ผลงานวิจัย

ภัทราวดี มากมี - thaied

Current Record: ภัทราวดี มากมี

ภัทราวดี มากมี

ผลการวิจัยที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ (1) ผลการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  พบว่าในระดับบุคคลตัวบ่งชี้ทุกตัวมีความสำคัญอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยตัวบ่งชี้คุณภาพกระบวนการจัดการภายใน  มีความสำคัญมากที่สุด ในขณะที่ในระดับสาขาวิชานั้นพบว่า  ตัวบ่งชี้ที่มีความสำคัญมากที่สุดคือการบรรลุเป้าหมายตามภารกิจ  ส่วน       ตัวบ่งชี้การเป็นระบบเปิดและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน/ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมมีความสำคัญน้อยที่สุดทั้งระดับบุคคลและระดับสาขาวิชา  (2) รูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( =702.030, df = 371, p =0.000, / df = 1.892, CFI =0.980, TLI = 0.972, RMSEA = 0.030, SRMRW= 0.027,  SRMRB=0.097)  (3) ปัจจัยเชิงสาเหตุระดับบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิผล              คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ได้แก่  นโยบายและการบริหารจัดการ  การมีตำแหน่งทางวิชาการ  จำนวนปีที่ทำงานในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มากกว่า 5 ปี   และคุณลักษณะของบุคลากร  ส่วนปัจจัยระดับสาขาวิชาที่ส่งผลต่อการรับรู้ประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่   นโยบายและการบริหารจัดการ  และคุณลักษณะของบุคลากร   ทั้งนี้ชุดของตัวแปรทำนายระดับบุคคลสามารถอธิบายความแปรปรวนประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  ระดับบุคคล และระดับสาขาวิชาได้ร้อยละ 95.00 และ  91.90  ตามลำดับ         (4) รูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีความแปรเปลี่ยนด้านรูปแบบระหว่างมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและกลุ่มมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8729
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์:การประยุกต์ใช้การวิเคราะห์เชิงสาเหตุพหุระดับ
หัวข้อ(Eng) DEVELOPMENT OF A MODEL OF ORGANIZATIONAL EFFECTIVENESS MEASUREMENT FOR FACULTIES OF EDUCATION: AN APPLICATION OF MULTILEVEL CAUSAL ANALYSIS
คำสำคัญ(keyword) MEASUREMENT MODEL, ORGANIZATIONAL EFFECTIVENESS, MULTILEVEL CAUSAL ANALYSIS
ชื่อผู้วิจัย ภัทราวดี มากมี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Pattrawadee Makmee
ตำแหน่ง อาจารย์
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานที่ติดต่อ 31/2694 หมู่บ้านพฤกษา 12 ซอย 24/1 ถนนรังสิต-นครนายก คลองสาม คลองหลวง ปทุมธานี 12120
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 1 ปี 6 เดือน
ประเภท การวิจัยเชิงบรรยาย
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในฐานะที่เป็นองค์การที่มีบทบาทสำคัญโดยตรงในการผลิต และพัฒนาครูให้ได้ครูที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2559) และตามนโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลที่ได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ดังนั้น คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จึงต้องมีบทบาทและภาระงานในหลายด้านที่จะพัฒนาครูให้อยู่ในมาตรฐานวิชาชีพให้สมกับเป็น "ครูเก่ง ครูดี และมีความสุขในการสอน" ซึ่งจะต้องผลิตครูให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ คือ ต้องมีความรู้แท้ในเนื้อหาวิชาความสามารถที่ปฏิบัติได้ นอกจากนี้ต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติงานที่จะประกอบวิชาชีพและมาตรฐานการปฏิบัติตน คือ ต้องเป็นผู้ที่มีจรรยาบรรณครองคนครองงาน นอกจากนี้ยังต้องทำหน้าที่ บริการชุมชนทางวิชาการให้กับคณะครู อาจารย์ และองค์กรในท้องถิ่น เพื่อการประสานงานร่วมกันที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง อันเป็นรากฐานการพัฒนาชุมชน และท้องถิ่นอย่างยั่งยืนซึ่งหลังจากการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (ฉบับปรับปรุง) พ.ศ. 2545 ซึ่งมีสาระสำคัญ อันได้แก่ การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การบริหารโดยใช้สถานศึกษาเป็นศูนย์กลาง การประกันคุณภาพเพื่อพัฒนาคุณภาพยกระดับมาตรฐานการศึกษา การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การระดมทรัพยากรจากแหล่งต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา และการส่งเสริมให้มีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา การดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาดังกล่าวจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้จำเป็นต้องมีการระดมทรัพยากรบุคคลในชุมชน ทรัพยากรด้านงบประมาณ การเงินและทรัพย์สิน และทรัพยากรอื่นจากทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจากภาครัฐ ครอบครัว ชุมชน และสถาบันสังคม เพื่อนำมาใช้ในการจัดการศึกษาอย่างกว้างขวาง (รุ่งนภา ตั้งจิตรเจริญกุล, 2548) และตามมาตรา 62 กำหนดให้มีการตรวจสอบติดตามและวัดประสิทธิภาพและประสิทธิผล การใช้จ่ายงบประมาณในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับหลักการศึกษา แนวการจัดการศึกษา และคุณภาพมาตรฐานการศึกษา กล่าวได้ว่า รูปแบบการวิจัยที่จะตอบคำถามว่าการปฏิรูปการศึกษาประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด นั่นคือเป็นการศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลทางการศึกษาของหน่วยงานที่ดำเนินการปฏิรูปการศึกษานั่นเอง อีกทั้งรัฐบาลไทยมีนโยบายปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 โดยมีสำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการเป็นองค์กรรองรับเพื่อรับผิดชอบภารกิจ โดยจัดลำดับความสำคัญในการปฏิรูประบบราชการและจัดทำแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมโดยด่วน การปฏิรูปดังกล่าวกระทำในลักษณะองค์รวมเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบบริหารภาครัฐให้ไปสู่ “รูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่“ (new public management) ที่เน้นการทำงานโดยยึดผลลัพธ์เป็นหลักมีการวัด ผลลัพธ์และค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ให้ความรับผิดชอบต่อผู้ทำงานเพื่อประชาชน วัดผลอย่างเป็นรูปธรรมมีความโปร่งใสในการตัดสินใจ วิธีการทำงานมีความรวดเร็ว และคล่องตัวเพื่อสนอง ความต้องการของประชาชน เป็นระบบที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการตามรูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่และแผนปฏิรูประบบบริหารภาครัฐนั้น การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (result-based management) เป็นแนวทางการบริหารที่จะทำให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานให้สูงขึ้น และมีความยืดหยุ่นอย่างเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนได้อย่างทันเหตุการณ์และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นจึงจำเป็นและต้องเน้นถึงการวัดและประเมินประสิทธิผลของการดำเนินการดังกล่าวเช่นกัน

ซึ่งจากงานวิจัยที่ผ่านมาพบว่ามีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลองค์การรวมจำนวน 26 เรื่อง แบ่งเป็นต่างประเทศจำนวน 24 เรื่อง และของไทยจำนวน 2 เรื่อง ซึ่งเห็นได้ว่างานวิจัยในต่างประเทศระยะหลังเริ่มนำแนวคิดรูปแบบการบูรณาการพหุมิติ หรือ Multidimensional Integrated Model มาใช้ในการวัดประสิทธิผลองค์การต่าง ๆ ซึ่งได้แก่งานวิจัยของ Cameron (1978, 1986) Clott (1995) Kwan and Walker (2003) Sukuda (2003) Sowa, Selden and Sandfort (2004) Papadimitriou (2007) Patanakul and Milosevic (2007) และ Munthe (2008) ต่อมาในปีล่าสุด Dror (2008) ได้ใช้รูปแบบบูรณาการกรอบการวัดแบบเกณฑ์รางวัลคุณภาพ รูปแบบการบริหารคุณภาพของสมาคมยุโรป และรูปแบบสมดุล (Malcolm Baldrige National Quality Award หรือ MBNQA, European Foundation for Quality Management หรือ EFQM และ Balanced Scorecard หรือ BSC) เพื่อสร้างวิธีการที่เหมาะสมที่เป็นแนวคิดพื้นฐานของส่วนประกอบคุณภาพที่เหมาะสม (Quality Function Deployment หรือ QFD) เพื่อวัดและประเมินการปฏิบัติงานขององค์การส่วนบุคคลในภาคเอกชน ส่วนงานวิจัยในประเทศไทยล่าสุดพบว่าในปี 2549 ฤตินันท์ สมุทร์ทัย ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุแบบบูรณาการ พหุมิติของประสิทธิผลของคณะวิชาในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ได้ใช้กรอบแนวคิดของ Cameron (1978, 1986) Clott (1995) และ Kwan and Walker (2003) เป็นแนวทางในการกำหนดกรอบแนวคิด และได้นำแนวคิดรูปแบบสมดุล (Balanced Scorecard หรือ BSC) รูปแบบการบริหารคุณภาพของสมาคมยุโรป (European Foundation for Quality Management หรือ EFQM) และรูปแบบเกณฑ์รางวัลคุณภาพ (Malcolm Baldrige National Quality Award หรือ MBNQA) พัฒนาเป็นกรอบในการพัฒนารูปแบบเพื่อวัดประสิทธิผลขององค์การดังที่ได้กล่าวมา
จะเห็นได้ว่ารูปแบบการวัดที่ใช้ในงานวิจัยที่ผ่านมาทั้งประเทศไทย และต่างประเทศในเรื่องการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลองค์การส่วนใหญ่จะยังไม่มีการศึกษาประสิทธิผลองค์การที่เป็นหน่วยงานผลิตและพัฒนาครู ซึ่งได้แก่ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ซึ่งในปัจจุบันผู้วิจัยเห็นความสำคัญขององค์การผลิตและพัฒนาครู ได้แก่ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องมีการปรับตัวในด้านต่าง ๆ จากเหตุผล และความสำคัญที่ได้กล่าวมาแล้วในข้างต้น ประกอบกับความสำคัญของประสิทธิผลองค์การ ดังนั้นผู้วิจัยได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญในการศึกษาและพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลองค์การนั่นคือ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งหากมีการศึกษาในเรื่องดังกล่าว จะทำให้ได้ข้อค้นพบที่นับว่าเป็น องค์ความรู้ใหม่ อีกทั้งงานวิจัยที่ผ่านมายังไม่มีการศึกษารูปแบบการวัดโดยพิจารณาจากปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผล คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ชัดเจนโดยตรง อีกทั้งงานวิจัยเหล่านั้นมีประเด็นที่น่าสังเกตสองประการคือ ประการที่หนึ่ง มีข้อจำกัดการวิจัยเนื่องจากวิธีวิทยาการวิจัยที่ใช้มิได้คำนึงถึงสภาพความเป็นจริงขององค์การที่มีความสัมพันธ์กันเป็นระดับชั้นลดหลั่นโดยเฉพาะองค์การทางการศึกษา เช่น ระดับบุคคล ระดับสาขาวิชา ระดับคณะวิชาหรือระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งหน่วยงานในระดับสูงกว่ามีอิทธิพลต่อหน่วยงานในระดับรองลงมาตามลำดับ ทำให้ไม่สามารถระบุได้ว่าอิทธิพลดังกล่าวเกิดจากตัวแปรในระดับใดและเป็นปริมาณเท่าใด ส่วนประการที่สอง งานวิจัยโดยส่วนมากมีปัญหาในการเลือกหน่วยการวิเคราะห์ให้เหมาะสม ซึ่งหากองค์กรมีความสัมพันธ์กันในระดับลดหลั่นการเลือกวิเคราะห์เฉพาะระดับบุคคลระดับเดียว อาจจะต้องนำตัวแปรระดับอื่นมาวิเคราะห์รวมอยู่ในระดับเดียว ทำให้การประมาณค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานมีค่าน้อยกว่าความเป็นจริง ทำให้การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 1(type one error) สูงกว่าที่กำหนดหรือถ้าหากทำการวิเคราะห์ในระดับที่สูงกว่า ซึ่งต้องนำตัวแปรระดับบุคคลมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นตัวแปรระดับที่สูงกว่า จะทำให้เกิดปัญหาของการจัดกระทำตัวแปรระดับบุคคล ทำให้การประมาณค่าเกิดความลำเอียงและขาดประสิทธิภาพ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550ก) และเพื่อแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่ได้กล่าวมาทั้งหมด ในการนี้ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในบริบทของสังคมไทย โดยมุ่งศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลต่อคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ โดยแบ่งตามลักษณะของข้อมูลทางการศึกษาที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยต่าง ๆ รวมกันเป็นหน่วยของการศึกษาที่ใหญ่ขึ้น เช่น คณาจารย์เป็นหน่วยที่ซ้อนอยู่ในสาขาวิชา หรือสาขาวิชาเป็นหน่วยที่ซ้อนอยู่ในคณะวิชาฯ ดังนั้นการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จึงควรวิเคราะห์ข้อมูลแบบพหุระดับ (multilevel data) เพื่อทำให้ทราบถึงอิทธิพลต่าง ๆ ของตัวแปรในระดับต่าง ๆ กันว่ามีส่วนประกอบย่อยแต่ละส่วนแตกต่างกันอย่างไรตามระดับข้อมูล จึงจำเป็นต้องใช้เทคนิคการวิเคราะห์ที่สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูลแบบพหุระดับ ในขณะเดียวกันถ้าใช้การวิเคราะห์เชิงสาเหตุพหุระดับจะทำให้สามารถอธิบายความสัมพันธ์ของตัวแปรที่อยู่ในแต่ละระดับว่าตัวแปรตัวใดบ้างที่มีความสัมพันธ์ เชิงสาเหตุต่อกันทั้งทางตรงและทางอ้อมกับประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เพื่อนำแนวทางดังกล่าวไปใช้กำหนดนโยบายในระดับสาขาวิชา และระดับคณะวิชาต่อไปได้ และเห็นว่ารูปแบบการวัดประสิทธิผลที่จะพัฒนาขึ้นดังกล่าวนั้นจะเป็นรูปแบบที่มีความทันสมัย และทันต่อสถานการณ์ทางการศึกษาของไทย และสามารถนำไปใช้อ้างอิงในการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลของ คณะวิชาอื่น ๆ ในระดับอุดมศึกษาหรือระดับอื่นได้ต่อไป ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ประยุกต์ใช้การวิเคราะห์เชิงสาเหตุพหุระดับซึ่งใช้แนวทางการพัฒนารูปแบบปทัสถาน (normative) คือศึกษาแนวคิด ทฤษฎี หลักการวิเคราะห์เชิงเหตุผลและสภาพจริงขององค์การที่ศึกษาและนำมากำหนดเป็นขอบเขตเพื่อพัฒนารูปแบบการศึกษากับกลุ่มผู้เกี่ยวข้อง (stakeholder) ทั้งระบบหรือรวบรวมข้อมูลจากผู้ประเมินหลายกลุ่ม (multi-group evaluators) ตามหลักการวัดและประเมินแนวใหม่ (ศิริชัย กาญจนวาสี, 2550ค) เพื่อศึกษาถึง ตัวแปรที่เป็นสาเหตุหรือมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลองค์การตามแนวคิดของ Steers (1977) Birnbaum (1992) Simmons (1993) Judge (1994) Gibson, lvancevich and Donnelly (2000) และ Rosser Johnsrud and Heck (2003) ที่ประกอบด้วย ภูมิหลังของผู้ให้ข้อมูล ลักษณะขององค์การ ลักษณะของสภาพแวดล้อมภายใน ลักษณะของบุคคลในองค์การ และนโยบายและการบริหารจัดการมาศึกษาประสิทธิผลในระดับบุคคลและระดับสาขาวิชา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการบริหารองค์การได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อประสิทธิผลขององค์การ อีกทั้งได้นำเอารูปแบบบูรณาการพหุมิติ ที่ได้จากงานวิจัยของ Cameron (1978, 1986) Clott (1995) Kwan and Walker (2003) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีการวัดและประเมินประสิทธิผลของสถาบันอุดมศึกษาจากตัวบ่งชี้แบบพหุมิติและได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนนาดา รวมทั้งใช้รูปแบบบูรณาการจากกรอบการวัดแบบเกณฑ์รางวัลคุณภาพ รูปแบบการบริหารคุณภาพของสมาคมยุโรป และรูปแบบสมดุล (Malcolm Baldrige National Quality Award หรือ MBNQA, European Foundation for Quality Management หรือ EFQM และ Balanced Scorecard หรือ BSC) จากงานวิจัยของ Dror (2008) มาใช้พัฒนาเป็นรูปแบบบูรณาการพหุมิติ โดยมีการปรับปรุงเพื่อให้เหมาะกับบริบทของสถาบันอุดมศึกษาของไทย นำมาซึ่งความสำเร็จของ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในการที่จะตอบสนองความต้องการของสังคมและดำรงอยู่ด้วยศักยภาพที่มั่งคงและสามารถปรับตัวได้อย่างทันต่อสถานการณ์ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงของประสิทธิผลได้ตลอดเวลาต่อไป โดยคาดว่าผลการวิจัยจะเป็นแนวทางการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ดีสำหรับใช้ในการวัดประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้อย่างเหมาะสม อันจะเป็นกลไกสำคัญที่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และการดำเนินการตามภารกิจของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ และนานาชาติของระดับอุดมศึกษารวมถึงเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาไทยต่อไป

แนวคิด(concept) รูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของ Cameron (1978, 1986) Clott (1995) Kwan and Walker (2003) ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีการวัดและประเมินประสิทธิผลของสถาบันอุดมศึกษาจากตัวบ่งชี้แบบพหุมิติและได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางในประเทศสหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย แคนนาดา รวมทั้งใช้รูปแบบบูรณาการจากกรอบการวัดแบบเกณฑ์รางวัลคุณภาพ รูปแบบการบริหารคุณภาพของสมาคมยุโรป และรูปแบบสมดุล (Malcolm Baldrige National Quality Award หรือ MBNQA, European Foundation for Quality Management หรือ EFQM และ Balanced Scorecard หรือ BSC)
วัตถุประสงค์(objective)

            1.เพื่อพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย  

            2.เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุระดับบุคคล และระดับสาขาวิชา  ที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย

            3.เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของรูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับของประสิทธิผล คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  และกลุ่มมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ

 

สมมุติฐาน(assumption)

               1. รูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เชิงสาเหตุพหุระดับที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์

                2. ตัวแปรปัจจัยระดับบุคคล และระดับสาขาวิชาสามารถทำนายการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

                3. รูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีความไม่แปรเปลี่ยนในรูปแบบระหว่างกลุ่มประชากรที่ศึกษาระหว่างกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ และมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ศึกษา

 

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงบรรยาย (descriptive research) เพื่อพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์: การประยุกต์ใช้การวิเคราะห์         เชิงสาเหตุพหุระดับ    โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญสามประการ     ประการแรกเพื่อพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย   ประการที่สองเพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุระดับบุคคล และระดับสาขาวิชาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย และประการที่สามเพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของรูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับของประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล และกลุ่มมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐบาล  การดำเนินการวิจัยแบ่งเป็นสองระยะ ได้แก่

            ระยะที่หนึ่งเป็นระยะการพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัย   พัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยประยุกต์ตามแนวทางการวัดแบบบูรณาการพหุมิติระหว่าง Cameron model  Clott  model   Kwan and Walker model  Balanced Scorecard model The EFQM Excellence model และ MBNQA Excellence model  ตามวัตถุประสงค์การวิจัย  ข้อ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย  

           ระยะที่สอง การทดลองใช้รูปแบบ ฯ ในภาคสนามด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และทดสอบความไม่แปรเปลี่ยน  ระยะนี้จะทดลองใช้รูปแบบฯ  โดยศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุพหุระดับ    ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างตัวแปรในรูปแบบการวัดประสิทธิผล  และทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย และสรุปผลการวิจัย ตามวัตถุประสงค์ ข้อ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยเชิงสาเหตุระดับบุคคล และระดับสาขาวิชาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์ในประเทศไทย  และข้อ 3) เพื่อทดสอบความไม่แปรเปลี่ยนของรูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับของประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ระหว่างกลุ่มมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล และกลุ่มมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐบาล

 

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

การสุ่มเลือกกลุ่มตัวอย่าง   ในที่นี้ประชากร ได้แก่ คณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนทุกระดับในแต่ละมหาวิทยาลัย  เมื่อพิจารณาจากการหาค่าเฉลี่ยของการคำนวณกลุ่มตัวอย่างตามวิธีการคำนวณกลุ่มตัวอย่างสำหรับการประมาณค่าของค่าเฉลี่ยเมื่อยอมให้เกิดความคลาดเคลื่อนที่ระดับ  ±15 % ที่ระดับความเชื่อมั่น 90% ของศิริชัย  กาญจนวาสี (2550) โดยการเปิดตารางได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำแต่ละสถาบัน ๆ ละ 65 คน   ผู้วิจัยจึงได้วางแผนการสุ่มกลุ่มตัวอย่างพบว่าได้ขนาดกลุ่มตัวอย่างสถาบันละ 96  คน  ผู้วิจัยได้ดำเนินการสุ่มดังนี้ 1) เลือกมหาวิทยาลัยที่มี คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มาเป็นกลุ่มตัวอย่างจำนวน 11 สถาบัน ๆ ละ 12 สาขาวิชา  ได้ทั้งหมด 132 สาขาวิชา  โดยผู้วิจัยเลือกเฉพาะสาขาวิชาที่มีคณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุนจำนวน 8 คนขึ้นไป      2) สุ่มกลุ่มตัวอย่างผู้ให้ข้อมูลได้มาโดยวิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น (stratified  random sampling)  โดยใช้ตำแหน่งเป็นเกณฑ์ในการแบ่งชั้น  หลังจากนั้นให้หัวหน้าสาขาวิชาดำเนินการสุ่มอาจารย์ประจำและบุคลากรสายสนับสนุนจากแต่ละสาขาวิชาด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (simple  random sampling) ประกอบด้วย  หัวหน้าสาขาวิชา  1 คน  อาจารย์ประจำ  5 คน  และบุคลากรสายสนับสนุน 2 คน  รวมจำนวนสาขาวิชาละ  8  คน  รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 1,056  คน

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรในการวิจัย แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มคือ ตัวแปรทำนายระดับบุคคลและระดับสาขาวิชา  และตัวแปรตามประสิทธิผลการดำเนินงานตามภารกิจของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  รายละเอียดของตัวแปรแต่ละประเภทเป็นดังนี้

            3.1 ตัวแปรทำนายระดับบุคคล  (individual  level predictor variables) และ     ตัวแปรทำนายระดับสาขาวิชา  (field level predictor variables)

                   3.1.1 ตัวแปรสังเกตได้ ได้แก่ ภูมิหลังผู้ให้ข้อมูล:  คณาจารย์ และบุคลากรสายสนับสนุน

                                    3.1.1.1 เพศของผู้ให้ข้อมูล

                                    3.1.1.2 ตำแหน่งทางวิชาการ

                                    3.1.1.3 จำนวนปีที่ทำงานในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ 

             ส่วนตัวแปรแฝงทั้ง 4  ตัวใช้ทำนายทั้งในระดับบุคคล และระดับสาขาวิชา ซึ่งได้แก่

                        3.1.2 ตัวแปรแฝงลักษณะขององค์การ  วัดจากตัวแปรสังเกตได้ 2 ตัว ได้แก่                     1) โครงสร้างขององค์การ และ 2) สภาพการใช้เทคโนโลยี 

                        3.1.3 ตัวแปรแฝงคุณลักษณะของบุคลากร  วัดจากตัวแปรสังเกตได้ 2 ตัว ได้แก่      1) ความผูกพันต่อองค์การ   และ 2) ความเป็นนักวิชาการ  

                        3.1.4 ตัวแปรแฝงลักษณะสภาพแวดล้อมภายใน  วัดจากตัวแปรสังเกตได้     2 ตัว ได้แก่ 1) วัฒนธรรมขององค์การ   และ 2) บรรยากาศขององค์การ

                      3.1.5  ตัวแปรแฝงนโยบายและการบริหารจัดการ  วัดจากตัวแปรสังเกตได้ 5  ตัว ได้แก่  1) ภาวะผู้นำ  2) นโยบายและการวางแผนกลยุทธ์   3) การติดต่อสื่อสาร  4) กระบวนการบริหารการเงิน และ 5) กระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล

                3.2 ตัวแปรตาม หรือตัวแปรผล คือ ประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แบ่งเป็น  2 ระดับ ได้แก่ ประสิทธิผลในระดับบุคคล  และประสิทธิผลในระดับสาขาวิชาในคณะ    ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  

คำนิยาม(defination)

คำจำกัดความที่ใช้ในการวิจัย

          เพื่อให้เป็นที่เข้าใจตรงกัน คำจำกัดความสำหรับงานวิจัยมีดังต่อไปนี้

            คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ หมายถึง หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการผลิตครู  อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา   ได้แก่ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่เปิดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  จำนวนมหาวิทยาลัย  4  สถาบัน  ได้แก่  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยบูรพา  และมหาวิทยาลัยทักษิณส่วนมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ จำนวน 7 สถาบัน ได้แก่  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์           

            ประสิทธิผล  หมายถึง  การดำเนินงานได้สำเร็จตามเป้าหมาย หรือ วัตถุประสงค์ที่กำหนดขององค์กร หรือระดับความสำเร็จในการดำเนินงานขององค์กรตามเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดขึ้น

          ประสิทธิผลองค์การ หมายถึง ความสามารถขององค์การในการบรรลุเป้าหมายที่หลากหลายโดยองค์การกำหนดไว้ และสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ  มีความผูกพันต่อองค์การ   และการพัฒนาเพื่อความอยู่รอดขององค์การ

            ประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  หมายถึง ระดับความสำเร็จในการดำเนินงานของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ตามการรับรู้กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในภาพรวมที่ครอบคลุมภารกิจของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ซึ่งได้แก่ การเรียนการสอน การวิจัย  การบริการวิชาการ และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม  โดยมีตัวบ่งชี้ที่แสดงถึงประสิทธิผลของครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  จำนวน 9  ตัวบ่งชี้ ได้แก่  1) ความพึงพอใจในการศึกษาของนิสิต/นักศึกษาและ ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย   2)  การพัฒนาด้านวิชาการและบุคลิกภาพของนิสิต/นักศึกษา  3)  ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของบุคลากร  คณาจารย์และผู้บริหาร   4) การพัฒนาวิชาชีพและคุณภาพของคณาจารย์ 5) การเป็นระบบเปิดและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน/ผลที่เกิดขึ้นกับสังคม 6) ความสามารถในการได้มาและจัดหาทรัพยากร/การเงิน  7) การบรรลุจุดมุ่งหมายตามภารกิจ   8) คุณภาพกระบวนการจัดการภายใน  และ  9)  การเรียนรู้และการพัฒนา

            ผู้บริหารคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ระดับนโยบาย หมายถึง  ผู้ดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งบริหารในคณะฯ  ระดับสูง (คณบดี/รองคณบดี/ผู้ช่วยคณบดี/ผู้อำนวยการ หรือเทียบเท่า)  ระดับกลาง (หัวหน้าภาควิชา/ หัวหน้าสาขา/หัวหน้าแผนก หรือเทียบเท่า) ระดับต้น (หัวหน้าฝ่าย/หัวหน้างาน หรือเทียบเท่า)

                มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  หมายถึง สถาบันอุดมศึกษาที่เป็นนิติบุคคลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา มีการตัดสินใจสิ้นสุดที่ระดับสภามหาวิทยาลัยมากที่สุด แยกการตัดสินใจและวินิจฉัยด้านการบริหารและวิชาการระดับสูงออกจากกัน เน้นการบริหารในรูปคณะบุคคลในแต่ละระดับใช้ระบบรวมบริการแต่แยกภารกิจ มีระบบการเงินคล่องตัว ตรวจสอบได้ภายหลังจากการเงินให้เป็นรูปเงินก้อน (Block grant) และมีอำนาจปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้จัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยได้  ทั้งนี้รายได้ของมหาวิทยาลัยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังและรัฐพึงจัดสรรงบประมาณให้เท่าที่จำเป็น ทั้งนี้จะมีอิสระ (Autonomy) อย่างน้อย 3 นัย คือ อิสระในการบริหารจัดการทางวิชาการ อิสระในการบริหารงานบุคคล และอิสระในการบริหารการเงิน แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์หลักของรัฐ และหลักการบริหารจัดการที่ดี เช่น จะต้องเป็นระบบที่ตรวจสอบได้ ทั้งโดยการตรวจสอบภายในที่จะต้องมีความเข้มงวดมากกว่าระบบราชการ และโดยหน่วยงานสาธารณะ เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) หรือสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) เป็นต้น  ทั้งนี้ได้แก่  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยบูรพา  และมหาวิทยาลัยทักษิณ

            ตัวแปรเชิงสาเหตุพหุระดับ หมายถึง ตัวแปรต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลทางตรงหรือทางอ้อมที่ทำให้ระดับความมีประสิทธิผลต่อคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เปลี่ยนแปลงประกอบด้วย            1) ลักษณะขององค์การ  2) ลักษณะสภาพแวดล้อมภายใน   3) คุณลักษณะของบุคลากร  และ   4) นโยบายและการบริหารจัดการ  โดยแบ่งเป็น 2 ระดับ  ได้แก่ ระดับบุคคล  และระดับสาขาวิชา    ดังรายละเอียดต่อไปนี้

            ปัจจัยระดับบุคคล หมายถึง  ลักษณะส่วนบุคคลและองค์ประกอบของบุคคลในคณะ    ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีผลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ตามการรับรู้ของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล   และปัจจัยระดับสาขาวิชา หมายถึง องค์ประกอบของสาขาวิชาภายใน      คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่มีผลต่อประสิทธิผลของสาขาวิชา ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิผลของ          คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ตามการรับรู้ของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้

                        1. ลักษณะขององค์การ ประกอบด้วย

                                    1.1โครงสร้างขององค์การ หมายถึง การจัดแบ่งฝ่ายงานที่รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่าย โดยให้มีความคล่องตัวในการประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ความสัมพันธ์เป็นไปในลักษณะที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ การกระจายอำนาจในการตัดสินใจแก่บุคลากร และมีการบรรยายบทบาทและลักษณะงานอย่างชัดเจน

                                    1.2 สภาพการใช้เทคโนโลยี หมายถึง สภาพการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารงาน การบริการทางวิชาการ การจัดการเรียนการสอนของสาขาวิชา  ในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์อย่างเหมาะสมมีความครอบคลุมประเภทต่าง ๆ ของเทคโนโลยีทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ มีความทันสมัยและเพียงพอ

                        2. ลักษณะสภาพแวดล้อมภายใน ประกอบด้วย                               

                                    2.1 วัฒนธรรมขององค์การ หมายถึง แบบแผนของความเชื่อ บรรทัดฐานและค่านิยมที่บุคลากรในสาขาวิชายึดถือเป็นแนวปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งได้จากการสร้างวัฒนธรรม   การถ่ายทอดวัฒนธรรมและการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรม                                   

                                    2.2 บรรยากาศขององค์การ หมายถึง สภาพการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคลากรภายในของสาขาวิชา   การมีความสัมพันธ์และติดต่อกันอย่างไม่เป็นทางการ มีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน การส่งเสริมสนับสนุนต่อกัน  และมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคลากร

                        3. คุณลักษณะของบุคลากร ประกอบด้วย

                                    3.1 ความเป็นนักวิชาการ หมายถึง  ผู้ที่แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง แล้วปรับให้เข้ากับวิชาชีพของตัวเองให้พัฒนาไปสู่เป้าหมาย  มีความสามารถในการแก้ปัญหาในทุกๆ สถานการณ์ ทันต่อเหตุการณ์และนำมาซึ่งความพอใจโดยรวมรวมทั้งมีความรู้  และนำเอาเทคโนโลยีการบริหารจัดการสมัยใหม่มาใช้ในองค์กรอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

                                    3.2 ความผูกพันต่อองค์การ หมายถึง ความรู้สึกของบุคลากรที่มีต่อ            สาขาวิชาในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในการสะท้อนถึงการยอมรับในการเป็นส่วนหนึ่งและมีความปรารถนา ความเต็มใจ ที่จะร่วมกันปฏิบัติงานเพื่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของ                 คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์    

                        4. นโยบายและการบริหารจัดการ ประกอบด้วย

                                    4.1ภาวะผู้นำ หมายถึง การใช้ภาวะผู้นำของผู้บริหารในการบริหาร         ของสาขาวิชาเป็นการแสดงออกถึง ความมีวิสัยทัศน์ ความสามารถในการตัดสินใจ    การสร้างแรงจูงใจแก่บุคลากร การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง

                                    4.2นโยบายและการวางแผนกลยุทธ์  หมายถึง ลักษณะการบริหารของสาขาวิชาที่ใช้กระบวนการบริหารเชิงกลยุทธ์ ประกอบด้วย การวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การกำหนด       กลยุทธ์และการปฏิบัติตามกลยุทธ์

                                    4.3 การติดต่อสื่อสาร หมายถึง การใช้เทคนิค วิธีการ และช่องทางในการสื่อสารของสาขาวิชาโดยบุคลากรได้รับข้อมูลข่าวสารได้อย่างครบถ้วนและสอดคล้องตรงกันเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  

                                    4.4 กระบวนการบริหารการเงิน หมายถึง ความสามารถของภาควิชาฯ ในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านการใช้จ่าย  โดยการปรับกลยุทธ์การปฏิบัติงาน  การพัฒนาคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  

                                    4.5 กระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล หมายถึง ความสามารถของสาขาวิชาในการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมด้านบุคลากร การวางแผนอัตรากำลัง การสรรหา และการธำรงรักษาบุคลากร    

            รูปแบบการวัดประสิทธิผล หมายถึง  ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างตัวบ่งชี้ของตัวแปรตาม หรือตัวแปรผล 2 ระดับ คือ ประสิทธิผลของบุคคล  และประสิทธิผลของสาขาวิชาฯ กับตัวแปรสาเหตุ  เป็นรูปแบบที่สามารถค้นหาเหตุผลได้หลายมิติ กับการรวบรวมการวัดผลหลายด้านเข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถใช้ตัวแปรอื่นนอกเหนือจากจำนวนผู้รับบริการเพียงอย่างเดียว  ไม่เน้นผลระยะสั้นให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าขององค์การเน้นความสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์การมากขึ้นคำนึงถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (stakeholder) ทั้งระบบหรือรวบรวมข้อมูลจากผู้ประเมินหลายกลุ่ม (multi-group evaluators)  และใช้การวัดผลแบบบูรณาการ (integrated) โดยเกิดจากการบูรณาการตัวบ่งชี้ของรูปแบบ MBNQA Excellence model  The EFQM Excellence model   Balanced Scorecard model Cameron model   Clott  model   และ Kwan and  Walker model  

 

 

เครื่องมือ(tool)

     เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ แบบสอบถามประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ จำนวน  1  ฉบับ คือ   แบบสอบถามสำหรับหัวหน้าสาขา  คณาจารย์   และบุคลากรสายสนับสนุน  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  ผู้วิจัยทำการพัฒนาแบบสอบถามที่ใช้ในการวัดประสิทธิผลในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  แบ่งเป็น  3  ตอน  แบ่งเป็น ตอนที่ 1 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของคณาจารย์มีลักษณะเป็นแบบสอบตรวจสอบรายการและเติมคำ ตอนที่ 2 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับ   ตัวแปรที่มีอิทธิพล หรือส่งผลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ตามการรับรู้ของคณบดีครอบคลุมตัวแปรสังเกตได้  คือ   โครงสร้างขององค์การ  สภาพการใช้เทคโนโลยี        ความผูกพันต่อองค์การความเป็นนักวิชาการ     วัฒนธรรมขององค์การ   บรรยากาศขององค์การ     ภาวะผู้นำ    นโยบายและการวางแผนกลยุทธ์    การติดต่อสื่อสาร  กระบวนการบริหารการเงิน  และกระบวนการบริหารทรัพยากรบุคคล  แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า 5  ระดับ  และตอนที่ 3  เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ตามการรับรู้เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับประสิทธิผลของคณะฯ   ครอบคลุมตัวแปรสังเกตได้  9 ตัวแปร คือ ความพึงพอใจในการศึกษาของนักศึกษาและผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย     การพัฒนาด้านวิชาการของนักศึกษา  ความ      พึงพอใจในการปฏิบัติงานของคณาจารย์และผู้บริหาร   การพัฒนาวิชาชีพและคุณภาพของคณาจารย์    การเป็นระบบเปิดและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน/ผลที่เกิดขึ้นกับสังคม   ความสามารถในการจัดหาทรัพยากร/การเงิน    การบรรลุเป้าหมายตามภารกิจ    กระบวนการจัดการภายใน  และการเรียนรู้และการพัฒนา  แบบสอบถามมี 2 ลักษณะคือ เป็นแบบมาตรประมาณค่า  5  ระดับ และเป็นแบบเติมคำ

 

 

 

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

                  ภายหลังจากได้รับอนุญาตให้เก็บรวบรวมข้อมูลรวมทั้งชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหัวข้อและวัตถุประสงค์การวิจัยกับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ  4 แห่ง และมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ  7 แห่ง ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และจัดทำบัญชีรายชื่อกลุ่มตัวอย่างเรียบร้อยแล้ว ได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนมีนาคม 2552 ถึงเดือนตุลาคม  2552   เพื่อให้สามารถควบคุม ป้องกันความคลาดเคลื่อนจากการสนองตอบและให้มีอัตราการตอบมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในการออกแบบการเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยได้ดำเนินการตามแนวทางการส่งแบบสอบถามของ Dillman (2000) ที่ได้อ้างตามแนวทางทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม (social change theory) ซึ่งมี 3 ขั้นตอนดังนี้

 

 

          ขั้นตอนแรก การจัดส่งแบบสอบถาม

            1.1 ขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลจากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และขอบัญชีรายชื่อหัวหน้าสาขา  คณาจารย์และบุคลากรสายสนับสนุน

            1.2 คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างจัดทำหนังสือนำถึงกลุ่มตัวอย่างเพื่อขอความอนุเคราะห์และให้ความร่วมมือในการวิจัย

            1.3 ผู้วิจัยแนบหนังสือนำของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์และของผู้วิจัยไปกับแบบสอบถามเพื่อขอความอนุเคราะห์ในการตอบแบบสอบถาม โดยเนื้อหาในหนังสือนำเป็นลักษณะการสร้างแรงจูงใจให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการวิจัยครั้งนี้ รวมทั้งให้ความมั่นใจว่าการให้ข้อมูลถือเป็นความลับไม่เกี่ยวข้องกับการวัดคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เป็นรายบุคคล ตลอดจนการนำเสนอผลการวิจัยจะเป็นภาพรวมในส่วนของการจ่าหน้าซองและในหนังสือนำทุกฉบับได้ระบุชื่อและตำแหน่งของผู้รับตามบัญชีรายชื่อที่ได้มาเพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ต่อผู้ตอบแบบสอบถามทุกคน และได้กำหนดรหัสของผู้ตอบแบบสอบถามเพื่อประโยชน์ในการติดตามแบบสอบถามคืน

            1.4 การส่งแบบสอบถามกลับคืน มี 3 วิธีคือ คือ วิธีที่หนึ่ง  ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ พร้อมจัดซองติดตราไปรษณียากรไว้เรียบร้อยเพื่อให้ส่งกลับถึงตัวผู้วิจัยเมื่อตอบแบบสอบถามแล้ว  วิธีที่สอง ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์และรับกลับด้วยตนเองสำหรับสถาบันที่สะดวกในการเดินทาง  และวิธีที่สาม ผู้ช่วยนักวิจัยเป็นผู้ดำเนินการส่งแบบสอบถามและรับกลับคืนมาให้นักวิจัย

            ขั้นตอนที่สอง การติดตามแบบสอบถามครั้งที่หนึ่ง

            ภายหลังจากส่งแบบสอบถาม เมื่อไม่ได้รับคืนภายใน  4  สัปดาห์ ได้ดำเนินการติดตามแบบสอบถามคืน 2 ทางคือ ทางโทรศัพท์และทางจดหมาย โดยขอความกรุณาในเชิงขอร้องให้ตอบแบบสอบถามและขอขอบคุณล่วงหน้า พร้อมทั้งแจ้งว่าสาเหตุที่ส่งมาใหม่เนื่องจากฉบับที่ส่งมาให้แล้วอาจไม่ถึงมือผู้รับหรือหากยังไม่ได้รับยินดีจัดส่งให้ใหม่ ในการติดตามแบบสอบถามกลับคืนครั้งที่หนึ่ง ผู้วิจัยได้รับกลับมาจำนวน 326 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 27.77  ของจำนวนที่ส่งทั้งหมด

          ขั้นตอนที่สาม การติดตามแบบสอบถามครั้งที่สอง

            ภายหลังจากติดตามแบบสอบถามครั้งที่หนึ่ง เมื่อไม่ได้รับคืนภายใน 4  สัปดาห์ ผู้วิจัยได้จัดส่งแบบสอบถามไปให้ใหม่พร้อมจดหมายนำและมอบของที่ระลึกสำหรับการตอบแบบสอบถามหรือถ้าหากมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ได้ดำเนินการติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมทางโทรศัพท์เพื่อให้มีอัตราการตอบกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของข้อมูล โดยในจดหมายนำได้ระบุด้วยข้อความสุภาพเชิงขอร้องว่า ข้อมูลที่ขาดหายไปนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสรุปผลการวิจัยและการใช้สถิติขั้นสูง ผลจากการติดตามแบบสอบถามครั้งที่สองผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามกลับเพิ่มขึ้นอีก  258  ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 21.98  ของจำนวนที่ส่งทั้งหมด

            ขั้นตอนที่สี่ การติดตามแบบสอบถามครั้งที่สาม

                ภายหลังจากติดตามแบบสอบถามครั้งที่สอง เมื่อไม่ได้รับคืนภายใน  4  สัปดาห์ ผู้วิจัยได้เดินทางไปยังคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ที่ยังได้ข้อมูลกลับคืนมาค่อนข้างน้อยด้วยตนเอง พร้อมแบบสอบถาม  จดหมายนำและมอบของที่ระลึกสำหรับการตอบแบบสอบถามหรือถ้าหากมีข้อมูลไม่สมบูรณ์ได้ดำเนินการติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมทางโทรศัพท์เพื่อให้มีอัตราการตอบกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพของข้อมูล โดยในจดหมายนำได้ระบุด้วยข้อความสุภาพเชิงขอร้องว่า ข้อมูลที่ขาดหายไปนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสรุปผลการวิจัยและการใช้สถิติขั้นสูง ผลจากการติดตามแบบสอบถามครั้งที่สองผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามกลับเพิ่มขึ้นอีก  413  ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 35.18  ของจำนวนที่ส่งทั้งหมด รวมแบบสอบถามที่ได้รับคืนทั้งหมด 997 ฉบับ (ร้อยละ 84.92) แต่เป็นแบบสอบถามที่ใช้ได้ 991 ฉบับ (ร้อยละ 84.41) รายละเอียดจำนวนแบบสอบถามที่ส่งและอัตราการตอบกลับ

การวิเคราะห์(analysis)

การวิเคราะห์ข้อมูล

       เพื่อให้ข้อมูลมีความพร้อมสำหรับการวิเคราะห์ ก่อนวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยได้ดำเนินการบรรณาธิกรณ์ข้อมูล จัดการกับข้อมูลขาดหาย และรวมค่าข้อมูล รายละเอียดเป็นดังนี้

                การบรรณาธิกรณ์ข้อมูล (editing) เป็นการตรวจสอบทุกรายการในเครื่องมือว่า ข้อมูลมีความครบถ้วนสมบูรณ์หรือไม่ พบว่าจากอัตราการตอบกลับทั้งสิ้น 997 ชุด                      มีแบบสอบถามที่ข้อมูลขาดหายมากกว่า 10% จำนวน 6  ชุด ทั้งนี้ถ้าหากมีข้อมูลขาดหายมากกว่า 10% จะไม่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งเป็นเกณฑ์ทั่วไปที่ยอมรับได้ (Palardy, G. J., 2003)

               การจัดการกับข้อมูลขาดหาย (missing data) กรณีที่ข้อมูลขาดหายอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ผู้วิจัยได้แทนค่าข้อมูลขาดหายด้วยค่าเฉลี่ย (replace by mean) จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่มีลักษณะใกล้เคียงกับผู้ให้ข้อมูลที่มีข้อมูลนั้นขาดหาย และเพื่อให้สามารถสรุปอ้างอิงผลการวิจัยไปยังประชากรเป้าหมายได้อย่างมั่นใจ ได้ทำการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนและหลังการแทนค่าสูญหายโดยใช้ t-test ทดสอบ เมื่อไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงดำเนินการนำข้อมูลที่มีการแทนค่าขาดหายไปวิเคราะห์ต่อไป สำหรับการแทนค่าขาดหายด้วยค่าเฉลี่ยผู้วิจัยใช้สำหรับการวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS 16.0 for Windows และ Mplus 5.21 นั้นได้แทนค่าข้อมูลขาดหายด้วยการประมาณค่าความเป็นไปได้สูงสุด (maximum likelihood) ที่โปรแกรมจะคำนวณให้โดยใช้คำสั่ง  MISSING ARE ALL (-999)  ซึ่งจะประมาณค่าได้ถูกต้องกว่า (Muthén & Muthén, 2008)

              การรวมค่าข้อมูล (data aggregation) เนื่องจากข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้เป็นข้อมูลระดับบุคคล และในจำนวนนี้มีข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลสาขาวิชาที่ผู้วิจัยต้องการนำมาวิเคราะห์เป็นข้อมูลในระดับสาขาวิชา ดังนั้นผู้วิจัยต้องนำข้อมูลมารวมค่า (data aggregation) โดยใช้ค่าเฉลี่ยของระดับบุคคลมาเฉลี่ยเป็นค่าของตัวแปรเดิมในระดับสาขาวิชา วิธีการรวมค่าข้อมูลดำเนินการโดยใช้โปรแกรม SPSS 16.0 for Windows คำสั่ง aggregate ซึ่งจะได้ตัวแปรประสิทธิผลในรูปค่าเฉลี่ยของตัวแปรเดิมที่คำนวณจากแต่ละบุคคลในแต่ละสาขาวิชา ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์จะมีขนาดกลุ่มตัวอย่างเท่ากับจำนวนสาขาวิชาและถือเป็นข้อมูลระดับสาขาวิชา

                เมื่อข้อมูลมีความพร้อมที่จะวิเคราะห์แล้ว ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีทางสถิติต่าง ๆ ใน 3 ลักษณะคือ (1) การวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น (2) การวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบข้อตกลงเบื้องต้นของสถิติ และ (3) การวิเคราะห์เพื่อตอบปัญหาวิจัย

ข้อสรุป(summary)

ผลการวิจัยที่สำคัญสรุปได้ดังนี้ (1) ผลการพัฒนารูปแบบการวัดประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  พบว่าในระดับบุคคลตัวบ่งชี้ทุกตัวมีความสำคัญอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยตัวบ่งชี้คุณภาพกระบวนการจัดการภายใน  มีความสำคัญมากที่สุด ในขณะที่ในระดับสาขาวิชานั้นพบว่า  ตัวบ่งชี้ที่มีความสำคัญมากที่สุดคือการบรรลุเป้าหมายตามภารกิจ  ส่วน       ตัวบ่งชี้การเป็นระบบเปิดและปฏิสัมพันธ์กับชุมชน/ผลที่เกิดขึ้นกับสังคมมีความสำคัญน้อยที่สุดทั้งระดับบุคคลและระดับสาขาวิชา  (2) รูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( =702.030, df = 371, p =0.000, / df = 1.892, CFI =0.980, TLI = 0.972, RMSEA = 0.030, SRMRW= 0.027,  SRMRB=0.097)  (3) ปัจจัยเชิงสาเหตุระดับบุคคลที่ส่งผลต่อประสิทธิผล              คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ  ได้แก่  นโยบายและการบริหารจัดการ  การมีตำแหน่งทางวิชาการ  จำนวนปีที่ทำงานในคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มากกว่า 5 ปี   และคุณลักษณะของบุคลากร  ส่วนปัจจัยระดับสาขาวิชาที่ส่งผลต่อการรับรู้ประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่   นโยบายและการบริหารจัดการ  และคุณลักษณะของบุคลากร   ทั้งนี้ชุดของตัวแปรทำนายระดับบุคคลสามารถอธิบายความแปรปรวนประสิทธิผลคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์  ระดับบุคคล และระดับสาขาวิชาได้ร้อยละ 95.00 และ  91.90  ตามลำดับ         (4) รูปแบบเชิงสาเหตุพหุระดับประสิทธิผลองค์การสำหรับคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มีความแปรเปลี่ยนด้านรูปแบบระหว่างมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐและกลุ่มมหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

ข้อเสนอแนะ

          1. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในภาพรวม

                1.1 จากผลการวิจัยที่พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทั้งระดับบุคคล และระดับสาขาวิชามากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม คือ ปัจจัยด้านนโยบายและการบริหารจัดการ ที่ประกอบด้วย  ภาวะผู้นำ  กระบวนการการบริหารการเงินนโยบายและการวางแผนกลยุทธ์  กระบวนการการบริหารทรัพยากรบุคคล   และการติดต่อสื่อสาร    และดังนั้นหากคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ต้องการที่จะพัฒนาประสิทธิผลควรเร่งปรับปรุงเกี่ยวกับ นโยบายและการบริหารจัดการ

ปี 2552
ผู้วิจัยร่วม รองศาสตราจารย์ ดร. ศิริเดช สุชีวะ
ผู้วิจัยร่วม(Eng) ASSOC. PROF. SIRIDEJ SUJIVA,Ph.D.
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved