ผลงานวิจัย

นายธนินทร์ รัตนโอฬาร - thaied

Current Record: นายธนินทร์ รัตนโอฬาร

นายธนินทร์ รัตนโอฬาร

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ และศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาเพื่อกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านนักศึกษาให้มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในตนเอง ซึ่งผลการวิจัยให้ข้อค้นพบเชิงปริมาณที่ว่า ปัจจุบันนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับสูง ตัวแปรทำนายทั้งระดับบุคคลและระดับองค์กรทุกตัวแปรมีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา โดยตัวแปรทำนายระดับองค์กรสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาได้ดีกว่าตัวแปรทำนายระดับบุคคล ส่วนข้อค้นพบเชิงคุณภาพ พบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณะ คณาจารย์ ผู้นำนักศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต และชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยให้สถาบันการศึกษาและคณะวิชาเป็นตัวกลางในการสร้างความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8870
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ: การประยุกต์ใช้โมเดลการวัดเชิงก่อตัวและเชิงสะท้อน
หัวข้อ(Eng) THE DEVELOPMENT OF A MULTI-LEVEL STRUCTURAL EQUATION MODEL OF TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP OF UNDERGRADUATE STUDENTS IN BUSINESS ADMINISTRATION: AN APPLICATION OF FORMATIVE AND REFLECTIVE MEASUREMENT MODEL
คำสำคัญ(keyword) TRANSFORMATIONAL LEADERSHIP/ MULTI-LEVEL STRUCTUERAL EQUATION MODEL/ FORMATIVE AND REFLECTIVE MEASUREMENT MODEL
ชื่อผู้วิจัย นายธนินทร์ รัตนโอฬาร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. THANIN RATANA-O-LARN
ตำแหน่ง รองคณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น
การศึกษา ปริญญาเอก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ 125/231 ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2 ปี
ประเภท งานวิจัยเชิงผสมผสาน
สถานที่จัดเก็บผลงาน car.chula.ac.th
ประวัติความเป็นมา(history) จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) ถึงฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ที่ใช้ในปัจจุบันได้เน้นให้คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยมีจุดมุ่งหมายให้ทุกคนมีการพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ (สำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2550) ซึ่งการพัฒนาคนให้มีศักยภาพได้นั้นจำเป็นต้องสร้างให้แต่ละบุคคลมีความรู้ความสามารถ มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรมและจริยธรรม มีวิสัยทัศน์ มองการณ์ไกล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และสามารถเตรียมตนเองให้พร้อมรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยีของโลกในอนาคตซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะของผู้ที่มีภาวะผู้นำในตนเอง (Fuqua and Newman, 2007; Martinko, Harvey and Douglas, 2007) นอกจากนั้นพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับแก้ไข พ.ศ.2545) และแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษาฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ยังนำการศึกษามาพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้คู่คุณธรรมและมีความเป็นผู้นำ ดังนั้นภาวะผู้นำจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาสังคมและเป็นกลไกสำคัญที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทิศทางที่ดีเพิ่มมากขึ้น แต่ปัจจุบันภาวะผู้นำของคนในสังคมนับว่ายังมีอยู่น้อย ซึ่งเกิดจากเมื่อตอนเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาไม่ได้ถูกส่งเสริมให้มีภาวะผู้นำมากนัก จึงส่งผลต่อการเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดภาวะผู้นำ ดังนั้นการจะสร้างสังคมแห่งภาวะผู้นำควรจะสร้างตั้งแต่วัยเรียนเพื่อเป็นการปลูกฝังให้นักเรียนและนักศึกษามีภาวะผู้นำและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีภาวะผู้นำในตนเองสูง (Dempster and Lizzio, 2007) อีกทั้งงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำของนักเรียนและนักศึกษามีน้อยมาก โดยส่วนใหญ่จะศึกษากับผู้ใหญ่ซึ่งเป็นวัยทำงาน แต่ในความเป็นจริงแล้วแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำ สามารถนำมาศึกษาและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะผู้นำของนักเรียนและนักศึกษาได้ (MacNeil, 2006)
เหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำตั้งแต่วัยเรียน โดยเฉพาะระดับอุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศและเป็นที่คาดหวังของสังคมที่ต้องการบัณฑิตที่เป็นตัวอย่างที่ดีต่อบุคคลทั่วไป มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี สามารถบริหารจัดการกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถนำความรู้มาพัฒนาบ้านเมือง และสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคมอย่างปัญญาชน ดังนั้นนักศึกษาจะต้องมีภาวะผู้นำในตนเอง อย่างไรก็ตามผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจของผู้ใช้บัณฑิตของสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ทั้งรัฐบาลและเอกชน พบว่า บัณฑิตส่วนใหญ่ยังขาดความรอบรู้ ความคิดสร้างสรรค์ยังมีน้อย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และความกระตือรือร้นในการทำงานน้อย ทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารอยู่ในระดับต่ำ การบริหารเวลาไม่มีประสิทธิภาพ และขาดระเบียบวินัยที่ดี (กิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น, 2550; สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี, 2549; สำนักประกันคุณภาพการศึกษา มหาวิทยาลัยสยาม, 2550) ซึ่งเห็นได้ว่าบัณฑิตส่วนใหญ่เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานแล้วยังขาดภาวะผู้นำอยู่มาก นอกจากนี้ยังเกิดช่องว่างทางความรู้ความเข้าใจของนักศึกษาเกี่ยวกับภาวะผู้นำ รวมทั้งขาดการส่งเสริมภาวะผู้นำให้กับนักศึกษาหรือส่งเสริมอย่างไม่เหมาะสมและไม่ตรงต่อความต้องการของนักศึกษา ซึ่งการสร้างภาวะผู้นำที่แท้จริงและเข้มแข็งให้กับนักศึกษาควรมาจากการร่วมมือกันระหว่างนักศึกษา คณาจารย์ ผู้บริหารสถาบัน ผู้ปกครอง และผู้ใช้บัณฑิต รวมทั้งข้อมูลจากผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะผู้นำที่นำมาสังเคราะห์รวมกันจนได้รูปแบบและพฤติกรรมของผู้นำที่พึงประสงค์ตามที่ทุกคนต้องการและเห็นพ้องสอดคล้องกัน (Komives, Mainella and Longerbeam, 2006) อีกทั้งพฤติกรรมของภาวะผู้นำที่จะสร้างให้กับนักศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ค่านิยม สารสนเทศ และเทคโนโลยี
แนวคิด(concept) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง,การพัฒนาภาวะผู้นำให้กับผู้เรียน,โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับ
วัตถุประสงค์(objective)

1. เพื่อศึกษาบุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ จริยธรรม และภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

2. เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจระหว่างมุมมองของผู้นำนักศึกษากับมุมมองของนักศึกษา

3. เพื่อตรวจสอบความตรงภายนอกและศึกษาความเป็นเหตุและผลของโมเดลการวัดเชิงก่อตัวและเชิงสะท้อนของบริบทองค์กร

4. เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

5. เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ

สมมุติฐาน(assumption)

โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

ขั้นตอนดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เริ่มต้นจากส่วนที่ 1 การวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาในลักษณะของการศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Causal relationship) แบบพหุระดับ และเมื่อทราบผลการวิจัยข้างต้นแล้ว ผู้วิจัยจะนำปัจจัยต่าง ๆ ที่ได้จากการวิจัยเชิงปริมาณ มากำหนดเป็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ในส่วนที่ 2 โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) และการสนทนากลุ่มย่อย (Focus group discussion) จากกลุ่มตัวอย่างระดับบุคคลและระดับองค์กร ซึ่งจะทำการคัดสรรตัวแปรที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา และแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสำหรับนักศึกษา

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ในส่วนของการวิจัยเชิงสำรวจเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีที่สังกัดอยู่ในคณะที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจของสถาบันอุดมศึกษารัฐบาลและเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยกเว้นมหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับ (มหาวิทยาลัยเปิด) วิทยาลัยชุมชน และสถาบันอุดมศึกษาทางศาสนา จำนวน 50 สถาบัน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่มตามหน่วยการวิเคราะห์สองระดับได้แก่ 1) ระดับบุคคล คือ นักศึกษาภายในคณะ สถาบันละ 20 คน รวม 1,000 คน และ 2) ระดับองค์กรคือ คณะวิชาที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจจำนวน 50 สถาบัน ซึ่งตัวแทนผู้ให้ข้อมูลของคณะวิชาคือ ผู้นำนักศึกษา (นายกสโมสร/องค์กรนักศึกษา) ของคณะ สถาบันละ 1 คน รวม 50 คน และนักศึกษาภายในคณะซึ่งจะนำข้อมูลที่ได้มาปรับระดับข้อมูล (Aggregate) ให้เป็นข้อมูลระดับองค์กร โดยการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling)

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ 1) ตัวแปรทำนายระดับบุคคล ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงจำนวน 3 ตัวแปร 2) ตัวแปรทำนายระดับองค์กร ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงจำนวน 2 ตัวแปร และ 3) ตัวแปรตามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา รายละเอียดของแต่ละตัวแปรมีดังนี้

                        1 ตัวแปรทำนายระดับบุคคล

                        ตัวแปรทำนายระดับบุคคลเป็นตัวแปรเกี่ยวกับคุณลักษณะหรือพฤติกรรมของนักศึกษา ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงบุคลิกภาพ ตัวแปรแฝงความฉลาดทางอารมณ์ และตัวแปรแฝงจริยธรรม รายละเอียดของตัวแปรมีดังนี้

                        1.1 ตัวแปรแฝงบุคลิกภาพของนักศึกษา หมายถึง ลักษณะของนักศึกษาที่แสดงออกมาทั้งลักษณะทางกายภาพและลักษณะทางจิต ซึ่งแต่ละบุคคลจะมีลักษณะของพฤติกรรมที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม สถานการณ์ รวมทั้งประสบการณ์ชีวิตที่ได้รับการถ่ายทอดมา ซึ่งจะวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 5 ตัวแปร

1) การเปิดเผย หมายถึง ลักษณะที่แสดงออกถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสังคม ชอบงานสังสรรค์ ชอบพูดคุยและชอบสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่น

2) การเปิดรับประสบการณ์ หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้และตอบรับสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นกับตนเอง ยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น พยายามค้นหาประสบการณ์ใหม่ด้วยความคิดที่สร้างสรรค์ และเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเร็ว

3) การมีจิตสำนึก หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความสามารถในการบังคับตนให้มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบ ชอบความเป็นระเบียบเรียบร้อย มีเป้าหมายในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจนและพยายามทำตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ให้สำเร็จ

4) ความไม่หวั่นไหวทางอารมณ์ หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความไม่แปรปรวนทางอารมณ์ และสามารถปรับตัวให้ทนต่อสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอารมณ์ทางลบได้

5) การเห็นคล้อยตามผู้อื่น หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงการมีความคิดเห็นที่โน้มเอียงคล้ายคลึงกับผู้อื่น คำนึงถึงบุคคลรอบข้างและเห็นอกเห็นใจในความรู้สึกของผู้อื่น รวมทั้งรับฟังความคิดเห็นและปฏิบัติตามคำแนะนำที่ดีของผู้อื่น

                       1.2 ตัวแปรแฝงความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษา หมายถึง ความสามารถของนักศึกษาในการควบคุมอารมณ์และแสดงออกถึงพฤติกรรมตามสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม อันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินชีวิตอย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข ซึ่งจะวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 4 ตัวแปร

1) การตระหนักรู้ในตน หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงการยอมรับในความสามารถของตนเอง และประเมินตนเองได้อย่างถูกต้อง รวมทั้งการมีทัศนคติเชิงบวกในการดำเนินชีวิตและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

2) การควบคุมตนเอง  หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความสามารถในการจัดการกับอารมณ์ แรงกระตุ้น และการปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

3) ความรู้สึกทางอารมณ์ หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความสามารถของบุคคลที่รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง และรู้วิธีการแสดงอารมณ์ของตนเองต่อผู้อื่นอย่างเหมาะสม รวมทั้งการเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้อื่นได้ดี

4) การชอบสังคม หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความต้องการแสวงหาการปฏิสัมพันธ์และติดต่อสื่อสารร่วมกับผู้อื่น ชอบร่วมงานสังคม และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

                        1.3 ตัวแปรแฝงจริยธรรมของนักศึกษา หมายถึง แนวทางการประพฤติปฏิบัติของนักศึกษาที่ถูกต้องเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของสังคม โดยแนวทางการปฏิบัตินี้จะถือเป็นหลักเกณฑ์ในสังคมนั้นที่จะกำหนดว่าการกระทำใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงามควรปฏิบัติ และการกระทำใดเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ เพราะอาจจะนำไปสู่ผลเสียหายทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งจะวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 3 ตัวแปร

1) ความซื่อสัตย์ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงการประพฤติปฏิบัติตนตามคำพูดและความคิดอย่างตรงไปตรงมาทั้ง กาย วาจา ใจ ต่อตนเองและต่อผู้อื่น รักษาคำมั่นสัญญา และเป็นที่น่าไว้วางใจของผู้อื่น

2) ความยุติธรรม หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงการประพฤติปฏิบัติตนอย่างมีเหตุผลด้วยความเสมอภาค ไม่มีความลำเอียง เคารพและไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น

3) ความเสียสละ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงการประพฤติปฏิบัติตนโดยปราศจากความเห็นแก่ตัว เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และให้ความร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ใจ

 

          2 ตัวแปรทำนายระดับองค์กร

            ตัวแปรทำนายระดับองค์กรเป็นตัวแปรเกี่ยวกับคุณลักษณะของคณะวิชาที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ รวมถึงคุณลักษณะและพฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาของคณะในแต่ละสถาบันการศึกษา ประกอบด้วย ตัวแปรแฝงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษา และตัวแปรแฝงบริบทองค์กร รายละเอียดของตัวแปรมีดังนี้

2.1 ตัวแปรแฝงภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษา หมายถึงพฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจของแต่ละสถาบันการศึกษาที่แสดงถึงการมีบารมี มีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะในการจูงใจ จนสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นนักศึกษาภายในคณะให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงด้วยการพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการยกระดับจริยธรรม ขวัญ และกำลังใจของนักศึกษาภายในคณะให้สูงขึ้น จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มากเกินความคาดหวังไว้ ซึ่งจะวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 5 ตัวแปร

1) คุณลักษณะของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ของผู้นำนักศึกษา หมายถึง ลักษณะของผู้นำนักศึกษาที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ความเฉลียวฉลาด ความมุ่งมั่นทุ่มเท การไม่ย่อท้อต่อความลำบาก ความแน่วแน่ในการทำงานและการปฏิบัติตนที่สอดคล้องกับความเชื่อและค่านิยมของตนเอง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป ทำให้นักศึกษาภายในคณะเกิดการยอมรับ เชื่อมั่นศรัทธา และไว้วางใจในความสามารถจนเกิดความภูมิใจในการทำงานร่วมกัน

2) พฤติกรรมของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ของผู้นำนักศึกษา หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนของผู้นำนักศึกษาที่แสดงถึงการมีวิสัยทัศน์ การทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจนและสามารถชี้แจ้งเป้าหมายให้ทุกคนทราบอย่างทั่วถึง ให้ความสำคัญของการทุ่มเทในการปฏิบัติงานร่วมกัน มีศีลธรรมและจริยธรรม และการเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งสร้างความไว้วางใจในการทำงานร่วมกันทำให้นักศึกษาภายในคณะเกิดความศรัทธา ยกย่อง เคารพนับถือ และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มศักยภาพในการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวังไว้

3) การสร้างแรงบันดาลใจของผู้นำนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่แน่วแน่ในการทำงาน มีการสื่อสารที่สามารถโน้มน้าวจิตใจและสร้างแรงจูงใจในด้านบวกให้กับนักศึกษาภายในคณะเกิดกำลังใจ  มีความเชื่อมั่น มีความกระตือรือร้น เกิดความท้าทายในการทำงาน และทุ่มเทความพยายามในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งการแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นถึงแนวทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

4) การกระตุ้นทางปัญญาของผู้นำนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาที่สามารถกระตุ้นให้นักศึกษาภายในคณะมองปัญหาจากมุมมองใหม่ๆ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่พิสูจน์ได้ รวมทั้งการส่งเสริมให้นักศึกษาภายในคณะแสดงความคิดเห็น และมีการตั้งสมมติฐานในการทำงานเสมอ

5) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้นำนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาที่แสดงให้เห็นถึงการคำนึงและเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จนสามารถตอบสนองความต้องการและให้ความสนใจแก่ทุกคนเป็นรายบุคคลอย่างจริงใจ รวมทั้งสามารถให้คำแนะนำและส่งเสริมให้นักศึกษาภายในคณะมองเห็นคุณค่าของตนเองและพยายามพัฒนาศักยภาพในการทำงานให้ได้อย่างเต็มที่

การประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษามีอยู่ 2 แนวทางคือ 1) ผู้นำนักศึกษา (นายกสโมสร/องค์กรนักศึกษา) ของคณะทำการประเมินตนเอง และ 2) นักศึกษาภายในคณะเป็นผู้ประเมินโดยจะนำคะแนนที่ได้จากการวัดมาคำนวณหาค่าเฉลี่ย (Aggregate) เพื่อใช้เป็นคะแนนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาจากมุมมองนักศึกษาภายในคณะของแต่ละสถาบัน

                                2.2 ตัวแปรแฝงบริบทองค์กร หมายถึง สภาพแวดล้อมและลักษณะการบริหารจัดการของคณะที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในแต่ละสถาบันที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมและพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ซึ่งจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาภายในคณะของแต่ละสถาบันโดยจะนำคะแนนที่ได้จากนักศึกษามาคำนวณหาค่าเฉลี่ย (Aggregate) เพื่อใช้เป็นคะแนนของแต่ละสถาบัน การวัดตัวแปรแฝงบริบทองค์กรนั้นได้จากผลรวมของตัวแปรสังเกตได้เชิงก่อตัว 4 ตัวแปร

1) การจัดการเรียนการสอน หมายถึง การจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยผู้สอนจะกระตุ้นให้นักศึกษาแสดงความสามารถของตนเองในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีความกล้าแสดงออก ความเชื่อมั่นในตนเอง และฝึกการแก้ปัญหาเพื่อการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และการตัดสินใจ รวมทั้งรูปแบบการเรียนการสอน การจัดโครงการหรือกิจกรรม และเนื้อหาของแต่ละรายวิชาจะสอดแทรกแนวคิดและการฝึกทักษะความเป็นผู้ประกอบการที่จะมีส่วนช่วยส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาให้นักศึกษาเกิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

2) กิจกรรมนอกหลักสูตร หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นนอกเหนือจากการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร รวมทั้งการจัดกิจกรรมหรือชมรมที่กลุ่มนักศึกษาจัดขึ้นเองที่มีส่วนช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถด้านการวางแผน การตัดสินใจ การประสานงาน การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีม รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพ และค้นพบจุดเด่นของตนเอง ซึ่งเป็นกลไกกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

3) ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา หมายถึง ภาระหน้าที่ของอาจารย์ที่ปรึกษาในการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาให้นักศึกษาเกิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง โดยกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต เห็นคุณค่าในตัวตน และมีความเชื่อมั่นในตนเอง รวมทั้งเมื่อเกิดปัญหาอาจารย์ที่ปรึกษาและนักศึกษาจะวิเคราะห์ถึงสาเหตุและค้นหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน

4) บรรยากาศขององค์กร หมายถึง สภาพแวดล้อมภายในคณะที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ได้แก่ การมีส่วนร่วมของผู้บริหารและคณาจารย์ในการพัฒนานักศึกษา ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาภายในคณะ และการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้แสดงศักยภาพในการทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่ และให้อำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจอย่างอิสระ เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม

ตัวแปรสังเกตได้เชิงก่อตัว 4 ตัวแปร หรือโมเดลการวัดเชิงก่อตัวจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาเหตุของตัวแปรที่ร่วมกันอธิบายตัวแปรแฝงการดำเนินงานขององค์กร และสะท้อนถึงตัวบ่งชี้ของบริบทองค์กร เรียกว่าตัวแปรสังเกตได้เชิงสะท้อน หรือโมเดลการวัดเชิงสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผลลัพธ์จากการดำเนินงานขององค์กร ประกอบด้วย 3 ตัวแปร  

1) ผลการปฏิบัติงานขององค์กร หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินงานของคณะวิชาและสถาบันการศึกษาด้านการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา และการจัดบรรยากาศของคณะวิชาและสถาบันที่จะเอื้ออำนวยและเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดังเห็นได้จากนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจมีความกล้าแสดงออก ความเชื่อมั่นในตนเอง มีทักษะการคิดวิเคราะห์ วางแผนและตัดสินใจที่ดี รวมทั้งสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2) การอุทิศต่อองค์กร หมายถึง ความผูกพันของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจที่มีต่อคณะวิชาและสถาบัน โดยแสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของนักศึกษา ความเชื่อมั่นของนักศึกษาต่อเป้าหมายและค่านิยมของคณะวิชาและสถาบัน ความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของคณะวิชาและสถาบัน ประสิทธิภาพความเต็มใจที่จะทุ่มเทความพยายามทั้งกายและจิตใจเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับคณะวิชาและสถาบันบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ตลอดจนมีความภักดี และมุ่งมั่นปรารถนาที่จะเป็นพัฒนาคณะวิชาและสถาบันให้มีความเจริญรุ่งเรือง

3) ความมีชื่อเสียงขององค์กร หมายถึง ความน่าเชื่อถือของคณะวิชาและสถาบันการศึกษา และความถูกต้องของแนวทางการดำเนินงานด้านการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา และการจัดบรรยากาศของคณะวิชาและสถาบันที่ได้รับการยอมรับอันเป็นมาตรฐาน โดยพิจารณาจากความเป็นเลิศทางวิชาการและกิจกรรมพัฒนานักศึกษาของคณะวิชาและสถาบันซึ่งเอื้ออำนวยและเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

 

         3 ตัวแปรตามภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา

            ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจที่แสดงถึงการมีบารมี มีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะในการจูงใจ จนสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นผู้ร่วมงานให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยการพัฒนาความสามารถและศักยภาพให้มากขึ้น รวมทั้งเป็นการยกระดับจริยธรรม ขวัญ และกำลังใจของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้น จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มากเกินความคาดหวังไว้ ซึ่งวัดได้จากตัวแปรสังเกตได้ 5 ตัวแปร

1) คุณลักษณะของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ หมายถึง ลักษณะของบุคคลที่แสดงถึงความเชื่อมั่นในตนเอง ความเฉลียวฉลาด ความมุ่งมั่นทุ่มเท การไม่ย่อท้อต่อความลำบาก ความแน่วแน่ในการทำงานและการปฏิบัติตนที่สอดคล้องกับความเชื่อและค่านิยมของตนเอง ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป ทำให้ทุกคนเกิดการยอมรับ เชื่อมั่นศรัทธา และไว้วางใจในความสามารถจนเกิดความภูมิใจในการทำงานร่วมกัน

2) พฤติกรรมของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ หมายถึง การประพฤติปฏิบัติตนที่แสดงถึงการมีวิสัยทัศน์ การทำงานที่มีเป้าหมายชัดเจนและสามารถชี้แจ้งเป้าหมายให้ทุกคนทราบอย่างทั่วถึง ให้ความสำคัญของการทุ่มเทในการปฏิบัติงานร่วมกัน มีศีลธรรมและจริยธรรม และการเสียสละเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งสร้างความไว้วางใจในการทำงานร่วมกันทำให้ผู้ร่วมงานด้วยเกิดความศรัทธา ยกย่อง เคารพนับถือ และทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มศักยภาพในการทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวังไว้

3) การสร้างแรงบันดาลใจ หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่แน่วแน่ในการทำงาน มีการสื่อสารที่สามารถโน้มน้าวจิตใจและสร้างแรงจูงใจในด้านบวกให้กับผู้ที่ร่วมงานด้วยเกิดกำลังใจ  มีความเชื่อมั่น มีความกระตือรือร้น เกิดความท้าทายในการทำงาน และทุ่มเทความพยายามในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย รวมทั้งการแสดงให้ผู้ร่วมงานเห็นถึงแนวทางความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

4) การกระตุ้นทางปัญญา หมายถึง พฤติกรรมของบุคคลที่สามารถกระตุ้นให้ผู้ร่วมงานมองปัญหาจากมุมมองใหม่ๆ สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยวิธีการใหม่ๆ โดยใช้เหตุผลและหลักฐานที่พิสูจน์ได้ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานแสดงความคิดเห็น และมีการตั้งสมมติฐานในการทำงานเสมอ

5) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงให้เห็นถึงการคำนึงและเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล จนสามารถตอบสนองความต้องการและให้ความสนใจแก่ทุกคนเป็นรายบุคคลอย่างจริงใจ รวมทั้งสามารถให้คำแนะนำและส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานทุกคนมองเห็นคุณค่าของตนเองและพยายามพัฒนาศักยภาพในการทำงานให้ได้อย่างเต็มที่

คำนิยาม(defination)

ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจที่มีบารมี มีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะในการจูงใจ จนสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นผู้ร่วมงานให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเลียนแบบพฤติกรรมในทางที่ดี รวมทั้งเป็นการยกระดับจริยธรรม ขวัญและกำลังใจของผู้ร่วมงานให้สูงขึ้น จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มากเกินความคาดหวังไว้ วัดได้จาก 5 องค์ประกอบ ได้แก่ คุณลักษณะของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ พฤติกรรมของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล

            ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษา หมายถึง พฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจของแต่ละสถาบันการศึกษาที่มีบารมี มีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะในการจูงใจ จนสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นนักศึกษาภายในคณะให้เกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงตนเอง โดยเลียนแบบพฤติกรรมในทางที่ดี รวมทั้งเป็นการยกระดับจริยธรรม ขวัญและกำลังใจของนักศึกษาภายในคณะให้สูงขึ้น จนนำไปสู่ผลลัพธ์ที่มากเกินความคาดหวังไว้วัดได้จาก 5 องค์ประกอบได้แก่ คุณลักษณะของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ พฤติกรรมของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล

            นักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีที่สังกัดอยู่ในคณะที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจของสถาบันอุดมศึกษารัฐบาลและเอกชนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยกเว้นมหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับ (มหาวิทยาลัยเปิด) วิทยาลัยชุมชนและสถาบันอุดมศึกษาทางศาสนา

            ผู้ร่วมงาน หมายถึง เพื่อนนักศึกษาที่ทำงานหรือทำกิจกรรมร่วมกันในคณะและมหาวิทยาลัย

            ปัจจัยระดับบุคคล หมายถึง คุณลักษณะและพฤติกรรมของนักศึกษาที่แสดงออกมาในแต่ละบุคคลซึ่งมีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ บุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรม

            ปัจจัยระดับองค์กร หมายถึง ลักษณะหรือบริบทของคณะที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ รวมถึงคุณลักษณะของผู้นำนักศึกษาของคณะในแต่ละสถาบันที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษา และบริบทองค์กร

            บริบทองค์กร หมายถึง สภาพแวดล้อมและลักษณะการบริหารจัดการของคณะที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในแต่ละสถาบันที่มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมและพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา

โมเดลการวัดเชิงก่อตัวและเชิงสะท้อน หมายถึง การวัดตัวแปรแฝงที่มีลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเหตุและผลของตัวแปร โดยโมเดลการวัดเชิงก่อตัวจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นสาเหตุของตัวแปรสังเกตได้ที่ร่วมกันอธิบายตัวแปรแฝง และสะท้อนไปยังโมเดลการวัดเชิงสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากอิทธิพลของตัวแปรสังเกตได้เชิงสาเหตุ

 

เครื่องมือ(tool)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ใช้สำหรับนักศึกษาและผู้นำนักศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักศึกษา 2) แบบวัดเกี่ยวกับคุณลักษณะและพฤติกรรมของนักศึกษา 3) แบบวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อคณะวิชาที่สังกัดอยู่ ซึ่งรายละเอียดในแต่ละส่วนมีดังนี้

                        ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับนักศึกษา เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list) ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองใช้สำหรับสอบถามข้อมูลภูมิหลังของนักศึกษา

                        ส่วนที่ 2 แบบวัดเกี่ยวกับคุณลักษณะและพฤติกรรมของนักศึกษา ประกอบด้วย แบบวัดบุคลิกภาพ แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ และแบบวัดจริยธรรม รายละเอียดของแต่ละแบบวัดมีดังนี้

                        - แบบวัดบุคลิกภาพของนักศึกษา เป็นแบบวัดที่ดัดแปลงและปรับปรุงจาก The International Personality Item Pool (IPIP) ที่พัฒนาโดย Goldberg et al.(2006) มีจำนวน 25 ข้อคำถาม ซึ่งวัดองค์ประกอบของบุคลิกภาพ 5 ด้าน ได้แก่ 1) การเปิดเผย 2) การเปิดรับประสบการณ์ 3) การมีจิตสำนึก 4) ความไม่หวั่นไหวทางอารมณ์ และ 5) การเห็นคล้อยตามผู้อื่น มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน

                        - แบบวัดความฉลาดทางอารมณ์ของนักศึกษา เป็นแบบวัดที่ดัดแปลงและปรับปรุงจาก The Trait Emotional Intelligence Questionnaire (TEIQue) ซึ่งเป็นแบบวัดที่นิยมใช้ศึกษาในบริบทของนักศึกษา พัฒนาขึ้นโดย Petrides และ Furnham ในปี ค.ศ.2006 มีจำนวน 20 ข้อคำถาม ซึ่งวัดความฉลาดทางอารมณ์ 4 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การตระหนักรู้ในตน 2) การควบคุมตนเอง  3) ความรู้สึกทางอารมณ์ และ 4) การชอบสังคม มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน

                        - แบบวัดจริยธรรมของนักศึกษา เป็นแบบวัดพฤติกรรมทางจริยธรรมของนักศึกษา จำนวน 15 ข้อคำถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง ประกอบด้วยพฤติกรรม 3 ด้าน ได้แก่ 1) ความซื่อสัตย์ 2) ความยุติธรรม และ 3) ความเสียสละ มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน

                   ส่วนที่ 3 แบบวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา เป็นแบบวัดที่ดัดแปลงและปรับปรุงให้เข้ากับบริบทของนักศึกษาจากแบบวัดที่ชื่อว่า Multifactor Leadership Questionnaire Form 5X (MLQ Form 5X) พัฒนาขึ้นโดย Bass และ Avolio ในปี ค.ศ.1995 มีจำนวน 36 ข้อคำถาม ซึ่งวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) คุณลักษณะของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2) พฤติกรรมของการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 3) การสร้าง   แรงบันดาลใจ 4) การกระตุ้นทางปัญญา และ 5) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ โดยแบ่งการตอบออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่หนึ่งการประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของตัวนักศึกษาเอง ซึ่งข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และข้อความที่ตรงกับพฤติกรรมของตนเองน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน ส่วนที่สองการประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษา ซึ่งเป็นการให้นักศึกษาประเมินพฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาของคณะ โดยผู้ที่เป็นผู้นำนักศึกษาไม่ต้องตอบในส่วนนี้ ซึ่งข้อความที่ผู้ตอบคิดว่าตรงกับพฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาของคณะมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และ ข้อความที่ผู้ตอบคิดว่าตรงกับพฤติกรรมของผู้นำนักศึกษาของคณะน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน                               

ส่วนที่ 4 แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อคณะวิชา เป็นการสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อสภาพแวดล้อมและแนวทางการบริหารจัดการของคณะวิชาที่สังกัด รวมทั้งผลลัพธ์ที่เกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมและแนวทางการบริหารจัดการที่เอื้อต่อการพัฒนาภาวะผู้นำนักศึกษาของคณะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง จำนวน 35 ข้อคำถาม ประกอบด้วย    7 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการเรียนการสอน 2) กิจกรรมนอกหลักสูตร 3) ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา        4) บรรยากาศขององค์กร 5) ผลการปฏิบัติงานขององค์กร 6) การอุทิศต่อองค์กร และ 7) ความมีชื่อเสียงขององค์กร มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งข้อความที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด มีค่าเท่ากับ 5 คะแนน และข้อความที่ตรงกับความเป็นจริงน้อยที่สุด มีค่าเท่ากับ 1 คะแนน

 

 

 

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน โดยจัดทำหนังสือขอความร่วมมือในการวิจัยจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งไปยังคณบดีของคณะที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในแต่ละสถาบันที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อขออนุญาตและขอความอนุเคราะห์เข้าไปเก็บข้อมูลกับกลุ่มนักศึกษาและขอบัญชีรายชื่อนักศึกษาและนายกสโมสร/องค์กรนักศึกษาของคณะหรือเทียบเท่า เมื่อได้รับการตอบกลับจากสถาบันการศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแล้ว ผู้วิจัยจะทำการเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลในสถาบันอุดมศึกษาโดยจะนัดหมายวันเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลไว้ล่วงหน้ากับกลุ่มตัวอย่าง ก่อนที่จะเข้าไปเก็บข้อมูลทุกครั้งและให้กลุ่มตัวอย่างกรอกแบบสอบถามด้วยตนเอง (self-administered)

การวิเคราะห์(analysis)

1.6.4.1 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) ค่าความเบ้ (Skewness) และค่าความโด่ง (Kurtosis) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ จริยธรรมของนักศึกษา และบริบทองค์กรของแต่ละสถาบัน ซึ่งมีระดับการวัดเป็นตัวแปรต่อเนื่องทั้งหมด

                                    1.6.4.2 การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยโดยใช้สถิติทดสอบที (t –test) แบบกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน (Two dependent sample test) เพื่อศึกษาความแตกต่างของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง บุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรม ระหว่างผู้นำนักศึกษากับนักศึกษา ซึ่งมีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเริ่มจากรวมคะแนนตัวแปรที่ต้องการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละสถาบันด้วยวิธี AGGREGATE ต่อมานำคะแนนที่ได้มาจับคู่ (Match pair) กับคะแนนของผู้นำนักศึกษาของแต่ละสถาบัน

                                    1.6.4.3 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันแบบรายคู่ (Dyadic confirmatory factor analysis model) เพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาระหว่างมุมมองของผู้นำนักศึกษาของคณะเองกับมุมมองของนักศึกษาภายในคณะ ซึ่งมีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลโดยเริ่มจากรวมคะแนนการประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาจากมุมมองนักศึกษาของคณะในแต่ละสถาบันด้วยวิธี AGGREGATE ต่อมานำคะแนนที่ได้มาจับคู่ (Match pair) กับคะแนนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาที่ประเมินจากมุมมองผู้นำนักศึกษาของแต่ละสถาบัน และสุดท้ายทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม LISREL

                                    1.6.4.4 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับเพื่อตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา และศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ซึ่งมีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้

                                    ขั้นที่ 1 การศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างระดับบุคคล ด้วยโปรแกรม LISREL ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood (ML) และใช้ค่าดัชนี Chi-square ดัชนี GFI ดัชนี AGFI และดัชนี RMSEA เป็นค่าสถิติในการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์

                                    ขั้นที่ 2 การศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุและตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างระดับองค์กร ด้วยโปรแกรม LISREL ประมาณค่าพารามิเตอร์ด้วยวิธี Maximum Likelihood (ML) และใช้ค่าดัชนี Chi-square ดัชนี GFI ดัชนี AGFI และดัชนี RMSEA เป็นค่าสถิติในการตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์

                                    ขั้นที่ 3 การตรวจสอบว่าข้อมูลเหมาะสมที่จะนำไปใช้วิเคราะห์พหุระดับหรือไม่ด้วยการวิเคราะห์หาค่าสหสัมพันธ์ภายในชั้น (Intraclass correlations: ICC) และทำการตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดพหุระดับด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันพหุระดับ (Multilevel CFA) ซึ่งผลการวิเคราะห์จะต้องพบว่าตัวแปรที่ศึกษาเกิดความผันแปรทั้งในระดับบุคคลและระดับองค์กรจึงจะสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์พหุระดับต่อไปได้

                                    ขั้นที่ 4 การตรวจสอบความตรงของโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ด้วยโปรแกรม Mplus เพื่อศึกษาปัจจัยระดับบุคลและระดับองค์กรที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา

 

ข้อสรุป(summary)

การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ และศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาเพื่อกำหนดเป็นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านนักศึกษาให้มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในตนเอง ซึ่งผลการวิจัยให้ข้อค้นพบเชิงปริมาณที่ว่า ปัจจุบันนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงอยู่ในระดับสูง ตัวแปรทำนายทั้งระดับบุคคลและระดับองค์กรทุกตัวแปรมีอิทธิพลทางบวกต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา โดยตัวแปรทำนายระดับองค์กรสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาได้ดีกว่าตัวแปรทำนายระดับบุคคล ส่วนข้อค้นพบเชิงคุณภาพ พบว่า การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทั้งผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณะ คณาจารย์ ผู้นำนักศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต และชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา โดยให้สถาบันการศึกษาและคณะวิชาเป็นตัวกลางในการสร้างความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

1.1 สถาบันการศึกษาและคณะวิชาจะต้องเป็นตัวกลางในการสร้างความร่วมมือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ โดยผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณะวิชาจะต้องมีการนำระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการที่ใช้ MSPA เป็นตัวขับเคลื่อน ตามแนวคิดของ ศิริชัย กาญจนวาสี และ คณะ (2550) มาใช้ในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ประกอบด้วย 1) การระดมทรัพยากร (Mobilization) โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณที่ควรจัดสรรอย่างเหมาะสม 2) การกำหนดกลยุทธ์ (Strategy) ในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาต้องมีความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได้จริง 3) การมีส่วนร่วม (Participation) เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ประกอบด้วยคณาจารย์ ผู้นำนักศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต และชุมชนได้มีส่วนร่วมในการประชุมปรึกษาหารือ วางแผน และร่วมดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา และ 4) ความเป็นอิสระ (Autonomy) ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนมีบทบาทในการพัฒนานักศึกษาอย่างเต็มที่

1.2 วิธีการเปลี่ยนผ่าน (Transformation process) นักศึกษาให้มีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในตนเองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างวิสัยทัศน์ (Vision) ให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้แก่ ผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณะ คณาจารย์ ผู้นำนักศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต และชุมชน โดยจัดการประชุมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องแบ่งเป็น 3  กลุ่มคือ 1) กลุ่มผู้บริหารและคณาจารย์ 2) ผู้ปกครอง 3) กลุ่มผู้ใช้บัณฑิต และชุมชน และ 4) กลุ่มผู้นำนักศึกษา และนักศึกษา ให้เกิดความตระหนัก ความเข้าใจ และความจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้กับนักศึกษา รวมทั้งกำหนดบทบาทของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้มีความชัดเจนโดยยึดหลักการตามแนวคิดของ สุวิมล ว่องวาณิช และ คณะ (2550) คือ 3 M ซึ่งเป็นบทบาทของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนานักศึกษาพึงแสดง ประกอบด้วย 1) บทบาทการเป็นผู้ให้กำลังใจ (Moral Supporter) 2) บทบาทการเป็นผู้ใส่ใจกำกับ (Monitor) และ 3) บทบาทการเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริม (Mentor) ซึ่งทั้ง 3 บทบาทจะต้องใช้อย่างสมดุลกันถึงจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการพัฒนานักศึกษาอย่างสูงสุด

1.3 การพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้กับนักศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้สถาบันการศึกษาและคณะวิชาเป็นแกนนำสำคัญในการพัฒนา เนื่องจากผลจากการวิจัยที่ว่าตัวแปรทำนายระดับองค์กรสามารถอธิบายความแปรปรวนของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาได้ดีกว่าตัวแปรทำนายระดับบุคคล โดยตัวแปรทำนายทั้งระดับบุคคลและระดับองค์กรทุกตัวแปรมีอิทธิพลเชิงบวกต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา ดังนั้นแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้กับนักศึกษาควรเริ่มจากการพัฒนาบุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรมของนักศึกษาโดยผ่านการจัดการเรียนการสอนทั้งในและนอกหลักสูตร การจัดโครงการหรือกิจกรรมที่มีสอดแทรกแนวคิดและการฝึกทักษะความเป็นผู้ประกอบการ รวมทั้งการสร้างสโมสรนักศึกษาให้เข้มแข็ง และการจัดสภาพแวดล้อมภายในคณะที่กระตุ้นให้นักศึกษาแสดงความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ มีการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และวิจารณ์ การพัฒนาความสามารถด้านการวางแผน การตัดสินใจ การประสานงาน การแก้ปัญหา และการทำงานเป็นทีมที่เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างชั้นปีและมีการประสานงานกันระหว่างผู้นำนักศึกษากับกลุ่มนักศึกษา รวมทั้งการสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาในการพัฒนาศักยภาพ และค้นพบจุดเด่นของตนเอง รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษาจะต้องมีส่วนช่วยในการส่งเสริม สนับสนุน และกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการดำเนินชีวิต เห็นคุณค่าในตัวตน และมีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งจะสะท้อนกลับไปยังความผูกพันของนักศึกษาที่แสดงออกถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเชื่อมั่นต่อเป้าหมายและค่านิยมของคณะ ความภูมิใจในการเป็นส่วนหนึ่งของคณะ าีประสิทธิภาพความภักดีและมุ่งมั่นปรารถนาที่จะเป็นพัฒนาคณะ รวมทั้งผลลัพธ์ที่เกิดจากการดำเนินงานของคณะด้านการจัดการเรียนการสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา การจัดบรรยากาศของคณะและการเห็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำนักศึกษาจะเอื้ออำนวยและเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดทักษะภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

1.4 การนำแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาไปปฏิบัติจริงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ระเบียบวิธีวิทยาการการวิจัยและพัฒนา (Research and development) แบบเน้นการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง (Participatory research) ประกอบด้วย ผู้บริหารสถาบันการศึกษาและคณะ คณาจารย์ ผู้นำนักศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ใช้บัณฑิต และชุมชน โดยให้สถาบันการศึกษาและคณะวิชาเป็นตัวกลางในการสร้างความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินการการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจอย่างยั่งยืน

1.5 ผลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารคณะวิชา พบว่ามีมุมมองที่สอดคล้องกันคือ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีความสำคัญมากต่อนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ เนื่องจากสภาพการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคปัจจุบัน นักศึกษาจำเป็นที่จะต้องตามทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรู้เท่าทัน เพื่อนำมาใช้ในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งถือเป็นคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ นอกจากนี้ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงยังเป็นตัวบ่งชี้ความสามารถในการปรับตัวของนักศึกษาในสภาพสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทางวัตถุและจิตใจ และการมีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงยังสามารถช่วยให้นักศึกษาประสบความสำเร็จในการทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เพราะเป็นคุณลักษณะสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นว่าคณะที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจทั้งสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐและภาคเอกชนควรจะร่วมกันกำหนดกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (Thai Qualifications Framework for Higher Education (TQF: H Ed)) ว่าบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจจะต้องมีภาวะผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงเป็นคุณสมบัติหนึ่งของบัณฑิต เพื่อเป็นการประกันคุณภาพของบัณฑิตในสาขาวิชา รวมทั้งใช้เป็นแนวทางการดำเนินการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษานำไปสู่เป้าหมายเดียวกันในการผลิตบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจได้อย่างมีคุณภาพ

 

 

 

            2. ข้อเสนอแนะเพื่อการทำวิจัยครั้งต่อไป

2.1 ข้อค้นพบจากการสนทนากลุ่มกับกลุ่มนักศึกษา และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้นำนักศึกษา พบว่า ผู้ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อการสร้างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในตัวของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจ คือ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นจึงควรนำตัวแปรด้านครอบครัวมาศึกษาอิทธิพลเชิงสาเหตุที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา

2.2 ข้อค้นพบจากข้อมูลเชิงคุณภาพ พบว่า การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมนอกหลักสูตร ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา และบรรยากาศขององค์กร ที่เปรียบเสมือนการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา และคณะวิชามีอิทธิพลต่อบุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรมของนักศึกษา ดังนั้นควรนำตัวแปรบุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรมของนักศึกษามาศึกษาเป็นตัวแปรระดับองค์กร โดยทำการศึกษาอิทธิพลของบริบทองค์กรที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยส่งผ่านบุคลิกภาพ ความฉลาดทางอารมณ์ และจริยธรรมของนักศึกษา จะทำให้โมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษามีความชัดเจน และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

2.3 ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันแบบรายคู่ (Dyadic CFA) พบว่า ผลการประเมินภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาระหว่างมุมมองของผู้นำนักศึกษากับมุมมองของนักศึกษามีความสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ดังนั้นการศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษา จึงควรศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาทั้งจากมุมมองของผู้นำนักศึกษาและมุมมองของนักศึกษา โดยปรับโมเดลการวัดภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาให้เป็นโมเดลการวัดอันดับที่สอง เพื่อเปรียบเทียบอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาระหว่างมุมมองของผู้นำนักศึกษากับมุมมองของนักศึกษาที่มีต่อภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษาว่ามีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร จะได้สารสนเทศจากการวิจัยที่ชัดเจน และลุ่มลึกมากยิ่งขึ้น

            2.4 โมเดลการวัดเชิงก่อตัวและเชิงสะท้อน (Formative and Reflective measurement model) ของ Diamantopolous และ Winklhofer (2001) ถือว่าเป็นการขยายองค์ความรู้ด้านวิธีวิทยาการในการวัดตัวแปรและมีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะนำมาใช้ในการวัดตัวแปรที่มีลักษณะที่แสดงถึงความเป็นเหตุและผลของตัวแปร เช่น ตัวแปรการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ ตัวแปรการลงทุนในการดำเนินงาน เป็นต้น โดยจะทำการวิเคราะห์พร้อมกันเพียงครั้งเดียว เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าผลลัพธ์จากการดำเนินงาน (Product / Output ) เกิดจากอิทธิพลของแนวทางการดำเนินงานที่กำหนดขึ้น (Process) และเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลหรือไม่อย่างไร          

            2.5 การวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตการศึกษาเฉพาะนักศึกษาปริญญาบัณฑิตสาขาวิชาบริหารธุรกิจซึ่งถือว่าอยู่ในกลุ่มวิชาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดังนั้นการศึกษากับนักศึกษากลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าโมเดลสมการโครงสร้างพหุระดับของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของนักศึกษามีความแปรเปลี่ยนหรือไม่ เมื่อนักศึกษามีกลุ่มวิชาที่เรียนแตกต่างกัน โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์กลุ่มพหุ

            2.6 ตัวแปรทำนายระดับองค์กรในโมเดลการวิจัยครั้งนี้ เป็นเพียงตัวแปรบริบทองค์กรและตัวแปรภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้นำนักศึกษาของคณะวิชาที่ทำการจัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจในแต่ละสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงตัวแปรทำนายระดับคณะวิชาซึ่งเป็นตัวแทนของสถาบันการศึกษาเท่านั้น มิได้เป็นตัวแปรทำนายระดับองค์กรของสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่แท้จริง ดังนั้นการวิจัยควรเพิ่มเติมการศึกษาจากตัวแปรทำนาย 3 ระดับ คือ ระดับบุคคล ระดับคณะวิชา และระดับสถาบันการศึกษา โดยใช้วิธีการวิเคราะห์พหุระดับ

ปี 2553
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved