ผลงานวิจัย

นางสาวขวัญชนก นัยจรัญ - thaied

Current Record: นางสาวขวัญชนก นัยจรัญ

นางสาวขวัญชนก นัยจรัญ

ผลการวิจัย 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยหลังเรียนของผู้ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8577
ชื่อผลงานวิจัย ผลของการใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยและความสามารถในการอ่านอย่างวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3วิทยาลัยนาฏศิลป สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
หัวข้อ(Eng) EFFECTS OF A RESEARCH-BASED INSTRUCTIONAL MODEL ON THAI LITERATURE LEARNING ACHIEVEMENT AND CRITICAL READING ABILITY OF MATHAYOM SUKSA THREE STUDENTS IN DRAMATIC ARTS COLLEGE BANDHITPATANASILP INSTITUTE, MINISTRY OF CULTURE
ชื่อผู้วิจัย นางสาวขวัญชนก นัยจรัญ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss Khwanchanok Naijarun
การศึกษา ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย
สถานที่ติดต่อ 225/ง ม.4 ต.ป่าโมก อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง 14130
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเภท วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติและเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่แสดงความเป็นไทย คนไทยใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือใน
การติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน เพราะภาษาไทยเป็นสื่อกลางที่ทำให้คนในชาติเข้าใจความหมายที่ต้องการสื่อสารได้ตรงกัน ถ่ายทอดความรู้สึก นึก คิด ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงถ่ายทอดประเพณี ความเชื่อ และวัฒนธรรมของไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้ดำรงอยู่ ซึ่งจะก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันของคนในชาติ ดังที่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (กรมวิชาการ, 2544: 3) กล่าวถึงความสำคัญของภาษาไทยไว้ว่า
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิด
ความเป็นเอกภาพ และเสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็น
ไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์
ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และการดำรงชีวิตร่วมกัน
ในสังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ กำหนดให้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยเป็นหนึ่งใน 8 กลุ่มสาระ โดยจัดเป็นกลุ่มสาระที่ต้องใช้เป็นหลักในการจัดการเรียน การสอนเพื่อสร้างพื้นฐานการคิดและเป็นกลยุทธ์ในการแก้ปัญหาและวิกฤตของชาติ(กระทรวงศึกษาธิการ: 2545) โดยกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ออกเป็น ๕ สาระ คือ สาระที่ ๑ การอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน สาระที่ ๓ การฟัง การดูและการพูด สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษา และสาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดความคิด มีทักษะและกระบวนการทางภาษา มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยม ตลอดจนนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้ โดยในการจัดการเรียนรู้นอกจากจะให้ความรู้แก่ผู้เรียนแล้ว ผู้สอนยังต้องฝึกให้ผู้เรียนรู้จักคิดและนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติจริงด้วย จะเห็นได้ว่าในการสอนภาษาไทยนอกจากจะเน้นทักษะในการสื่อสารแล้ว ยังเน้นการรักษ์ภาษาไทยในฐานะเป็นวัฒนธรรมและถ่ายทอดวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ในรูปแบบของวรรณคดีและวรรณกรรมต่างๆอีกด้วย
วรรณคดีไทยเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อชาติไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะวรรณคดีเป็นเครื่องแสดงความเจริญของชาติ ชนชาติที่ไร้ความเจริญย่อมไม่สามารถผลิตผลงานทางวรรณคดีได้ เนื่องจากวรรณคดีเป็นผลงานสร้างสรรค์ของมนุษย์ วรรณคดีจึงเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมาทุกยุคทุกสมัย ดังที่ศรีวิไล ดอกจันทร์ (2529: 11) กล่าวถึงความสำคัญของวรรณคดีในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมว่า








สรุปได้ว่าเป้าหมายของการสอนวรรณคดี คือ การใช้วรรณคดีเป็นสื่อกลางเพื่อให้ผู้เรียน เกิดความซาบซึ้งในบทประพันธ์ด้านภาษา ศิลปะ และความเข้าใจในชีวิต ตลอดจนตระหนักถึงความเป็นมาด้านศิลปวัฒนธรรม และสังคมของคนในชาติ ทั้งนี้ เมื่อเรียนวรรณคดีแล้วผู้เรียนควรสามารถนำความรู้ และข้อคิดที่ได้รับจากการเรียนไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีควรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเอง รู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล สามารถตั้งคำถามและตอบคำถามที่ตนเองต้องการทราบจากบทเรียนได้โดยการค้นคว้าและเลือกสรรข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้

วรรณคดีเป็นเรื่องราวที่ประกอบด้วยส่วนประกอบหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ การใช้ภาษา ถ้อยคำสำนวนต่างๆ ตลอดจนสังคมและวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในเนื้อเรื่อง ทำให้การสอนวรรณคดีสามารถบูรณาการกับเนื้อหาของวิชาภาษาไทยและทักษะต่างๆได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะทักษะการอ่าน เนื่องจากการเรียนวรรณคดี ผู้เรียนต้องอ่านเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้น ต้องตีความคำศัพท์และเนื้อหา จับใจความและทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่าน ตลอดจนประเมินค่าบทประพันธ์และนำข้อคิดที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ในชีวิต ดังนั้นจึงเป็นการฝึกทักษะการอ่านประการหนึ่ง ทั้งนี้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ กำหนดให้การอ่านเป็นหนึ่งใน 5 สาระที่สำคัญของการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย โดยกำหนดมาตรฐาน ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ทั้งนี้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ของช่วงชั้นที่ 3 (กรมวิชาการ, 2546: 4-6) ดังนี้
1. สามารถอ่านอย่างมีสมรรถภาพและอ่านได้เร็วยิ่งขึ้น เข้าใจวงคำศัพท์กว้างขวางขึ้น เข้าใจสำนวนและโวหาร การบรรยาย การพรรณนา อธิบาย อุปมาและสาธก สามารถใช้บริบทการอ่านสร้างความเข้าใจการอ่านและใช้แหล่งความรู้พัฒนาประสบการณ์และความรู้กว้างขวางขึ้น นำความรู้และประสบการณ์มาใช้ในการตัดสินใจและแก้ปัญหาสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต
2. สามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์เรื่องที่อ่าน ประเมินค่าทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างมีเหตุผลโดยใช้แผนภาพความคิดและกระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างหลากหลายพัฒนาการอ่าน สามารถเล่าเรื่อง ย่อเรื่อง ถ่ายทอดความรู้ ความคิดจากการอ่านไปใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิต และใช้ในการตรวจสอบความรู้
3. สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงตามลักษณะคำประพันธ์ที่หลากหลาย และวิเคราะห์คุณค่าด้านภาษา เนื้อหาและสังคม จำบทประพันธ์ที่มีคุณค่านำไปใช้อ้างอิงได้ เลือกอ่านหนังสือและสื่อสารสนเทศ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างกว้างขวางเพื่อพัฒนาตนเองด้านความรู้และการทำงาน มีมารยาทในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่าน
มาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยด้านการอ่านและสาระการเรียนรู้ด้านวรรณคดีและวรรณกรรมดังกล่าว สรุปได้ว่าครูควรสอนให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและซาบซึ้งในบทประพันธ์ สามารถแสดงความคิดเห็นเชิงวิจารณ์จากเรื่องที่อ่านได้ ตลอดจนสามารถประยุกต์ความรู้ที่ได้จากเรื่องไปใช้ในชีวิตประจำวัน นักเรียนสามารถเลือกอ่านสื่อที่มีคุณค่าและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งตรงกับการอ่านในระดับการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ การอ่านในระดับนี้ นักเรียนจะต้องได้รับการฝึกให้รู้จักเลือกหนังลือและสื่อที่เหมาะสม โดยการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้อ่านเรื่องต่างๆ จากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนสามารถประเมินค่าเรื่องที่อ่านได้ และสามารถเลือกข้อมูลที่มีประโยชน์ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นการอ่านเพื่อให้เกิดความเข้าใจในเนื้อหาและสามารถพิจารณาไตร่ตรองข้อมูล วิเคราะห์ ตัดสินประเมินค่าข้อมูลนั้นๆได้ ดังที่ ประสิทธิ์ กาพย์กลอน (2525: 148) กล่าวถึงการอ่านอย่างมีวิจารณญาณว่า “เป็นความสามารถในการใช้ดุลพินิจหาเหตุผล และพิจารณาคุณค่าของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้อง สามารถเปรียบเทียบได้อย่างมีหลักเกณฑ์ และตัดสินได้ว่าเรื่องนั้นหรือตอนใดตอนหนึ่งของเรื่องนั้นผิดหรือถูก ดีหรือไม่ดี สำคัญหรือไม่สำคัญ สามารถแยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และสามารถแยกแยะความเห็นออกจากข้อเท็จจริง” และประเทิน มหาขันธ์ (2530: 173) กล่าวว่า “การอ่านอย่างมีวิจารณญาณ คือ การอ่านที่ผู้อ่านจะต้องมีความเข้าใจเรื่องราวที่อ่านเป็นเบื้องต้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะสำหรับการอ่านทั่วๆไป นอกจากนั้นผู้อ่านยังต้องรู้จักประเมินความคิดของผู้เขียนซึ่งมิได้ระบุไว้ตรงๆ หากแต่ผู้อ่านจะต้องใช้วิจารณญาณตัดสินเอง ตามความรู้และประสบการณ์ เมื่อสามารถเข้าใจแนวความคิดของผู้เขียนแล้ว ผู้อ่านก็สามารถวิเคราะห์แนวความคิดนั้นๆได้”

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีความสำคัญมากสำหรับนักเรียน เพราะนักเรียนต้องนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อปรับตัวให้ทันกับสังคมยุคข้อมูลข่าวสาร ดังที่ กมล การกุศล (2529: 186) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณว่า “การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีความสำคัญเพราะทำให้ผู้อ่านรู้จักพินิจพิเคราะห์สาร สามารถแยกแยะส่วนที่เป็นข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นได้ การปลูกฝังเรื่องการอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงนับว่าเป็นสิ่งสำคัญ”

การอ่านอย่างมีวิจารณญาณถึงแม้จะมีสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่กำลังศึกษาเล่าเรียน แต่จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย
ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณปรากฏว่า การจัดการเรียนการสอนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณในระดับมัธยมศึกษายังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ดังที่ปรากฏในงานวิจัยของ อุดมพร พัสถาน (2537: 5) เรื่องการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผลสัมฤทธิ์ในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับเจตคติการอ่านก่อนและหลังการฝึกอ่านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย กรุงเทพมหานคร ที่พบว่า นักเรียนส่วนมากไม่มีนิสัยรักการอ่าน เบื่อหน่ายการอ่านหนังสือ บางคนอ่านแล้วไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถแยกข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น วิเคราะห์ วิจารณ์หรือประเมินค่าเรื่องที่อ่านได้ อีกทั้งนักเรียนไม่มีความสนใจที่จะเรียน หรือฝึกอ่านอย่างมีวิจารณญาณเท่าที่ควร จึงทำให้นักเรียนไม่สามารถพัฒนาความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้อย่างเต็มที่ และจากงานวิจัยของ สุนันท์ ประสานสอน (2544: 5) เรื่อง ผลของการใช้กลวิธีชี้นำการอ่านและการคิดระดับสูง ที่มีต่อความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ปัญหาการอ่านนั้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากครูบางส่วนไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในการอ่านได้ ทั้งนี้เพราะนักเรียนขาดการฝึกฝนทักษะด้านการคิด การวิเคราะห์ การวิจารณ์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสอนอ่าน ทำให้การอ่านไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ การสอนอ่านเพียงเพื่อความเข้าใจเป็นการไม่เพียงพอ แต่จะต้องอ่านได้อย่างมีวิจารณญาณ รู้จักคิดหาเหตุผล วิเคราะห์ วินิจฉัยในสิ่งที่อ่านได้อย่างถูกต้อง

การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียน พบว่ามีปัญหาทั้งในด้านของการจัดการเรียนการสอนและตัวนักเรียน โดยในด้านการจัดการเรียนการสอนมีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนของครู คือ ครูจัดการเรียนการสอนที่ไม่หลากหลายและเน้นเพียงการบรรยายในห้องเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ บันลือ พฤกษะวัน (2543: 1) ที่กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับกลวิธีการสอนสรุปได้ว่า ครูใช้วิธีสอนแบบบรรยายและเน้นให้นักเรียนสอบปลายภาคได้ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และจากแนวคิดของสุจริต เพียรชอบและสายใจ อินทรัมพรรย์ (2536: 11-16) ที่กล่าวถึงปัญหาการสอนอ่านอย่างมีวิจารณญาณว่าเกิดจากครูที่ใช้วิธีการสอนแบบเดิมๆเน้นการบรรยาย และครูไม่พยายามหาวิธีสอนใหม่ๆมาสอนนักเรียน จึงทำให้นักเรียนไม่เกิดการคิด อ่านอย่างมีวิจารณญาณ ปัญหาจากตัวนักเรียน สรุปได้ว่า นักเรียนวิจารณ์บทอ่านไม่เป็นและนักเรียนส่วนใหญ่อ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ ซึ่งสอดคล้องกับ ฐะปะนีย์ นาครทรรพ (2520: 5) ได้กล่าวว่า “นักเรียนในระดับมัธยมศึกษาในปัจจุบันมีจำนวนมากที่อ่านหนังสือไม่เป็น คืออ่านแล้วไม่สามารถจับใจความของเรื่องได้ ไม่เข้าใจเนื้อเรื่องและวิจารณ์ไม่เป็น” และสุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2544: 62) ซึ่งกล่าวว่า “นักเรียนมักจะอ่านเพื่อความเข้าใจเรื่องราวมากกว่าที่จะอ่านเพื่อคิดวิจารณญาณการที่จะให้นักเรียนสามารถอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้นั้น เป็นปัญหาที่ครูควรหาวิธีการหรือสื่อการสอนที่จะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ” จะเห็นได้ว่าปัญหาการอ่านอย่างมีวิจารณญาณเป็นปัญหาที่สำคัญ ที่ครูควรจะฝึกให้นักเรียนมีทักษะดังกล่าว ดังนั้นมีความจำเป็นที่ครูจะต้องหาวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพเข้ามาพัฒนาทักษะดังกล่าวต่อไป

ปัญหาในการอ่านอย่างมีวิจารญาณมีความจำเป็นที่ครูจะต้องหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขต่อไป ทั้งนี้ในจัดการเรียนการสอนควรเป็นแบบบูรณาการเพราะกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของภาษาไทย และวิธีที่น่าสนใจและเหมาะสมมากที่สุด คือ การสอนโดยยึดวรรณคดีเป็นแกนในการสอนทักษะการสื่อสารและการใช้ภาษา ดังที่กรมวิชาการ (2546: 21) กล่าวถึงการจัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยว่า “การเรียนการสอนครูต้องจัดในลักษณะบูรณาการ การ บูรณาการอาจทำได้หลายวิธี ที่สะดวกและเหมาะสมมาก คือ การใช้วรรณคดีหรือวรรณกรรมเป็นแกน” ดังนั้นในการวิจัยครั้งนี้จึงใช้วรรณคดีเป็นแกนในการสอนการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ

การเรียนสาระวรรณคดีเป็นการฝึกทักษะการอ่านทางหนึ่ง เพราะการศึกษาวรรณคดี ผู้เรียนจะต้องเข้าใจเนื้อเรื่องของวรรณคดีที่เรียน และยังควรต้องสามารถแยกแยะข้อเท็จจริงและสามารถนำข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตามที่ระบุไว้ในมาตรฐานการเรียนรู้ ดังนั้น การฝึกทักษะการอ่าน โดยเฉพาะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณจึงมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ดังที่ อรอนงค์ ตั้งก่อเกียรติ (2542: 48) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านอย่างมีวิจารณญาณสรุปได้ว่า การอ่านอย่างมีวิจารณญาณมีความสำคัญ เพราะช่วยให้รับสารได้ถูกต้อง ผู้อ่านสามารถแยกแยะส่วนต่างๆ และมองเห็นความสัมพันธ์ของทุกส่วนที่มาประกอบกัน ฝึกให้ผู้รับสารมีกระบวนการคิดที่ลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ รู้จักใช้วิจารณญาณไตร่ตรอง ไม่เป็นคนหลงเชื่อง่าย หรือตกเป็นเหยื่อคำโฆษณาที่เกินจริงมีทักษะในการแยกแยะ และหาแนวทางแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้เป็นผู้รอบคอบและมีเหตุผลยิ่งขึ้น ช่วยให้มีความรู้ที่กว้างขวางและเป็นแนวทางให้รู้จักแสวงหาความรู้เพิ่มเติมได้

การเรียนการสอนวรรณคดีถึงแม้จะมีความสำคัญดังได้กล่าวแล้วข้างต้น แต่ปรากฏว่าการเรียนการสอนวรรณคดีไทยยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังที่ วิทย์ ศิวะศริยานนท์ (2519: 253 - 257) ได้กล่าวถึงปัญหาในการจัดการเรียนรู้วรรณคดี สรุปได้ว่าส่วนใหญ่เป็น การเรียนรู้โดยการแปลศัพท์ ครูไม่ได้จัดการเรียนรู้นอกเหนือไปจากนั้น เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้วรรณคดีให้ลึกซึ้ง เนื่องจากเมื่อเวลาที่เป็นนักเรียนก็ได้รับการจัดการเรียนรู้เช่นนั้น ทั้งนี้ ได้ให้ความเห็นว่าการศึกษาวรรณคดีที่แท้จริง คือ การพยายามทำความเข้าใจกับบทประพันธ์ และทำความเข้าใจชีวิตอย่างหลากหลายในฐานะที่วรรณคดีช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ของชีวิต และต้องศึกษาวรรณคดีในฐานะที่เป็นศิลปะ คือ ต้องรู้กฎเกณฑ์ธรรมชาติและเทคนิคของการประพันธ์วรรณคดีชนิดนั้นๆ และประภาศรี สีหอำไพ (2524: 350) กล่าวถึงปัญหาทั่วไปของการสอนวรรณคดีสรุปได้ว่า วิธีสอนของครูไม่เร้าใจ ก่อให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียนโดยผู้สอนมักจะมุ่งสอน “อ่านเอาเรื่อง” เพื่อให้นักเรียนเรียนด้วยวิธีท่องจำให้ได้เนื้อหาตามหลักสูตรเท่านั้น ซึ่งผลเสียของการอ่านเอาเรื่องก็คือ นักเรียนเห็นเป็นเรื่องไร้สาระและล้าสมัย เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อการศึกษาวรรณคดี ยิ่งกว่านั้น การเรียนการสอนวรรณคดีส่วนใหญ่ ผู้สอนมักจะเป็นผู้นำจนกลายเป็นจำกัดขอบเขตหรือปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้วิจารณญาณ ดังนั้น การวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางสำหรับใช้ในการจัดการเรียนการสอนวรรณคดีเพื่อพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้มีทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณนั้นยังเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอทางเลือกที่หลากหลายในการพัฒนาผู้เรียน

ผู้วิจัยเห็นว่าปัญหาการอ่านและปัญหาการเรียนการสอนวรรณคดีไทยมีความเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจาก การเรียนวรรณคดีไทยเป็นการสอนการอ่านรูปแบบหนึ่ง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ค้นคว้าเอกสารและได้พบว่ารูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย (Research – based Instructional Model) เป็นรูปแบบการเรียนการสอนรูปแบบหนึ่งที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างแท้จริงด้วยตนเอง มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างมีเหตุผลประกอบ รวมถึงสามารถค้นหาปัญหาของตนเอง ตั้งคำถามและตอบคำถามที่ตนเองต้องการทราบจากบทเรียนโดยการค้นคว้าและเลือกสรรข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนนี้น่าจะสามารถพัฒนาทักษะการอ่านที่สำคัญของนักเรียนได้ โดยเฉพาะทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ เพราะรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย เป็นการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาคุณลักษณะหลากหลายประการของผู้เรียนรวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ซึ่งสามารถนำมาสนับสนุนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณได้

ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (2549: 31) ได้อธิบายแนวคิดของรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยไว้ ดังนี้ รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนตั้งข้อสังเกตหรือประเด็นที่ตนสนใจจะศึกษาด้วยตนเอง อาจเริ่มต้นที่ปัญหาที่ตนพบในขณะเรียน หรือขณะศึกษาข้อมูล แล้ววางแผนการหาคำตอบประเด็นต่างๆอย่างเป็นระบบ อันนับเป็นการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง จากความสนใจหรือปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง โดยระหว่างการค้นหาคำตอบนั้น ผู้เรียนจะต้องแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมห้องและครู นอกจากนั้นผู้เรียนค้นพบคำตอบแล้วต้องนำคำตอบที่ได้ไปใช้แก้ปัญหาหรือดำเนินการตามที่วางแผนไว้ ดังนั้นผลงานที่ผู้เรียนจะได้เมื่อผ่านการเรียนตามรูปแบบ คือ ผลงานกึ่งวิจัยที่ผ่านการทดลองนำไปใช้แล้วด้วยตนเอง ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่างๆได้เรียนรู้ร่วมกับเพื่อน โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ และได้เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบตามกระบวนการวิจัย เป็นการใช้ห้องเรียนฝึกผู้เรียนให้เป็นนักวิจัยน้อยๆสำหรับการเรียนในระดับสูงหรือการประกอบอาชีพในอนาคต

แนวคิดดังกล่าวนำมาสู่การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย โดยอาศัยแนวคิดสำคัญในการจัดการเรียนรู้ 5 แนวคิด คือ การเรียนรู้แบบใช้วิจัยเป็นหลัก (Research-Based Learning) การเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นหลัก (Problem-Based Learning) การเรียนรู้ตามสภาพจริง (Authentic Learning) การเรียนรู้ร่วมกัน (Collaborative Learning) และการเรียนแบบ นำตนเอง (Self-Directed Learning) มาประกอบเป็นขั้นตอนการจัดการเรียนการสอน 4 ขั้น ดังนี้
ขั้นที่ 1 การตีความ/กำหนดปัญหา การเรียนการสอนโดยใช้ประเด็นหลักในเนื้อหารายวิชาหรือปัญหาเป็นหลักในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยผู้เรียนร่วมกันอภิปรายเพื่อกำหนดหรือสำรวจปัญหาที่จะศึกษา จากนั้นร่วมกันจัดอันดับความสำคัญของประเด็นที่จะศึกษา และร่วมกันกำหนดประเด็นที่จะศึกษา แล้วกำหนดคำถามในการศึกษาและกำหนดตัวแปรหรือประเด็นที่จะศึกษา
ขั้นที่ 2 วางแผนงาน กำหนดวิธีการและรูปแบบที่จะศึกษาประเด็นที่กำหนด โดยผู้เรียนร่วมกันกำหนดสมมติฐานด้วยตนเองโดยมีผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง และผู้เรียนร่วมกันออกแบบการศึกษาด้วยตนเอง โดยมีผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะแนวทาง
ขั้นที่ 3 ดำเนินการตามแผน การดำเนินการศึกษาตามแบบที่กำหนด โดยผู้เรียนช่วยกันเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้นช่วยกันวิเคราะห์ข้อมูลและร่วมกันสรุปผล
ขั้นที่ 4 การนำผลที่ได้ไปใช้แก้ปัญหา นำผลที่ได้จากการศึกษามาทดลองหรือตรวจสอบ โดยผู้เรียนร่วมกันนำผลการวิจัยไปทดลองปฏิบัติหรือตรวจสอบร่วมกัน จากนั้นให้ผู้เรียนร่วมกันนำข้อมูลย้อนกลับที่ได้มาพัฒนาการทำงาน

รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยเน้นการพัฒนาทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าข้อมูลหรือข้อสรุปต่างๆเพื่อใช้ตัดสินใจแก้ปัญหาของตนเองตามที่ระบุไว้ และเขียนสรุปเป็นรายงานเชิงวิจัย ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย เนื่องจากในแต่ละขั้นตอนของการเรียน ผู้เรียนจะต้องค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆที่มีความหลากหลาย ด้วยการอ่านและสรุปประเด็นความรู้ เพื่อนำข้อมูลไปใช้แก้ปัญหาการเรียนที่ตนเองประสบตามที่ระบุไว้ รวมทั้งประมวลความรู้ของตนเอง เขียนเป็นรายงานเชิงวิจัยที่มีทั้งเนื้อหาความรู้ กระบวนการเรียนรู้และผลของการนำความรู้ไปใช้ ดังนั้นผู้เรียนจะต้องมีความรู้ในด้านเนื้อหาที่เรียนเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองอีกด้วย

กล่าวโดยสรุป รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย เป็นรูปแบบที่พัฒนามาจากแนวคิดในการจัดการเรียนการสอน 5 แนวคิด ซึ่งส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและการทำงานเป็นกลุ่ม อีกทั้งแนวคิดรากฐานของรูปแบบฯที่ประกอบอยู่ในการเรียนด้วยวิธีวิจัยนั้นยังเป็นแนวคิดที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในการจัดการเรียนการสอน และได้รับการยอมรับว่าเป็นแนวคิดที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาทักษะการอ่านและผลสัมฤทธิ์ในการเรียนได้ นอกจากนี้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยนอกจากจะฝึกทักษะในการสื่อสารด้านต่างๆให้แก่นักเรียนแล้ว ยังฝึกให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน การทำงานเป็นกลุ่มนี้จะก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างกว้างขวาง เพราะนักเรียนจะต้องรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น เพื่อนำมาวิเคราะห์แยกแยะข้อเท็จจริงต่างๆ แล้วนำข้อมูลที่ได้ไปทดลองใช้และสรุปเป็นรายงานเชิงวิจัย ผู้วิจัยเชื่อว่ารูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยสามารถช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นในการเรียนวรรณคดีไทย เนื่องจากในแต่ละขั้นตอนของการเรียน นักเรียนจะต้องค้นคว้าข้อมูลเพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ และเขียนสรุปเป็นรายงานเชิงวิจัย ซึ่งผ่านการทดลองใช้จริงมาแล้วแล้วนำผลที่ได้มาเขียนสรุปเป็นรายงานที่สมบูรณ์ ดังนั้น จึงเป็นที่แน่นอนว่า นอกจากนักเรียนจะมีความรู้ในเนื้อหาที่เรียนเป็นอย่างดีแล้ว ยังมีทักษะในการแสวงหาความรู้อันจะเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย
แนวคิด(concept) 1.รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย
2.ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยที่มีต่อการอ่าน อย่างมีวิจารณญาณ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการทดลอง 2.เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยกับนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปกติ 3.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย ก่อนและหลังการทดลอง 4.เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยของนักเรียนที่เรียนตามรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย และนักเรียนกลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ
สมมุติฐาน(assumption) 1. ความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธี วิจัยหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองและสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบปกติ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยหลังการทดลอง สูงกว่าก่อนการทดลอง
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) ระเบียบวิธีวิจัย การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ขอบเขตการวิจัย 1.ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในวิทยาลัยนาฏศิลป สังกัดสถาบัน บัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม 2. กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิทยาลัยนาฎศิลป์อ่างทอง จังหวัดอ่างทอง ที่ศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2551
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ศึกษา 1.ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนการสอนวรรณคดีไทย ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนโดย ใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยและการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ 2.ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนวรรณคดีไทย และความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ
คำนิยาม(defination) ข้อตกลงเบื้องต้น 1.รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ กำหนดประเด็น วางแผนงาน ดำเนินการตามแผนและพัฒนาผลการปฏิบัติงาน 2. วิธีสอนปกติ มีขั้นตอน คือ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน ขั้นสรุป
เครื่องมือ(tool) 1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล 1.1 แบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย 1.2 แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย จำนวน 16 แผน 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 16 แผน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ศึกษาตำรา เอกสาร วารสาร บทความ และงานวิจัยทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง กับการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และการสอนวรรณคดี ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยช่วงชั้นที่ 3 เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ และการประเมินผลการเรียนรู้ให้สอดคล้องกัน ศึกษาเอกสาร ตำรา เกี่ยวกับหลักและวิธีการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย 2. กำหนดนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) แบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม 3. สร้างเครื่องมือสำหรับการวิจัย ได้แก่ แบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแผนการจัดการเรียนรู้ 4. นำแบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณและแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความถูกต้อง ความเหมาะสมของข้อคำถาม และความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5. นำแบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ และแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย ไปทดลองใช้กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างก่อนนำไปใช้ทดลองจริง 6. วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง ก่อนการทดลอง 7. จัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามแผนการจัดการเรียนรู้ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม 8. วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณกับนักเรียน กลุ่มตัวอย่าง หลังการทดลอง 9. เก็บรวบรวมข้อมูล รวบรวมคะแนนจากแบบสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย แบบวัดความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของกลุ่มตัวอย่างจากการทำแบบวัดก่อนการทดลองและหลังการทดลอง 10. วิเคราะห์ข้อมูล นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และอภิปรายผลการวิจัย
การวิเคราะห์(analysis) การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อการวิจัย (SPSS 11.5 for windows) ดังนี้ 1. วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และคะแนนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ก่อนและหลังการทดลอง โดยการคำนวณค่ามัชฌิมเลขคณิต ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยและคะแนนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยการทดสอบค่า t แบบกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน (Independent Sample T - test) 2. วิเคราะห์คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และคะแนนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ของกลุ่มทดลอง ก่อนกับหลังการทดลอง และกลุ่มควบคุม ก่อนกับหลังการทดลอง โดยการคำนวณค่ามัชฌิมเลขคณิต (x) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s) และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทย และคะแนนความสามารถในการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ โดยการทดสอบค่า t แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Sample T - test)
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัย 1.ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดีไทยหลังเรียนของผู้ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.ความสามารถทางการอ่านอย่างมีวิจารณญาณหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยสูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยวิธีสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ข้อเสนอแนะสำหรับครูในการจัดการเรียนรู้วรรณคดีไทยโดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย 1.1 ครูควรสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้นักเรียนรู้สึกเป็นกันเอง ส่งเสริมให้นักเรียนแลกเปลี่ยนความรู้ ในการจัดกิจกรรมตามขั้นตอนของรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยทั้ง 4 ขั้นต้องยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ขั้นย่อยที่ประกอบอยู่ในแต่ละขั้นทั้ง 4 ขั้น ครูสามารถรวบรัดได้ เช่น ขั้นที่ 1 การตีความ/กำหนดปัญหา ประกอบด้วยขั้นย่อยคือ สำรวจประเด็น จัดลำดับความสำคัญและเลือกประเด็นที่ตนสนใจ ครูสามารถจัดกิจกรรมไปพร้อมกันได้ โดยการให้นักเรียนสำรวจประเด็นที่จะต้องศึกษาในบทเรียน โดยให้นักเรียนจัดลำดับความสำคัญของประเด็นไปด้วย หากนักเรียนสำรวจประเด็นไม่ครบ ครูช่วยเพิ่มเติมให้และให้นักเรียนเลือกประเด็นที่สนใจจะศึกษาได้เลย เพื่อเป็นการประหยัดเวลาในการจัดกิจกรรมและไม่ให้กิจกรรมการเรียนการสอนซ้ำซาก ไม่น่าสนใจ ซึ่งจะก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ให้นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็นได้อย่างเป็นอิสระ และกระตุ้นให้นักเรียนมีความมั่นใจและมีความเชื่อมั่นในตนเอง โดยใช้กลยุทธ์การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักเป็นตัวกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนให้เรียนรู้จากปัญหาหรือประเด็นที่สนใจ และให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยการนำตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งที่เรียนและมีความรับผิดชอบ การจัดกิจกรรมครูควรใช้สื่อที่มีความหลากหลายและน่าสนใจ เช่น รูปภาพที่ไม่ซ้ำซาก มีสีสันสวยงาม ใช้วีดีทัศน์ประกอบการสอน 1.3 ครูควรทำวิจัยในชั้นเรียนควบคู่กับการจัดกิจกรรมตามรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย เพราะจะทำให้ครูมองเห็นปัญหาของนักเรียนได้ตามสภาพความเป็นจริง และหาแนวทางแก้ไขได้ตรงกับความต้องการของนักเรียน พร้อมกันนี้นักเรียนสามารถหาวิธีการแก้ไขปัญหาของตนเองไปควบคู่กันด้วย 1.4 ครูควรจัดลำดับหน่วยการเรียนรู้วรรณคดีไทยตามยุคสมัยของวรรณคดี เพื่อให้นักเรียนเห็นภาพรวม ของวรรณคดีและวิเคราะห์ความแตกต่างของวรรณคดีแต่ละยุคสมัยได้ เช่น กลวิธีการเขียน รูปแบบของวรรณคดีตามยุคสมัย เพื่อให้นักเรียนได้รับความรู้ในเรื่องเนื้อหาของวรรณคดีและได้ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบ กลวิธีการแต่ง วรรณคดีในแต่ละยุคสมัยด้วย 2. ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในครั้งต่อไป 2.1 รูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นการพัฒนาคุณลักษณะเรียนรู้ชำนาญ เชี่ยวชาญปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะย่อยที่สำคัญ คือ การคิดใหม่ การคิดสร้างสรรค์และการคิดแจ้งแทงตลอด ในการสร้างองค์ความรู้ใดๆล้วนแล้วแต่ต้องผ่านกระบวนการสำคัญคือ กระบวนการคิดทั้งสิ้น เป็นการคิดที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม บุคคลสามารถเห็นสิ่งต่างๆในมิติหรือมุมมองใหม่ๆ และนำความคิดดังกล่าวมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ กลั่นกรองจนเกิดเป็นองค์ความรู้ หรือผลงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ดังนั้นจึงควรทำวิจัยในรายวิชาภาษาไทยที่ศึกษาตัวแปรตาม คือ การคิดวิเคราะห์ การคิดสร้างสรรค์ หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 2.2 ควรมีการศึกษารูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยในการสอนกลุ่มสาระอื่นๆ ที่เน้นการฝึกทักษะ ปฏิบัติและแก้ไขปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ สังคม เป็นต้น 2.3 ควรศึกษาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามรูปแบบวิธีวิจัยกับนักเรียนในระดับชั้นอื่นๆ แม้แต่กับ นักเรียนระดับอนุบาล ทั้งนี้เพราะรูปแบบการเรียนการสอนด้วยวิธีวิจัยมีแบบแผนและเค้าโครงที่ชัดเจน มีลักษณะเป็นรูปธรรม มีขั้นตอนที่เป็นแบบอย่างในการจัดการเรียนการสอนที่ชัดเจน สะดวกแก่การนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน
ปี 2551
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved