ผลงานวิจัย

นางสาวประดับ บุญธรรม - thaied

Current Record: นางสาวประดับ บุญธรรม

นางสาวประดับ บุญธรรม

วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ1)ศึกษาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2)ศึกษาการบริหารจัดการและการสนับสนุนระบบและ3)ศึกษาผลการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน วิธีวิจัยเป็นเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา รวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและแบบเจาะลึก การสนทนากลุ่ม การศึกษาเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลจากเนื้อหาและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.การดำเนินงานมีลักษณะดังนี้ (1) การวางแผนการดำเนินงาน ตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการ (2) การดำเนินงานตามแผนมีการวิเคราะห์ปัญหา ให้ความรู้แก่บุคลากร (3)การตรวจสอบ ติดตามประเมินผลความร่วมมือระหว่างคณะครู นักเรียนและผู้ปกครองและชุมชน(4)การปรับปรุง สรุปผลเพื่อการพัฒนาระบบ 2. การดำเนินงานมี 5 ขั้นตอน คือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2)การคัดกรองนักเรียน 3) การส่งเสริมและพัฒนา 4) การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข และ5) การส่งต่อภายในโรงเรียนและภายนอก 3. การสนับสนุนความร่วมมือระหว่างครูนักเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.ประสิทธิผลผ่านมาตรฐานการดำเนินงานตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการและแก้ปัญหาให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาได้

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8651
ชื่อผลงานวิจัย ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อพัฒนาผู้เรียนของโรงเรียนที่มีการปฏิบัติที่ดี: พหุกรณีศึกษา
หัวข้อ(Eng) STUDENT SUPPORTING SYSTEMS FOR LEARNER DEVELOPMENT OF GOOD PRACTICE SCHOOLS : A MULTIPLE CASE STUDY
ชื่อผู้วิจัย นางสาวประดับ บุญธรรม
ชื่อผู้วิจัย(Eng) PRADAB BOONTHAM
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 121ม.17 ถนนนครไทยภูหินร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก 65120
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) การจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ สิ่งสำคัญคือ ครูจะต้องรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนแต่ละคนได้เรียนรู้ตามความสนใจและความถนัดของตนเอง ครูจะต้องศึกษาเพื่อรู้จักนักเรียนทุกคนในห้องในความรับผิดชอบของครู ซึ่งนักเรียนมีความแตกต่างกัน ทั้งความชอบ ความถนัดและวิธีการเรียนรู้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับนักเรียนนี้ครูจะนำมาใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จะทำให้ครูสามารถช่วยเหลือ แก้ไข ส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนแต่ละคนให้พัฒนาได้อย่างเต็มตามศักยภาพและมีความสุข( สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ,2542 ; ชัยอนันต์ สมุทวณิช,2543;คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้,2543;สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,2543 อ้างถึงใน พิทักษ์ ม้าฮอส,2543) ในการจัดกระบวนการการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนมีพัฒนาการอย่างที่สังคมมุ่งหวังนั้นนอกจากจะดำเนินการด้วยการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนและการป้องกันและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนก็เป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาเนื่องจากสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างมากและรวดเร็วทั้งทางด้านการสื่อสารและเทคโนโลยี ทำให้ประชากรในสังคมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันตามการเปลี่ยนแปลง จึงเกิดปัญหาขึ้นอย่างมาก ทั้งปัญหาด้านการเรียน ปัญหาด้านครอบครัว ปัญหาเด็กถูกทารุณกรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาเด็กเร่ร่อน เป็นต้น ซึ่งการดูแลช่วยเหลือนักเรียนมิได้เป็นเรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องเดิมที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว เพียงแต่มีการปรับกระบวนการให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน เพื่อให้นักเรียนเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุขตามความมุ่งหวังของการจัดการศึกษา ( อภิชาต เศรณีวิจัยกิจการ,2547)
กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน(กระทรวงศึกษาธิการ, 2547) ให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติเพื่อเป็นแนวทางในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ผู้เรียนสามารถที่จะพัฒนาไปสู่ความมุ่งหวังของการศึกษาคือเป็นคนดี มีปัญญา และมีความสุข
วัตถุประสงค์(objective) วัตถุประสงค์ของการทำวิจัย 1. เพื่อศึกษาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนาผู้เรียน 2. เพื่อศึกษาการบริหารจัดการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนและการสนับสนุนการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 3. เพื่อศึกษาผลการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนาผู้เรียน
เครื่องมือ(tool) วิธีดำเนินการวิจัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitattive Research Approach) แบบ Multiple Case Study ซึ่งเป็นวิธีที่มีลักษณะสำคัญคือ เป็นการแสวงหาความรู้โดยพิจารณาปรากฏการณ์ทางสังคมตามสภาพความเป็นจริง เพื่อหาความสัมพันธ์ของปรากฏการณ์ของสภาพแวดล้อมนั้นซึ่งจะทำให้ได้สารสนเทศที่ต้องการอย่างหลากหลายจากกรณีศึกษาที่ต่างกัน การเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ผู้วิจัยใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วม(Participant Observation) การสัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการ(Informal Interview) และแบบเจาะลึก(Indepth Interview) การวิเคราะห์เอกสาร(Documentary Analysis) และการสนทนากลุ่ม(Focus Group Discussion) โดยผู้วิจัยทำการเก็บข้อมูลภาคสนามด้วยตนเอง ซึ่งแบ่งออกเป็นสี่ระยะคือ ระยะที่หนึ่ง เป็นการศึกษาก่อนลงภาคสนามเพื่อกำหนดกรอบในการสังเกต การวิเคราะห์เอกสาร และแนวคำถามที่ใช้ในการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล ระยะที่สองเป็นการศึกษาภาคสนาม โดยแบ่งออกเป็น 2 ช่วงคือช่วงที่ 1 เป็นการเก็บข้อมูลในบริบทโรงเรียนที่ 1 เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพทั่วไปของพื้นที่กรณีศึกษาได้แก่ สภาพทั่วไปของชุมชนที่บริบทตั้งอยู่ สภาพทั่วไปของโรงเรียน ครูนักเรียนการจัดการเรียนการสอน การดำเนินงานต่างๆของโรงเรียน ปฏิบัติงานการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนาผู้เรียน ช่วงที่2 เป็นการเก็บข้อมูลในบริบทโรงเรียนที่ 2 เป็นเวลา 4 สัปดาห์ เช่นเดียวกับบริบทที่ 1 ระยะที่สามเป็นการตรวจสอบข้อมูล เก็บรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่มีความชัดเจนและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่ออธิบายการปฏิบัติงานของโรงเรียน และระยะที่สี่ตรวจสอบข้อมูล การดำเนินงานช่วยเหลือนักเรียนจากนักเรียนและครูที่ปรึกษาโดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม ระยะที่หนึ่งการศึกษาก่อนลงภาคสนาม ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาก่อนลงภาคสนาม โดยการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้ความรู้ในประเด็นการวิจัย และผู้มีประสบการณ์การวิจัยในระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งช่วยให้ผู้วิจัยสามารถมองปัญหาวิจัยได้ชัดเจนขึ้น ตลอดจนการเลือกกรณีศึกษาและการเลือกผู้ให้ข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง(Documentary Research) ผู้วิจัยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนและการวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการสังเกต การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์เอกสาร 1.2 การเตรียมตัวเข้าสู่สนามวิจัยของผู้วิจัย ผู้วิจัยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม และไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการและการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ การสนทนากลุ่ม และการวิเคราะห์เอกสาร การทำความเข้าใจวิธีการ ขั้นตอนและประเด็นในการเก็บรวบรวมข้อมูล เตรียมรายละเอียดต่างๆในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น แบบบันทึกการสัมภาษณ์ แบบบันทึกเอกสาร แบบบันทึกการสังเกต เป็นต้น จากนั้นจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนาม ได้แก่ สมุดบันทึก เครื่องบันทึกเสียง คอมพิวเตอร์พกพา (Computer Notebook) กล้องถ่ายรูป และของที่ระลึกที่จะมอบให้แก่โรงเรียน สำหรับบริบทที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ติดต่อประสานงานกับทางโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.3 การเลือกกรณีศึกษา ผู้วิจัยได้ขอคำปรึกษาในการคัดเลือกกรณีศึกษาจากศึกษานิเทศก์ในพื้นที่ของกรณีศึกษาเอง เนื่องจากเป็นผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในการดูแลโรงเรียนในสังกัด และได้ทำการคัดเลือกกรณีศึกษาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)ได้กรณีศึกษาคือ โรงเรียนในเมืองวิทยา (นามสมมติ) เป็นโรงเรียนในระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลกเขต 1และโรงเรียนทอฝันวิทยา (นามสมมติ) เป็นโรงเรียนในระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่เขต4โดยกำหนดเกณฑ์ในการคัดเลือกดังนี้ 1) เป็นโรงเรียนที่อยู่ในโครงการโรงเรียนเพื่อนเด็ก 2)เป็นโรงเรียนที่ได้รับการยอมรับจากเขตพื้นที่การศึกษาว่ามีการปฏิบัติที่ดีในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 3) เป็นโรงเรียนที่มีบุคลากรในโรงเรียนให้ความร่วมมือ เต็มใจและให้ความช่วยเหลือในการเก็บข้อมูล ระยะที่สองการศึกษาภาคสนาม มีรายละเอียดดังนี้ การเข้าสู่สนามเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเดินทางไปสำรวจสถานที่ตั้งของโรงเรียนและเส้นทางในการเก็บข้อมูลด้วยตนเองทั้งสองโรงเรียนก่อนเข้าสู่สนามจริงเพื่อความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ให้ข้อมูลในเบื้องต้น โดยผู้วิจัยเลือกเก็บข้อมูลที่โรงเรียนในเมืองวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลกก่อน เนื่องจากผู้วิจัยมีความสะดวกในการเก็บข้อมูล ประกอบกับผู้วิจัยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดพิษณุโลกอยู่แล้ว แล้วจึงดำเนินการเก็บข้อมูลวิจัยในกรณีศึกษาที่ 2 คือโรงเรียนทอฝันวิทยา อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้ระยะเวลาในการดำเนินการเก็บข้อมูลโรงเรียนละ 4 สัปดาห์ การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ให้ข้อมูล ผู้บริหารสถานศึกษา การสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริหารสถานศึกษานั้น ผู้วิจัยได้ประสานงานกับผู้บริหารสถานศึกษาโดยตรงตั้งแต่การเริ่มติดต่อเพื่อขออนุญาตเข้าเก็บข้อมูล โดยการโทรศัพท์ติดต่อ และส่งหนังสือราชการขอความร่วมมือ ซึ่งผู้วิจัยได้อธิบายถึงวัตถุประสงค์และเหตุผลในการทำวิจัย ผู้บริหารโรงเรียนยินดีให้ผู้วิจัยเข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูล ครูผู้สอน ในการสร้างความสัมพันธ์กับครูผู้สอนนั้น เมื่อผู้วิจัยได้รับอนุญาตให้เก็บข้อมูลวิจัยจากผู้บริหารสถานศึกษาแล้ว ผู้บริหารได้แนะนำให้ผู้วิจัยได้รู้จักกับครูผู้สอน ซึ่งผู้วิจัยได้แนะนำตนเอง พร้อมทั้งบอกเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการทำวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล พร้อมทั้งขอความอนุเคราะห์ในการสัมภาษณ์และสังเกตการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เอกสาร ผลงานของครู เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารกลางวันผู้วิจัยจะรับประทานกับครูผู้สอนเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีอันเป็นประโยชน์ต่อการได้ข้อมูลที่สำคัญ ซึ่งผู้วิจัยได้รับความร่วมมือในการเก็บข้อมูลเป็นอย่างดี นักเรียน การสร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนนั้น ผู้วิจัยได้แนะนำตนเองว่าเป็นใคร มาจากไหน มาทำอะไร โดยผู้วิจัยได้ทำการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนตั้งแต่เข้าแถวเคารพธงชาติ หลังเลิกแถว โดยสังเกตอยู่ข้างๆครู ในห้องพักครู ผู้วิจัยมีโอกาสเข้าสอนนักเรียนและดูแลนักเรียนแทนครูประจำชั้นเมื่อครูผู้สอนลา หรือติดประชุม และสอนซ่อมเสริมให้กับนักเรียนหลังเลิกเรียน ทำให้ผู้วิจัยมีความใกล้ชิดและสนิทสนมกับนักเรียนค่อนข้างเร็ว นักเรียนจะเล่าเรื่องส่วนตัวและชีวิตในโรงเรียนให้ผู้วิจัยฟัง ผู้ปกครอง การสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนทอฝันวิทยาผู้วิจัยจะใช้วิธีการพูดคุยกับผู้ปกครองนักเรียนเมื่อผู้วิจัยเดินทางไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้าน เพราะบ้านนักเรียนอยู่บริเวณรอบโรงเรียนซึ่งสะดวกต่อการเดินทางของผู้วิจัย และใช้เวลาในขณะที่ผู้ปกครองมารับนักเรียนที่บ้านพักผู้วิจัยเอง ระยะที่สามวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยในครั้งนี้ใช้วิธีการเก็บข้อมูลที่หลากหลายด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการอย่างครบถ้วน ประกอบด้วยแหล่งข้อมูล และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. แหล่งข้อมูล แหล่งข้อมูลครั้งนี้ประกอบด้วย 1) เอกสาร คู่มือ แนวทางการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา เอกสารการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลของสถานศึกษา เอกสารชุดคู่มือดำเนินงานโรงเรียน เพื่อนเด็ก คำสั่งแต่งตั้งการดำเนินงานของโรงเรียน ผลงานนักเรียน 2.)บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอน ครูประจำชั้น นักเรียน ผู้ปกครอง 2. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้ 1) การวิเคราะห์และศึกษาเอกสาร โดยการศึกษาเอกสารต่างๆของโรงเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นคำสั่งแต่งตั้งในการดำเนินงาน นโยบาย รายงานความก้าวหน้าในการจัดกิจกรรม ผลงานของนักเรียน ครู และของโรงเรียน 2) การสังเกตประกอบด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม โดยจะสังเกตสภาพแวดล้อมโดยทั่วไป ได้แก่ อาคารเรียน ห้องเรียน โรงอาหาร และกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมหน้าเสาธง กิจกรรมการนั่งสมาธิ กิจกรรมการประชุมคณะกรรมการนักเรียน มีรายละเอียดดังนี้ การสังเกตแบบมีส่วนร่วม ได้ทำการสังเกตการทำหน้าที่ของครูประจำชั้น การจัดกิจกรรมกลุ่มก่อนเข้าชั้นเรียน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การประชุมครู การประชุมคณะกรรมการนักเรียน โดยผู้วิจัยใช้กรอบการสังเกตของ Loftland (1971อ้างถึงใน สุภางค์ จันทวานิช ,2537) 6 หน่วย ได้แก่ (1) การกระทำ (acts) คือ พฤติกรรมของคนที่อยู่ในพื้นที่ของกรณีศึกษาแสดงออกในเรื่องต่างๆ เช่น การพูดคุย การซักถาม พฤติกรรมการสอนของครู พฤติกรรมนักเรียน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกับครู (2) กิจกรรม (activities) คือ พฤติกรรมของคนที่อยู่ในพื้นที่ของกรณีศึกษาที่เป็นขั้นตอนในการงาน การกระทำของคนหลายๆคนที่แสดงความสำคัญและเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีกระบวนการ มีขั้นตอน แบบแผน (3) ความหมาย (meaning) คือผู้วิจัยสังเกตการให้ความหมายของการกระทำหรือกิจกรรมโดยคำพูดที่แสดงออกของกลุ่มผู้ให้ข้อมูล เช่น การรู้จักนักเรียนของครูประจำชั้น การแก้ไขและส่งเสริมนักเรียน (4) ความสัมพันธ์ (relation) คือ ความเกี่ยวข้องระหว่างคนในพื้นที่กรณีศึกษา เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้บริหาร ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูผู้สอนกับนักเรียนในระหว่างการเรียนการสอน (5) การมีส่วนร่วมในกิจกรรม (participation) คือ การพิจารณาบทบาทของผู้ให้ข้อมูลที่แสดงบทบาทในโรงเรียน เช่น การเข้าร่วมประชุม การทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย การติดตามนักเรียน (6)สถานที่ (setting) คือ สถานการณ์และสภาพที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนและห้องเรียนของครูที่เป็นผู้ให้ข้อมูล เช่น การจัดการเรียนการสอน บรรยากาศในชั้นเรียน การสัมภาษณ์ ผู้วิจัยใช้การสัมภาษณ์ครูและผู้บริหารแบบไม่เป็นทางการ เน้นการพูดคุยอย่างเป็นกันเอง มีลักษณะดังนี้ (1) การสัมภาษณ์แบบเปิดกว้างไม่จำกัดคำตอบ ให้ผู้ให้ข้อมูลตอบอย่างอิสระ (2) การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกเพื่อให้ข้อมูลที่ผู้วิจัยสนใจเป็นพิเศษ (3) การสัมภาษณ์แบบตะล่อมกล่อมเกลา เป็นการสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้คำถาม เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลเปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด การวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เอกสารต่างๆที่รวบรวมมาได้นำมาจัดหมวดหมู่เพื่อใช้ประกอบข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์และการสังเกตรวมทั้งการวิเคราะห์เพื่อสรุปข้อมูล 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ จึงมีทั้งตัวผู้วิจัยที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการวิจัยและมีเครื่องมือที่ผู้วิจัยสร้างประกอบด้วย 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต คือ แบบบันทึกการสังเกตกิจกรรมครู นักเรียนและผู้บริหาร และสภาพโดยทั่วไปของโรงเรียน เช่น สถานที่ตั้งของโรงเรียน อาคารเรียน ห้องเรียน ห้องปฏิบัติงาน จำนวนบุคลากร จำนวนนักเรียน เป็นต้น แบบบันทึกการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครู แบบสังเกตพฤติกรรมการดำเนินงานของผู้บริหาร พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครู พฤติกรรมในการแสดงออกของนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการสัมภาษณ์ครูผู้สอนและครูประจำชั้น แนวทางการสัมภาษณ์ผู้บริหาร แนวทางการสัมภาษณ์นักเรียนและแนวทางการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง แบบบันทึกเอกสารข้อมูล ระยะที่สี่การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) การสนทนากลุ่มมีลักษณะเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างกว้างขวางของผู้เข้าร่วมการสนทนากันเองกับผู้วิจัย การถกประเด็นสนทนามีความอิสระในการแสดงความคิดเห็นตลอดจนการโต้แย้ง ผู้วิจัยจึงได้จัดสนทนากลุ่มโดยมีเป้าหมายเพื่อ 1)ตรวจสอบการดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 2) เพื่อตรวจสอบผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การจัดกระทำข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้มาจากขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล มาทำการลดทอนข้อมูล ตรวจสอบข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล โดยกระบวนการทั้ง 3 กระบวนการนี้จะทำควบคู่กันไปกับกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูล และขั้นตอนสุดท้ายนำข้อมูลที่ได้มาเขียนรายงานการวิจัย 1) การลดทอนข้อมูล (Data Reduction) การลดทอนข้อมูล หมายถึง วิธีการ “เลือกเฟ้นหาจุดที่น่าสนใจ อันจะทำให้เข้าใจง่ายสรุปย่อ ปรับข้อมูลดิบที่เก็บจากสนาม” การปรับลดทอนข้อมูลดิบนั้นนักวิจัยทำอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่การเลือกสนาม การตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลอะไรที่จะแสดงแนวคิดและในช่วงการเก็บข้อมูลก็กระทำเช่นเดียวกัน คือ การลงรหัส การทดสอบแนวคิด รวมเป็นกลุ่มแบ่งเป็นส่วน ๆ เขียนข้อสรุปชั่วคราว และแปลงข้อมูลอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งเขียนรายงานเสร็จ นักวิจัยเป็นผู้ตัดสินใจว่าข้อมูลกลุ่มไหนจะลงรหัส กลุ่มไหนจะใช้สรุป กลุ่มไหนไม่ใช้เพราะซ้ำกับกลุ่มก่อน 2) การตรวจสอบข้อมูล ผู้วิจัยทำการตรวจสอบข้อมูลโดยพิจารณาถึงความพอเพียง ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ โดยการตรวจสอบแบบสามเส้า (Triangulation) คือ เก็บข้อมูลจากหลายๆฝ่าย หรือหลายๆวิธีในการเก็บรวบรวมข้อมูลในเรื่องเดียวกัน โดยสอบถามจากผู้ให้ข้อมูล เช่น ครูผู้สอน ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และนักเรียนในประเด็นเดียวกัน พร้อมกับการสังเกตพฤติกรรมปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มผู้ให้ข้อมูลเหล่านี้จนกระทั่งได้ความคิดเห็นในเรื่องนั้นๆออกมาตามที่คนในสังคมรู้สึก 3) การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลหลากหลายวิธี มีการศึกษาอย่างเป็นกระบวนการต่อเนื่อง ทำให้วิเคราะห์ข้อมูลได้ทำควบคู่กันทั้งกระบวนการ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูล 4 ลักษณะ ดังนี้ (1) การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยนำเอกสารและข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์แล้วจัดระบบข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ก่อนนำมาสังเคราะห์ แล้วนำเสนอในรูปแบบของการบรรยาย (2) การจำแนกข้อมูล (Typological Analysis) โดยใช้การจำแนกแบบใช้แนวคิดทฤษฎีและไม่ใช่ทฤษฎีคือ การจำแนกข้อมูลที่จะวิเคราะห์ตามความเหมาะสมกับข้อมูล (3) การเปรียบเทียบข้อมูล (Constant Comparative Method) เปรียบเทียบการดำเนินงานของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนระหว่างพื้นที่กรณีศึกษา (4) การสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Analytic Induction) คือ วิธีตีความสร้างข้อสรุปข้อมูลจากรูปธรรมหรือปรากฏการณ์ที่มองเห็น
การวิเคราะห์(analysis) ผลการวิจัย พบว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในเมืองวิทยา จังหวัดพิษณุโลก มีการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การวางแผนการดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อโรงเรียนในเมืองวิทยาได้รับนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ และจากคำสั่งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ให้โรงเรียนนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนำไปปฏิบัติในสถานศึกษา ทางโรงเรียนในเมืองวิทยาจึงมีการจัดประชุมคณะครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน เช่นคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อกำหนดโครงสร้างการทำงานตามแนวปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวปฏิบัติการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับผิดชอบโดยแบ่งคณะทำงานออกเป็น 3 ทีม ได้แก่ ทีมนำ (ผู้อำนวยการโรงเรียน) ทีมประสาน (ครูแนะแนว ครูฝ่ายกิจการนักเรียน) และทีมทำ(ครูประจำชั้น) 1. การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 1. กระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงาน แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ การวิเคราะห์ปัญหาของโรงเรียน สร้างความตระหนักให้กับบุคลากร การมอบหมายงานและการดำเนินงาน 1) การวิเคราะห์ปัญหาของโรงเรียน คณะกรรมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในเมืองวิทยาเริ่มดำเนินการโดยวิเคราะห์ปัญหาของโรงเรียน สำรวจความพร้อมของโรงเรียนหลังจากมีการประชุมชี้แจงกับครูเกี่ยวกับแนวปฏิบัติและนโยบายแล้ว ครูประจำชั้น ครูเวร และครูหอพัก ได้สำรวจพฤติกรรมของนักเรียน 2) สร้างความตระหนักให้กับบุคลากร เพื่อให้บุคลากรของโรงเรียนมีความเข้าใจตรงกันในการดำเนินงานตามที่ได้วางแผนไว้และปฏิบัติได้ถูกต้อง ทางโรงเรียนในเมืองวิทยาจึงใช้วิธีการให้ความรู้กับบุคลากร โดยการประชุมชี้แจงให้กับครูภายในโรงเรียนจากบุคลากรทีมนำและทีมประสาน 3) การมอบหมายงานและการดำเนินการ การมอบหมายงานการจัดกิจกรรมการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จะกำหนดหน้าที่โดยการคำนึงถึงความรู้ความสามารถของครู และเน้นการทำงานเป็นกระบวนการทั้ง 3 ทีม คือ ทีมนำ ทีมประสานและทีมทำ ซึ่งในกิจกรรมระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ การดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึงของครูประจำชั้น 2.การดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้น ในการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนนั้น บุคลากรที่มีความสำคัญมากสำหรับขั้นตอนนี้คือ ครูประจำชั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับนักเรียนมากที่สุด และมีบทบาทในการดูแลนักเรียนทั้ง 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล เนื่องจากนักเรียนแต่ละคนมีพื้นฐานมาจากครอบครัวที่แตกต่างกันซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยให้ครูประจำชั้นมีความเข้าใจนักเรียน แล้วนำรายละเอียดข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อคัดกรองนักเรียน เพื่อเป็นประโยชน์ในการส่งเสริม พัฒนา แก้ไข และช่วยเหลือนักเรียนได้อย่างถูกทาง จึงจะทำให้ไม่เกิดความผิดพลาดต่อการช่วยเหลือนักเรียนหรือเกิดความผิดพลาดได้น้อยที่สุด ในการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคลครูประจำชั้นควรมีข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนดังนี้ 1.ความสามารถของนักเรียน ความสามารถด้านการเรียน เช่นพฤติกรรมการเรียน ผลสัมฤทธิ์ของรายวิชาในแต่ละภาคเรียน ความสามารถพิเศษของนักเรียน ผลงานของนักเรียน พฤติกรรมด้านความสามารถ ความสนใจ โดยการศึกษาจากข้อมูลผลการเรียน ผลการวัดความรู้ การสังเกตพฤติกรรมการมาเรียน เวลาการเข้าชั้นเรียนของนักเรียน 2. ด้านสุขภาพ แบ่งออกเป็นด้านร่างกายและด้านจิตใจและพฤติกรรม เช่น สำรวจความปกติหรือความพิการทางด้านร่างกาย โรคประจำตัว ความสัมพันธ์ระหว่างส่วนสูงกับน้ำหนัก ความสะอาดของร่างกาย สภาพอารมณ์ที่มีผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ความรู้สึกวิตกกังวลหรือซึมเศร้า พฤติกรรมที่มีผลต่อการเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ครู และผู้ปกครอง โดยมีแบบบันทึกสุขภาพ แบบบันทึกการสังเกต แบบบันทึกการเยี่ยมบ้าน แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ) 3. ด้านครอบครัว ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการคุ้มครองสวัสดิภาพ ข้อมูลที่ครูประจำชั้นควรทราบคือ รายได้ผู้ปกครอง ภาระหนี้สิน ความเพียงพอของรายรับรายจ่าย จำนวนเงินที่นักเรียนใช้จ่ายในแต่ละวัน ความสามารถในการคุ้มครองดูแลนักเรียนได้อย่างปลอดภัยของผู้ปกครอง ความเหมาะสมของสภาพที่อยู่อาศัยของครอบครัว ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว การถูกคุกคามทางเพศ โดยศึกษาข้อมูลจากระเบียนสะสม การสัมภาษณ์นักเรียน ผู้ปกครอง การเยี่ยมบ้าน แบบสอบถาม แบบสำรวจเด็กด้อยโอกาส 4. ด้านสารเสพติดเป็นข้อมูลที่ครูประจำชั้นต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะหากนักเรียนมีพฤติกรรมเสี่ยงในด้านสารเสพติดแล้ว โอกาสที่นักเรียนจะมีพฤติกรรมเสี่ยงในด้านอื่นๆย่อมเป็นไปได้มาก ข้อมูลพื้นฐานที่ครูควรทราบคือ พฤติกรรมการคบเพื่อน พฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน สุขภาพและบุคลิกภาพ สถานภาพทางครอบครัวและสิ่งแวดล้อม ผลการตรวจปัสสาวะ ซึ่งครูจะศึกษาได้จากแบบบันทึกการสังเกต แบบบันทึกการสัมภาษณ์ บันทึกการเยี่ยมบ้าน แบบสรุปการตรวจสุขภาพ 5. ด้านความปลอดภัย ที่ครูประจำชั้นให้ความสำคัญคือ สถานภาพครอบครัวและสิ่งแวดล้อม การแต่งกายที่ล่อแหลม ซึ่งครูศึกษาจากระเบียนสะสม การสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง สังเกตพฤติกรรมนักเรียน การเยี่ยมบ้านนักเรียน 6. พฤติกรรมทางเพศ ด้านพฤติกรรมชู้สาว พฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศของนักเรียน จากการสัมภาษณ์นักเรียน เพื่อน ผู้ปกครอง การสังเกตพฤติกรรม 2) การคัดกรองนักเรียน การคัดกรองนักเรียน ครูจะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ครูจะมีการประชุมกัน เพื่อกำหนดเกณฑ์ในการคัดกรองนักเรียนว่ามีความถี่หรือความรุนแรงเท่าไหร่จึงจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มมีปัญหา ข้อพึงระวังคือ อย่าให้นักเรียนรู้ว่าตนเองถูกจัดอยู่ในกลุ่มใดเพื่อการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนอย่างเป็นธรรมชาติ การคัดกรองนักเรียนจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มปกติ หมายถึง กลุ่มนักเรียนที่ไม่มีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของตนเองหรือสังคมในด้านลบ 2. กลุ่มเสี่ยง หมายถึง นักเรียนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติ การเก็บตัว แสดงออกเกินขอบเขต การปรับตัวทางเพศที่ไม่เหมาะสม ทดลองเสพสิ่งเสพติด ผลการเรียนเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ 3. กลุ่มมีปัญหา หมายถึง นักเรียนมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาชัดเจน มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของตนเองหรือต่อสังคมส่วนตัวในด้านลบ 3) การส่งเสริมและพัฒนา โรงเรียนในเมืองวิทยามีการจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนานักเรียน ในการสนับสนุนให้นักเรียนทุกคนที่อยู่ในความดูแลของครูประจำชั้น ให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ มีความภาคภูมิใจในตนเอง ซึ่งจะช่วยป้องกันมิให้นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มปกติกลายเป็นนักเรียนกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มมีปัญหา และเป็นการช่วยให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงกลับมามีพฤติกรรมดีขึ้นตามที่โรงเรียนคาดหวัง ซึ่งครูจะจัดกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนานักเรียนทุกกลุ่มเพื่อให้ทราบข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล และการคัดกรองนักเรียน 1.1) การจัดกิจกรรมโฮมรูม จัดตามความต้องการของนักเรียนโดยให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรม 1.2) การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน (Classroom meeting) จัดภาคเรียนละ 1 ครั้งเพื่อสำรวจความต้องการของนักเรียน และเป็นการจัดกิจกรรมให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองนักเรียน การจัดกิจกรรมครูประจำชั้นจะใช้ความระมัดระวังในการใช้คำพูดตำหนินักเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความรู้สึกต่อต้านจากผู้ปกครอง ควรใช้คำพูดที่แสดงความเข้าใจในตัวนักเรียน การแสดงความห่วงใย การเอาใจใส่ที่ครูมีต่อนักเรียน 4) การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครูประจำชั้น ควรให้ความเอาใจใส่กับนักเรียนทุกคนเท่าเทียมกัน แต่สำหรับนักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหา ครูประจำชั้นจำเป็นที่จะต้องให้ความเอาใจใส่อย่างใกล้ชิด หาวิธีการช่วยเหลือ ทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาโดยไม่ปล่อยปละละเลยนักเรียนจนกลายเป็นปัญหาของสังคม การป้องกันและแก้ไขปัญหาให้กับนักเรียนจะมีการให้คำปรึกษาเบื้องต้น ประสานงานกับครูและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆในการจัดกิจกรรม ทั้งกิจกรรมในห้องเรียน กิจกรรมเสริมหลักสูตร กิจกรรมซ่อมเสริม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การจัดกิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การติดตามและดูแลช่วยเหลือ การให้คำปรึกษาเบื้องต้น เป็นวิธีการขั้นแรกที่ครูประจำชั้นใช้ในการป้องกันช่วยเหลือและแก้ไขนักเรียน เนื่องจากครูประจำชั้นเป็นผู้ที่ใกล้ชิดนักเรียนและรู้จักนักเรียนมากที่สุดทั้งจากข้อมูลการเยี่ยมบ้านนักเรียน การสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน ระเบียนสะสม การทำกิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมที่ทางโรงเรียนดำเนินการเพื่อช่วยเหลือนักเรียน มีกิจกรรมเพิ่มเติมที่โรงเรียนจัดขึ้นสำหรับนักเรียนคือ 1. นักเรียนที่มีที่พัก หรือมีบ้านพักเป็นของตนเอง ทางโรงเรียนจะให้ความช่วยเหลือในด้านเครื่องเขียนแบบเรียน อาหารกลางวัน เสื้อผ้า ทุนการศึกษา เป็นต้น 2. นักเรียนที่ไม่มีบ้านหรือที่พักพิง โรงเรียนจะให้ความช่วยเหลือในด้านเครื่องเขียนแบบเรียน อาหารกลางวัน เสื้อผ้า ทุนการศึกษา และให้ความอนุเคราะห์ในลักษณะนักเรียนประจำ และจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ จัดให้นักเรียนเรียนร่วมกับนักเรียนปกติ จัดกิจกรรมหารายได้ระหว่างเรียนให้กับนักเรียน เช่น แสดงลิเก เพาะเห็ดนางฟ้า การทำยาหม่อง โครงการข้าวก้นบาตร การเย็บจักรทำผ้าพันคอลูกเสือ-ยุวกาชาด กิจกรรมการหารายได้ของนักเรียนในวันหยุด การแสดงลิเก ของนักเรียน รายได้ที่นักเรียนได้มา ผู้บริหารจะจัดสรรให้นักเรียนเก็บไว้ใช้ในเรื่องส่วนตัวของนักเรียนเอง ซึ่งครูประจำหอพักจะเป็นผู้ดูแลนักเรียนในด้านการจับจ่ายซื้อของของนักเรียน ส่วนงบประมาณที่ทางโรงเรียนนำมาใช้ในการดูแลช่วยเหลือนักเรียนซึ่งใช้เป็นจำนวนมากทั้งด้านอาหารสำหรับนักเรียนด้อยโอกาส และเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับนักเรียนหอพัก นอกเหนือจากรายได้ส่วนหนึ่งที่จากการการหารายได้ของนักเรียนเองแล้ว จะได้มาจากการรับบริจาคจากผู้ใจบุญที่ผู้บริหารติดต่อขอรับบริจาคไปยังหน่วยงานต่างๆ การทอดผ้าป่าของหน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชน 5) การส่งต่อ ตามกระบวนการการป้องกันและช่วยเหลือนักเรียนโดยครูประจำชั้นจะมีหน้าที่ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาของนักเรียน ในกรณีที่มีปัญหายากต่อการช่วยเหลือ หรือช่วยเหลือแล้วนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้น ก็จะส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กรณีที่มีเด็กมีความสามารถพิเศษหรือเด็กอัจฉริยะ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กด้อยโอกาส ก็ควรส่งต่อผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมพัฒนาและช่วยเหลืออย่างถูกทางและรวดเร็วขึ้น 1. การส่งต่อภายใน ครูประจำชั้นจะส่งต่อไปยังครูแนะแนวหรือผู้ที่เกี่ยวข้องที่สามารถช่วยเหลือนักเรียนได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหา และความต้องการของนักเรียน ซึ่งข้อมูลพื้นฐานที่ครูประจำชั้นจะส่งต่อให้กับครูแนะแนว คือ ประวัติข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลด้านการเรียน โดยครูจะต้องทำความเข้าใจและชี้แจงกับนักเรียนถึงความจำเป็นที่จะต้องส่งต่อนักเรียนให้กับครูฝ่ายแนะแนว แล้วจึงดำเนินการประสานกับครูฝ่ายแนะแนว สรุปข้อมูลนักเรียนและวิธีการช่วยเหลือที่ผ่านมาในการส่งต่อ นัดหมายวันเวลา สถานที่ที่จะไปพบครูที่รับการส่งต่อ ครูประจำชั้นจะติดตามการช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ 2. การส่งต่อภายนอก เป็นการส่งนักเรียนให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องได้ช่วยเหลือพัฒนานักเรียน ในกรณีที่เกินความสามารถของสถานศึกษา โดยครูแนะแนวหรือผู้เกี่ยวข้องเป็นผู้ดำเนินการส่งต่อและมีการติดต่อรับทราบผลการช่วยเหลือเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลที่ครูประจำชั้นหรือครูแนะแนวจะส่งต่อไปยังบุคคลภายนอก ได้แก่ ข้อมูลด้านเศรษฐกิจ ข้อมูลครอบครัว ข้อมูลที่ได้รับการช่วยเหลือเบื้องต้น ถ้านักเรียนมีพฤติกรรมดีขึ้นนักเรียนก็จะกลับมาอยู่ในความดูแลของครูประจำชั้นอีกครั้ง แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็นำเข้าสู่ที่ประชุมปรึกษารายกรณี (Case Conference) เพื่อร่วมมือกันในการแก้ปัญหาของนักเรียน จนพฤติกรรมดีขึ้นจึงจะส่งกลับไปอยู่ในความดูแลองครูประจำชั้นอีกครั้ง ข้อควรตระหนักของครูประจำชั้นและผู้ที่เกี่ยวข้องในการส่งต่อนักเรียนจะต้องถือว่าข้อมูลนักเรียนต้องเป็นความลับและส่งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงเท่านั้น การประเมินผลการดำเนินงาน 1) บุคลากรทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) ผู้รับผิดชอบ วางระบบและดำเนินงานตามระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนสามารถบูรณาการเข้ากับภารกิจของสถานศึกษาได้ 4) สร้างบรรยากาศการทำงานแบบมีส่วนร่วมและเป็นประชาธิปไตย 5) มีสารสนเทศของระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 6) มีข้อมูลสารสนเทศ กำกับ ติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการดำเนินงาน สรุปรายงานและประชาสัมพันธ์ 2 .การบริหารจัดการและการสนับสนุนการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา การดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนในเมืองวิทยา พบว่ามีการบริหารจัดการและการสนับสนุนการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ดังนี้ การบริหารจัดการและการสนับสนุนการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เนื่องจากโรงเรียนในเมืองวิทยาเป็นโรงเรียนที่มีขนาดเล็ก มีบุคลากรฝ่ายบริหารเพียงคนเดียวคือ ผู้บริหาร ซึ่งเป็นผู้รับทราบและนำนโยบายจากระทรวงศึกษาธิการมาดำเนินการ กำกับ ติดตามและดำเนินการให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี จึงกล่าวได้ว่าผู้บริหารเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน มีการพัฒนาความรู้ความสามารถและเป็นผู้ที่จัดการบริหารบุคคล สร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในการทำงาน เป็นการสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปได้ด้วยดี มีการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับบุคลากรในขณะปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสม นอกจากจะได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารในการทำงานแล้ว ความร่วมมือและความเสียสละจากครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องก็มีส่วนสำคัญในการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้ง 5 ขั้นตอน เพราะผู้บริหารโรงเรียนได้มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของครูทุกคนในโรงเรียน ซึ่งแต่ละคนต่างก็เป็นครูประจำชั้นอยู่แล้ว แต่ด้วยภาระหน้าที่ของครูซึ่งนอกเหนือจากภาระงานด้านการสอนแล้ว ครูยังรับหน้าที่ด้านอื่นของทางโรงเรียน เช่น งานการเงิน งานธุรการ งานพัสดุ งานอาคารสถานที่ งานกิจการนักเรียน ซึ่งบุคลากรมีจำนวนน้อย ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือและความเสียสละจากครูมากขึ้น 3 ประสิทธิผล ของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประสิทธิผล ของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนในเมืองวิทยา 1. นักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาได้รับการดูแลช่วยเหลือ โรงเรียนในเมืองวิทยา และคณะครูได้สร้างโอกาสให้กับเด็กเร่ร่อน เด็กติดสารเสพติด เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กที่ครอบครัวมีปัญหาที่ไม่ได้รับการศึกษา หรือออกกลางคัน และมีอายุไม่เกิน 15 ปี ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างน้อยภาคบังคับ จึงชักชวนเด็กที่ประสบปัญหาและมีความสนใจอยากที่จะเรียนให้ได้รับการศึกษา ณ โรงเรียนในเมืองวิทยา ในระยะแรกได้ขอความอนุเคราะห์ในเรื่องที่พักอาศัย และอาหาร (เช้า - เย็น) จากพระอธิการปิยพงศ์ โรจนธรรมโม เจ้าอาวาสวัดโพธิญาณ มีเด็กชายมีโครงการ 6 คน ต่อมาในปีเดียวกันมีนักเรียนหญิงประสบปัญหา โรงเรียนจะนำไปฝากวัดก็ไม่เหมาะสม จึงให้นักเรียนพักที่โรงเรียนและในที่สุดเพื่อความสะดวกในการดูแล จึงนำนักเรียนทั้งหมดมาพักที่โรงเรียน โดยนักเรียนชายพักที่โรงครัว นักเรียนหญิงพักที่ห้องพยาบาล ซึ่งโรงเรียนได้จัดกิจกรรมเสริมให้กับเด็กๆ เพื่อปลูกฝังค่านิยม และลักษณะนิสัยที่ดีงาม ได้แก่ การแสดงลิเก การปลูกผักสวนครัว การประกอบแผงรับสัญญาณโทรทัศน์ สวนมะลิดวงแก้ว และการทำขนมลูกชุบ 2. นักเรียนกลุ่มด้อยโอกาสมีที่พักในระหว่างเรียน จากรณีตัวเอย่าง เด็กหญิงแก้ว (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 บิดา และมารดาของแก้วได้เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ แก้วและพี่ชายจึงอยู่ในความอุปการะของยาย ซึ่งมีฐานะยากจน แม้ว่า ยายจะได้รับเงินค่าตอบแทนแต่ก็หมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ในที่สุดยายให้หลานทั้งสองออกจากโรงเรียน เพื่อช่วยหาราย ได้ โดยการเก็บของเก่าขาย และเก็บผักขาย มีผู้ใจบุญไปพบเห็นเข้าจึงได้ชักชวนให้ยายนำเด็กทั้งสองมาเรียนที่โรงเรียนในเมืองวิทยา เด็กทั้งจึงมาอยู่ในความอุปการะของโรงเรียน แก้วเป็นเด็กที่ขยัน ตั้งใจเรียนหนังสือ เรียนเก่ง มีกิริยาสุภาพเรียบร้อย และแก้วได้รับความอบอุ่นจากเพื่อนและครูในโรงเรียน ทำให้แก้วมีความสุขในการดำเนินชีวิตมากขึ้น ในอนาคตแก้วอยากที่จะเรียนต่อในระดับสูง มีงานที่ดี และเป็นคนดีของสังคม 3. นักเรียนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม นักเรียนที่ได้รับการดูแลช่วยเหลือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจากเดิมที่เป็นอยู่ เช่น กรณีของ เด็กหญิงบี(นามสมมติ) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ให้ข้อมูลกับผู้วิจัยว่า ดีใจที่ได้มาเรียนที่นี่ แม้ว่าเป็นโรงเรียนเล็กๆ แต่ก็อบอุ่น ที่สำคัญถ้าไม่ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนี้ คงมีวิตอยู่ด้วยการประกอบอาชีพเก็บขณะ หรือไม่ก็เร่ร่อนไปเรื่อยๆ แต่เมื่อเข้ามาเรียนที่นี่ทำให้มีโอกาสเรียนหนังสือเป็นพื้นฐานการทำงานต่อไป ผลการวิจัย พบว่า ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนทอฝันวิทยา จังหวัดเชียงใหม่ มีการดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน การวางแผนการดำเนินงานในระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เมื่อโรงเรียนในเมืองวิทยาได้รับนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการ และจากคำสั่งของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ให้โรงเรียนนำระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนนำไปปฏิบัติในสถานศึกษา ทางโรงเรียนในเมืองวิทยาจึงมีการจัดประชุมคณะครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงาน เช่นคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครองนักเรียน เพื่อกำหนดโครงสร้างการทำงานตามแนวปฏิบัติของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตามแนวปฏิบัติการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับผิดชอบโดยแบ่งคณะทำงานออกเป็น 3 ทีม ได้แก่ ทีมนำ (ผู้อำนวยการโรงเรียน) ทีมประสาน (ครูแนะแนว ครูฝ่ายกิจการนักเรียน) และทีมทำ(ครูประจำชั้น) ข้อแตกต่างที่พบคือ สภาพปัญหาในการพัฒนาผู้เรียน นักเรียนส่วนใหญ่มีสภาพครอบครัวบิดามารดาหย่าร้าง บิดามารดาไปทำงานต่างถิ่น นักเรียนต้องอยู่กับญาติ นักเรียนบางคนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นพฤติกรรมก้าวร้าวกับเพื่อนในชั้นเรียน กับครูผู้สอน ปัญหาการขาดความอบอุ่นในครอบครัว ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมที่คิดถึงผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก การเรียกร้องความสนใจจากคนอื่น ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผู้เรียน ครูประจำชั้นจึงต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างมากในการที่จะพัฒนาให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทางด้านการเรียนรู้และสามารถปรับตัวในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้เช่นเดียวกับเด็กโดยทั่วไป การจัดการเรียนการสอน การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนทอฝันวิทยา แบ่งเป็นระดับชั้นอนุบาล และระดับประถมศึกษา จัดการเรียนการสอนตามการศึกษาภาคบังคับของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนคือ กิจกรรมลูกเสือ- ยุวกาชาด โรงเรียนทอฝันวิทยา จัดการเรียนการสอนแบบประจำชั้นในลักษณะของการติดตามนักเรียนไปจนจบระดับชั้นประถมศึกษา กล่าวคือ ครูประจำชั้นอยู่ดูแลนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยโรงเรียนจะจัดการเรียนการสอนวันละ 6 ชั่วโมง โรงเรียนทอฝันวิทยา มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมนักเรียนตามความถนัดและความสนใจ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ กิจกรรมที่เป็นนโยบายของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน คือ กิจกรรมโฮมรูม กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน และกิจกรรมพิเศษที่โรงเรียนจัดขึ้น เพื่อให้ครูประจำชั้นได้รู้จักนักเรียนมากขึ้น มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมหรือพัฒนานักเรียน ให้นักเรียนรู้จักเพื่อนและตนเอง การจัดกิจกรรมโฮมรูมของโรงเรียนทอฝันวิทยาจะจัดทุกวันหลังจากการเข้าแถวเคารพธงชาติแล้ว โดยครูจะให้นักเรียนนำข่าวหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นนำมาเล่าสู่กันฟังในชั้นเรียน หรือข่าวสารของเพื่อนๆในชั้นเรียนมาเล่า แล้วให้เพื่อนในชั้นเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อในสังคมชั้นเรียน กิจกรรมความดี-ความสามารถที่มี เป็นกิจกรรมที่ทำให้นักเรียนตระหนักถึงความดีและความสามารถพิเศษที่ตนเองมี เห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง เป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาตนเองต่อไป โดยครูจะให้นักเรียนแต่ละคนเล่าถึงงานอดิเรกของตนเองหรือความสามารถพิเศษด้านต่างๆของตนเอง หากไม่มี ครูและเพื่อนจะช่วยกันให้กำลังใจ และช่วยกันบอกถึงกิจกรรมหรือสิ่งที่นักเรียนทำได้ดี กิจกรรมใฝ่รู้ใฝ่เรียน เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงความสำคัญในการใฝ่หาข้อมูลความรู้นอกตำราเรียน และรู้จักการเลือกค้นหาข้อมูลและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างเหมาะสมรู้เท่าทันข่าวสารอย่างเหมาะสม โดยครูจะให้นักเรียนอภิปรายถึงข้อดี- ข้อเสียของการรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันร่วมกัน จากนั้นให้นักเรียนนำข่าวหรือข้อมูลที่ได้จากสิ่งตีพิมพ์ วิทยุ หรือ โทรทัศน์ มาเล่าให้เพื่อนฟังหน้าชั้นเรียน จากนั้นวิเคราะห์ข้อคิดที่ได้และร่วมกันอภิปรายซักถามเกี่ยวกับเนื้อหา การจัดประชุมผู้ปกครองชั้นเรียน จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ปกครองและครูที่ปรึกษา ได้ทำความรู้จักและสร้างความคุ้นเคยกัน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกระหว่างผู้ปกครอง ช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้ปกครองและครูประจำชั้น เป็นการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับผู้ปกครองในการให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนเพื่อการดูแลช่วยเหลือนักเรียนต่อไป ซึ่งกิจกรรมประชุมผู้ปกครองชั้นเรียนนี้แบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครองและสร้างความคุ้นเคยกัน โดยให้ผู้ปกครองจับคู่เพื่อทำความรู้จักกัน แนะนำตัวเอง การทำงาน หรืองานอดิเรกที่ชื่นชอบ จากนั้นเป็นกิจกรรมการสะท้อนความคิดในหัวข้อเทคนิคที่ใช้ในการเลี้ยงลูกอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ ครูประจำชั้นจะไม่ตัดสินว่าการอภิปรายนั้นมีข้อสรุปอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้ปกครองในการนำเทคนิคต่างๆไปใช้ให้เหมาะสมกับครอบครัวของตนเอง กิจกรรมการปรึกษาหารือ จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับทราบปัญหาของนักเรียนร่วมกัน เพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกันระหว่างบ้านและโรงเรียน เพราะผู้ปกครองมีความรู้และความคาดหวังที่แตกต่างกันไปของผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองรับรู้สภาพปัญหาของเด็กตามประสบการณ์ส่วนตัวของตนเอง การได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ปกครองกันครูประจำชั้นจะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถมองเห็นปัญหาของนักเรียนได้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น โดยครูประจำชั้นจะกล่าวนำให้ผู้ปกครองพูดคุยถึงพฤติกรรมของนักเรียนในขณะอยู่ที่บ้านแล้วบันทึกปัญหาที่พบ จากนั้นครูนำเสนอประเด็นที่เป็นปัญหาของนักเรียนที่พบในโรงเรียนในภาพรวม แล้วอภิปรายถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข กิจกรรมเพื่อป้องกันช่วยเหลือนักเรียนในกลุ่มปกติ และแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน โรงเรียนทอฝันวิทยาจะมอบหมายให้ครูประจำชั้นคอยให้คำปรึกษาเบื้องต้นแก่นักเรียนและใช้กระบวนการกลุ่มในการแก้ปัญหาพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน และใช้กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการแก้ไขพฤติกรรมนั้นๆ โดยครูประจำชั้นจะจับคู่นักเรียนให้เหมาะสมกัน ทั้งด้านความสามารถ บุคลิกภาพ เพื่อให้ช่วยเหลือกันได้จริง และไม่เกิดปัญหาในการจับคู่หรือถูกข่มขู่ ถูกแกล้งจากเพื่อนที่ดูแล นักเรียนที่ครูจับคู่ให้ต้องสมัครใจที่จะจับคู่กัน และมีความยินดีที่จะให้หรือรับการดูแลช่วยเหลือเพื่อน ครูประจำชั้นจะสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนทั้งคู่อย่างสม่ำเสมอว่าช่วยเหลือกันได้หรือไม่ มีปัญหาและอุปสรรคอย่างไร มีการสอบถาม ให้คำปรึกษาแนะนำในการจับคู่เพื่อดูแลกัน เช่น ให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษในด้านใดด้านหนึ่งจับคู่กับนักเรียนที่ยังไม่ได้แสดงความสามารถออกมาให้เห็น เพื่อนำพาไปสู่การทำกิจกรรมแสดงความสามารถออกมา เช่น การร้องเพลง การพูด การเล่นกีฬา หรือนักเรียนที่ชอบเก็บตัว ไม่มีเพื่อนให้จับคู่กับเพื่อนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีจุดเด่นด้านสัมพันธภาพกับสังคม กิจกรรมเสริมหลักสูตร เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นนอกเวลาเรียน ส่วนใหญ่จะเป็นเวลาเช้าก่อนเข้าแถว หรือช่วงบ่าย ช่วงหมดเวลาชั่วโมงเรียน หรือเวลาเย็นหลังเลิกเรียนแล้ว กิจกรรมที่จัดเป็นกิจกรรมชุมนุม โดยครูประจำชั้นกับนักเรียนเป็นผู้ตกลงร่วมกันว่าจะตกลงจัดกิจกรรมใดที่เหมาะกับนักเรียน โรงเรียนทอฝันวิทยามีการจัดกิจกรรมอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมล้านนาการตีกลองสะบัดชัย กิจกรรมรักการอ่าน กิจกรรมการจัดรายการวิทยุ กิจกรรมสอนซ่อมเสริม เป็นการแก้ไขปัญหาด้านการเรียนของนักเรียน ซึ่งครูประจำชั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบจำเป็นต้องร่วมมือร่วมใจกันวางแผนการสอนซ่อมเสริมให้แก่นักเรียนที่เรียนอ่อนหรือเรียนช้าไม่ทันเพื่อน เพื่อช่วยให้นักเรียนที่มีผลการเรียนไม่ดี ได้เรียนเพิ่มเติมจากครูประจำวิชาที่ตนเรียนอ่อน ให้มีความรับผิดชอบตนเองด้านการเรียน และมีความใส่ใจกับการเรียนของตนเองมากขึ้น การส่งต่อ โรงเรียนทอฝันวิทยา มีการดำเนินการช่วยเหลือนักเรียนของครูประจำชั้นแล้วแต่นักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้น ก็จะส่งต่อให้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 2 ขั้นตอน คือ 1) การส่งต่อภายใน ครูประจำชั้นจะประสานงานกับครูกิจการนักเรียน เพื่อให้ช่วยกันดูแลนักเรียนให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น 2) การส่งต่อภายนอก เมื่อนักเรียนมีพฤติกรรมไม่ดีขึ้นก็จะส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยครูประจำชั้นจะคอยติดตามข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เช่น สถาบันราชนครินทร์ โรงพยาบาล ประสิทธิผล ของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ประสิทธิผล ของการใช้ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนทอฝันวิทยาพบว่า นักเรียนในกลุ่มเสี่ยงมีพัฒนาการที่ดีขึ้น มีความกล้าแสดงออกมากขึ้น นักเรียนกลุ่มมีปัญหา ครูสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะโรงเรียนมีการนำกระบวนการกลุ่มมาช่วยดูแลทำให้ครูประจำชั้นดูแลนักเรียนได้ครบ กรณีตัวอย่างนักเรียนกลุ่มเสี่ยงที่มีพัฒนาการที่ดีขึ้นคือ ด.ช.เอ(นามสมมติ) เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบแกล้งเพื่อน ชอบโกหก จากกิจกรรมกระบวนการกลุ่มที่มีการจัดทำข้อตกลงกันในตอนเช้าของทุกวัน เมื่อพบคนที่ละเมิดข้อตกลงแล้ว ก็จะมีการประเมินกันว่าใครทำผิดข้อไหน จะใช้มาตรการไหนในการลงโทษ ด.ช.เอ ได้ขโมยของเพื่อน จึงมีการสอบสวนกันขึ้นในห้อง โดยใช้กระบวนการกลุ่มตัดสินปัญหา เพื่อนๆสมาชิกในห้องจะช่วยกันตัดสินว่า ด.ช.เอ กระทำผิดจริงหรือไม่ โดยครูจะไม่มีส่วนในการตัดสินใจของสมาชิก เมื่อ ด.ช.เอไม่ยอมรับผิด ก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในห้อง เพราะถือว่าไม่เคารพในการตัดสินใจของกลุ่ม กิจกรรมกลุ่มนี้จะปฏิบัติในทุกวัน มีการประเมินการทำงาน ประเมินการปฏิบัติงานทุกวัน จนพฤติกรรม ด.ช. เอค่อยๆดีขึ้น จนอยู่ร่วมกับเพื่อนได้อย่างปกติ โดยใช้ระยะเวลาในการปรับพฤติกรรมพอสมควร อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 1.นโยบายระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติของโรงเรียน ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนมีการรับนโยบายการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อเป็นแนวปฏิบัติของทั้งสองโรงเรียน จากการเข้าไปศึกษาการดำเนินงานในโรงเรียนและสภาพชุมชนพบว่า โรงเรียนในเมืองวิทยาอยู่ในชุมชนค่อนข้างแออัด ผู้ปกครองนักเรียนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้าง เก็บของเก่า มีฐานะค่อนข้างยากจน โรงเรียนทอฝันวิทยาอยู่ในชุมชนลักษณะกึ่งเมืองกึ่งชนบท ผู้ปกครองมีฐานะปานกลาง ดังนั้นลักษณะการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนทั้งสองโรงเรียนจึงแตกต่างกัน กล่าวคือ โรงเรียนในเมืองวิทยาจะเน้นการช่วยเหลือนักเรียนเป็นหลักเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินงานโครงการโรงเรียนเพื่อนเด็ก และสิทธิเด็กทั้ง 4 ประการ คือ สิทธิการมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย ครอบคลุมความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค โรงเรียนในเมืองวิทยาจึงมีการดำเนินงานในลักษณะที่เน้นให้นักเรียนมีชีวิตอยู่รอดได้ในสังคม สิทธิในการพัฒนา สิทธิในการได้รับความคุ้มครอง สิทธิในการมีส่วนร่วมของนักเรียน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่โรงเรียนให้ความสำคัญ ส่วนโรงเรียนทอฝันวิทยา จะเน้นการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยการบูรณาการกิจกรรมกระบวนการกลุ่มเข้ากับกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถที่จะดูแลช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือเพื่อนได้ เน้นที่การช่วยเหลือและส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตย ยอมรับฟังความคิดเห็นของบุคคลอื่น ผลการวิจัยพบว่า ทั้งสองโรงเรียนให้ความสำคัญกับการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนเหมือนกัน แต่จะแตกต่างกันในขั้นตอนการดำเนินงานเมื่อนำนโยบายจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไปปฏิบัติในสถานศึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับนักเรียน และสภาพแวดล้อมในโรงเรียน 2. ผลที่เกิดขึ้นจากระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนทั้งสองโรงเรียนมีผลการดำเนินงานดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ดีเหมือนกัน โรงเรียนในเมืองวิทยาจะสามารถช่วยเหลือนักเรียนให้มีชีวิตที่อยู่รอด มีความสุขตามอัตภาพ ไม่กลายเป็นนักเรียนตกหล่น สามารถเรียนหนังสือได้จบการศึกษาภาคบังคับ สามารถประกอบอาชีพเพื่อความอยู่รอดของชีวิตได้ ส่วนโรงเรียนทอฝันวิทยาสามารถจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนอยู่ร่วมกันได้ นักเรียนได้รับการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน นักเรียนสามารถพัฒนาตนเองได้ แนวโน้มการศึกษาต่อของนักเรียนมีสูง เน้นที่การพัฒนาของตัวผู้เรียนเองให้เป็นคนที่กล้าคิด กล้าแสดงออก มากกว่าการหาเลี้ยงชีพเพื่อความอยู่รอดของปากท้อง ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่จะได้ผลดีนั้นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ผู้บริหาร ครู นักเรียน ผู้ปกครอง และคณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน
ข้อสรุป(summary) วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อ1)ศึกษาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2)ศึกษาการบริหารจัดการและการสนับสนุนระบบและ3)ศึกษาผลการใช้ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน วิธีวิจัยเป็นเชิงคุณภาพแบบพหุกรณีศึกษา รวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม สัมภาษณ์แบบไม่เป็นทางการและแบบเจาะลึก การสนทนากลุ่ม การศึกษาเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูลจากเนื้อหาและสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1.การดำเนินงานมีลักษณะดังนี้ (1) การวางแผนการดำเนินงาน ตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการ (2) การดำเนินงานตามแผนมีการวิเคราะห์ปัญหา ให้ความรู้แก่บุคลากร (3)การตรวจสอบ ติดตามประเมินผลความร่วมมือระหว่างคณะครู นักเรียนและผู้ปกครองและชุมชน(4)การปรับปรุง สรุปผลเพื่อการพัฒนาระบบ 2. การดำเนินงานมี 5 ขั้นตอน คือ 1) การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล 2)การคัดกรองนักเรียน 3) การส่งเสริมและพัฒนา 4) การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข และ5) การส่งต่อภายในโรงเรียนและภายนอก 3. การสนับสนุนความร่วมมือระหว่างครูนักเรียนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 4.ประสิทธิผลผ่านมาตรฐานการดำเนินงานตามระบบของกระทรวงศึกษาธิการและแก้ปัญหาให้นักเรียนกลุ่มเสี่ยงและกลุ่มมีปัญหาได้
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะ วิธีการดำเนินงานสำหรับโรงเรียนที่ต้องการดำเนินงานตามระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนให้ประสบความสำเร็จ แบ่งออกเป็น 3 ฝ่าย ดังนี้ คือ โรงเรียน ผู้ปกครอง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.โรงเรียน 1. ด้านการวางแผนงาน จากการวิจัยพบว่าควรมีการวางแผนการดำเนินงานก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อให้มีความพร้อมในทุกด้าน การจัดครูรับผิดชอบในด้านต่างๆของระบบทั้งทีมนำ ทีมประสาน และทีมทำ ให้ชัดเจนเพื่อการเตรียมการของแต่ละฝ่าย 2. การดำเนินงาน พบว่าครูประจำชั้นจะพบกับอุปสรรคในการดำเนินงานมากที่สุดเพราะครูประจำชั้นต้องมีความรู้และความเข้าใจ มีความเสียสละในการดำเนินงานอย่างมาก ควรมีการชี้แจงทำความเข้าใจให้กับครูและบุคลาการที่เกี่ยวข้อง การให้กำลังใจจากผู้บริหาร การสร้างความสามัคคีในการทำงานเพื่อให้งานประสบกับความสำเร็จ 3. งบประมาณ จากผลการวิจัยพบว่า งบประมาณเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญสำหรับการดำเนินงาน ควรมีการวางแผนจัดสรรงบประมาณที่เอื้อต่อการดำเนินงานให้สำเร็จ 2.ผู้ปกครอง จากผลการวิจัยพบว่า การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน ผู้ปกครองมีส่วนสำคัญที่จะทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ โรงเรียนควรจัดกิจกรรมเพื่อให้ผู้ปกครองมีความตระหนักในความสำคัญของการให้ความร่วมมือ และแจ้งผลการดำเนินงานให้ผู้ปกครองทราบว่าบุตรหลานของตนเองจัดอยู่ในกลุ่มใด เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจสภาพปัญหาที่แท้จริงและให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาได้ดีขึ้น 3.หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการดำเนินงานให้โรงเรียนรายงานผลการดำเนินงานเพื่อทราบถึงปัญหาที่โรงเรียนประสบอยู่ การหาทางแก้ปัญหาและการสนับสนุนผู้เรียนให้ตรงตามความต้องการของโรงเรียนและผู้เรียน และควรมีการจัดบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานเช่น เจ้าหน้าที่กรมสุขภาพจิต เจ้าหน้าที่พยาบาล นักจิตวิทยา ประจำที่โรงเรียนหรือติดตามดูแลโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอต่อไป
ปี 2551
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved