ผลงานวิจัย

นางสาวดวงกมล จงเจริญ - thaied

Current Record: นางสาวดวงกมล จงเจริญ

นางสาวดวงกมล จงเจริญ

ผลการวิจัยเรื่อง สภาพและปัญหาการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 75 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ระหว่าง 41-45 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีประสบการณ์ทำงานด้านการดูแลเด็ก มากกว่า 10 ปี และทั้งหมดเคยรับการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก และมีการนำความรู้ที่ได้รับต่างๆ ไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของตนเอง และขยายความรู้ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นๆ ต่อไป

 

            ตอนที่ 2 สภาพการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบสำรวจ

                 

          2.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

                  การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กด้านการจัดสภาพแวดล้อม มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การดูแลบริเวณโดยรอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และดูแลเครื่องเล่นสนามให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เมื่อเกิดการชำรุดแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการซ่อม

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน ในด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ทุกคนเห็นความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กในระดับมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนที่เอื้อให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้มีผลให้เด็กได้รับการพัฒนาจากการเข้าไปสัมผัสสภาพแวดล้อมด้วยตัวของเด็กเองทั้ง มีการพูดคุยทักทายเด็กทุกคน เข้าไปสัมผัสเด็กเป็นรายบุคคล มีการสนทนากับเด็กอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยการให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันทั้งห้อง แบ่งกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่

การสำรวจการจัดสภาพแวดล้อมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 21 ศูนย์ พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตาย ไม่มีมลภาวะ และตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน มีแหล่งเรียนรู้จากชุมชนที่หลากหลาย บริเวณภายนอกอาคารมีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับทำกิจกรรมแต่ละประเภท บริเวณอาคารเรียนมีแสงสว่างเพียงพอ ประตู-หน้าต่างมีความแข็งแรง และพื้นที่ใช้สอยแยกเป็นสัดส่วนจากห้องประกอบอาหาร ห้องส้วม และที่พักของเด็กป่วย ห้องนอนมีอุปกรณ์เครื่องนอนสะอาด มีขนาดเหมาะสมกับเด็ก มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนเด็ก และมีบริเวณสำหรับเก็บอุปกรณ์เครื่องนอนอย่างเป็นสัดส่วน ห้องประกอบอาหารมีพื้นที่สำหรับล้างทำความสะอาด ห้องรับประทานอาหารมีแสงสว่างเพียงพอ ห้องส้วมมีลักษณะพื้นไม่ลื่น ห้องพยาบาลมีตู้ยาสามัญประจำบ้าน และมีเตียงนอนสำหรับเด็กป่วย ห้องเรียนมีแสงสว่างเพียงพอ และสม่ำเสมอทั่วห้อง มีพื้นที่เก็บของใช้ส่วนตัวของเด็กแต่ละคน และพื้นไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย และทนทาน

                  ข้อมูลจากการสำรวจการจัดสภาพแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพิ่มเติม พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งอยู่ภายในสถานที่ต่างๆ ของชุมชน คือ วัด โรงเรียน เทศบาล/อบต. และสถานีดับเพลิง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีสถานที่ตั้งอยู่เป็นบริเวณของตนเอง สภาพของเครื่องเล่นสนามส่วนใหญ่มีสภาพเก่า ชำรุด และเป็นสนิม โดยอาคารเรียนของศูนย์ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารชั้นเดียว ห้องนอนมีการใช้ห้องเรียนกับห้องนอนเป็นห้องเดียวกัน การประกอบอาหารมีการจ้างผู้ประกอบอาหารจากข้างนอกประกอบอาหารและพอถึงเวลาก็จะนำเข้ามาส่งที่ศูนย์ มีห้องรับประทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน ห้องส้วมพื้นปูด้วยกระเบื้อง มีอากาศถ่ายเทสะดวก บริเวณภายในห้องส้วมสะอาด อุปกรณ์ส่วนมากจะมีขนาดเหมาะสมกับเด็ก ในส่วนของห้องเรียน สภาพห้องเรียนคับแคบ ส่วนใหญ่เด็กจะทำกิจกรรมที่พื้น มีการจัดตกแต่งห้องเรียนอย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย

 

2.2  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ในการวางแผนการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ให้เด็ก ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนคำนึงถึงวัยของเด็ก และหลักการพัฒนาเด็กอย่างองค์รวมให้ครบพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยให้เหตุผลว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ควรที่จะจัดให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อจะเหมาะสมกับระดับความสนใจตามช่วงวัยของเด็ก และเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามช่วงวัย มีการเตรียมตัวก่อนการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ในแต่ละวัน โดยในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ได้ยึดแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่จะมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ในบางกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย และบริบทของท้องถิ่น ในขณะทำกิจกรรม หลักในการเลือกสื่อ/อุปกรณ์ในการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนมากยึดหลักการที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้  สื่อ/อุปกรณ์จะต้องมีความปลอดภัย เป็นสื่อ/อุปกรณ์ที่เป็นของจริง หรือประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุในท้องถิ่น หรือวัสดุเหลือใช้ต่างๆ

การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนวางแผนการจัดกิจกรรม โดยการทำแผนการจัดประสบการณ์ที่ชัดเจนสำหรับการจัดกิจกรรม และเตรียมกิจกรรมได้เหมาะสมกับระดับความสนใจของเด็ก โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้รู้จักการช่วยเหลือตนเอง เช่น การรับประทานอาหาร การเข้าห้องส้วม การใส่ร้องเท้า เป็นต้น ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในการทำงานร่วมกับเพื่อน และให้คำชมเชยต่อการปฏิบัติงาน และผลงานของเด็ก

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีการพูดคุยกับเด็กตลอดเวลา ด้วยคำพูดที่สุภาพ น้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน มีการนำกลอน เพลง และอุปกรณ์ประกอบจังหวะมาใช้ในการเปลี่ยนกิจกรรม มีการส่งเสริมให้เด็กที่มีอายุมากกว่าดูแลเด็กที่มีอายุน้อยกว่าในทุกกิจกรรม จัดกิจกรรมทั้งหมดใน 1 วัน ได้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้

 

2.3  ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การใช้แบบบันทึกพัฒนาการในการบันทึกพัฒนาการของเด็ก และการนำผลการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้รายงานให้ผู้ปกครองทราบ

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้โดยยึดหลักการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ประเมินเป็นรายบุคคล ตามสภาพจริง ใช้การสังเกตพฤติกรรม และมีการบันทึกพัฒนาการ โดยให้เหตุผลว่า การประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมและบันทึกพัฒนาการ จะทำให้ทราบถึงระดับพัฒนาการและการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก จากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ

                  การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ด้วยวิธีการสนทนา พูดคุย และการสัมภาษณ์ และประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ด้วยวิธีการรวบรวมผลงาน

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กมีการประเมินผลพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลหลังแผนการจัดประสบการณ์ การประเมินจะแยกเป็นประเด็นต่างๆ โดยจะประเมินในช่วงการพักกลางวัน ระหว่างการทำกิจกรรมก็จะมีการสนทนาพูดคุย และเมื่อเด็กทุกคนทำกิจกรรมเสร็จก็จะมีการสรุปกิจกรรม โดยการถามคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับกิจกรรม และให้เด็กตอบคำถาม

2.4  ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การที่ชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางศูนย์จัดขึ้น

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน ในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนเป็นอย่างมาก โดยให้เหตุผลว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นศูนย์ที่ตั้งอยู่ภายในชุมชน ให้บริการดูแล และให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ภายในชุมชน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนจึงเป็นเสมือนปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินงานของศูนย์ มีการสนทนากับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลามาส่งในตอนเช้าและมารับเด็กในตอนเย็น มีการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนอย่างสม่ำเสมอ มีการจัดประชุมผู้ปกครองในแต่ละภาคเรียน และให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ มีการเชิญเชิญผู้ปกครองหรือบุคคลในชุมชนเข้ามาให้ความรู้หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และมีการนำเด็กออกไปเรียนรู้ตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน

                  การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กมีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน โดยการให้การต้อนรับ สนทนาพูดคุยกับผู้ปกครองด้วยความเหมาะสม และมีการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็ก โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กทั้งที่อยู่ที่บ้านและที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า ผู้นำเครือผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่มีการสนทนากับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอทั้งในช่วงเวลามาส่งในตอนเช้า และมารับกลับในตอนเย็น สนทนาด้วยความสนิทสนม และมีความสุภาพ

 

            ตอนที่ 3 ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบสำรวจ

 

3.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

     การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ห้องเรียนคับแคบ และไม่เป็นสัดส่วน และเครื่องเล่นสนามมีสภาพเก่า ชำรุด

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ห้องเรียนคับแคบ ไม่เหมาะสมกับจำนวนเด็ก เด็กทะเลาะกัน แย่งสื่อ/อุปกรณ์ในการทำกิจกรรม สภาพเครื่องเล่นสนามเก่า เป็นสนิม และมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก

      วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า พยายามจัดกิจกรรมโดยการใช้พื้นที่ห้องให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยให้เด็กทำกิจกรรมที่พื้น หรือพาเด็กออกไปเรียนรู้ยังแหล่งเรียนรู้ภายในศูนย์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ของชุมชน เมื่อเด็กทะเลาะกัน ก็จะมีการลงโทษเด็กทั้งสองฝ่าย โดยให้เด็กทุกคนในห้องร่วมรับฟัง และมีการสอดแทรกให้เด็กรู้ว่าการทำพฤติกรรมแบบนี้ไม่ดี ต้องถูกลงโทษ และบอกถึงพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน และเมื่อพบเครื่องเล่นสนามชำรุดแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ช่วยเข้ามาดำเนินการซ่อมแซม

 

3.2  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า สื่อ/อุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็ก มีสภาพเก่า และชำรุด ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กขาดความรู้ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ และขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแผนการจัดประสบการณ์ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กยึดถือปฏิบัตินั้นเป็นแผนการจัดประสบการณ์ที่จัดทำไว้โดยภาพรวมเด็กอายุ 3-5 ปี ในบางกิจกรรมก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กที่ตนประจำชั้น

วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า พยายามศึกษาจากเอกสารต่างๆ ความรู้ที่ได้รับจากการเข้ารับการอบรมในโครงการอบรมของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดเตรียมสื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม และเหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก มีการนำสื่อ/อุปกรณ์ที่มีในท้องถิ่นเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ และมีการสร้างกฎกติกาในการใช้สื่อ/อุปกรณ์ตามมุมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กรู้จักการแบ่งปันในการเล่น

         

3.3  ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไม่เข้าใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน และไม่เข้าใจในวิธีการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างแท้จริง

การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ผู้ปกครองไม่เข้าในพัฒนาการของเด็ก ต้องการให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และไม่ให้ความสำคัญในแบบรายงานผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก และผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไม่เข้าใจในขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน

                  วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า ชี้แจงผู้ปกครองที่มีปัญหาเป็นรายบุคคล โดยมีการชี้แจงถึงพัฒนาการของเด็ก กิจกรรมที่ทางศูนย์จัดที่ต้องการเน้นให้เด็กมีความพร้อม และในส่วนของการทำวิจัยในชั้นเรียน มีการศึกษาจากเอกสารต่างๆ เพิ่มเติม และมีแผนงานที่จะดำเนินการทำวิจัยในชั้นเรียนที่สมบูรณ์แบบในภาคเรียนต่อไป

 

3.4  ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน พบว่า ผู้ปกครองทำงานไม่มีเวลามาร่วมกิจกรรมหรือให้ความร่วมมือทางด้านต่างๆ แก่ศูนย์

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า เมื่อมีการให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ โดยผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก หรือผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ให้ความรู้ด้วยตนเอง ผู้ปกครองจะไม่ค่อยให้ความสนใจ และผู้ปกครองไม่มีเวลาในการให้ความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงดู และการปฏิบัติที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เนื่องจากต้องทำงาน

วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า ในการประชุมผู้ปกครอง มีการเชิญแพทย์จากโรงพยาบาล หรือสาธารณสุขมาเป็นผู้ให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องวิธีการดูแลเด็ก โภชนาการสำหรับเด็ก และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเด็ก และมีการพูดคุยกับผู้ปกครองเป็นรายบุคคล เพื่อชี้แจงให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญต่อการให้การดูแล และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเด็ก

 

          ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะในการการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม

           

          4.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรที่จะพยายามใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เสนอของบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

                 4.2 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดการอบรมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเฉพาะเรื่องต่างๆ ใน 1 ครั้ง เช่น การเขียนแผนการจัดประสบการณ์ การผลิตสื่อการสอน เป็นต้น และให้หน่วยงานจากส่วนกลางอบรมผู้บริการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้าในใจหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย

 

          4.3 ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดการอบรมในเรื่องของการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้แบบเฉพาะเรื่องต่างๆ ใน 1 ครั้ง เช่น วิธีการประเมินผล การวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น และควรมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก       นำมาใช้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

          4.4 ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

            ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดประชุมผู้ปกครองกับชุมชนเพื่อชี้แจงให้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ และมีการเชิญชวนให้เข้าร่วมมาเป็นอาสาสมัครเข้ามาให้ความรู้แก่เด็ก ให้ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กออกเยี่ยมบ้านเด็กเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้ปกครอง และตั้งชมรมผู้ปกครองของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8825
ชื่อผลงานวิจัย สภาพและปัญหาการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
หัวข้อ(Eng) STATE AND PROBLEMS OF LEADERS OF CHILD CAREGIVER NETWORK PERFORMANCES IN THE CHILD DEVELOPMENT CENTERS UNDER LOCAL ADMINISTRATIVE ORGANIZATION
คำสำคัญ(keyword) การปฏิบัติงาน/ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก/ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ชื่อผู้วิจัย นางสาวดวงกมล จงเจริญ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) MISS DUANGKAMOL CHONGCHAROEN
ตำแหน่ง -
การศึกษา ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย
สถานที่ติดต่อ 294 ถ.เรืองราษฎร์ ต.เขานิเวศน์ อ.เมืองระนอง จ.ระนอง 85000
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) กุมภาพันธ์ 2552 - มีนาคม 2553
ประเภท การวิจัยพื้นฐาน
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ระยะยาว พ.ศ. 2550-2559 ได้กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาเด็กด้านต่างๆ โดยกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานไว้ว่า ในปี พ.ศ. 2559 เด็กอายุ 3-5 ปี ทุกคนต้องได้รับการพัฒนาทุกด้านก่อนเข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ องค์การยูนิเซฟและหน่วยงานที่เกี่ยวกับเด็กทั่วโลกได้เน้นความสำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นพิเศษ โดยให้มีพัฒนาการทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และจริยธรรม ที่มีลักษณะเฉพาะและละเอียดอ่อน โดยเฉพาะในช่วงปฐมวัยเป็นรากฐานของการพัฒนาทั้งปวง ซึ่งเป็นการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ที่ยั่งยืน และป้องกันปัญหาสังคมในระยะยาว แนวคิดเชิงทฤษฎีและผลการวิจัยด้านพัฒนาการเด็กได้แสดงว่า ปัจจัยแวดล้อมและการเลี้ยงดูที่เหมาะสมสามารถปรับเปลี่ยนลักษณะการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองมนุษย์ได้ ในทศวรรษที่ผ่านมามีการใช้ศาสตร์ต่างๆ ในการวิเคราะห์สมอง ถ่ายภาพสมองเพื่อศึกษาพัฒนาการแต่ละขั้นตอน พบว่า โอกาสแห่งการเรียนรู้ และอัตราการเรียนรู้สูงสุดอยู่ในช่วงวัยเด็ก การเติบโตและพัฒนาการของสมองเป็นรากฐานของการเรียนรู้และเริ่มตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์ในช่วง 3-6 เดือน มีการสร้างเซลล์สมองสูงสุด และการเติบโตของสมองสูงสุดในช่วง 0-6 ปี เป็นการเติบโตทางปริมาณ ทำให้สมองของเด็กมีขนาด 90-95% (กระทรวงศึกษาธิการ, 2550)
ช่วงเวลาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดของการพัฒนาสมอง คือ ช่วงเวลา 6 ปีแรกของชีวิต เพราะถือเป็นช่วงอายุที่มีอัตราของพัฒนาการสูงสุด เป็นจังหวะทองของการวางรากฐานการพัฒนาความเจริญเติบโตในทุกด้าน ถ้าเด็กได้รับการเลี้ยงดูที่ดี และถูกต้องตามหลักจิตวิทยาและหลักวิชาการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เด็กก็จะพัฒนาได้เต็มศักยภาพ ในทางตรงกันข้าม ถ้าเด็กไม่ได้รับการเลี้ยงดูและพัฒนาอย่างถูกต้อง ในช่วงนี้โอกาสทองเช่นนี้ก็จะไม่หวนกลับมาอีก ตรงกับที่ มาณี ไชยธีรานุวัฒศิริ (2543) ได้ระบุไว้ว่า การอบรมเลี้ยงดู และการให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยมีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากเด็กในวัยนี้ต้องการเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัส จากบิดามารดา คนรอบข้าง และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดพัฒนาการที่เป็นรากฐานของบุคลิกภาพ อุปนิสัย และการเติบโตของสมองที่มีผลต่อสติปัญญา ความสามารถ เพราะเด็กในช่วงตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึง 6 ปี ระบบประสาทและสมองจะเจริญเติบโตในอัตราสูงที่สุด การอบรมปลูกฝังสร้างเสริมพัฒนาการทุกด้านให้แก่เด็กปฐมวัยได้เจริญเติบโตเต็มศักยภาพในช่วงอายุนี้ จะเป็นรากฐานที่ดีที่จะให้เด็กได้เจริญเติบโตเป็นเยาวชน และพลเมืองที่ดี
แนวการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ(Developmentally Appropriate Practice : DAP) ได้เสนอวิธีการที่ผู้ดูแลเด็กควรที่จะคำนึงถึงในการให้การดูแลเด็กวัยอนุบาล คือ การจัดกิจกรรมที่เน้นประสบการณ์ให้แก่เด็ก เนื่องจากเด็กจะเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง การจัดเตรียมกิจกรรมควรที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักการค้นหา การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคล หรือสิ่งต่างๆ และการติดต่อสื่อสารกับเด็กวัยเดียวกันหรือกับผู้ใหญ่ เด็กควรที่จะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ในชีวิตจริง ให้คำแนะนำด้วยวิธีการที่หลากหลาย แนวการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ(Developmentally Appropriate Practice : DAP) ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนพร้อมกับให้คำแนะนำเพื่อให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้ในกิจกรรมต่างๆ โดยการเตรียมกิจกรรมต้องให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เนื่องจากเด็กมีลักษณะการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ผู้ดูแลเด็กเป็นผู้นำรวมถึงการเป็นผู้อำนวยความสะดวก เป็นตัวอย่าง และให้คำแนะนำแก่เด็ก เด็กเป็นผู้นำในการเรียนรู้ การจัดทำหลักสูตรแบบบูรณาการ สัมพันธ์กับการเรียนรู้ในชีวิตจริงของเด็ก ให้ความสำคัญกับทักษะพื้นฐาน จัดศูนย์การเรียน ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างอิสระ เปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากการร่วมมือ การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักรับผิดชอบ ซึ่งความรับผิดชอบจะเป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนรู้ต่อไป (Developmentally Appropriate Practice, 2008)
Sailor (2004) กล่าวถึงการให้การเลี้ยงดูเด็กอย่างมีคุณภาพ สรุปได้ว่าการเลี้ยงดูเด็กเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นกระบวนการที่เป็นลักษณะเฉพาะ ส่วนประกอบของโครงสร้างพื้นฐานในการเลี้ยงดู คือ อัตราส่วนระหว่างครูและเด็ก ขนาดของกลุ่มเด็ก การให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงดู พื้นที่ทั้งภายในและภายนอกห้อง ความปลอดภัย และความสะดวกสบาย ส่วนประกอบเหล่านี้รวมไปถึงกระบวนการของการให้เด็กได้รับประสบการณ์ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันภายในสถานรับเลี้ยงเด็ก การมีปฏิสัมพันธ์ของเด็กกับบุคคล วัสดุอุปกรณ์ และสภาพแวดล้อมจะช่วยพัฒนาเด็กได้เป็นอย่างดี
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาของเด็กปฐมวัยที่ต้องเป็นไปตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก โดยคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจ และสังคมที่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้การดำเนินชีวิตในสังคมและครอบครัวเปลี่ยนตามไปด้วย ซึ่งเด็กปฐมวัยนับเป็นทรัพยากรของสังคมที่มีคุณค่ายิ่ง เพราะเด็กในวันนี้จะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และจะต้องสืบทอดวัฒนธรรมของท้องถิ่น ของชาติไทย และดำรงไว้ซึ่งความเป็นท้องถิ่น และความเป็นชาติไทยให้คงอยู่ตลอดไป ขณะเดียวกันการศึกษาปฐมวัยเป็นการวางรากฐานความรู้ที่สำคัญของเด็กสำหรับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น การพัฒนาเด็กปฐมวัยในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจึงต้องได้รับการดูแลให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตทางสังคมของเด็กในแต่ละท้องถิ่นให้มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างกันไปด้วย (กระทรวงมหาดไทย, 2550) โดยได้ให้ความสำคัญแก่การพัฒนาเด็ก และมุ่งหวังที่จะให้บริการเลี้ยงดูเด็ก จึงได้จัดตั้งศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้นตามความต้องการจำเป็นของแต่ละชุมชน เพื่อให้เด็กปฐมวัยในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับการพัฒนาให้มีความพร้อมเหมาะสมตามวัย และให้มีพลังในการที่จะศึกษาในระดับสูงต่อไป ด้วยการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย สามารถพัฒนาตนเองได้ตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ โดยได้รับการสนับสนุนจากชุมชนท้องถิ่น ให้เด็กปฐมวัยมีรากฐานคุณภาพชีวิตที่พัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ที่มีคุณค่าต่อตนเองและสังคมต่อไป (จีระพันธุ์ พูลพัฒน์, 2548) พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พุทธศักราช 2542 ได้บัญญัติอำนาจหน้าที่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกประเภทรับผิดชอบการจัดการสาธารณะให้แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการจัดการศึกษา ซึ่งสอดรับกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ที่เป็นกฎหมายหลักทางการศึกษา ทำให้เกิดการตื่นตัวในการปฏิรูปการศึกษาของสถานศึกษาระดับต่างๆ อย่างต่อเนื่อง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้บัญญัติให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาระดับใดก็ได้ตามความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ จึงเป็นที่มาของการจัดการศึกษาปฐมวัยหรือก่อนประถมศึกษาภายใต้การดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำหรับการจัดการศึกษาของท้องถิ่นนั้นมีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย กำหนดให้เด็กปฐมวัยได้รับการส่งเสริมพัฒนาการ และเตรียมความพร้อมทางร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และลักษณะนิสัยให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างเต็มตามศักยภาพ (วิจารณ์ กุลชนะรัตน์, บรรณาธิการ, 2548)
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (2551) มีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และเป็นสถานศึกษาแห่งแรกที่มุ่งพัฒนาความพร้อมแก่เด็กวัย 3-5 ขวบ ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เต็มตามศักยภาพ พร้อมที่จะเข้ารับการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานต่อไป ปัจจุบันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นรับผิดชอบการดำเนินงานศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดตั้งเอง และรับถ่ายโอนจากส่วนราชการต่างๆ ผู้ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในการให้การดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือ ผู้ดูแลเด็ก เนื่องจากผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็ก มีอิทธิพลต่อการส่งเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็ก ในช่วงที่เด็กอยู่ในศูนย์ฯ ผู้ดูแลเด็กจึงจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ รับผิดชอบ รักเด็ก อุปนิสัยอ่อนโยน จิตใจโอบอ้อมอารี มีความยุติธรรม มีลักษณะเป็นผู้นำ เพื่อที่จะเป็นผู้ให้การดูแลเด็กอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแบบอย่างที่ดีของเด็ก ซึ่งเป็นการวางรากฐานความคิด สติปัญญา อารมณ์ สังคม ลักษณะนิสัย เสริมสร้างบุคลิกภาพที่ดีให้กับเด็ก ซึ่งเปรียบเสมือนการวางรากฐานของประเทศ
จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ (2551) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดูแลเด็กว่า ผู้ดูแลเด็กต้องมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาให้แก่เด็กวัย 3 – 5 ปี ที่อยู่ในความรับผิดชอบ มีความรู้ในเรื่องของพัฒนาการเด็กตามวัย และความแตกต่างระหว่างบุคคล เข้าใจแนวคิดต่างๆ ที่จะนำมาใช้ในการจัดการศึกษาให้แก่เด็ก จัดทำหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 สามารถนำหลักสูตรมาสู่การปฏิบัติ ด้วยการกำหนดหลักการ และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็ก จัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็ก ดูแลเด็กในการปฏิบัติกิจกรรมประจำวัน ประเมินพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็ก ทำงานร่วมกันกับเด็ก ครู และผู้ปกครองได้อย่างดีเพื่อนำไปสู่การพัฒนาเด็กตามเป้าหมาย สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยผู้ดูแลเด็กเองจะต้องมีบุคลิกภาพ และมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการที่จะทำงานกับกลุ่มคนต่างๆ มีการเตรียมตัวในการสอน และมีวิธีการสอนที่เหมาะสมกับบริบทที่รับผิดชอบ สอดคล้องกับการกำหนดเกณฑ์มาตรฐานสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กคุณภาพ (จีระพันธ์ พูลพัฒน์, 2548) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้ดูแลเด็ก คือ ความสัมพันธ์และการปฏิบัติต่อกันสำหรับผู้ดูแลเด็กและเด็ก ได้แก่ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเด็ก บุคลิกภาพของผู้ดูแลเด็กควรจะสร้างความสบายใจให้กับเด็ก ด้วยการทักทายเด็กเมื่อพบทุกเช้า มีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โอบกอดเด็ก ให้การสัมผัสที่อบอุ่นแก่เด็ก ต้องสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรในห้องเรียน ความรู้ทางจิตวิทยา และพัฒนาการเด็กจะช่วยให้ผู้ดูแลเด็กเข้าใจเด็ก ความสามารถในการสังเกตมีความจำเป็นเพื่อจะได้เข้าไปช่วยเหลือเด็กที่มีปัญหาหรือมีความสามารถพิเศษทันเวลา ความสัมพันธ์และการปฏิบัติต่อกันระหว่างผู้ดูแลเด็กกับผู้ปกครอง ได้แก่ การสร้างบรรยากาศของความเข้าใจ ความร่วมมือ ที่จะนำไปสู่การส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่เด็ก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ดูแลเด็ก และผู้ปกครองจะช่วยให้เด็กปฏิบัติตนได้อย่างสอดคล้องกันทั้งที่บ้าน และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จัดกิจกรรมเสริมความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์ บ้าน และชุมชน ให้ทางบ้าน และชุมชนเข้ามาร่วมในการเป็นวิทยากร แหล่งวิทยาการ อาสาสมัครในกิจกรรมต่างๆ ทำให้บ้าน และชุมชนใกล้ชิดกับศูนย์ฯ เกิดความเข้าใจในการทำงานของผู้ดูแลเด็ก และทำให้เกิดความมั่นใจในการดูแลเด็ก จะเห็นได้ว่า ผู้ดูแลเด็กควรที่จะมีความรู้ความเข้าใจการปฏิบัติที่เหมาะสมกับเด็ก ควรที่จะมีการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับเด็ก จัดบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และเป็นมิตร จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยมีความรู้ทางจิตวิทยาและพัฒนาการของเด็ก มีการประเมินผลเด็กโดยเลือกใช้วิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับเด็ก และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครองและชุมชน เพื่อให้ผู้ปกครองและชุมชนเข้าใจถึงแนวทางการพัฒนาเด็ก และนำผู้ปกครองและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กร่วมกับศูนย์
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในส่วนของสำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของผู้ดูแลเด็กซึ่งมีภาระหน้าที่ในการอบรมเลี้ยงดูเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้ได้รับการพัฒนาความรู้ขั้นพื้นฐานด้านวิชาการ และมีทักษะในการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน การเลือกและใช้วิธีการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ และสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้ปกครองและชุมชน จึงได้มีการจัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขึ้นเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน โดยมีการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ดูแลเด็กทั้งหมด เพื่อให้ผู้ดูแลเด็กมีความรู้ ทักษะในด้านวิชาการ และมีมาตรฐานแนวทางปฏิบัติให้เป็นแนวทางเดียวกัน
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีภารกิจหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาปฐมวัยในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายในการสร้างเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ให้การดำเนินงานต่างๆ ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นไปตามนโยบายของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีโครงการเพื่อคัดเลือกผู้ดูแลเด็กดีเด่นให้เป็นผู้นำในการพัฒนาเด็กปฐมวัยภายในจังหวัด โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย และร่วมคิดสร้างสรรค์การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐาน และมีคุณภาพ จึงได้ดำเนินโครงการคัดเลือกผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2551 เพื่อคัดเลือกผู้ดูแลเด็กระดับจังหวัด จังหวัดละ 1 คน รวม 75 คน จาก 75 จังหวัด โดยการคัดเลือกจากผู้ดูแลเด็กที่ได้รับรางวัลผู้ดูแลเด็กดีเด่น ประจำปีงบประมาณ 2550-2551 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (2551) ได้มีการแบ่งเกณฑ์การประเมินการคัดเลือกผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กออกเป็น 4 ด้าน ดังนี้
1. ด้านภาวะผู้นำ/บุคลิกภาพ/มนุษยสัมพันธ์
2. ด้านความสามารถในการนำเสนองาน
3. ด้านวิสัยทัศน์/กระบวนการคิดวิเคราะห์
4. ด้านผลงานเชิงประจักษ์ในการสร้างสรรค์งาน/การจัดประสบการณ์การเรียนรู้/การสร้างสื่อนวัตกรรม
รายงานผลการวิจัยของ อุทุมพร จามรมาน และ จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ (2544) ได้ศึกษาเกี่ยวกับระบบ กลไก ประสิทธิผล และประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งของการสรุปผลการวิจัย พบว่า ในด้านจำนวนครู/ผู้ดูแลเด็กมีจำนวนเพียงพอแต่ขาดคุณภาพ ซึ่งจำนวนหนึ่งไม่ได้จบมาโดยตรง และยังคงมีปัญหาเรื่องการประสานงานกับชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับพิชิต ฤทธิ์จรูญ และคณะ (2550) ได้ทำการวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายส่งเสริมการจัดการศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่า การจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นยังขาดแผนในการพัฒนาครู และบุคลากรที่ชัดเจน ขาดบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความชำนาญในการจัดการศึกษา บุคลากรยังไม่เพียงพอกับความต้องการทางด้านการศึกษา และมีวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับลักษณะงานที่ปฏิบัติ
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษา สภาพและปัญหาการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เนื่องจากผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้รับการประเมินตามเกณฑ์การคัดเลือก โครงการคัดเลือกผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ 2551 จังหวัดละ 1 คน จำนวน 75 คน จาก 75 จังหวัด ผ่านการอบรมโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้ดูแลเด็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และได้ไปศึกษาดูงานการจัดการศึกษาปฐมวัยจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ดูแลเด็กแล้ว มีสภาพการปฏิบัติงานเป็นอย่างไร และมีปัญหาใดเกิดขึ้นบ้าง โดยผู้วิจัยได้แบ่งการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน ข้อมูลที่ได้จะเป็นแนวทางให้แก่หน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลสามารถนำข้อมูลไปเป็นพื้นฐานในการวางแผนการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาปฐมวัยให้มีคุณภาพ ที่จะส่งผลต่อการดูแลเด็กอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
แนวคิด(concept) -
วัตถุประสงค์(objective)

1.   เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

2.   เพื่อศึกษาปัญหาการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

 

สมมุติฐาน(assumption)

-

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

-

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ตามโครงการคัดเลือกผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 จำนวน 75 คน  จาก 75 จังหวัด

ตัวแปร(variable)

การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้แลเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

คำนิยาม(defination)

สภาพการปฏิบัติงาน หมายถึง ลักษณะการทำงานกับเด็กของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในปัจจุบัน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

ด้านการจัดสภาพแวดล้อม หมายถึง  การดำเนินการในการดูแลสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน สภาพแวดล้อมภายนอกห้องเรียน  และสภาพแวดล้อมทางสังคมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การวางแผนการจัดประสบการณ์ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงหลักจิตวิทยาและการเรียนรู้ของเด็ก รวมถึงการใช้สื่อ/อุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ หมายถึง การกำหนดหลักการ วิธีการ และเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพจริงของการเรียนรู้ การนำผลการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ไปใช้เพื่อพัฒนาเด็ก และการวิจัยในชั้นเรียน

ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน หมายถึง การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกับผู้ปกครองของเด็ก และชุมชนที่อาศัยอยู่ โดยมีการติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็ก และการให้ผู้ปกครองกับชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

ปัญหาการปฏิบัติงาน หมายถึง อุปสรรคหรือข้อขัดข้องที่ทำให้การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไม่เป็นไปตามความมุ่งหมาย ใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดสภาพแวดล้อม ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก  หมายถึง  บุคคลที่มีหน้าที่ดูแลและจัดการศึกษาให้แก่เด็กที่มีอายุระหว่าง 2 ปีครึ่ง – 5 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับรางวัลผู้ดูแลเด็กดีเด่น ประจำปีงบประมาณ 2550-2551 และได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ตามโครงการคัดเลือกผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กระดับจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2551 ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จาก 75 จังหวัด

            ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก  หมายถึง  สถานที่ดูแลและให้การศึกษา แก่เด็กอายุระหว่าง 2 ปีครึ่ง  - 5 ปี ที่เป็นสถานที่ปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

เครื่องมือ(tool)

1. แบบสอบถามการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก

2. แบบสัมภาษณ์การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก  

3. แบบสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก  

4. แบบสำรวจการจัดสภาพแวดล้อม

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งหมดด้วยตนเอง  ดังนี้

1.    ผู้วิจัยนำหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูล จากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ส่งถึงผู้อำนวยการสำนักประสานและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น เพื่อขออนุญาตในการเก็บรวบรวมข้อมูล      

2.    ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก โดยการแจกแบบสอบถามให้แก่ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก จำนวน 75 คน ในโครงการสัมมนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้นำเครือข่ายการพัฒนาเด็กปฐมวัย ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2552 ระหว่างวันที่ 7 – 10 กันยายน พ.ศ. 2552 ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ กรุงเทพมหานคร และรับกลับคืนด้วยตนเอง

3.   การเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก แบบสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก และแบบสำรวจการจัดสภาพแวดล้อม ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง

 

การวิเคราะห์(analysis)

ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบสำรวจ แล้วแยกวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

1.    ข้อมูลจากแบบสอบถาม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และนำเสนอข้อมูลในรูปของตารางประกอบความเรียง ในส่วนของปัญหาและข้อเสนอแนะ นำข้อมูลมาสรุปรวม แยกคำตอบต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่ตามตัวแปรที่ศึกษา หาค่าความถี่ และค่าร้อยละ และนำเสนอข้อมูลในรูปตารางประกอบความเรียง

2.    ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลตามตัวแปรที่ศึกษา โดยการนำข้อมูลมาสรุปรวม เรียบเรียง แยกคำตอบให้เป็นหมวดหมู่ และนำเสนอข้อมูลด้วยการบรรยายประกอบความถี่

3.  ข้อมูลจากแบบสังเกต  และแบบสำรวจ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows วิเคราะห์โดยการหาค่าร้อยละ นำเสนอข้อมูลในรูปของตารางประกอบความเรียง และวิเคราะห์ข้อมูลที่บันทึกเพิ่มเติม วิเคราะห์ข้อมูลตามตัวแปรที่ศึกษา โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอข้อมูลด้วยการบรรยายประกอบความถี่

ข้อสรุป(summary)

ผลการวิจัยเรื่อง สภาพและปัญหาการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

 

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 75 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุอยู่ระหว่าง 41-45 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มีประสบการณ์ทำงานด้านการดูแลเด็ก มากกว่า 10 ปี และทั้งหมดเคยรับการอบรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัย

ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนมีความภาคภูมิใจที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก และมีการนำความรู้ที่ได้รับต่างๆ ไปพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของตนเอง และขยายความรู้ให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่นๆ ต่อไป

 

            ตอนที่ 2 สภาพการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบสำรวจ

                 

          2.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

                  การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กด้านการจัดสภาพแวดล้อม มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การดูแลบริเวณโดยรอบให้อยู่ในสภาพที่ปลอดภัย และดูแลเครื่องเล่นสนามให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ เมื่อเกิดการชำรุดแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการซ่อม

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน ในด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ทุกคนเห็นความสำคัญต่อการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กในระดับมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า การจัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกห้องเรียนที่เอื้อให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้มีผลให้เด็กได้รับการพัฒนาจากการเข้าไปสัมผัสสภาพแวดล้อมด้วยตัวของเด็กเองทั้ง มีการพูดคุยทักทายเด็กทุกคน เข้าไปสัมผัสเด็กเป็นรายบุคคล มีการสนทนากับเด็กอย่างสม่ำเสมอ ส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน โดยการให้เด็กทำกิจกรรมร่วมกันทั้งห้อง แบ่งกลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่

การสำรวจการจัดสภาพแวดล้อมศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 21 ศูนย์ พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งอยู่ในสถานที่ปลอดภัย ไม่เสี่ยงอันตาย ไม่มีมลภาวะ และตั้งอยู่ในแหล่งชุมชน มีแหล่งเรียนรู้จากชุมชนที่หลากหลาย บริเวณภายนอกอาคารมีพื้นที่เป็นสัดส่วนสำหรับทำกิจกรรมแต่ละประเภท บริเวณอาคารเรียนมีแสงสว่างเพียงพอ ประตู-หน้าต่างมีความแข็งแรง และพื้นที่ใช้สอยแยกเป็นสัดส่วนจากห้องประกอบอาหาร ห้องส้วม และที่พักของเด็กป่วย ห้องนอนมีอุปกรณ์เครื่องนอนสะอาด มีขนาดเหมาะสมกับเด็ก มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนเด็ก และมีบริเวณสำหรับเก็บอุปกรณ์เครื่องนอนอย่างเป็นสัดส่วน ห้องประกอบอาหารมีพื้นที่สำหรับล้างทำความสะอาด ห้องรับประทานอาหารมีแสงสว่างเพียงพอ ห้องส้วมมีลักษณะพื้นไม่ลื่น ห้องพยาบาลมีตู้ยาสามัญประจำบ้าน และมีเตียงนอนสำหรับเด็กป่วย ห้องเรียนมีแสงสว่างเพียงพอ และสม่ำเสมอทั่วห้อง มีพื้นที่เก็บของใช้ส่วนตัวของเด็กแต่ละคน และพื้นไม่ลื่น ทำความสะอาดง่าย และทนทาน

                  ข้อมูลจากการสำรวจการจัดสภาพแวดล้อมในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพิ่มเติม พบว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตั้งอยู่ภายในสถานที่ต่างๆ ของชุมชน คือ วัด โรงเรียน เทศบาล/อบต. และสถานีดับเพลิง และศูนย์พัฒนาเด็กเล็กมีสถานที่ตั้งอยู่เป็นบริเวณของตนเอง สภาพของเครื่องเล่นสนามส่วนใหญ่มีสภาพเก่า ชำรุด และเป็นสนิม โดยอาคารเรียนของศูนย์ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารชั้นเดียว ห้องนอนมีการใช้ห้องเรียนกับห้องนอนเป็นห้องเดียวกัน การประกอบอาหารมีการจ้างผู้ประกอบอาหารจากข้างนอกประกอบอาหารและพอถึงเวลาก็จะนำเข้ามาส่งที่ศูนย์ มีห้องรับประทานอาหารแยกเป็นสัดส่วน ห้องส้วมพื้นปูด้วยกระเบื้อง มีอากาศถ่ายเทสะดวก บริเวณภายในห้องส้วมสะอาด อุปกรณ์ส่วนมากจะมีขนาดเหมาะสมกับเด็ก ในส่วนของห้องเรียน สภาพห้องเรียนคับแคบ ส่วนใหญ่เด็กจะทำกิจกรรมที่พื้น มีการจัดตกแต่งห้องเรียนอย่างสวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย

 

2.2  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ในการวางแผนการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ให้เด็ก ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนคำนึงถึงวัยของเด็ก และหลักการพัฒนาเด็กอย่างองค์รวมให้ครบพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา โดยให้เหตุผลว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเด็ก ควรที่จะจัดให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก เพื่อจะเหมาะสมกับระดับความสนใจตามช่วงวัยของเด็ก และเพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพตามช่วงวัย มีการเตรียมตัวก่อนการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ในแต่ละวัน โดยในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ได้ยึดแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่จะมีการปรับเปลี่ยนกิจกรรมและสื่อการเรียนรู้ในบางกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย และบริบทของท้องถิ่น ในขณะทำกิจกรรม หลักในการเลือกสื่อ/อุปกรณ์ในการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ของเด็ก ส่วนมากยึดหลักการที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากสิ่งที่เป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเรื่องที่ต้องการให้เด็กได้เรียนรู้  สื่อ/อุปกรณ์จะต้องมีความปลอดภัย เป็นสื่อ/อุปกรณ์ที่เป็นของจริง หรือประดิษฐ์ขึ้นจากวัสดุในท้องถิ่น หรือวัสดุเหลือใช้ต่างๆ

การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนวางแผนการจัดกิจกรรม โดยการทำแผนการจัดประสบการณ์ที่ชัดเจนสำหรับการจัดกิจกรรม และเตรียมกิจกรรมได้เหมาะสมกับระดับความสนใจของเด็ก โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรม จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้พัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ให้เด็กได้รู้จักการช่วยเหลือตนเอง เช่น การรับประทานอาหาร การเข้าห้องส้วม การใส่ร้องเท้า เป็นต้น ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ในการทำงานร่วมกับเพื่อน และให้คำชมเชยต่อการปฏิบัติงาน และผลงานของเด็ก

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีการพูดคุยกับเด็กตลอดเวลา ด้วยคำพูดที่สุภาพ น้ำเสียงนุ่มนวลและอ่อนโยน มีการนำกลอน เพลง และอุปกรณ์ประกอบจังหวะมาใช้ในการเปลี่ยนกิจกรรม มีการส่งเสริมให้เด็กที่มีอายุมากกว่าดูแลเด็กที่มีอายุน้อยกว่าในทุกกิจกรรม จัดกิจกรรมทั้งหมดใน 1 วัน ได้สอดคล้องกับหน่วยการเรียนรู้

 

2.3  ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การใช้แบบบันทึกพัฒนาการในการบันทึกพัฒนาการของเด็ก และการนำผลการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้รายงานให้ผู้ปกครองทราบ

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้โดยยึดหลักการประเมินผลพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา ประเมินเป็นรายบุคคล ตามสภาพจริง ใช้การสังเกตพฤติกรรม และมีการบันทึกพัฒนาการ โดยให้เหตุผลว่า การประเมินโดยการสังเกตพฤติกรรมและบันทึกพัฒนาการ จะทำให้ทราบถึงระดับพัฒนาการและการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก จากพฤติกรรมที่เด็กแสดงออกตามธรรมชาติ

                  การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ด้วยวิธีการสนทนา พูดคุย และการสัมภาษณ์ และประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ด้วยวิธีการรวบรวมผลงาน

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กมีการประเมินผลพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลหลังแผนการจัดประสบการณ์ การประเมินจะแยกเป็นประเด็นต่างๆ โดยจะประเมินในช่วงการพักกลางวัน ระหว่างการทำกิจกรรมก็จะมีการสนทนาพูดคุย และเมื่อเด็กทุกคนทำกิจกรรมเสร็จก็จะมีการสรุปกิจกรรม โดยการถามคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับกิจกรรม และให้เด็กตอบคำถาม

2.4  ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

      การปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน มีระดับการปฏิบัติโดยรวมอยู่ในระดับการปฏิบัติเหมาะสมมาก โดยรายการที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การที่ชุมชนเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางศูนย์จัดขึ้น

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน ในด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กทุกคนให้ความสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนเป็นอย่างมาก โดยให้เหตุผลว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเป็นศูนย์ที่ตั้งอยู่ภายในชุมชน ให้บริการดูแล และให้การศึกษาแก่เด็กที่อยู่ภายในชุมชน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนจึงเป็นเสมือนปัจจัยที่สำคัญต่อการดำเนินงานของศูนย์ มีการสนทนากับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอในช่วงเวลามาส่งในตอนเช้าและมารับเด็กในตอนเย็น มีการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนอย่างสม่ำเสมอ มีการจัดประชุมผู้ปกครองในแต่ละภาคเรียน และให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ มีการเชิญเชิญผู้ปกครองหรือบุคคลในชุมชนเข้ามาให้ความรู้หรือทำกิจกรรมร่วมกับเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และมีการนำเด็กออกไปเรียนรู้ตามแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในชุมชน

                  การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก 21 คน พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กมีการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน โดยการให้การต้อนรับ สนทนาพูดคุยกับผู้ปกครองด้วยความเหมาะสม และมีการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจและความคิดเห็นเกี่ยวกับเด็ก โดยการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กทั้งที่อยู่ที่บ้านและที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

      การสังเกตการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กเพิ่มเติม พบว่า ผู้นำเครือผู้ดูแลเด็กส่วนใหญ่มีการสนทนากับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอทั้งในช่วงเวลามาส่งในตอนเช้า และมารับกลับในตอนเย็น สนทนาด้วยความสนิทสนม และมีความสุภาพ

 

            ตอนที่ 3 ปัญหาและวิธีแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และแบบสำรวจ

 

3.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

     การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ห้องเรียนคับแคบ และไม่เป็นสัดส่วน และเครื่องเล่นสนามมีสภาพเก่า ชำรุด

      การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการจัดสภาพแวดล้อม พบว่า ห้องเรียนคับแคบ ไม่เหมาะสมกับจำนวนเด็ก เด็กทะเลาะกัน แย่งสื่อ/อุปกรณ์ในการทำกิจกรรม สภาพเครื่องเล่นสนามเก่า เป็นสนิม และมีจำนวนไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนเด็ก

      วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า พยายามจัดกิจกรรมโดยการใช้พื้นที่ห้องให้เกิดประโยชน์มากที่สุด โดยให้เด็กทำกิจกรรมที่พื้น หรือพาเด็กออกไปเรียนรู้ยังแหล่งเรียนรู้ภายในศูนย์ หรือแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ของชุมชน เมื่อเด็กทะเลาะกัน ก็จะมีการลงโทษเด็กทั้งสองฝ่าย โดยให้เด็กทุกคนในห้องร่วมรับฟัง และมีการสอดแทรกให้เด็กรู้ว่าการทำพฤติกรรมแบบนี้ไม่ดี ต้องถูกลงโทษ และบอกถึงพฤติกรรมที่ควรปฏิบัติในการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อน และเมื่อพบเครื่องเล่นสนามชำรุดแจ้งเจ้าหน้าที่ หรือขอความร่วมมือผู้ปกครองให้ช่วยเข้ามาดำเนินการซ่อมแซม

 

3.2  ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า สื่อ/อุปกรณ์ไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็ก มีสภาพเก่า และชำรุด ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กขาดความรู้ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดประสบการณ์ และขาดความรู้ความเข้าใจในการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การศึกษาปฐมวัย (อายุ 3-5 ปี) สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นแผนการจัดประสบการณ์ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กยึดถือปฏิบัตินั้นเป็นแผนการจัดประสบการณ์ที่จัดทำไว้โดยภาพรวมเด็กอายุ 3-5 ปี ในบางกิจกรรมก็ไม่เหมาะสมสำหรับเด็กที่ตนประจำชั้น

วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า พยายามศึกษาจากเอกสารต่างๆ ความรู้ที่ได้รับจากการเข้ารับการอบรมในโครงการอบรมของกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มาประยุกต์ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน จัดเตรียมสื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม และเหมาะสมกับวัยและความสนใจของเด็ก มีการนำสื่อ/อุปกรณ์ที่มีในท้องถิ่นเข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์และการเรียนรู้ และมีการสร้างกฎกติกาในการใช้สื่อ/อุปกรณ์ตามมุมเสริมประสบการณ์ ให้เด็กรู้จักการแบ่งปันในการเล่น

         

3.3  ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไม่เข้าใจในการทำวิจัยในชั้นเรียน และไม่เข้าใจในวิธีการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างแท้จริง

การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า ผู้ปกครองไม่เข้าในพัฒนาการของเด็ก ต้องการให้เด็กอ่านออก เขียนได้ และไม่ให้ความสำคัญในแบบรายงานผลพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก และผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไม่เข้าใจในขั้นตอนการทำวิจัยในชั้นเรียน

                  วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า ชี้แจงผู้ปกครองที่มีปัญหาเป็นรายบุคคล โดยมีการชี้แจงถึงพัฒนาการของเด็ก กิจกรรมที่ทางศูนย์จัดที่ต้องการเน้นให้เด็กมีความพร้อม และในส่วนของการทำวิจัยในชั้นเรียน มีการศึกษาจากเอกสารต่างๆ เพิ่มเติม และมีแผนงานที่จะดำเนินการทำวิจัยในชั้นเรียนที่สมบูรณ์แบบในภาคเรียนต่อไป

 

3.4  ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

การตอบแบบสอบถามปัญหาด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน พบว่า ผู้ปกครองทำงานไม่มีเวลามาร่วมกิจกรรมหรือให้ความร่วมมือทางด้านต่างๆ แก่ศูนย์

                  การสัมภาษณ์ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ได้กล่าวถึงปัญหาด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้ พบว่า เมื่อมีการให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องต่างๆ โดยผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก หรือผู้ดูแลเด็กเป็นผู้ให้ความรู้ด้วยตนเอง ผู้ปกครองจะไม่ค่อยให้ความสนใจ และผู้ปกครองไม่มีเวลาในการให้ความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงดู และการปฏิบัติที่เหมาะสมกับวัยของเด็ก เนื่องจากต้องทำงาน

วิธีการแก้ไขปัญหาของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก พบว่า ในการประชุมผู้ปกครอง มีการเชิญแพทย์จากโรงพยาบาล หรือสาธารณสุขมาเป็นผู้ให้ความรู้ผู้ปกครองในเรื่องวิธีการดูแลเด็ก โภชนาการสำหรับเด็ก และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเด็ก และมีการพูดคุยกับผู้ปกครองเป็นรายบุคคล เพื่อชี้แจงให้ผู้ปกครองเห็นความสำคัญต่อการให้การดูแล และการปฏิบัติที่เหมาะสมต่อเด็ก

 

          ตอนที่ 4 ข้อเสนอแนะในการการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม

           

          4.1 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรที่จะพยายามใช้พื้นที่ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์ให้มากที่สุด เสนอของบประมาณจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกี่ยวกับความสำคัญของการจัดสภาพแวดล้อมของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก

                 4.2 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดการอบรมเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเฉพาะเรื่องต่างๆ ใน 1 ครั้ง เช่น การเขียนแผนการจัดประสบการณ์ การผลิตสื่อการสอน เป็นต้น และให้หน่วยงานจากส่วนกลางอบรมผู้บริการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เข้าในใจหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย

 

          4.3 ด้านการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้

                  ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดการอบรมในเรื่องของการประเมินผลพัฒนาการและการเรียนรู้แบบเฉพาะเรื่องต่างๆ ใน 1 ครั้ง เช่น วิธีการประเมินผล การวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น และควรมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก       นำมาใช้ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

 

          4.4 ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน

            ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กได้ให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการจัดประชุมผู้ปกครองกับชุมชนเพื่อชี้แจงให้ทราบถึงกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์ และมีการเชิญชวนให้เข้าร่วมมาเป็นอาสาสมัครเข้ามาให้ความรู้แก่เด็ก ให้ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กออกเยี่ยมบ้านเด็กเพื่อสร้างความคุ้นเคยกับผู้ปกครอง และตั้งชมรมผู้ปกครองของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กขึ้น เพื่อสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

1.      ข้อเสนอแนะทั่วไป

1.1    ควรมีการให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ให้มีความรู้และความเข้าใจในหลักการจัดการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย

1.2    ควรจัดการอบรมให้แก่ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กให้มีความเข้าใจในเชิงทฤษฎีและนำไปสู่การปฏิบัติในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ และควรมีการนำผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กไปดูงานสถานศึกษาปฐมวัยที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็กต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้ดูแลเด็กภายในจังหวัดต่อไป

1.3        ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กควรมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือขยายห้องเรียนให้มีความเหมาะสมต่อจำนวนเด็ก

1.4    จัดหาเครื่องเล่นสนามให้เหมาะสม และเพียงพอต่อจำนวนเด็ก เพราะเครื่องเล่นสนามเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้และมีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์-จิตใจ สังคม และสติปัญญา

1.5        สร้างแรงจูงใจและมีสวัสดิการที่ดีให้แก่ผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน

 

2.      ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป

                  ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการปฏิบัติงานของผู้นำเครือข่ายผู้ดูแลเด็ก ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดเทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล

 

ปี 2552
ผู้วิจัยร่วม -
ผู้วิจัยร่วม(Eng) -
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved