ผลงานวิจัย

นางรัตน์จำเรียง เพชรแก้ว - thaied

Current Record: นางรัตน์จำเรียง เพชรแก้ว

นางรัตน์จำเรียง เพชรแก้ว

 

ได้รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย  4 ส่วน ดังนี้ 1. ความนำ 2. องค์ประกอบของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1)  สภาพแวดล้อมภายนอก (2)  ปัจจัยนำเข้า (Input) ในการเสริมสร้างพลังอำนาจ (3)  กระบวนการ (Process) (4) ผลผลิต (Output) (5) ข้อมูลย้อนกลับจากการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  3. แนวทางการนำรูปแบบไปใช้ และ 4.เงื่อนไขและข้อจำกัดของรูปแบบ

 

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8881
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หัวข้อ(Eng) DEVELOPMENT OF A TEACHER EMPOWERMENT MODEL FOR EDUCATIONAL INSTITUTIONS TRANSFERRED FROM THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION TO LOCAL ADMINISTRATION ORGANIZATIONS.
คำสำคัญ(keyword) การเสริมสร้างพลังอำนาจ/สถานศึกษาที่ถ่ายโอน/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ชื่อผู้วิจัย นางรัตน์จำเรียง เพชรแก้ว
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs. Rutjumreang Petchkaew
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะชำนาญการพิเศษ
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนพุทธจักรวิทยา 728/2 ถนนพระรามที่ 4 แขวงสี่พระยา
เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร 10500
เบอร์โทรศัพท์ 026371178 ต่อ 102
บ้านเลขที่ 209/035 หมู่บ้านเมืองเอก ตำบลหลักหก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 10200

4.แฟกซ์ 022342893 มือถือ 0890434898

5.เว็บไซต์: http://www.buddhajak.ac.th/
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2552-2553
ประเภท งานวิจัยแบบผสมผสานเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การเสริมสร้างพลังอำนาจครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นแนวคิดในการพัฒนาองค์การภาครัฐที่สำคัญ เนื่องจากการจะทำให้ครูได้ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพครูจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ เพื่อให้ครูได้พัฒนาทักษะความสามารถด้านต่าง ๆ นำความรู้มาถ่ายทอดโดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และเพื่อรองรับกับผลกระทบและบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป โดยต้องสอดคล้องกับทิศทางนโยบายของประเทศ และองค์การ ตลอดจนเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนและสังคม ภายใต้บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตลอดจนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
วัตถุประสงค์(objective)

มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

วิธีดำเนินการวิจัยเป็นแบบผสมผสาน มีขั้นตอนการวิจัย 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 

1) การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย 

2) การศึกษาข้อมูลสภาพปัจจุบันการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

3) การสร้างรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

4) การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ

5) การปรับปรุงและนำเสนอรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

                                                                                                                 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
                                                 
กลุ่มตัวอย่าง(sample)

 

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ  รวมทั้งสิ้น 381โรงเรียน รวมจำนวนข้าราชการครูมีจำนวนทั้งสิ้น 7,382 คน (ข้อมูลจากกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ณ เดือน กุมภาพันธ์ 2552)
            กลุ่มตัวอย่าง การวิจัยเพื่อพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอน จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีการดำเนินงานที่สำคัญ  2 ขั้นตอน  ดังนั้นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย มีดังนี้
            1. ขั้นการศึกษาข้อมูลสภาพปัจจุบันการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 60 คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหาร ได้แก่ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการโรงเรียนที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 12 คน และกลุ่มผู้ปฏิบัติการ ได้แก่ หัวหน้างานและหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ และ ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้และระดับชั้นต่างๆ ของโรงเรียนที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 48 คน
            2. ขั้นการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้าง                  พลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอน จากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูที่ทำการสอนในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 108 คน
 
ตัวแปร(variable)

ตัวแปรต้น

การให้การสนับสนุน (Support) การสร้างแรงจูงใจ (Motivation) การให้โอกาส (Opportunity)  การมีส่วนร่วมตัดสินใจ (Decision Making) การสร้างภาวะผู้นำ (Leadership) การสร้างทีมงาน (Teamwork) และความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Professional Growth)

ตัวแปรตาม

ครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ โดยวัดระดับการเสริมสร้างพลังอำนาจครูจาก 6 องค์ประกอบ ได้แก่
1.ความผูกพันต่อวิชาชีพครู 
2,สถานภาพครู  
3.ความพึงพอใจในงาน             
4.ความรู้ในคุณค่าในตน            
5.ความเชื่อมั่นในตนเอง และ
6.ความเป็นอิสระ
คำนิยาม(defination)

 

การพัฒนารูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู หมายถึง สิ่งที่แสดงโครงสร้างของความเกี่ยวข้องระหว่างชุดของปัจจัยหรือตัวแปรต่างๆ หรือองค์ประกอบที่สำคัญในเชิงความสัมพันธ์หรือเหตุผลซึ่งกันและกัน เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์ในการเสริมสร้างพลังอำนาจอำนาจ โดยรูปแบบประกอบด้วย  4  ส่วน คือ 1. ความนำ  2. องค์ประกอบของรูปแบบ 3. แนวทางการนำรูปแบบไปใช้   และ 4. เงื่อนไขและข้อจำกัดของรูปแบบ
การเสริมสร้างพลังอำนาจครู หมายถึง การสนับสนุนให้ครูมีความสามารถในการปฏิบัติงานให้สำเร็จตามเป้าหมายของโรงเรียน โดยโรงเรียนให้การสนับสนุนครูได้ปฏิบัติงานอย่างเต็มตามศักยภาพ  เปิดโอกาสให้ครูได้พัฒนาความรู้ ทัศนคติ ทักษะตนเอง ความสามารถในการปฏิบัติงาน  ให้ครูมีส่วนร่วมตัดสินใจ วางแผนการดำเนินงานของโรงเรียน สร้างแรงจูงใจทั้งแบบอิงเกณฑ์และไม่อิงเกณฑ์ (Criterion and Non-criterion Reference) ในการทำงานให้กับครู  ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และสร้างภาวะความเป็นผู้นำให้กับครู  รวมถึงให้ความก้าวหน้าในวิชาชีพตามความเหมาะสม ซึ่งข้อมูลได้จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารและครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น            
เครื่องมือ(tool)

 

เครื่องมือในการวิจัย คือ  แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)  และสถิติบรรยายได้แก่ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Division)
การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

ขั้นตอนที่ การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย
            การดำเนินการในขั้นตอนนี้ เป็นการศึกษาวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับกฎหมาย นโยบาย และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นการเสริมสร้างพลังอำนาจ แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบ และการพัฒนารูปแบบ โดยศึกษาจาก  หนังสือ ตำรา ผลงานวิจัย เอกสารบทความทางวิชาการ ฐานข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เนื้อหา และนำมาสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจัย ครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบวิเคราะห์งาน เอกสาร ซึ่งเป็นการบันทึกข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เป็นเอกสารหลักฐานประเภทต่างๆ และข้อมูลเชิงประจักษ์ เกี่ยวกับการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยนำเนื้อหาที่ได้มาวิเคราะห์ เพื่อสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัย
          ขั้นตอนที่ การศึกษาข้อมูลสภาพปัจจุบันการเสริมสร้างพลังอำนาจครู สำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
                การดำเนินการวิจัยในขั้นตอนนี้ เป็นการศึกษาบริบทและกระบวนการพัฒนาองค์การที่เป็นโรงเรียนด้วยแนวคิดการเสริมสร้างพลังอำนาจครู วิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการเกี่ยวกับการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อค้นหาความต้องการจำเป็นในการได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ และความต้องการการเปลี่ยนแปลงในระดับโรงเรียน ระดับทีมงาน และระดับครูรายบุคคล ตลอดจนร่วมกันระบุปัญหาของสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยดำเนินการสัมภาษณ์ข้าราชการครู จำนวน 60คน ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารและ กลุ่มผู้ปฏิบัติการในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์ แบบมีโครงสร้างชนิดปลายเปิด จำนวน 2 ฉบับ คือ
                                    (1) แบบสัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหาร มีประเด็นคำถามนำ ความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 29 ข้อ 
                                    (2) แบบสัมภาษณ์กลุ่มผู้ปฏิบัติการ มีประเด็นคำถามเกี่ยวกับความคิดเห็นสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการด้านการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 8 ข้อ 
                                                    3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
                            ในการสัมภาษณ์ ผู้วิจัยขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อติดต่อขอความร่วมมือจากบุคคลผู้ให้สัมภาษณ์แล้วนัดหมาย เพื่อทำการสัมภาษณ์ด้วยตนเอง การเก็บรวมรวมข้อมูลใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างที่สร้างขึ้น และทำการบันทึกการสัมภาษณ์ในแบบสัมภาษณ์ฯ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลจากการสัมภาษณ์วิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วน จากนั้นทำการวิเคราะห์เนื้อหา ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequency) และร้อยละ (Percentage)
            ขั้นที่ 3 การสร้างรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 
                        การดำเนินการวิจัยในขั้นตอนนี้ เป็นการนำผลการศึกษาในขั้นกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยและขั้นการศึกษาสภาพการเสริมสร้างพลังอำนาจครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาทำการศึกษาและสรุปเนื้อหา ออกแบบส่วนประกอบที่สำคัญของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  โดยผู้วิจัยใช้แนวคิดของ Short and Rinehart (1992) ที่กล่าวถึงการเสริมสร้างพลังอำนาจ โดยครอบคลุมทั้งด้านกระบวนการ และผลผลิตของการเสริมสร้างพลังอำนาจ   แนวทางตามหลักการจัดการองค์การตามทฤษฎีองค์การและการจัดการองค์การของ Gibson (1991) และหลักการบริหารการศึกษาและการพัฒนาครูของ Sergiovanni (1991) เป็นแนวทางในการสร้างรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูฯ และการวัดระดับการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ผู้วิจัยใช้แนวคิดของ Scott & Jaffe, 1991; Sergiovanni, 1991; Short & Rinehart, 1992 อ้างถึงใน ปิยะธิดา วรญาโณปกรณ์ (2546)   และให้ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบที่ร่างขึ้นเบื้องต้น โดยการใช้เทคนิคเดลฟาย และนำผลฉันทามติของผู้ทรงคุณวุฒิมาปรับปรุงรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีวิธีดำเนินงาน ดังนี้
                        1. การเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ
                        ผู้ทรงคุณวุฒิในการวิจัยครั้งนี้ หมายถึง ผู้บริหารหรือนักวิชาการด้านการบริหารหรือพัฒนาบุคลากร หรือด้านการบริหารการศึกษา ที่มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ เช่น ผลงานการเขียนตำรา บทความทางวิชาการ งานวิจัย ที่ปรึกษาในการทำวิจัย ที่ปรึกษาขององค์การทั่วไป ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากร หรือดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทขึ้นไป ซึ่งผู้วิจัยได้ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อติดต่อขอความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบที่ร่างขึ้นเบื้องต้น จำนวน 20ท่าน 
 เก็บรวบรวมข้อมูลโดย  วิจัยได้ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อติดต่อขอความร่วมมือจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบที่ร่างขึ้นเบื้องต้นและ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าฐานนิยม (Mo) ค่ามัธยฐาน (Med) พิสัยระหว่างควอร์ไทล์ (Q3 - Q1) และค่าเฉลี่ยของคะแนนฉันทามติของผู้ทรงคุณวุฒิ    
                    ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น                     เก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้วิจัยได้ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อติดต่อขอความร่วมมือจากข้าราชการครูที่ทำการสอนในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยดำเนินการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552และ วิเคราะห์ข้อมูลโดยนำ ข้อมูลจากแบบสอบถามในการตรวจสอบความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ผู้วิจัยนำมาหาค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Diviation) และทำการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ความคิดเห็นที่มีความเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างพลังอำนาจครูในสถานศึกษา เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู
การวิเคราะห์(analysis)

1.จากวิเคราะห์เนื้อหา

2.จากการสัมภาษณ์

3. จากแบบสอบถาม

ข้อสรุป(summary)

 

ได้รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครู ในสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย  4 ส่วน ดังนี้ 1. ความนำ 2. องค์ประกอบของรูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1)  สภาพแวดล้อมภายนอก (2)  ปัจจัยนำเข้า (Input) ในการเสริมสร้างพลังอำนาจ (3)  กระบวนการ (Process) (4) ผลผลิต (Output) (5) ข้อมูลย้อนกลับจากการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  3. แนวทางการนำรูปแบบไปใช้ และ 4.เงื่อนไขและข้อจำกัดของรูปแบบ

 

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

ข้อเสนอแนะ
         
          ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
            1. รัฐบาลควรเร่งดำเนินการออกกฎหมายและระเบียบการบริหารงานของสถานศึกษาที่รับการถ่ายโอนครูจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
          2.รัฐบาลควรให้การสนับสนุนงบประมาณกับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างเพียงพอ ในการดำเนินงาน
            3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่จะรับโอนสถานศึกษาควรมีความพร้อมในทุกๆ ด้าน
         
          ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติ
            1. ผู้บริหารในระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการควรเร่งสร้างความเข้าใจกับครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
            2. ผู้บริหารยุคใหม่ต้องใช้กระบวนการเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่บุคลากร
           3.รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับบริบท สภาพปัญหา และความต้องการที่สอดคล้องกับภารกิจ และวิสัยทัศน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นๆ
              
          ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
            1. ควรมีการวิจัยในเชิงลึกเกี่ยวกับองค์ประกอบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูแต่ละองค์ประกอบ
            2. เนื่องจากการพัฒนารูปแบบในการวิจัยครั้งนี้ ไม่ใช่ทำการทดลองใช้รูปแบบที่พัฒนาขึ้น มีเพียงการตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้เท่านั้น ดังนั้นควรมีการวิจัยถึงตัวบ่งชี้ความสำเร็จที่แท้จริงของรูปแบบ เมื่อได้นำรูปแบบดังกล่าวไปทดลองใช้ในระยะหนึ่ง ว่ารูปแบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด และนำผลที่ได้ไปปรับแก้รูปแบบการเสริมสร้างพลังอำนาจครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป 
            3. ควรมีการวิจัยที่ศึกษาเพื่อพัฒนารูปแบบของกระบวนการอื่นในการบริหารงานครูสำหรับสถานศึกษาที่ถ่ายโอนจากสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
 
ปี 2553
ผู้วิจัยร่วม -
ผู้วิจัยร่วม(Eng) -
ไฟล์แนบ(1) เปิด
ไฟล์แนบ(2) เปิด
ไฟล์แนบ(3) เปิด
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved