ผลงานวิจัย

วันดี สมมิตร - thaied

Current Record: วันดี สมมิตร

วันดี สมมิตร

ผลการวิจัย

1. ผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร

1.1 พฤติกรรมการสอนของครูที่ปฏิบัติมากหลังมีนโยบายการสอบระดับชาติ 5 อันดับแรก คือ (1) ครูต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากขึ้น (ร้อยละ 64.91) (2) ครูต้องวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบมากขึ้น (ร้อยละ 54.91) (3) ครูใช้ข้อสอบ O-NET มาสอนมากขึ้น (ร้อยละ52.91) (4) ครูเตรียมเนื้อหาตามแนวข้อสอบระดับชาติในการสอน (ร้อยละ 46.36) (5) ครูต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติมมากขึ้น (ร้อยละ 42.73) 

1.2 เมื่อจำแนกตามระดับชั้นที่สอน พบว่า ครูที่สอนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 มีการวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบและคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากขึ้นไม่แตกต่างกัน และพบว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 เตรียมเนื้อหาตามแนวข้อสอบระดับชาติและนำข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนในห้องเรียนมากกว่าครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

1.3 เมื่อจำแนกสังกัดโรงเรียน พบว่า โดยครูสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอน วิเคราะห์โจทย์ข้อสอบและใช้ข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนในห้องเรียนมากกว่าสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

1.4 เมื่อจำแนกตามวิชาที่สอน พบว่า ครูแต่ละวิชามีต้องวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบมากขึ้น ต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอน ต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติมและใช้ข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนมากขึ้นใกล้เคียงกัน ยกเว้นครูวิชาภาษาอังกฤษที่ต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากกว่าวิชาไทยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา

2. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครกับตัวแปรภูมิหลัง

การสอบระดับชาติส่งผลกระทบให้ครูมีพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับมากและมีอัตราการเพิ่มขึ้นจากก่อนมีนโยบายอย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง 1) ใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอน 2) สอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) 3) สอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติ 4) จัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติ 5) นำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียน 6) แนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบ ระดับชาติย้อนหลังทุกปี 7) นำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบ 8) ออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติ

2.1 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันด้านระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของผู้เรียนและสังกัดโรงเรียนต่างกัน มีความพฤติกรรมการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนต่างกันดังนี้

(1) ครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5

(2) ครูในโรงเรียนที่ผู้เรียนมีคุณภาพสูง (พิจารณาจากร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย 61-80 %) มีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าครูในโรงเรียนที่ผู้เรียนมีคุณภาพน้อยกว่า 60 %

(3) ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.2 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันด้านระดับชั้นที่สอน ขนาดของโรงเรียน ชื่อเสียงของโรงเรียน ระดับคุณภาพของผู้เรียน และสังกัดของโรงเรียน มีพฤติกรรมการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) ต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการใช้รูปแบบการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 1201-1999 มีการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 2000 คนขึ้นไป

(3) โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมีการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงปานกลาง โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการสอน  แบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้         41-60% 

(4) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการสอน แบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.3 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติตามตัวแปรภูมิหลัง พบว่า ครูที่มีภูมิหลังตามวิชาที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ต่างกัน มีพฤติกรรมการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติต่างกันดังนี้

(1) ครูวิชาสังคมศึกษามีการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติน้อยกว่าครูวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แต่ไม่แตกต่างกับครูวิชาคณิตศาสตร์

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61% ขึ้นไป มีการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 41-60%

2.4 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันจะมีพฤติกรรมการสอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติไม่แตกต่างกัน

2.5 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) และสังกัดของโรงเรียนแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 20-40%

(2) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.6 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน  ประสบการณ์การสอน ชื่อเสียงของโรงเรียน ระดับการศึกษา ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย)  สังกัดของโรงเรียนต่างกัน มีพฤติกรรมการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 การแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) ครูที่มีประสบการณ์การสอน 21 ปีขึ้นไป มีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 1-10 ปี และครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 16-20 ปี การแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 6-10 ปี

(3) ครูที่มีการศึกษาในระดับปริญญาโทมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอก

(4) โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าโรงเรียนที่ไม่มีมีชื่อเสียง/มีชื่อเสียงน้อยและโรงเรียนที่มีชื่อเสียงปานกลาง

(5) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้น้อยกว่า 40 %

(6) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.7 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) สังกัดของโรงเรียนที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบต่างกันดังนี้ 

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่า 60 % มีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้น้อยกว่า 40 %

(3) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.8 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน วิชาที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ต่างกัน มีพฤติกรรมการสอนที่ต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5

(2) ครูวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติน้อยกว่าวิชาภาษาไทย และครูวิชาคณิตศาสตร์มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของ    แบบสอบระดับชาติน้อยกว่าวิชาสังคมศึกษาด้วย

(3)โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่า 60 % มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 20-40 %

 

 

 

 

 

3. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครก่อนและหลังการสอบระดับชาติ

3.1 ด้านการใช้แบบเรียน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติครูมีพฤติกรรมการใช้เอกสารประกอบการสอนที่จัดทำขึ้นเองในการสอนมากขึ้น  ใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากขึ้น และใช้แบบเรียนใหม่จากสำนักพิมพ์อื่นๆ นอกเหนือจากที่โรงเรียนใช้การใช้แบบเรียนมากขึ้น

3.2 ด้านรูปแบบการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูมีพฤติกรรมการสอนแบบบรรยาย       (เน้นการจำ) มากขึ้น (แต่ไม่มาก) สอนแบบบูรณาการมากขึ้น สอนแบบปฏิบัติ/เน้นทักษะกระบวนการมากขึ้น และสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากขึ้น

3.3 ด้านเทคนิคการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูสอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติมากขึ้น สอนเน้นเนื้อหาสาระตามโครงสร้างของหลักสูตรมากขึ้น (แต่ไม่มาก) เน้นการทำโจทย์แบบฝึกหัดมากขึ้น เน้นการสอนให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์มากขึ้น และนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากขึ้น

3.4 ด้านวิธีการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูสอนครอบคลุมเนื้อหาในแบบเรียนมากขึ้น (แต่ไม่มาก) จัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติมากขึ้น มีการเพิ่มเนื้อหาความรู้ให้นักเรียนมากขึ้น เพิ่มเวลาเรียนหลังเลิกเรียนมากขึ้น สอนให้นักเรียนคิดอย่างเป็นระบบ มีหลักการ มีเหตุมีผลและคิดเป็นมากขึ้น

3.5 ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนมากขึ้น  (แต่ไม่มาก) แนะนำแหล่งเรียนรู้/สื่อเพิ่มเติมให้กับนักเรียนไปศึกษาเองมากขึ้น แนะนำให้นักเรียนใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติประกอบการเรียนมากขึ้น และทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากขึ้น

3.6 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูพาเด็กไปเรียนนอกห้องเรียน/ทัศนศึกษามากขึ้น นำครูกวดวิชามาสอนในโรงเรียนมากขึ้น ให้เด็กดู tutor channel ของ ศธ.มากขึ้น

 

 

3.7 ด้านการวัดและประเมินผล

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูออกข้อสอบโดยเน้นการคิดวิเคราะห์มากขึ้น ออกข้อสอบเน้นการจำมากขึ้น (แต่ไม่มาก) นำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากขึ้น และออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากขึ้น

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8778
ชื่อผลงานวิจัย ผลกระทบของการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูในเขตกรุงเทพมหานคร: การวิจัยแบบผสม
หัวข้อ(Eng) IMPACTS OF ORDINATRY NATIONAL EDUCATIONAL TESTING ON TEACHING BEHAVIORS OF TEACHERS IN BANGKOK: MIXED METHOD RESEARCH
คำสำคัญ(keyword) IMPACT OF NATIONAL TEST/ TEXTBOOK/ BEHAVIOR TEACHING
ชื่อผู้วิจัย วันดี สมมิตร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) WANDEE SOMMIT
ตำแหน่ง -
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 131 ม.5 ต.ถ้ำใหญ่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช 80110
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 2552-2553
ประเภท วิจัยผสมผสาน(MIXED METHOD RESEARCH)
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศคณะครุศาสตร์
ประวัติความเป็นมา(history) การสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นการทดสอบที่สำคัญมากต่อนักเรียน ครู และโรงเรียน เพราะเมื่อจบแต่ละช่วงชั้นนักเรียนต้องมีการสอบ O-NET อีกทั้งมีการสอบเพียงครั้งเดียวเท่านั้น การสอบระดับชาติ O-NET เป็นการสอบเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนแต่ละช่วงชั้น เมื่อเรียนครบ 3 ปี โดยเฉพาะนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จะต้องสอบ O-NET ทุกคน เพราะนอกจากจะเป็นการประเมินคุณภาพระดับชาติตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้ว นักเรียนยังสามารถนำคะแนนที่ได้ไปยื่นเลือกคณะ เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา หรือแอดมิชชั่นกลางได้ จึงส่งผลให้ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งมีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นเนื้อหาวิชาการมากขึ้นเพื่อให้นักเรียนสอบผ่าน O-NET เพื่อรองรับระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นในปีการศึกษา 2553 ดังนั้น การสอบ O-NET จึงมีความสำคัญต่อการเรียนมากขึ้น และผลคะแนนการสอบ O-NET ยังสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของครูผู้สอน การสอบ O-NET จึงมีอิทธิพลต่อครูเพิ่มขึ้น

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (2551) ได้วิเคราะห์คะแนน O-NET 4 ปี สรุปว่า คะแนนเฉลี่ยวิชาหลัก 5 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่ได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดแม้แต่วิชาเดียว แสดงว่าเด็กไทยไม่ได้เก่งขึ้นทั้งประเทศ และคะแนนเฉลี่ย 4 ปี ยังต่ำกว่า 50% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของการศึกษาทั่วประเทศอยู่ในระดับไม่น่าพอใจ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ และการที่ผลวิเคราะห์คะแนน O-NET 4 ปีต่ำลงนั้นย่อมส่งผลต่อการเลื่อนวิทยฐานะของครู เพราะผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่ดูได้จากคะแนนการสอบระดับชาติ O-NET, A-NET, NT และอื่นๆ เป็นปัจจัยหนึ่งในการเลื่อนวิทยฐานะของครู ดังนั้นครูจึงสนใจการสอบระดับชาติ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนเพื่อให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติได้ดีขึ้น โดยการสอนเน้นเนื้อหาสาระที่ออกสอบระดับชาติ (The National Center for Fait and Open Test, 2007) อีกทั้ง ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2545) ได้กล่าวว่าระบบการศึกษาไทยจะเน้นเรื่องการสอบเป็นสำคัญ ทำให้นักเรียนไปเรียนกวดวิชากันมากขึ้น สุขใจ แสนบุญส่ง (2535) กล่าวว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาในปัจจุบันมีลักษณะเป็นการกวดวิชา และเฉลยข้อสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย เพราะนักเรียนจำนวนมากจะสนใจเฉพาะวิชาที่ใช้ในการการสอบ โดยจะเน้นด้านเนื้อหาความรู้แต่ไม่ใส่ใจต่อกระบวนการได้มาซึ่งความรู้นั้น ทางแก้จึงกลับมาอยู่ที่พื้นฐานหลักคือการส่งเสริมให้ครูได้พัฒนาการสอนอย่างแท้จริงและมีคุณภาพสูง

เมธาวี โกยทา (2546) กล่าวว่า ครูถือเป็นบุคคลที่มีบทบาทในการจัดการเรียนการสอนให้เกิดคุณภาพต่อผู้เรียน พฤติกรรมการสอนของครูเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน พฤติกรรมการสอนที่เหมาะสมเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ดีและสอดคล้องกับความต้องการและความสนใจของนักเรียนย่อมทำให้นักเรียนเกิดความพอใจ รักและศรัทธาในตัวครู ทำให้ผลการเรียนการสอนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก็จะดีตามไปด้วย สอดคล้องกับ จุไรวรรณ ร้อยไพ (2549) ได้กล่าวไว้ว่า หากครูมีพฤติกรรมการสอนที่ดีมีประสิทธิภาพย่อมสามารถดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลให้นักเรียนพัฒนาความรู้ความสามารถไปด้วย จำนงค์ แสงผล (2540) ยังได้กล่าวไว้ว่า ครูจะอาศัยแบบเรียนเป็นคู่มือในการสอน เพื่อให้รู้ขอบเขตของเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นที่ทำการสอนในขณะเดียวกันนักเรียนก็อาศัยแบบเรียนในการเรียนเพื่อทำความเข้าใจแบบฝึกหัด ศึกษาข้อเท็จจริงหรืออ่านเพิ่มเติม ถ้าขาดแบบเรียนอาจทำให้การเรียนการสอนมีอุปสรรค ปัจจุบันครูส่วนใหญ่มักจะใช้แบบเรียนที่กรมวิชาการกำหนดให้ใช้โดยจะใช้เป็นเล่มหลักในการสอน

จากสภาพปัญหาและผลกระทบที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติ O-NET ที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูในเขตกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ใน 5 วิชา ได้แก่ วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอน ผู้บริหารโรงเรียน เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับหลักสูตรและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีกทั้งยังเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องในการออกข้อสอบระดับชาติ O-NET ได้ใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาข้อสอบ ให้สอดคล้องกับหลักสูตรและแบบเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
แนวคิด(concept) -
วัตถุประสงค์(objective)

1. เพื่อศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร

2. เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายระหว่างกลุ่มวิชาและสังกัดโรงเรียนที่แตกต่างกัน

3. เพื่อเปรียบเทียบผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการสอบระดับชาติ

สมมุติฐาน(assumption)

-

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

วิธีดำเนินการวิจัย

การวิจัยเรื่อง ผลกระทบของการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) ใช้การศึกษาประเภทการวิจัยเชิงสำรวจ (survey research) โดยใช้การวิจัยแบบผสมเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (mixed method research) แบบลำดับเวลา (sequential mixed method design) โดยศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการสร้างข้อคำถามในการวิจัยเชิงปริมาณ

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

กลุ่มตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,300 คน

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรที่ศึกษาในครั้งนี้ คือ

ตัวแปรอิสระ คือ เนื้อหาสาระของข้อสอบ 5 วิชา คือ วิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษและสังกัดของโรงเรียน คือ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)

ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมการสอนของครู ประกอบด้วย ลักษณะการใช้แบบเรียนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทักษะกระบวนการ การสอนแบบติว การปฏิบัติงาน และความรู้สึก

คำนิยาม(defination)

พฤติกรรมการสอนของครู หมายถึง  การจัดการเรียนการสอนของครูเพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา ทักษะชีวิต เทคโนโลยี ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร ประกอบด้วย ลักษณะการใช้แบบเรียนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทักษะกระบวนการ การสอนแบบติว การปฏิบัติงานและความรู้สึกของครู

การสอนแบบติว หมายถึง ารสอนกลุ่มย่อยหรือการสอนรายบุคคล โดยการสอนสรุปเนื้อหาสาระหรือนำข้อสอบระดับชาติหรือข้อสอบเก่าต่างๆ มาสอนหลักการแนวคิดในการแก้ไขปัญหาหรือนำมาแสดงวิธีทำให้ดู

การสอบระดับชาติ หมายถึง การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน จัดสอบโดยสถาบันทดสอบการศึกษาแห่งชาติ มีการสอบทั้งหมด 5 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ 

ผลกระทบของการสอบระดับชาติ หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นกับครูด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนสอน และความรู้สึกและการปฏิบัติงานของครูที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหลังการสอบระดับชาติ โดยผลด้านพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนประกอบด้วยลักษณะการใช้แบบเรียนของครู การสอนแบบบรรยาย การสอนแบบทักษะกระบวนการ การสอนแบบติว และผลด้านการปฏิบัติงาน ได้แก่ การเตรียมการสอน และผลด้านความรู้สึก ได้แก่ ความเครียดของครูในการจัดการเรียนการสอน

ผลกระทบของการสอบระดับชาติทางด้านบวก หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมการสอนของครูที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมหลังจากการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมีผลต่อการตัดสินอนาคตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งด้านการแอดมิชชั่น ได้แก่ การกระตุ้นการสอนของครูให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระมากขึ้น ครูมีการคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระมากขึ้น มีการวิเคราะห์โจทย์มากขึ้น มีการออกข้อสอบหลายรูปแบบมากขึ้น มีรูปแบบการสอนที่หลากหลายขึ้นสอนเนื้อหาครอบคลุมโครงสร้งหลักสูตรและแบบเรียนมากขึ้น มีการแนะนำแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติมให้นักเรียนมากขึ้น สอนให้นักเรียนคิดวิเคราะห์มากขึ้น การใช้แบบเรียนใหม่จากสำนักพิมพ์อื่นๆนอกเหนือจากที่โรงเรียนใช้

ผลกระทบของการสอบระดับชาติทางด้านลบ หมายถึง ลักษณะของพฤติกรรมการสอนของครูที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่ดีหลังจากการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมีผลต่อการตัดสินอนาคตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั้งด้านการแอดมิชชั่น ได้แก่ ครูมีการสอนเฉพาะเนื้อหาสาระที่ออกข้อสอบ ครูเน้นการสอนนักเรียนเพื่อการทดสอบระดับชาติอย่างเดียว เตรียมการสอนเฉพาะเนื้อหาที่มีอยู่ในข้อสอบระดับชาติ นำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียน

 

 

 

 

เครื่องมือ(tool)

แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

 

การเก็บรวบรวมข้อมูล

การเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์  ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน       ดังตารางต่อไปนี้

ตาราง 3.1  แผนดำเนินการเก็บข้อมูล

ระยะเวลา

กิจกรรม

แหล่งข้อมูล

17 พ.ย. 2552

1.ผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์จากบัณฑิตวิทยาลัยออกหนังสือรับรองการเก็บข้อมูล

บัณฑิตวิทยาลัย

18 พ.ย. 2552

2. ผู้วิจัยติดต่อโดยตรงทางโทรศัพท์ถึงผู้บริหารโรงเรียนทั้ง  3 แห่ง เพื่อขออนุญาตสัมภาษณ์ครูผู้สอนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย แล้วนัดวันเวลาที่จะขอทำการสัมภาษณ์  พร้อมทั้งส่งแนวคำถามล่วงหน้าเพื่อการเตรียมตัวในการตอบคำสัมภาษณ์ แล้วเรียนผู้บริหารถึงการส่งหนังสือขออนุญาตจากบัณฑิตวิทยาลัย ว่าจะนำไปในวันสัมภาษณ์

ผู้บริหารโรงเรียน

24 พ.ย.-15 ธ.ค. 2552

3. ผู้วิจัยทำการสัมภาษณ์ตามวันเวลาที่ได้นัดไว้ โดยทำการสัมภาษณ์ครูวิชาละ 3 คน ใน 5 วิชา รวม 15 คน จำนวน 3 โรงเรียนใน 3 สังกัดการศึกษา โดยใช้เทปบันทึกเสียงและจดบันทึกการให้สัมภาษณ์ของครู

ครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย

ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเรื่องผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร  ในกลุ่มวิชาภาษาไทย วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม วิ

ชาภาษาอังกฤษ ตามลำดับขั้นตอนต่างๆ ดังแสดงในตารางที่ 3.8

 

ตารางที่ 3.8 ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ

ระยะเวลา

ขั้นตอนการดำเนินงาน

17 พ.ย. 2552

1. ผู้วิจัยดำเนินการขอรายชื่อโรงเรียนและจำนวนครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายของกระทรวงศึกษาธิการ จากสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.)

2 ก.พ. 2552

2. ผู้วิจัยทำการขอความอนุเคราะห์จากบัณฑิตวิทยาลัยออกหนังสือรับรองการเก็บข้อมูลและทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารแต่ละโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากครูในโรงเรียน

 

 

ตารางที่ 3.8 (ต่อ)

ระยะเวลา

ขั้นตอนการดำเนินงาน

3 ก.พ. 2552

3. ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ไปถึงครูที่ปฏิบัติการสอนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย  ในโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) โดยส่งผ่านผู้บริหารโรงเรียน รวมแบบสอบถามจำนวน 1,300 ฉบับ         และขอความอนุเคราะห์ให้กลุ่มตัวอย่างส่งกลับคืนทางไปรษณีย์โดยผู้วิจัยได้จ่าหน้าซองถึงผู้วิจัยและติดดวงตราไปรษณีย์ไว้เรียบร้อยเพื่อความสะดวกในการส่งกลับ

  7 ก.พ. 2552

4. ผู้วิจัยโทรศัพท์ติดตามว่าแบบสอบถามไปถึงทางโรงเรียนหรือยัง

21 ก.พ. 2552

5. หลังจากโทรติดตามว่าแบบสอบถามถึงไปยังโรงเรียน 2 สัปดาห์ ผู้วิจัยได้โทรศัพท์ติดตามไปยังโรงเรียนที่ยังไม่มีจดหมายตอบกลับมาว่ามีการส่งแบบสอบถามมายังผู้วิจัยหรือยัง

  1 มี.ค. 2552

6. ผู้วิจัยรวบรวมแบบสอบถามทั้งหมดเพื่อนำไปวิเคราะห์ข้อมูล โดยมีจำนวนการตอบกลับของแบบสอบถาม 550 คน คิดเป็นร้อยละ 42.31 ดังแสดงในตาราง 3.9

 

ตารางที่ 3.9 ร้อยละการตอบกลับของแบบสอบถาม

สังกัดของโรงเรียน

กลุ่มตัวอย่าง 5 วิชา

แบบสอบถามที่คืนมา

ร้อยละการตอบกลับ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

500

206

41.20

สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

300

167

55.67

สำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน

500

177

35.40

รวม

1300

550

42.31

  

 

 

 

 

 

การวิเคราะห์(analysis)

การวิเคราะห์และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ครูผู้สอนในส่วนมีเป็นข้อสัมภาษณ์ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์  จัดหมวดหมู่ ตีความ โดยการเขียนบรรยายถึงผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครู เพื่อนำไปใช้ในการสร้างและพัฒนาเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ

การวิเคราะห์และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

ผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์และหาค่าสถิติต่างๆตามลำดับดังต่อไปนี้

1. การวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ซึ่งทำการวิเคราะห์หาค่า    ความเที่ยงโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ความเที่ยงของครอนบราคแอลฟา (cronbach’s alpha coefficient) ด้วยโปรแกรม SPSS for windows

2. วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของกลุ่มตัวอย่างที่ได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ทราบลักษณะการแจกแจงของตัวแปรแต่ละตัว เป็นการวิเคราะห์โดยใช้สถิติพื้นฐานบรรยายให้ค่าเฉลี่ย (mean) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) สัมประสิทธิ์การกระจาย (C.V.) ค่าต่ำสุด (min) ค่าสูงสุด (max) ค่าความเบ้ (skuewness) ค่าความโด่ง (kurtosis) ของตัวแปร แต่ละตัวที่ใช้ในการศึกษาสำหรับตัวแปรต่อเนื่อง และวิเคราะห์ค่าร้อยละสำหรับตัวแปรนามบัญญัติ การวิเคราะห์ในส่วนนี้ใช้โปรแกรม SPSS for windows

เกณฑ์ในการแปลความหมายพฤติกรรมการสอนของครูในเขตกรุงเทพมหานครเมื่อรัฐบาลกำหนดให้ใช้คะแนนจากการสอบระดับชาติมาใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ผู้วิจัยได้กำหนดระดับคะแนนในการแปลความหมาย ดังแสดงในตาราง 3.10

 

ตารางที่ 3.10 เกณฑ์ในการแปลความหมายพฤติกรรมการสอนของครู

ระดับคะแนน

ความหมาย

คะแนนเฉลี่ย 4.50-5.00

มีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมที่แสดงอยู่ในระดับมากที่สุด

คะแนนเฉลี่ย 3.50-4.49

มีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมที่แสดงอยู่ในระดับมาก

คะแนนเฉลี่ย 2.50-3.49

มีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมที่แสดงอยู่ในระดับปานกลาง

คะแนนเฉลี่ย 1.50-2.49

มีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมที่แสดงอยู่ในระดับน้อย

คะแนนเฉลี่ย 1.00-1.49

มีการปฏิบัติหรือมีพฤติกรรมที่แสดงอยู่ในระดับน้อยที่สุด

 

3.การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลกระทบของการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูในเขตกรุงเทพมหานครแยกตามภูมิหลังโดยใช้ ANOVA

4. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายก่อนและหลังการสอบระดับชาติโดยใช้สถิติทดสอบที (t-test)

 

ข้อสรุป(summary)

ผลการวิจัย

1. ผลกระทบของการสอบระดับชาติที่มีต่อพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษา ตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานคร

1.1 พฤติกรรมการสอนของครูที่ปฏิบัติมากหลังมีนโยบายการสอบระดับชาติ 5 อันดับแรก คือ (1) ครูต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากขึ้น (ร้อยละ 64.91) (2) ครูต้องวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบมากขึ้น (ร้อยละ 54.91) (3) ครูใช้ข้อสอบ O-NET มาสอนมากขึ้น (ร้อยละ52.91) (4) ครูเตรียมเนื้อหาตามแนวข้อสอบระดับชาติในการสอน (ร้อยละ 46.36) (5) ครูต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติมมากขึ้น (ร้อยละ 42.73) 

1.2 เมื่อจำแนกตามระดับชั้นที่สอน พบว่า ครูที่สอนอยู่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, 5 และ 6 มีการวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบและคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากขึ้นไม่แตกต่างกัน และพบว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 6 เตรียมเนื้อหาตามแนวข้อสอบระดับชาติและนำข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนในห้องเรียนมากกว่าครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

1.3 เมื่อจำแนกสังกัดโรงเรียน พบว่า โดยครูสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอน วิเคราะห์โจทย์ข้อสอบและใช้ข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนในห้องเรียนมากกว่าสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

1.4 เมื่อจำแนกตามวิชาที่สอน พบว่า ครูแต่ละวิชามีต้องวิเคราะห์โจทย์ข้อสอบมากขึ้น ต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอน ต้องอ่านหนังสือเพิ่มเติมและใช้ข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานมาสอนมากขึ้นใกล้เคียงกัน ยกเว้นครูวิชาภาษาอังกฤษที่ต้องคิดวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่สอนมากกว่าวิชาไทยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา

2. การเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครกับตัวแปรภูมิหลัง

การสอบระดับชาติส่งผลกระทบให้ครูมีพฤติกรรมการสอนอยู่ในระดับมากและมีอัตราการเพิ่มขึ้นจากก่อนมีนโยบายอย่างเห็นได้ชัด ในประเด็นเรื่อง 1) ใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอน 2) สอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) 3) สอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติ 4) จัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติ 5) นำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียน 6) แนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบ ระดับชาติย้อนหลังทุกปี 7) นำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบ 8) ออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติ

2.1 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันด้านระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของผู้เรียนและสังกัดโรงเรียนต่างกัน มีความพฤติกรรมการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนต่างกันดังนี้

(1) ครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าครูชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5

(2) ครูในโรงเรียนที่ผู้เรียนมีคุณภาพสูง (พิจารณาจากร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย 61-80 %) มีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าครูในโรงเรียนที่ผู้เรียนมีคุณภาพน้อยกว่า 60 %

(3) ครูในโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.2 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันด้านระดับชั้นที่สอน ขนาดของโรงเรียน ชื่อเสียงของโรงเรียน ระดับคุณภาพของผู้เรียน และสังกัดของโรงเรียน มีพฤติกรรมการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) ต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการใช้รูปแบบการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนตั้งแต่ 1201-1999 มีการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่า โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 2000 คนขึ้นไป

(3) โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมีการสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนที่มีชื่อเสียงปานกลาง โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการสอน  แบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้         41-60% 

(4) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการสอน แบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.3 การเปรียบเทียบพฤติกรรมการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติตามตัวแปรภูมิหลัง พบว่า ครูที่มีภูมิหลังตามวิชาที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ต่างกัน มีพฤติกรรมการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติต่างกันดังนี้

(1) ครูวิชาสังคมศึกษามีการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติน้อยกว่าครูวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แต่ไม่แตกต่างกับครูวิชาคณิตศาสตร์

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61% ขึ้นไป มีการจัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 41-60%

2.4 ครูที่มีภูมิหลังต่างกันจะมีพฤติกรรมการสอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติไม่แตกต่างกัน

2.5 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) และสังกัดของโรงเรียนแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 20-40%

(2) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.6 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน  ประสบการณ์การสอน ชื่อเสียงของโรงเรียน ระดับการศึกษา ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย)  สังกัดของโรงเรียนต่างกัน มีพฤติกรรมการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 การแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) ครูที่มีประสบการณ์การสอน 21 ปีขึ้นไป มีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 1-10 ปี และครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 16-20 ปี การแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีประสบการณ์การสอนตั้งแต่ 6-10 ปี

(3) ครูที่มีการศึกษาในระดับปริญญาโทมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าครูที่มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีและเอก

(4) โรงเรียนที่มีชื่อเสียงมากมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าโรงเรียนที่ไม่มีมีชื่อเสียง/มีชื่อเสียงน้อยและโรงเรียนที่มีชื่อเสียงปานกลาง

(5) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 61-80% มีการนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้น้อยกว่า 40 %

(6) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการแนะนำให้นักเรียนทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.7 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) สังกัดของโรงเรียนที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบต่างกันดังนี้ 

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

(2) โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่า 60 % มีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้น้อยกว่า 40 %

(3) โรงเรียนในสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนมีการนำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากกว่าโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

2.8 ครูที่มีภูมิหลังตามระดับชั้นที่สอน วิชาที่สอน ระดับคุณภาพของโรงเรียน (ร้อยละของนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัย) ต่างกัน มีพฤติกรรมการสอนที่ต่างกันดังนี้

(1) ครูมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากกว่าครูระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5

(2) ครูวิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติน้อยกว่าวิชาภาษาไทย และครูวิชาคณิตศาสตร์มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของ    แบบสอบระดับชาติน้อยกว่าวิชาสังคมศึกษาด้วย

(3)โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้มากกว่า 60 % มีการออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากกว่าโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ 20-40 %

 

 

 

 

 

3. ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกรุงเทพมหานครก่อนและหลังการสอบระดับชาติ

3.1 ด้านการใช้แบบเรียน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติครูมีพฤติกรรมการใช้เอกสารประกอบการสอนที่จัดทำขึ้นเองในการสอนมากขึ้น  ใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติควบคู่กับการสอนมากขึ้น และใช้แบบเรียนใหม่จากสำนักพิมพ์อื่นๆ นอกเหนือจากที่โรงเรียนใช้การใช้แบบเรียนมากขึ้น

3.2 ด้านรูปแบบการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูมีพฤติกรรมการสอนแบบบรรยาย       (เน้นการจำ) มากขึ้น (แต่ไม่มาก) สอนแบบบูรณาการมากขึ้น สอนแบบปฏิบัติ/เน้นทักษะกระบวนการมากขึ้น และสอนแบบติว (เน้นการติวข้อสอบ) มากขึ้น

3.3 ด้านเทคนิคการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูสอนเน้นเนื้อหาสาระที่มีในข้อสอบระดับชาติมากขึ้น สอนเน้นเนื้อหาสาระตามโครงสร้างของหลักสูตรมากขึ้น (แต่ไม่มาก) เน้นการทำโจทย์แบบฝึกหัดมากขึ้น เน้นการสอนให้นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์มากขึ้น และนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียนมากขึ้น

3.4 ด้านวิธีการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูสอนครอบคลุมเนื้อหาในแบบเรียนมากขึ้น (แต่ไม่มาก) จัดทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมตามแนวข้อสอบระดับชาติมากขึ้น มีการเพิ่มเนื้อหาความรู้ให้นักเรียนมากขึ้น เพิ่มเวลาเรียนหลังเลิกเรียนมากขึ้น สอนให้นักเรียนคิดอย่างเป็นระบบ มีหลักการ มีเหตุมีผลและคิดเป็นมากขึ้น

3.5 ด้านการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูใช้แหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกโรงเรียนมากขึ้น  (แต่ไม่มาก) แนะนำแหล่งเรียนรู้/สื่อเพิ่มเติมให้กับนักเรียนไปศึกษาเองมากขึ้น แนะนำให้นักเรียนใช้คู่มือที่มีแนวข้อสอบระดับชาติประกอบการเรียนมากขึ้น และทำข้อสอบระดับชาติย้อนหลังทุกปีมากขึ้น

3.6 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูพาเด็กไปเรียนนอกห้องเรียน/ทัศนศึกษามากขึ้น นำครูกวดวิชามาสอนในโรงเรียนมากขึ้น ให้เด็กดู tutor channel ของ ศธ.มากขึ้น

 

 

3.7 ด้านการวัดและประเมินผล

หลังการกำหนดนโยบายการสอบระดับชาติ ครูออกข้อสอบโดยเน้นการคิดวิเคราะห์มากขึ้น ออกข้อสอบเน้นการจำมากขึ้น (แต่ไม่มาก) นำข้อสอบระดับชาติมาประยุกต์ใช้ในการออกข้อสอบมากขึ้น และออกข้อสอบตามรูปแบบของแบบสอบระดับชาติมากขึ้น

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

ข้อเสนอแนะ

1. ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้

1.1 ผู้วิจัยได้ศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติพบว่า ครูเน้นการสอนติวมากขึ้น และยังนำข้อสอบระดับชาติมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ซึ่งผลกระทบดังกล่าวเป็นผลกระทบทางด้านลบ ทำให้ครูมีพฤติกรรมการสอนไม่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการ หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาควรมีการชี้แจงทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมการสอนที่เน้นการติวหรือการนำข้อสอบระดับชาติมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนว่ามีข้อเสียหรือไม่ถูกต้องอย่างไร

1.2 ผลการศึกษาความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับลักษณะของข้อสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานพบว่า ข้อสอบระดับชาติเป็นข้อสอบที่การคิดวิเคราะห์ ครูจึงควรเปลี่ยนแนวการสอนเพื่อให้สอดคล้องกับข้อสอบ โดยเน้นการสอนให้เด็กมีการคิดวิเคราะห์มากขึ้น

1.3 จากผลการศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติยังพบว่า ครูส่วนหนึ่งมีความรู้สึกเครียดจากการสอบระดับชาติและนำข้อสอบระดับชาติมาสอนในห้องเรียน ดังนั้นทางสถานศึกษาจึงควรให้ขวัญและกำลังใจแก่ครู พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณให้ครูในการจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนที่จะเสริมความสามารถของครูแทนที่ครูจะนำข้อสอบมาสอนในห้องเรียน

2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

2.1 ควรมีการศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานของครูชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ และศึกษาให้ครบทั้ง 8 วิชาที่มีการสอบอีกทั้งควรศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น GAT, PAT, NT ด้วย

2.2 ควรมีการศึกษาผลกระทบของการสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานของผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง และนักเรียนด้วย

2.3 ควรมีการศึกษาปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลให้ครูมีพฤติกรรมการสอนที่นำข้อสอบระดับชาติมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนมากขึ้น

 


 

ปี 2552
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved