถทำได้หลายทางทั้งการโต้ตอบระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับผู้เรียน ระหว่างผู้เรียนกับบทเรียน และระหว่างผู้เรียนด้วยกันเอง ผ่านเครื่องมือการติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย เช่น อีเมล์ กระดานสนทนา ห้องสนทนาสด เป็นต้น ทำให้ผู้เรียนได้ผลป้อนกลับหลายทาง ซึ่งเป็นการกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้ดี เปิดโอกาสให้ผู้เรียนร่วมคิดร่วมกิจกรรมในส่วนที่เกี่ยวกับเนื้อหา การถาม การตอบ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนจดจำได้มากกว่าการอ่านหรือลอกข้อความเพียงอย่างเดียว (Ritchie and Hoffman,1997 และ ปรัชญานันท์ นิลสุข, ๒๕๔๗)จะเห็นได้ว่า อีเลิร์นนิงนั้นเป็นสื่อที่ทรงพลัง ที่จะเข้ามาพัฒนาใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างดีและมีประสิทธิภาพ
ในการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง นอกจากการออกแบบโครงสร้างการเรียนการสอนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะบุคลิกภาพมีอิทธิพลครอบคลุมการแสดงออกและการทำกิจกรรมต่างๆ ของบุคคลด้วย (Butcher; 1968 and Hall; 1982) ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย อีกทั้งในการเรียนการสอน ด้วยเทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิดนั้น เป็นการเรียนที่ผู้เรียนต้องแสดงความคิดเห็นร่วมกันระหว่างสมาชิก ซึ่งจะมีทั้งผู้เรียนที่กล้า และไม่กล้าแสดงออกทางความคิดเห็น โดยสะท้อนออกมาทางบุคลิกภาพ ซึ่งลักษณะของบุคลิกภาพที่เกี่ยวข้องกับการเรียนด้วยวิธีดังกล่าวมากที่สุด คือ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวและเก็บตัว ตามทฤษฎีบุคลิกภาพของ Jung (1959) บุคลิกภาพแบบเก็บตัว ชอบที่จะทำงานคนเดียว งานที่ใช้สมาธิสูง ไม่ชอบการแสดงออก ไม่ชอบร่วมกลุ่มกับใคร ส่วนผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว จะชอบทำงานร่วมกับคนอื่น ชอบแสดงออกอย่างเปิดเผย จากการศึกษาบุคลิกภาพของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว เมื่อทำการเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มได้ผลการเรียนที่มีค่าสูงกว่าเมื่อทำงานเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะการอภิปรายแสดงความคิดเห็น หรือการซักถามต่างๆ (Banister; 1973, Harasim ;1990) ส่วนการเรียนบนเว็บนั้นเป็นการเรียนในลักษณะของการศึกษารายบุคคล ที่มีผู้เรียนเรียนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวจะได้รับประโยชน์จากการเรียนแบบนี้ เนื่องจากได้เรียนตามลำพัง และแสดงความคิดเห็นได้ด้วยการเขียนอภิปรายในกระดานอภิปราย ผู้เรียนที่มีความอาย ไม่กล้าแสดงอกในชั้นเรียน จะมีความกล้าแสดงความคิดเห็นที่มีความเป็นอิสระมากขึ้น (Harasim, 1990) ดังนั้น อีเลิร์นนิง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการแก้ปัญหาของผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน ที่ต้องเรียนในรูปแบบการเรียนหรือการจัดกิจกรรมที่มีการให้ผู้เรียนระดมสมอง อภิปราย หรือสัมมนา ซึ่งเป็นลักษณะการเรียนที่มีการแสดงความคิดเห็นและการทำงานเป็นกลุ่ม เพราะจะทำให้ผู้เรียนที่ไม่กล้า ขี้อาย กล้าที่จะแสดงความคิดเห็น เนื่องจากไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้เรียนคนอื่น ส่วนผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว ได้ทำกิจกรรมกลุ่มที่พบปะกับผู้เรียนคนอื่นผ่านเครื่องมือบนอีเลิร์นนิงได้อีกด้วย เพราะอีเลิร์นนิงเป็นรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยอาศัยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาหรือความรู้ และด้วยเทคโนโลยีที่มีความหลากหลาย ทำให้ผู้สอนสามารถนำเสนอบทเรียน รวมทั้งจัดกิจกรรมการเรียนที่เอื้อให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันด้วย ทำให้การเรียนการสอนนั้นเกิดผลดีต่อผู้เรียนมากที่สุด
จากที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยจึงตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนการสอนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด เพื่อให้ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแตกต่าง อันจะนำมาซึ่งการบรรลุตามวัตถุประสงค์และประสบความสำเร็จในการเรียนต่อไป
แนวคิด(concept) อีเลิร์นนิง เทคนิคการระดมสมอง เทคนิคแผนผังความคิด บุคลิกภาพที่แตกต่างกัน ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์
วัตถุประสงค์(objective)

เพื่อศึกษาผลของอีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิดที่ส่งผลต่อความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน

สมมุติฐาน(assumption)

 1. นักศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อเรียนอีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีคะแนนความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05

2. นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน เมื่อเรียนอีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .05


แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

๑) ศึกษาเอกสาร ตำรา บทความ งานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอีเลิร์นนิง เทคนิคระดมสมองและแผนผังความคิด การเขียนเชิงสร้างสรรค์ บุคลิกภาพ และเนื้อหาในวิชา ETM 104 การกระจายเสียงเบื้องต้น เรื่อง การเขียนบทรายการวิทยุ

๒) วิเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและนำข้อมูลที่ได้มาสร้างเครื่องมือ คือ แบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เรื่อง การเขียนบทรายการวิทยุ แบบทดสอบบุคลิกภาพ MPI แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนอีเลิร์นนิง แบบสังเกตพฤติกรรมการใช้งานและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนอีเลิร์นนิง และสร้างเว็บอีเลิร์นนิง

๓) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างและนำเครื่องมือที่สร้างเรียบร้อยแล้วไปทำการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

๔) จากนั้นนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และอภิปรายผล

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับชั้นปริญญาตรี ปีที่ ๒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๓ ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา การกระจายเสียงเบื้องต้น จำนวน ๖๐ คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แล้วดำเนินการกำหนดกลุ่มตัวอย่างตามขั้นตอนดังนี้

 

๑) การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลากจากประชากรทั้งหมดจนได้กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง จำนวนทั้งสิ้น ๖๐ คน ซึ่งมีขั้นตอนการสุ่ม ดังนี้

.) ให้กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดเข้ารับการทดสอบด้วยแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางภาษา

๑.๒) นำผลที่ได้จากแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางภาษามาตรวจนับคะแนน

.) คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบวัดความคิดสร้างสรรค์ โดยคัดเลือกเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีค่าคะแนนความคิดสร้างสรรค์ระดับปานกลางและต่ำ

.) จากนั้นให้กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการคัดเลือกเข้ารับการทดสอบแบบทดสอบบุคลิกภาพแบบเก็บตัวและแบบแสดงตัวซึ่งผู้วิจัยนำมาจากแบบทดสอบบุคลิกภาพ The Madsley Personality Inventory (MPI) ของ H.J. Eysenck ซึ่งแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทยโดย เกษมศักดิ์ ภูมิศรีแก้ว และ Hary Gardiner เมื่อปีพ.. ๒๕๑๐

๑.๕) นำแบบทดสอบบุคลิกภาพ MPI สอบวัดนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อจำแนกกลุ่มผู้เรียน แล้วคัดเลือกผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวและแสดงตัว จากนั้นนำผลมาตรวจนับคะแนนโดยมีเกณฑ์การให้คะแนนดังนี้

 

เปอร์เซ็นไทล์ที่

 

ช่วงคะแนน

ลักษณะบุคลิกภาพ

๑-๒๕

๑๔-๒๔

แบบเก็บตัว

๒๖-๗๔

๒๕-๓๔

ไม่เข้ากลุ่ม

๗๕-๙๙

๓๕-๔๒

แสดงตัว

 

 ๑.๖) แบ่งกลุ่มตัวอย่างจากคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบบุคลิกภาพ ออกเป็น ๒ กลุ่ม คือ

 

- กลุ่มทดลองที่ ๒ เป็นกลุ่มทดลองที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว จำนวน ๑๖ คน

- กลุ่มทดลองที่ ๑ เป็นกลุ่มทดลองที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว จำนวน ๑๖ คน

 

 

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย

ตัวแปรต้น ได้แก่

๑. อีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด

๒.บุคลิกภาพของผู้เรียนที่แตกต่างกัน มี ๒ รูปแบบ คือ

  - บุคลิกภาพแบบแสดงตัว

   - บุคลิกภาพแบบเก็บตัว

ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์

คำนิยาม(defination)

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

อีเลิร์นนิ่ง หมายถึง การเรียนจากบทเรียนที่มีไฮเปอร์มีเดียและองค์ประกอบที่สำคัญ
ต่างๆ ในเว็บมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงเนื้อหาเข้าสู่บทเรียนโดยมีการนำทรัพยากรบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ได้แก่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนาสด กระดานสนทนา โปรแกรมค้นหา เป็นการเรียน ต่างเวลา ต่างสถานที่ และผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ขึ้นมาเองและเกิดการเรียนรู้ มีแนวทางโดยมีผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะ ให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวกและจัดหาแหล่งข้อมูล วิธีการศึกษาและประเด็นในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยสัดส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอและกิจกรรมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ตอยู่ในระบบ 100 % โดยใช้ระบบบริหารจัดการการเรียนรู้ ในการบริหารจัดการเรียนการสอนต่างๆ 
เทคนิคการระดมสมอง หมายถึง การระดมความคิดจากกลุ่มในเรื่องที่กำหนดให้ โดยการปล่อยให้ความคิดไหลออกมาอย่างอิสระ ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์หรือตัดสิน โดยคำนึงถึงปริมาณความคิดเป็นหลัก จนกว่าการระดมความคิดจะสิ้นสุดลง จึงนำความคิดเหล่านั้นมาประเมิน ผสมผสาน และ ปรับปรุง เพื่อให้ได้ความคิดที่ดีที่สุด
เทคนิคแผนผังความคิด หมายถึง การจัดกลุ่มความคิด การเชื่อมโยง การผูกต่อข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความชัดเจน สัมพันธ์ต่อเนื่องและง่ายต่อการเข้าใจและนำไปใช้

อีเลิร์นนิ่งที่ใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด หมายถึง การจัดการเรียนการสอนผ่านสภาพแวดล้อมของเวิลด์ไวด์เว็บโดยใช้ไฮเปอร์มีเดียและองค์ประกอบที่สำคัญต่าง ๆ ในเว็บมาใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ ซึ่งนำทรัพยากรบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตมาเป็นสื่อกลางในการเรียนรู้ ได้แก่ จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนาสด กระดานสนทนาโปรแกรมค้นหา เว็บบล็อก โดยผู้เรียนจะเรียนด้วยบทเรียนผ่านเว็บอีเลิร์นนิง และร่วมกันทำกิจกรรมกลุ่มผ่านเครื่องมือต่างๆ โดยสัดส่วนของเนื้อหาที่นำเสนอและกิจกรรมการเรียนการสอนทางอินเทอร์เน็ตอยู่ในระบบ 100 % ซึ่งได้นำเทคนิคระดมสมองและแผนผังความคิดมาใช้ในการเรียนอีเลิร์นนิง โดยให้ผู้เรียนได้ใช้ทั้งสองเทคนิคนี้ในขั้นที่ 2 ซึ่งขั้นตอนในการสอนเขียน มีดังนี้
  ขั้นที่ 1 ขั้นก่อนการเขียน ทบทวนความรู้เดิมและนำเสนอความรู้ใหม่สร้างความเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม ให้แนวทางในการเรียนรู้ และให้ประเด็นในการระดมสมอง
  ขั้นที่ 2 ขั้นระดมสมองและสร้างผังความคิด แบ่งกลุ่มร่วมกันระดมความคิด และสร้างผังความคิด เกี่ยวกับเรื่องที่จะเขียน โดยสร้างแผนผังความคิดออนไลน์
  ขั้นที่ 3 ขั้นการร่างและลงมือเขียน คือการนำข้อมูลที่ได้ในขั้นที่ 2 มาเขียนเรียบเรียงให้สัมพันธ์ต่อเนื่อง และได้ใจความ  
  ขั้นที่ 4 ขั้นปรับปรุงแก้ไข เป็นการอ่านทบทวน ตรวจสอบ ปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ได้งานเขียนที่สมบูรณ์ที่สุด
  ขั้นที่ 5 ขั้นการนำเสนอผลงาน เป็นการนำเสนอผลงานต่อบุคคลอื่น ๆ โดยวิธีการต่าง ๆ
ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หมายถึง งานเขียนที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของผู้เขียน ที่เขียนด้วยสำนวนภาษาที่มีลักษณะเฉพาะเป็นของตนเองหรือมีรูปแบบการเขียนที่มีความแปลกใหม่ ไม่ลอกเลียนแบบผู้อื่น มีการใช้สำนวนภาษาที่ถูกต้องเหมาะกับเรื่องราวนั้นๆ ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้มุ่งเน้นไปที่ความสามารถในนำเสนอเนื้อหาหรือเนื้อเรื่องเพื่อนำไปใช้เป็นบทโทรทัศน์เพื่อการศึกษา โดยองค์ประกอบ ได้แก่ เนื้อเรื่อง การใช้ภาษา กลวิธีการนำเสนอ กลไกประกอบการเขียน และรูปแบบการเขียน โดยวัดได้จากแบบทดสอบวัดความสามารถด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นและหาคุณภาพแล้ว โดยพิจารณาคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบ
บุคลิกภาพของผู้เรียน หมายถึง ลักษณะและวิธีการแสดงออกของแต่ละบุคคล ทำให้แต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน ซึ่งเป็นเครื่องกำหนดการปรับตัวของแต่ละบุคคลในสิ่งแวดล้อมนั้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเรียนอีเลิร์นนิง คือการที่ผู้เรียนมีโอกาสในการแสดงออกหรือการอภิปรายแตกต่างกัน ได้แก่ บุคลิกภาพแบบเก็บตัว และบุคลิกภาพแบบแสดงตัว ตามแนวคิดการจำแนกบุคลิกภาพของ Jung (1959) ได้แก่ บุคลิกภาพแบบเก็บตัวและบุคลิกภาพแบบแสดงตัว ซึ่งวัดได้จากแบบวัด MPI (The Maudsley Personality Inventory)

เครื่องมือ(tool)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้
 ๑) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่
    ๑.๑) แผนการเรียนรู้อีเลิร์นนิ่งโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด
    ๑.๒) เว็บอีเลิร์นนิ่ง
 ๒) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
    ๒.๑) แบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เรื่อง การเขียนบทรายการวิทยุ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยศึกษาหลักการสร้างแบบสอบการเขียน การเขียนเชิงสร้างสรรค์ จากตำรา และเอกสารต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และเกณฑ์การตรวจให้คะแนนการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ความคิดสร้างสรรค์ จากเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้อง
    ๒.๒) แบบทดสอบบุคลิกภาพ MPI ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพ MPI ที่ได้รับการพัฒนามาจนเป็นที่ยอมรับเป็นสากล สร้างขึ้นโดย H.J. Eysenck ซึ่งเกษมศักดิ์ ภูมิศรีแก้ว และ Harry Gardiner อาจารย์ประจำภาควิชาจิตวิทยา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแปลและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย
    ๒.๓) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ ผู้วิจัยได้ใช้แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ที่พัฒนามาจาก อารี พันธ์มณี (๒๕๔๓) ซึ่งพัฒนาจากแบบวัดของ ทอแรนซ์ชนิดการใช้ภาษาเป็นสื่อ แบบ ข
    ๒.๔) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนอีเลิร์นนิ่ง    
    ๒.๕) แบบสังเกตพฤติกรรมการใช้งานและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมการเรียนอีเลิร์นนิ่ง

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

๑) ก่อนเริ่มทำการเรียนการสอน นำแบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียน (Pre-test) ไปใช้กับนักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์

๒) ปฐมนิเทศ แนะนำการเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด พร้อมแจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน และเกณฑ์การเรียนการสอน

๓) จากนั้นดำเนินการทดลองตามขั้นตอนที่ได้ออกแบบไว้ ตามขั้นตอนการเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด เพื่อให้เกิดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ ในการวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรม จำนวน ๖ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๓ คาบ คาบเรียนละ ๖๐ นาที

๔) ในแต่ละคาบที่ผู้เรียนเข้าทำกิจกรรมต่างๆที่กำหนดไว้ในเว็บอีเลิร์นนิง ซึ่งครูผู้สอนและผู้วิจัยจะเข้าตรวจสอบการทำกิจกรรม จากหน้ากระดานสนทนา ห้องสนทนาสด ในฐานข้อมูลและบล็อก (Blog) ของผู้เรียน และบันทึกพฤติกรรมการใช้งานบทเรียนและมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรม

๕) หลังจากกลุ่มตัวอย่างศึกษาเนื้อหา และร่วมทำกิจกรรมจนครบแล้ว หลังจากนั้น ผู้วิจัยนำแบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ให้กลุ่มตัวอย่างทำหลังการเรียน (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ชุดเดียวกับการทดสอบก่อนเรียน โดยครูผู้สอนเป็นผู้ตรวจให้คะแนน และให้ผู้เรียนทำแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนอีเลิร์นนิง จากนั้นผู้วิจัยนำข้อมูลและคะแนนที่ได้มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการทางสถิติต่อไป

การวิเคราะห์(analysis)

๑) นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบทดสอบความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียน และหลังเรียนมาวิเคราะห์ค่าสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าที (t-test)  
๒) นำข้อมูลที่ได้จากการทำแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการเรียนอีเลิร์นนิ่งและแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน มาวิเคราะห์ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ข้อสรุป(summary)

๑) นักศึกษาระดับปริญญาตรี เมื่อเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีคะแนนความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕

๒) นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกัน เมื่อเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด จะมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .๐๕


 

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้

๑) จากผลการทดลองในครั้งนี้ พบว่า ในการเรียนอีเลิร์นนิงนั้น นอกจากการออกแบบโครงสร้างการเรียนการสอนแล้ว ยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล คือ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวและบุคลิกภาพแบบเก็บตัว เพราะพื้นฐานของผู้เรียนจะเป็นส่วนสำคัญในการนำไปออกแบบการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสามารถพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ดียิ่งขึ้น
๒) จากการทดลองในครั้งนี้ การเรียนอีเลิร์นนิงโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด ได้นำเครื่องมือต่างๆ บนอีเลิร์นนิง เช่น กระดานสนทนา ห้องสนทนาสด มาใช้เป็นเครื่องมือในการร่วมกันระดมสมองแสดงความคิดเห็น ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ ได้นำความแตกต่างระหว่างบุคคล คือ บุคลิกภาพแบบแสดงตัวและบุคลิกภาพแบบเก็บตัว มาใช้เป็นตัวแปรหนึ่ง ทำให้ผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัว กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นมากกว่าเดิม เนื่องจากไม่ต้องเผชิญหน้ากับผู้อื่น ดังนั้นในการเรียนการสอนที่ต้องมีการให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น อภิปราย หรือสัมมนา นั้น ควรจัดรูปแบบการเรียนการสอนที่เอื้อต่อผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแตกต่างกันด้วย
๓) จากผลการทดลองพบว่า ความสามารถในการเขียนเชิงสรางสรรคนั้นสามารถพัฒนาให้สูงขึ้นได้ ด้วยการนำเทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิดไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ดังนั้นผู้สอนควรนำวิธีการนี้ไปใช้ในการพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์แก่ผู้เรียน
๔) รูปแบบการเรียนการสอนนี้จัดเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้สอนที่จะนำไปใช้ในการสอนเขียน ดังนั้นผู้สอน ควรศึกษารายละเอียดและทำความเข้าใจในขั้นตอนการเรียนการสอนก่อนนำไปใช้ เพื่อที่จะนําไปประยุกต์ใช้ในการจัดทําแผนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและเหมาะสมกับเวลาก่อนที่จะนําไปสอนจริง จะช่วยให้ผู้สอนสามารถดําเนินการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป

๑) ควรทำการศึกษาการจัดการเรียนการสอนด้วยเทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิด นอกเหนือจากการเรียนอีเลิร์นนิ่ง เช่น การเรียนแบบผสมผสาน การเรียนแบบใช้เว็บช่วย เป็นต้น เพราะจากผลการวิจัยพบว่า การเรียนอิเลิร์นนิ่ง เอื้อต่อผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวมากกว่าผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว ซึ่งหากทำการศึกษาทดลองด้วยการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีอื่นที่เอื้อต่อผู้เรียนทั้งสองบุคลิกภาพ น่าจะเป็นการยืนยันความแตกต่างของงานวิจัยได้ดียิ่งขึ้น
๒) จากผลการวิจัยครั้งนี้ เอื้อต่อผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบเก็บตัวมากกว่าผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแบบแสดงตัว เนื่องจากได้ใช้เครื่องมือบนอีเลิร์นนิ่ง เช่น กระดานสนทนา ห้องสนทนาสด ที่ไม่มีการเผชิญหน้ากับผู้เรียนคนอื่น จึงเอื้อต่อผู้เรียนที่มีลักษณะแบบเก็บตัว ดังนั้นควรศึกษาการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะแบบเผชิญหน้า การประชุมทางไกลผ่านจอภาพ (Video Conference) เพื่อเอื้อต่อผู้เรียนที่มีบุคลิกภาพแสดงตัวด้วย
๓) ควรทำการทดลองโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบอื่นๆ นอกจากการระดมสมองและแผนผังความคิด เพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ เช่น การเรียนแบบซินเนติกส์
 การเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา การเรียนรู้แบบ 4 MAT เป็นต้น
๔) ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำเทคนิคการะดมสมองและแผนผังความคิด ไปใช้ในการพัฒนาทักษะและความสามารถในลักษณะอื่นๆ เช่น ความสามารถในการแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ความคงทนในการเรียนรู้ เป็นต้น
๕) ควรทำการศึกษาการจัดการเรียนรู้อีเลิร์นนิ่งโดยใช้เทคนิคการระดมสมองและแผนผังความคิดไปประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาอื่นๆ และระดับชั้นอื่นๆ ต่อไป

ปี 2553
ผู้วิจัยร่วม อ.ดร.ประกอบ กรณีกิจ
ผู้วิจัยร่วม(Eng) Prakob Koraneekij, Ph.D.
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved