ผลงานวิจัย

นางสาวฌาริญญา ซ้ายหั่น - thaied

Current Record: นางสาวฌาริญญา ซ้ายหั่น

นางสาวฌาริญญา ซ้ายหั่น

 

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของตัวอย่างประชากร  จากการตอบแบบสอบถาม   แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
1.1    ข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครองนักเรียน
ผู้ปกครองส่วนใหญ่   มีความสัมพันธ์กับเด็กเป็นมารดา มีอาชีพเกษตรกร  จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา มีอายุระหว่าง 36-40 ปี และมีรายได้ต่อเดือน 3,001-4,000  บาท 
               
ตอนที่ 2 สภาพของผู้ปกครองที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
                2.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง
 จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การอ่านใบเสร็จจากการซื้อของในแต่ละครั้ง การอ่านส่วนผสม วันที่ผลิต วันหมดอายุของอาหารก่อนซื้อ และการอ่านจดหมายและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ได้รับตามลำดับ
                จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองทั้งหมดบอกถึงประโยชน์และคุณค่าของหนังสือให้บุตรหลานฟังโดยมีเหตุผลว่า เพราะต้องการให้บุตรหลานเห็นความสำคัญของหนังสือและการเรียน ต้องการให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดี ไม่อยากให้บุตรหลานต้องลำบากเหมือนตนเอง สำหรับการเป็นแบบอย่างในการอ่านอย่างสม่ำเสมอ พบว่า   ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือนิตยสารบันเทิง และหนังสือธรรมะ นอกจากนี้ยังมีสมาชิกในครอบครัวที่กำลังเรียนหนังสือและเป็นแบบอย่างทางด้านการอ่านอยู่ด้วย 
 
2.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การดูแลรักษาสื่ออุปกรณ์ในการอ่านให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ การให้บุตรหลานมีโอกาสในการซื้อหนังสือที่ตนสนใจ และการจัดหนังสือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยง่ายต่อการหยิบอ่านตามลำดับ
                จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การจัดเตรียมสถานที่และบรรยากาศของแต่ละบ้านที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน มีความเงียบสงบ โดยสถานที่ใช้ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับอ่านคือ พื้นบ้าน แคร่ใต้ถุนบ้าน และมีการจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ที่เหมาะสมไว้ให้กับบุตรหลาน สำหรับการจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน พบว่า ผู้ปกครองมีการซื้อหนังสือนิทานให้กับบุตรหลานบ้างแต่นานๆ ครั้ง 
จากการสำรวจ พบว่า  ผู้ปกครองส่วนใหญ่จัดสถานที่และบรรยากาศโดยให้มีอากาศถ่ายเท แสงสว่างเพียงพอ  มีพื้นที่ในการอ่านที่เงียบสงบ  มีความปลอดภัย  ความสะอาด สำหรับด้านสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกผู้ปกครองได้จัดให้มีหนังสือที่เหมาะสมกับเด็ก หนังสือมีความหลากหลายประเภทและวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆสามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสม 
 
2.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
               จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ   ได้แก่ การให้รางวัล ให้คำชมเชย เมื่อบุตรหลานแสดงความสนใจ   และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน การให้บุตรหลานเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน และการให้บุตรหลานวาดภาพระบายสีจากหนังสือที่อ่านหรือจากจินตนาการตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การส่งเสริมด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับบุคคลต่างๆ ได้แก่ ให้บุตรหลานเล่นกับเพื่อนๆข้างบ้าน มีการอ่านหนังสือร่วมกันระหว่างพี่น้อง สำหรับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านของผู้ปกครอง ได้แก่ การทำการบ้านและอ่านหนังสือเรียน และมีการเล่านิทานให้บุตรหลานฟังทุกคืน 
 
ตอนที่ 3 สภาพของผู้ปกครองที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
 3.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การฟังข่าวหรือรายการต่างๆ จากวิทยุ การพูดคุยโทรศัพท์ และการพูดคุยเกี่ยวกับรายการในโทรทัศน์ตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองไม่ได้อ่านหนังสือ เพราะไม่มีเวลาต้องออกไปทำงานประกอบอาชีพ  จึงปล่อยให้บุตรหลานอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยายซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และผู้ปกครองอ่านหนังสือไม่ออก 
 
3.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การจัดช่วงเวลาการเล่านิทานหรืออ่านหนังสือ  และดูโทรทัศน์กับบุตรหลาน   การติดรูปครอบครัวหรือรูปภาพต่างๆ ที่ผนังบ้านไว้เล่าเรื่องราวให้บุตรหลานฟัง    และมีการนำวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ เช่น นิตยสารเก่าๆ กระดาษที่ไม่ใช้แล้ว   เสื้อผ้า รางใส่ไข่ มาให้บุตรหลานได้ขีดเขียนและเล่นเกมต่างๆตามลำดับ
               จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การจัดเตรียมสถานที่และบรรยากาศในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน ผู้ปกครองทั้งหมดให้เหตุผลว่าตนเองจะเน้นที่ความสะดวกโดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสถานที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะ สำหรับการจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานพบว่าผู้ปกครองทุกคนให้เหตุผลว่า ตนเองมีฐานะยากจน ต้องเก็บเงินไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น พวกอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ก็ซื้อได้เฉพาะของที่มีราคาถูก และจะมอบหมายให้ทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ
จากแบบสำรวจ พบว่า ในด้านสถานที่และบรรยากาศผู้วิจัยไม่พบสิ่งที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยจึงนำเสนอด้านของสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านพบว่า บ้านแต่ละหลังมีตุ๊กตา หุ่นมือ เสื่อ พรม หมอน มีดินสอ  ยางลบ  กระดาษ  สีชนิดต่างๆ และมีซีดีรอมนิทาน เพลง และซีดีรอมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็ก 
 
3.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบ่อยครั้งซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่  การให้บุตรหลานฝึกอ่านพยัญชนะไทย  ก-ฮ    การให้บุตรหลานฝึกอ่านตัวเลขต่างๆ และการให้บุตรหลานฝึกอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ  A-Z ตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การส่งเสริมด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับบุคคลต่างๆ ได้แก่ ให้บุตรหลานร่วมกันเล่มเกมต่างๆกับเพื่อนๆข้างบ้าน สำหรับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่ออุปกรณ์ทางการอ่าน พบว่า ผู้ปกครองมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายการต่างๆในโทรทัศน์ร่วมกันกับบุตรหลานมีการเปิดซีดีรอมการ์ตูน และซีดีรอมที่สอนภาษาให้กับบุตรหลาน มีการร้องเพลงคาราโอเกะร่วมกันกับบุตรหลาน และมีการให้บุตรหลานได้เล่นเกมต่างๆในคอมพิวเตอร์ 
 
ตอนที่ 4 ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
               
            4.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง               
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน
                จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับแบบสัมภาษณ์ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ ให้เหตุผลว่า ปัญหาที่ไม่สามารถเป็นแบบอย่าง คือ ไม่มีเวลาเพราะต้องออกไปทำงาน ประกอบอาชีพ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และ อ่านหนังสือไม่ออก
 
4.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองมีปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ทางภาษาชนิดต่างๆในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานได้
จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า  ผู้ปกครองทั้งหมดให้เหตุผลว่าตนเองมีฐานนะยากจนต้องเก็บเงินไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น จึงทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ทางการอ่านรูปแบบต่างๆได้ 
 
4.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองจะเน้นกิจกรรมการดูโทรทัศน์มากกว่าการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน
จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า  ผู้ปกครองไม่สามารถจัดกิจกรรมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆ และการพบปะพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านนั้นเพราะ ขาดแคลนสื่ออุปกรณ์   ผู้ปกครองไม่มีเวลา   และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และบุตรหลานสนใจการดูโทรทัศน์มากการอ่าน

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8805
ชื่อผลงานวิจัย สภาพและปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หัวข้อ(Eng) STATE AND PROBLEMS OF PARENTS IN PROMOTING READING HABITS OF PRESCHOOL CHILDREN IN SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION.
คำสำคัญ(keyword) ผู้ปกครอง,การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน,เด็กอนุบาล
ชื่อผู้วิจัย นางสาวฌาริญญา ซ้ายหั่น
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss charinya shaihun
ตำแหน่ง -
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 90 หมู่1 ต.กะหรอ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช 80160
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) กุมภาพันธ์ 2552 - เมษายน 2553
ประเภท การวิจัยพื้นฐาน
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การอ่านมีความสำคัญและมีประโยชน์ ช่วยให้เด็กเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า เป็นพลเมืองดีและเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ การรู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการอ่านจะทำให้เด็กเจริญงอกงามทางด้านสติปัญญา มีจิตใจดีมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างมีความสุข ตลอดจนการเกิดแรงบันดาลใจในการอ่านทำให้สามารถสร้างผลงานใหม่ๆขึ้นมาเป็นประโยชน์ทั้งกับตนเองครอบครัวและประเทศชาติ
เรืองศักดิ์ ปิ่นประทีป (2547) กล่าวว่า คนไทยเป็นคนเจ้าบทเจ้ากลอน จึงมีการสอดแทรกภาษาไว้ในการละเล่นต่างๆ ได้แก่ บทร้อง บทสนทนาโต้ตอบ คำคล้องจอง ปริศนาคำทาย นอกจากนี้คนไทยยังเป็นคนช่างเล่า จึงมีนิทานสำหรับเด็กโดยเฉพาะนิทานพื้นบ้าน ซึ่งสะท้อนความเชื่อ ความคิด วิถีการดำรงชีวิตของคนไทยในอดีต แต่พฤติกรรมเหล่านี้ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างรู้เท่าทันในสังคมปัจจุบันและสังคมอนาคต เพราะเป็นสังคมแห่งการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ดังนั้นคนในปัจจุบันและอนาคตจึงต้องปรับตัวให้เป็นผู้ที่มีวิถีชีวิตแห่งการเรียนรู้ ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตในทุกช่องทางโดยเฉพาะการอ่านที่ถือเป็นช่องทางสำคัญแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเป็นวิธีการง่ายๆที่จะนำไปสู่การค้นพบและสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆได้อย่างไร้ขอบเขต และสร้างความมีวินัยใฝ่รู้ให้เกิดการพัฒนาความคิดได้อย่างกว้างไกลและไม่สิ้นสุด อีกทั้งการอ่านยังถือเป็นหนทางสำคัญแห่งการสะสมทุนของชีวิต เพราะถือเป็นขุมทรัพย์ทางสติปัญญาที่จะนำพาให้คนได้ก้าวออกไปจากโลกที่แคบๆสู่โลกที่กว้างใหญ่ไพศาล การอ่านจึงถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างเสริมภูมิปัญญาของคนไทยในชุมชน นำสู่การพัฒนาศักยภาพชีวิตและสติปัญญาของคนในชาติการอ่านไม่ว่าจะอ่านจากหนังสือหรือสื่อใดๆก็ล้วนแต่มีความสำคัญ ในการสร้างพฤติกรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งสิ้น ยิ่งถ้ามีขั้นตอนการบ่มเพาะที่เหมาะสม น่าสนใจ เร้าความรู้สึก และทำอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้บุคคลนั้นมีนิสัยรักการอ่าน นำสู่การพัฒนาความคิดได้อย่างกว้างไกลไม่สิ้นสุด สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551) ได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการอ่านหนังสือไว้ว่า การอ่านหนังสือเพื่อพัฒนาตนเอง และเพื่อการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ เป็นสิ่งจำเป็นมากในการพัฒนาคนและพัฒนาสังคม ปัจจุบันนี้การอ่านหนังสือของคนไทยเป็นกิจกรรมที่ไม่แพร่หลายตลอดจนไม่เห็นความสำคัญของการอ่าน เมื่อเทียบกับความเพลิดเพลินจากการได้ฟังได้รับรู้เรื่องราวต่างๆจากโทรทัศน์ ถ้าจะให้การอ่านหนังสือเกิดเป็นนิสัย จำเป็นต้องปลูกฝังและชักชวนให้เกิดความสนใจ ถึงแม้ว่าในระยะเวลาที่ผ่านมามีหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ดำเนินกิจกรรมต่างๆมาโดยตลอด
แต่สภาพปัจจุบันยังพบว่าสภาพสังคมไทยยังไม่เป็นสังคมการอ่าน จึงจำเป็นต้องมีการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านอย่างต่อเนื่องและเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันของ จันทน์กฤษณา ผลวิวัฒน์ (2552) ได้กล่าวว่า สภาพการอ่านของคนไทยในขณะนี้อยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง ตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ได้ทำการสำรวจพบว่า เด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นเด็กอยู่ในวัยเรียนอ่านหนังสือน้อยลง จากเดิมในปี 2548 ที่มีจำนวน ร้อยละ 69.1 แต่เมื่อปี 2551 กลับอ่านลดลงเหลือ ร้อยละ 66.3 ส่วนเวลาที่ใช้อ่านหนังสือของคนไทยในปี 2548 พบว่าคนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย 51 นาทีต่อวัน ส่วนปี 2551 ลดลงเหลือ 39 นาทีต่อวัน อีกทั้งพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเด็กไทย จะมุ่งมั่นกับการอ่านเพื่อเตรียมสอบมากกว่าจะอ่านทุกอย่างที่พบเจอ กอปรกับวัฒนธรรมการอ่านมิได้อยู่ในสังคมไทยมาช้านาน คนไทยยังอยู่ในวัฒนธรรมการฟังมากกว่าการอ่าน ทำให้คนไทยไม่คุ้นชินกับการอ่าน ดังนั้นการที่จะทำให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้นคงเป็นเรื่องยากเพราะเราไม่มีวัฒนธรรมการอ่านที่เข็มแข็งมาก่อน นอกจากนี้ยังมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกันของ วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ (2552) กล่าวว่า คนไทยอ่านหนังสือประมาณ 2-5 เล่มต่อคนต่อปี ขณะที่คนในประเทศสิงคโปร์อ่านหนังสือ 40-50 เล่มต่อคนต่อปี และประเทศเวียดนามมีการอ่านหนังสือ 60 เล่มต่อคนต่อปี และสถิติการใช้ห้องสมุดที่เข้าใช้บริการอย่างสม่ำเสมอของคนไทยพบว่าต่ำกว่าร้อยละ 3 และจำนวนหนังสือออกใหม่ที่เข้าสู่ร้านหนังสือในแต่ละปีของไทยมีประมาณ 900 ปก ขณะที่ประเทศอังกฤษมี 104,000 ปก ประเทศเยอรมันมี 78,000 ปก และประเทศญี่ปุ่นมี 65,000 ปก ทุกวันนี้เด็กไทยอายุ 13-18 ปี ดูโทรทัศน์ในวันธรรมดาเฉลี่ย 3.3 ชั่วโมง วันหยุด 4.9 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังมีโทรทัศน์มือถือ และอินเตอร์เน็ทได้เข้ามาแทนที่การหาความรู้และความสนุกจากการอ่านหนังสืออีกด้วย การเปิดรับสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากเกินไปโดยเฉพาะในวัยเด็ก 2-6 ปี จะส่งผลมีวัฒนาการของสมองที่ด้อยกว่าการอ่านหนังสือ เพราะเด็กๆจะไม่มีการพัฒนาทักษะกระบวนการคิด จินตนาการ การวิเคราะห์ มีแต่การรับเพียงด้านเดียว
สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2550) ได้ทำการสำรวจข้อมูลนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2549 ที่มีปัญหาการอ่านการเขียนมากที่สุดใน 175 เขต พบว่า นักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้มากกว่าร้อยละ 25.00 มีจำนวน 10 เขต โดยแบ่งตามภูมิภาค ดังนี้ ภาคเหนือมีจำนวน 2 เขต ได้แก่ สุโขทัย เขต 1 และตาก เขต 2 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวน 2 เขต ได้แก่ นครราชสีมา เขต 5 และศรีสะเกษ เขต 3 ภาคกลางมี 1 เขต ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เขต 2 และภาคใต้มี 5 เขต ได้แก่ ชุมพร เขต 2 ปัตตานี เขต 2 นราธิวาส เขต 1 นราธิวาส เขต 2 และยะลาเขต 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่าการที่เด็กมีปัญหาการอ่านส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ ผู้ปกครองไม่ได้ส่งเสริม และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็ก ทำให้เด็กๆเหล่านี้ไม่เห็นความสำคัญของหนังสือ ไม่มีพื้นฐานในการอ่าน และส่งผลต่อเด็กเมื่อเด็กโตขึ้น อัจฉรา ประดิษฐ์ (2550) กล่าวว่า การรู้หนังสือหากไม่ได้สั่งสอนกันตั้งแต่เล็ก ไม่ได้บ่มเพาะตั้งแต่วัยเด็กการที่ทุกคนจะสามารถแสวงหาความรู้จากหนังสือ ซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะทางปัญญา และเข้าถึงได้ง่ายแล้วบุคคลจะเข้าถึงแหล่งความรู้เช่นหนังสืออย่างมีใจรักการอ่าน และกระตือรือร้นในการหาความรู้ย่อมเป็นไปได้ยาก หรือหากการปลูกฝังการรู้หนังสือ การรักการอ่านไม่เป็นไปอย่างน่าประทับใจก็อาจเป็นอุปสรรคกีดกันบุคคลจากบ่อเกิดแห่งการเรียนรู้ เช่น หนังสือได้ นอกจากนี้ ฉวีวรรณ คูหาภินันทน์ (2545) ได้กล่าวว่า การรักการอ่านเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญ ที่เด็กทุกเพศทุกวัยจะต้องได้รับการฝึกฝนให้มีนิสัยรักการอ่าน นิสัยรักการอ่านนี้จะต้องฝึกฝนตั้งแต่เล็กๆตามคำกล่าวที่ว่า ไม้อ่อนดัดง่ายไม้แก่ดัดยาก การฝึกให้มีนิสัยรักการอ่านนั้นผู้ที่จะทำการฝึก ได้แก่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง พ่อแม่ซึ่งเป็นครูคนแรกของลูก และผู้ปกครองจะต้องเป็นนักอ่าน รู้จักแนะนำการอ่าน เล่านิทาน เล่าเรื่องต่างๆจากหนังสือและอ่านหนังสือให้ฟัง เมื่อเด็กรักการอ่านตั้งแต่เล็กๆแล้วครั้นเมื่อเจริญเติบโตขึ้นนิสัยรักการอ่านนี้ก็จะติดตัวเด็กไปเรื่อยๆซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียน ต่อการปรับตัวให้เข้ากับสังคม และสิ่งแวดล้อมของเด็กได้เป็นอย่างดี
จากความสำคัญในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กอนุบาลนั้น แสดงให้เห็นว่า พ่อ แม่ ผู้ปกครอง เป็นบุคคลที่มีความสำคัญ และมีอิทธิพลอย่างมากที่จะช่วยพัฒนาให้เด็กๆเห็นความสำคัญของหนังสือ มีนิสัยรักการอ่านที่จะเป็นพื้นฐานที่ดีให้กับเด็กในการอ่านออกเขียนได้ต่อไปในอนาคต ซึ่งหากเด็กเหล่านี้ไม่ได้รับการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก ก็จะส่งผลเมื่อเด็กเหล่านี้โตขึ้นจากปัญหาด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาสภาพและปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กอนุบาลในด้านการเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์ เพื่อเป็นแนวทางให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้นำไปปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุน ในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานให้มีคุณภาพต่อไป

แนวคิด(concept) -
วัตถุประสงค์(objective)

 

1. เพื่อศึกษาสภาพของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 ด้านได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์
2. เพื่อศึกษาปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานใน 3 ด้านได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และ การสร้างปฏิสัมพันธ์
สมมุติฐาน(assumption)

-

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

-

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

ผู้ปกครองในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จาก 10 เขตพื้นที่การศึกษา  จำนวน  630 คน  

ตัวแปร(variable)

-

คำนิยาม(defination)

 

            นิสัยรักการอ่าน หมายถึง  การแสดงออกซึ่งความสนใจอย่างสม่ำเสมอของบุตรหลานที่มีต่อหนังสือ และสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆ ด้วยความเพลิดเพลิน
การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หมายถึง การกระทำหรือ การแสดงพฤติกรรมใดๆ ของผู้ปกครองที่ตอบสนองหรือสนับสนุน การแสดงออกซึ่งความสนใจอย่างสม่ำเสมอของบุตรหลานที่มีต่อหนังสือ และสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆ ด้วยความเพลิดเพลินใน  3 ด้าน ได้แก่ การเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์
 ด้านการเป็นแบบอย่าง หมายถึง การแสดงพฤติกรรมของผู้ปกครองในชีวิตประจำวัน สนับสนุน เชิญชวน และกระตุ้นความสนใจ ที่ช่วยให้บุตรหลานเห็นคุณค่า และมีเจตคติที่ดีต่อการอ่าน
ด้านการจัดสภาพแวดล้อม  หมายถึง การจัดสถานที่ บรรยากาศ การจัดหนังสือและสื่อทางการอ่านรูปแบบต่างๆ สิ่งอำนวยความสะดวกที่ผู้ปกครองได้ดำเนินการในการกระตุ้นให้บุตรหลานเกิดความสนใจและเห็นคุณค่าของการอ่านในชีวิตประจำวัน 
                ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์  หมายถึง  การสนับสนุนหรือการส่งเสริมของผู้ปกครองเพื่อให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับบุคคลและกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านที่ช่วยให้บุตรหลานเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อการอ่าน
 สภาพการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หมายถึง ลักษณะการกระทำหรือการแสดงพฤติกรรมใดๆของผู้ปกครองที่ตอบสนองหรือสนับสนุนต่อการแสดงออกซึ่งความสนใจอย่างสม่ำเสมอของบุตรหลานที่มีต่อหนังสือ และสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆ ด้วยความเพลิดเพลินใน ด้านการเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์
ปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน หมายถึง อุปสรรคหรือข้อขัดข้องของผู้ปกครองที่ไม่สามารถตอบสนองหรือสนับสนุนความสนใจของบุตรหลานที่มีต่อหนังสือ และสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆได้อย่างสม่ำเสมอทั้งใน ด้านการเป็นแบบอย่าง การจัดสภาพแวดล้อม และการสร้างปฏิสัมพันธ์
ผู้ปกครอง หมายถึง สมาชิกในครอบครัวหรือผู้เกี่ยวข้องที่สามารถอ่านออกเขียนได้และเลี้ยงดูบุตรหลานที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 10 เขตพื้นที่การศึกษา ที่สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษาได้พบปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  ได้แก่ สุโขทัย เขต 1  ตาก เขต  2  นครราชสีมา เขต  5 ศรีษะเกษ เขต 3 ฉะเชิงเทรา เขต  2 ชุมพร เขต  2 ปัตตานี เขต  2 นราธิวาส เขต  1 นราธิวาส เขต  2 และยะลา เขต  1
เครื่องมือ(tool)

 

แบบสอบถามการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน แบบสัมภาษณ์การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และแบบสำรวจการจัดสภาพแวดล้อม
การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

1. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยส่งจดหมายขอความร่วมมือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และส่งแบบสอบถาม  กลับคืนทางไปรษณีย์มายังผู้วิจัย ทั้งนี้ผู้วิจัยได้แนบจดหมายอนุมัติ และซองเปล่าติดแสตมป์ เพื่อความสะดวกในการส่งกลับทางไปรษณีย์
                        2. การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และแบบสำรวจการจัดสภาพแวดล้อม ผู้วิจัยติดต่อกับทางโรงเรียน และนำจดหมายขอความร่วมมือจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึงผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อขออนุญาตในการเข้าไปเก็บข้อมูลด้วยตนเอง                                   
3 .การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยนัดเวลาในการดำเนินการสัมภาษณ์ผู้ปกครองพร้อมบันทึกเสียงคนละประมาณ 30-45 นาที ด้วยตนเอง
                        4 .การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสำรวจการจัดสภาพแวดล้อม ผู้วิจัยทำการบันทึกข้อมูลตามสภาพความเป็นจริงด้วยตนเอง
การวิเคราะห์(analysis)

 

ผู้วิจัยรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ แล้ววิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
                                1. แบบสอบถามตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ และนำเสนอข้อมูลในรูปของตารางประกอบความเรียง
                                2. แบบสอบถามตอนที่  2 การส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows  วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และนำเสนอในรูปแบบของตารางตารางประกอบความเรียง
                                3. แบบสอบถามตอนที่ 3 ปัญหาการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ทำการการเรียบเรียง สรุป จัดหมวดหมู่คำตอบ และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการนำเสนอในรูปแบบของความเรียง
                                4. แบบสัมภาษณ์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการเรียบเรียง สรุป จัดหมวดหมู่คำตอบ และนำเสนอข้อมูลในรูปของความเรียง
                                5. แบบสำรวจ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป  SPSS for Windows วิเคราะห์เนื้อหาโดยหาค่าร้อยละ ประมวลและจัดกลุ่มข้อมูล และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบของความเรียง
ข้อสรุป(summary)

 

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของตัวอย่างประชากร  จากการตอบแบบสอบถาม   แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
1.1    ข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครองนักเรียน
ผู้ปกครองส่วนใหญ่   มีความสัมพันธ์กับเด็กเป็นมารดา มีอาชีพเกษตรกร  จบการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา มีอายุระหว่าง 36-40 ปี และมีรายได้ต่อเดือน 3,001-4,000  บาท 
               
ตอนที่ 2 สภาพของผู้ปกครองที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
                2.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง
 จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การอ่านใบเสร็จจากการซื้อของในแต่ละครั้ง การอ่านส่วนผสม วันที่ผลิต วันหมดอายุของอาหารก่อนซื้อ และการอ่านจดหมายและสิ่งพิมพ์ต่างๆ ที่ได้รับตามลำดับ
                จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองทั้งหมดบอกถึงประโยชน์และคุณค่าของหนังสือให้บุตรหลานฟังโดยมีเหตุผลว่า เพราะต้องการให้บุตรหลานเห็นความสำคัญของหนังสือและการเรียน ต้องการให้บุตรหลานมีอนาคตที่ดี ไม่อยากให้บุตรหลานต้องลำบากเหมือนตนเอง สำหรับการเป็นแบบอย่างในการอ่านอย่างสม่ำเสมอ พบว่า   ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือนิตยสารบันเทิง และหนังสือธรรมะ นอกจากนี้ยังมีสมาชิกในครอบครัวที่กำลังเรียนหนังสือและเป็นแบบอย่างทางด้านการอ่านอยู่ด้วย 
 
2.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การดูแลรักษาสื่ออุปกรณ์ในการอ่านให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ การให้บุตรหลานมีโอกาสในการซื้อหนังสือที่ตนสนใจ และการจัดหนังสือให้เป็นระเบียบเรียบร้อยง่ายต่อการหยิบอ่านตามลำดับ
                จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การจัดเตรียมสถานที่และบรรยากาศของแต่ละบ้านที่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน มีความเงียบสงบ โดยสถานที่ใช้ในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับอ่านคือ พื้นบ้าน แคร่ใต้ถุนบ้าน และมีการจัดเตรียมโต๊ะเก้าอี้ที่เหมาะสมไว้ให้กับบุตรหลาน สำหรับการจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน พบว่า ผู้ปกครองมีการซื้อหนังสือนิทานให้กับบุตรหลานบ้างแต่นานๆ ครั้ง 
จากการสำรวจ พบว่า  ผู้ปกครองส่วนใหญ่จัดสถานที่และบรรยากาศโดยให้มีอากาศถ่ายเท แสงสว่างเพียงพอ  มีพื้นที่ในการอ่านที่เงียบสงบ  มีความปลอดภัย  ความสะอาด สำหรับด้านสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกผู้ปกครองได้จัดให้มีหนังสือที่เหมาะสมกับเด็ก หนังสือมีความหลากหลายประเภทและวัสดุ อุปกรณ์ต่างๆสามารถเคลื่อนย้ายได้ตามความเหมาะสม 
 
2.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
               จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ   ได้แก่ การให้รางวัล ให้คำชมเชย เมื่อบุตรหลานแสดงความสนใจ   และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน การให้บุตรหลานเล่าเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่โรงเรียน และการให้บุตรหลานวาดภาพระบายสีจากหนังสือที่อ่านหรือจากจินตนาการตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การส่งเสริมด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับบุคคลต่างๆ ได้แก่ ให้บุตรหลานเล่นกับเพื่อนๆข้างบ้าน มีการอ่านหนังสือร่วมกันระหว่างพี่น้อง สำหรับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านของผู้ปกครอง ได้แก่ การทำการบ้านและอ่านหนังสือเรียน และมีการเล่านิทานให้บุตรหลานฟังทุกคืน 
 
ตอนที่ 3 สภาพของผู้ปกครองที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
 
 3.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การฟังข่าวหรือรายการต่างๆ จากวิทยุ การพูดคุยโทรศัพท์ และการพูดคุยเกี่ยวกับรายการในโทรทัศน์ตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า ผู้ปกครองไม่ได้อ่านหนังสือ เพราะไม่มีเวลาต้องออกไปทำงานประกอบอาชีพ  จึงปล่อยให้บุตรหลานอยู่กับ ปู่ ย่า ตา ยายซึ่งไม่มีความรู้ในเรื่องของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และผู้ปกครองอ่านหนังสือไม่ออก 
 
3.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบางครั้ง ซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่ การจัดช่วงเวลาการเล่านิทานหรืออ่านหนังสือ  และดูโทรทัศน์กับบุตรหลาน   การติดรูปครอบครัวหรือรูปภาพต่างๆ ที่ผนังบ้านไว้เล่าเรื่องราวให้บุตรหลานฟัง    และมีการนำวัสดุอุปกรณ์เหลือใช้ เช่น นิตยสารเก่าๆ กระดาษที่ไม่ใช้แล้ว   เสื้อผ้า รางใส่ไข่ มาให้บุตรหลานได้ขีดเขียนและเล่นเกมต่างๆตามลำดับ
               จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การจัดเตรียมสถานที่และบรรยากาศในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน ผู้ปกครองทั้งหมดให้เหตุผลว่าตนเองจะเน้นที่ความสะดวกโดยไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นสถานที่หนึ่งที่ใดโดยเฉพาะ สำหรับการจัดเตรียมสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานพบว่าผู้ปกครองทุกคนให้เหตุผลว่า ตนเองมีฐานะยากจน ต้องเก็บเงินไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น พวกอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ก็ซื้อได้เฉพาะของที่มีราคาถูก และจะมอบหมายให้ทางโรงเรียนเป็นผู้รับผิดชอบ
จากแบบสำรวจ พบว่า ในด้านสถานที่และบรรยากาศผู้วิจัยไม่พบสิ่งที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน ผู้วิจัยจึงนำเสนอด้านของสื่ออุปกรณ์ทางการอ่านและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไม่ส่งเสริมนิสัยรักการอ่านพบว่า บ้านแต่ละหลังมีตุ๊กตา หุ่นมือ เสื่อ พรม หมอน มีดินสอ  ยางลบ  กระดาษ  สีชนิดต่างๆ และมีซีดีรอมนิทาน เพลง และซีดีรอมต่างๆที่เกี่ยวกับเด็ก 
 
3.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
                จากแบบสอบถามผู้ปกครองส่วนใหญ่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับบ่อยครั้งซึ่งพฤติกรรมที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 รายการ ได้แก่  การให้บุตรหลานฝึกอ่านพยัญชนะไทย  ก-ฮ    การให้บุตรหลานฝึกอ่านตัวเลขต่างๆ และการให้บุตรหลานฝึกอ่านตัวอักษรภาษาอังกฤษ  A-Z ตามลำดับ
จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง พบว่า การส่งเสริมด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์ของผู้ปกครองเกี่ยวกับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับบุคคลต่างๆ ได้แก่ ให้บุตรหลานร่วมกันเล่มเกมต่างๆกับเพื่อนๆข้างบ้าน สำหรับการสนับสนุนส่งเสริมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่ออุปกรณ์ทางการอ่าน พบว่า ผู้ปกครองมีการพูดคุยเกี่ยวกับรายการต่างๆในโทรทัศน์ร่วมกันกับบุตรหลานมีการเปิดซีดีรอมการ์ตูน และซีดีรอมที่สอนภาษาให้กับบุตรหลาน มีการร้องเพลงคาราโอเกะร่วมกันกับบุตรหลาน และมีการให้บุตรหลานได้เล่นเกมต่างๆในคอมพิวเตอร์ 
 
ตอนที่ 4 ปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาล ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการตอบแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบสำรวจ
               
            4.1 ด้านการเป็นแบบอย่าง               
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองไม่มีเวลาในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน
                จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับแบบสัมภาษณ์ พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่ ให้เหตุผลว่า ปัญหาที่ไม่สามารถเป็นแบบอย่าง คือ ไม่มีเวลาเพราะต้องออกไปทำงาน ประกอบอาชีพ ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และ อ่านหนังสือไม่ออก
 
4.2 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองมีปัญหาด้านการเงิน จึงทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ทางภาษาชนิดต่างๆในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลานได้
จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า  ผู้ปกครองทั้งหมดให้เหตุผลว่าตนเองมีฐานนะยากจนต้องเก็บเงินไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น จึงทำให้ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ทางการอ่านรูปแบบต่างๆได้ 
 
4.3 ด้านการสร้างปฏิสัมพันธ์
ปัญหาที่พบมากที่สุดคือ ผู้ปกครองจะเน้นกิจกรรมการดูโทรทัศน์มากกว่าการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการอ่าน
จากการตอบแบบสอบถามปัญหาดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์ พบว่า  ผู้ปกครองไม่สามารถจัดกิจกรรมให้บุตรหลานมีความคุ้นเคยกับสื่อทางภาษารูปแบบต่างๆ และการพบปะพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านนั้นเพราะ ขาดแคลนสื่ออุปกรณ์   ผู้ปกครองไม่มีเวลา   และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน และบุตรหลานสนใจการดูโทรทัศน์มากการอ่าน
ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

ข้อเสนอแนะทั่วไป
                1. ทางโรงเรียนและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีการจัดอบรมในเรื่องการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับผู้ปกครองเพื่อให้ผู้ปกครองได้เห็นถึงความสำคัญ และมีความรู้ความเข้าใจรวมทั้งวิธีการที่ถูกต้องในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านให้กับบุตรหลาน
                2. ทางโรงเรียนควรมีการจัดโครงการการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านและให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้ปกครองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอ่าน
                3. ทางโรงเรียนควรมีการจัดกิจกรรม ยืม-คืน หนังสือ เพื่อให้ผู้ปกครองและบุตรหลานได้มีการปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน
                4. ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรมีการจัดประกวดหรือการแข่งขันเกี่ยวกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านภายในหมู่บ้าน
                5. เมื่อมีการจัดงานในเทศกาลต่างๆผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องควรนำกิจกรรมการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสอดแทรกเข้าไปเพื่อให้ทุกคนเกิดการซึมซับ
 
ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป
                1. ควรศึกษาเปรียบเทียบสภาพและปัญหาของผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของเด็กอนุบาลที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองและเขตชนบท  
                2. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน                                                              
 
 
ปี 2552
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved