ผลงานวิจัย

นางสาววลัยพร ศิริภิรมย์ - thaied

Current Record: นางสาววลัยพร ศิริภิรมย์

นางสาววลัยพร ศิริภิรมย์

1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจำนวน 4 กลุ่มปัจจัยซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานในการวิจัย คือ ปัจจัยด้านจิตสังคม ปัจจัยด้านภูมิหลัง ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์การ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ โดยมีปัจจัยย่อยที่ส่งผลทางบวกมากที่สุดคือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ รองลงมา คือ ความฉลาดทางอารมณ์ สถานภาพและบทบาททางสังคมของสตรี ภาวะผู้นำ การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสตรี การได้รับโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนจากครอบครัว การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ตามลำดับ ทั้งนี้ มีปัจจัยย่อยได้แก่ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการทำงาน และค่านิยมทางสังคมที่มีต่อสตรี ไม่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความสำเร็จในวิชาชีพเป็นรายด้าน ยังพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพมากที่สุดของด้านความพึงพอใจในงานคือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ส่วนด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพคือ การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา และด้านบทบาทการทำงานคือ ภาวะผู้นำ นอกจากนี้ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลคือ การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา และด้านความสำเร็จในชีวิตคือ สถานภาพและบทบาททางสังคมของสตรี 2. วิถีชีวิตและปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1 วิถีชีวิตของผู้บริหารสตรี 2.1.1 การใช้เวลา วิถีชีวิตของผู้บริหารสตรีตื่นแต่เช้าระหว่างตีสี่ถึงตีห้า มาถึงโรงเรียนแต่เช้าระหว่าง 6 โมงถึง 7 โมงเช้า เดินดูนักเรียนเข้าแถว เดินดูความเรียบร้อยของอาคารเรียน และดูการเรียนการสอนของครู หากมีประชุมข้างนอกจะออกไปประชุมแล้วกลับมาโรงเรียนทุกครั้ง ดูแฟ้มงาน มักออกจากโรงเรียนเป็นคนสุดท้าย บางครั้งงานไม่เสร็จจะนำงานกลับไปทำที่บ้าน เมื่อกลับถึงบ้านจะอ่านหนังสือพิมพ์ ดูรายการทีวี รายการข่าว บางท่านใช้เวลาในการทบทวนไตร่ตรองทุกวันถึงสิ่งที่ผ่านมา และวางแผนงานที่จะทำต่อไป เข้าห้องพระ ดูข่าว จะเข้านอนไม่เกินเที่ยงคืน งานอดิเรกของผู้บริหารสตรี ได้แก่ ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร หนังสือธรรมะ และหนังสืออื่นๆ ที่น่าสนใจ ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ การดูแลตัวเอง การผ่อนคลาย เมื่อมีวันหยุด วันเสาร์-อาทิตย์ จะทำสวน ปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน ไปวัด หรือไปพักผ่อนกับครอบครัว 2.1.2 เป้าหมายในชีวิต ผู้บริหารสตรีบางท่านได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นครูตั้งแต่แรก แต่บางท่านไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นครู แต่มาประกอบวิชาชีพครูเนื่องด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากครอบครัว และครูผู้สอนในวัยเด็ก ซึ่งเมื่อได้มาเป็นครูแล้ว ผู้บริหารมีความรู้สึกชอบ ถูกกับนิสัยของตนเอง และมีความภาคภูมิใจในความเป็นครู ทั้งนี้ผู้บริหารสตรีจะตั้งเป้าหมายการทำงานเป็นช่วงๆ เมื่อประกอบวิชาชีพครู ได้ตั้งเป้าหมายว่า จะเป็นครูเพื่อนักเรียน จะเป็นครูสอนหนังสือที่ดี และมีคุณภาพที่สุด มีความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ตั้งใจสอนนักเรียน พยายามทำงานด้านต่างๆ เพื่อให้มีประสบการณ์ ผู้บริหารสตรีทุกท่านไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้บริหารมาก่อน แต่เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ผู้มีพระคุณ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากสามี จึงมีโอกาสก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เมื่อเป็นผู้บริหารได้ตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้ว่า ทำสิ่งใดจะต้องทำให้ดีที่สุด เต็มกำลังความสามารถ พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และทำงานสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด 2.1.3 หลักในการดำเนินชีวิต ผู้บริหารสตรีทุกท่านได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และการบริหารงาน เช่น หลักมรรคมีองค์ 8 หลักไตรสิกขา หลักสังคหวัตถุ 4 หลักอิทธิบาท 4 และหลักพรหมวิหาร 4 ผู้บริหารสตรีได้ยึดมั่นในคุณความดี เชื่อในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ เชื่อว่า ศีล 5 ทำให้บุคคลเป็นคนดี และมีความเชื่อว่าหลักพระพุทธศาสนาสามารถช่วยเหลือตนเองและบุคคลต่างๆ ให้อยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวและมีความสุข ผู้บริหารสตรีทุกท่านเป็นผู้ดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ให้การอุปถัมภ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นผู้มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญู มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอดทน อดกลั้น มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน 2.1.4 ประสบการณ์ที่ได้รับ ผู้บริหารสตรีได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากการดำเนินชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ ได้รับการปลูกฝังให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้รับการหล่อหลอมให้มีความขยัน ความรับผิดชอบ ประหยัด มัธยัสถ์ มีความอดทน เสียสละ มีภาวะผู้นำ ช่างสังเกต คิดแก้ไขปัญหา รักการอ่าน สนุกกับการทำงาน เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใดจะใช้โอกาสนั้นในการทำภาระงานของตนเอง และได้เรียนรู้ว่าการทำให้เห็นเป็นแบบอย่างทำให้บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดสามารถซึมซับและนำไปปฏิบัติตาม ผู้บริหารสตรีทุกคนมีประสบการณ์เป็นครูผู้สอน และส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์เป็นหัวหน้าหมวดวิชา/หัวหน้างาน เป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่/ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วจึงเป็นครูใหญ่/อาจารย์ใหญ่/ผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งนี้ มีผู้บริหารสตรีเพียงท่านเดียวที่เป็นครูผู้สอน จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ ซึ่งในขณะที่เป็นครูผู้สอนนั้นได้รับโอกาสในการเป็นผู้ช่วยของครูใหญ่อย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่อย่างเป็นทางการก็ตาม ผู้บริหารสตรีมีแนวทางในการบริหารงานโดยใช้หลักการมีส่วนร่วม หลักการกระจายอำนาจ หลักธรรมาภิบาล การทำงานเป็นทีม การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง การสานต่อนโยบายของผู้บริหารเดิม นอกจากนี้ ผู้บริหารสตรีทุกคนได้มีแบบอย่างของสตรีที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการดำรงชีวิตและการบริหารงาน 2.2 ปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี ได้แก่ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา การสนับสนุนจากครอบครัว แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ภาวะผู้นำ ความฉลาดทางอารมณ์ การได้รับโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากเพื่อนผู้บริหารและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สถานภาพและบทบาทของสตรี 3. เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์วิถีชีวิตและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่า ผู้บริหารสตรีเป็นผู้ที่ดำรงตนตามเส้นทางแห่งมรรคมีองค์ 8 เป็นผู้มีความประพฤติถูกต้องทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า ผู้บริหารสตรีแต่ละท่านเป็นผู้มีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ยึดมั่นในคุณความดี โดยมีความเชื่อว่า คนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อว่า ศีล 5 ทำให้บุคคลเป็นคนดี นอกจากนี้ ผู้บริหารสตรียังมีความเชื่อว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยเหลือตนเองและบุคคลอื่นๆ ให้อยู่อย่างลงตัวและมีความสุข ซึ่งความเห็นชอบต่างๆ เหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญขององค์ประกอบอื่นในการมีดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ การระลึกชอบ และความตั้งใจชอบ กล่าวคือ ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เป็นผู้คิดเป็น เป็นการรู้จักคิด คิดถูกต้อง คิดเพื่อกำหนดปัญหา พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ อย่างถูกต้อง ใช้ความคิดถูกทาง มีวาจาชอบ (สัมมาวาจา) เป็นผู้พูดเป็น ใช้คำพูดถูกต้อง เป็นการพูดคำจริงตามที่รู้เห็น ให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจประเทืองสติปัญญา หรือให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น มีการกระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ) เป็นผู้ทำเป็น กล่าวคือ ทำถูกต้องตามสถานภาพและบทบาทของตน ทำได้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น มีการเลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) โดยประกอบอาชีพสุจริต มีความพยายามชอบ (สัมมาวายามะ) กล่าวคือ มีความขยัน วิริยะอุตสาหะในการประกอบอาชีพการงาน และมีความเพียรพยายามรักษาจิต ไม่ให้เกิดความคิดที่ไม่ดีในจิตใจ มีความระลึกชอบ (สัมมาสติ) เป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันในสิ่งที่ดีงาม ไม่หลงลืม และมีความตั้งใจชอบ (สัมมาสมาธิ) มีจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำจิตใจให้สงบ ผู้บริหารสตรีมีวิถีตามมรรคมีองค์ 8 ครบทุกประการ แต่อาจจะมีระดับความมากน้อยแตกต่างกันไป ทำให้ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีความประพฤติถูกต้องทั้งกาย วาจา และใจ ปฏิบัติในสิ่งสมควรทำ มีความถูกตรง ดังนั้น เส้นทางของมรรคมีองค์ 8 จึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีอย่างแท้จริง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8387
ชื่อผลงานวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หัวข้อ(Eng) AN ANALYSIS OF PATHS TO CAREER SUCCESS OF FEMALE ADMINISTRATORS IN EDUCATION INSTITUTIONS UNDER THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION
คำสำคัญ(keyword) ความสำเร็จในวิชาชีพ เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ ผู้บริหารสตรี มรรคมีองค์ 8
ชื่อผู้วิจัย นางสาววลัยพร ศิริภิรมย์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) MISS WALAIPORN SIRIPIROM
การศึกษา ดุษฎีบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 5/1876 ซอย 20 ถ.สามัคคี ต.บางตลาด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี 11120
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเภท วิจัยเชิงพรรณนา
ประวัติความเป็นมา(history) การทำงานเป็นสิ่งสำคัญสำหรับมนุษย์ จากการศึกษาเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของสตรีในสังคมไทยที่ผ่านมา ได้จำกัดบทบาทสตรีไทยไว้เพียงหน้าที่รับผิดชอบภายในบ้าน สภาพทางสังคมไทยยังยึดติดกับค่านิยมต่างๆ ปัจจุบันรัฐได้ให้ความสำคัญกับสตรีมากขึ้น มีการดำเนินงานด้านสตรีอย่างชัดเจน แต่ผลการวิจัยบทบาทสตรีในสังคมไทยพบว่า แม้จะมีสตรีเข้ารับราชการอยู่เป็นจำนวนมาก แต่สตรีในตำแหน่งผู้บริหารยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับเพศชาย และยิ่งในระดับสูงขึ้นจำนวนสตรีก็ยิ่งน้อยลง จากข้อมูลสถิติทางการศึกษา พ.ศ.2550 พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาที่เป็นสตรีมีสัดส่วนจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 7.45 ของจำนวนผู้บริหารสถานศึกษาทั้งหมด ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่า ข้าราชการครูที่เป็นเพศหญิงมีจำนวนมากคิดเป็นร้อยละ 66.59 ในขณะที่เพศชายเป็นข้าราชการครูคิดเป็นร้อยละ 33.41 ของจำนวนครูทั้งหมด แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลผู้สมัครสอบตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนปี 2550 พบว่า มีสตรีจำนวนน้อยมาก เพียงร้อยละ 1.09 ที่สมัครสอบในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ในขณะที่เพศชายสมัครสอบในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนร้อยละ 7.05 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสถานศึกษาจะมีผู้บริหารที่เป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลการได้รับรางวัลผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่นพบว่าผู้บริหารที่ได้รับรางวัลผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่นมีอัตราส่วนเพศชายต่อเพศหญิงในอัตราใกล้เคียงกัน แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารสตรีเมื่อบริหารสถานศึกษาแล้วมักจะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างดีเยี่ยม ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จในวิชาชีพ สตรีได้ให้คำนิยามของความสำเร็จในวิชาชีพกว้างกว่าเพศชาย โดยมักอธิบายความสำเร็จในวิชาชีพเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จที่ต้องการบรรลุในชีวิตในภาพรวม จึงมักกล่าวถึงความสนใจในความสำเร็จด้านอื่นๆของชีวิตในภาพรวมด้วย ซึ่งบ่อยครั้งจะกล่าวถึงในแง่ของความสมดุลเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในวิชาชีพ
หลายปีที่ผ่านมา มีนักวิจัยหลายท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับความสำเร็จในวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพในด้านอื่นๆ เช่น พนักงานธนาคาร พยาบาล วิศวกร นักเขียนสารคดี เป็นต้น และมักเป็นการศึกษาในแง่ของความสัมพันธ์หรือศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพเท่านั้น แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ศึกษาถึงความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมที่กว้างไปถึงชีวิตส่วนอื่นๆ ในภาพรวมด้วย ทั้งๆ ที่ผู้บริหารสตรีมีมุมมองเกี่ยวกับความสำเร็จในวิชาชีพแตกต่างจากเพศชาย ซึ่งหน่วยงานควรพยายามทำความเข้าใจการรับรู้ของผู้บริหารสตรีเกี่ยวกับความสำเร็จในวิชาชีพ โดยไม่ควรจะสันนิษฐานว่าผู้บริหารเป็นกลุ่มที่มีลักษณะความต้องการเหมือนกัน ด้วยความเป็นมาและความสำคัญดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นแนวทางให้แก่สตรีในการปฏิบัติตน และพัฒนาตนเองให้บรรลุถึงความสำเร็จในวิชาชีพ และเป็นแนวทางในการเตรียมการที่จะก้าวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
วัตถุประสงค์(objective) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยดังนี้ 1) เพื่อวิเคราะห์วิถีชีวิตของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สมมุติฐาน(assumption) ปัจจัยด้านภูมิหลัง ปัจจัยด้านจิตสังคม ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์การ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ ส่งผลทางบวกต่อความความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กลุ่มตัวอย่าง(sample) 1. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสตรีซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 528 คน 2. การเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย ผู้บริหารสตรีซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 5 คน และผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารสตรี จำนวน 29 คน ได้แก่ ครูและบุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ที่อยู่ในครอบครัวของผู้บริหารสตรี
เครื่องมือ(tool) ในการวิจัยครั้งนี้ มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังนี้ 1. แบบวิเคราะห์เอกสาร มีลักษณะเป็นแบบตารางวิเคราะห์เอกสารที่สร้างขึ้นเพื่อศึกษาและสังเคราะห์เอกสารเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพ วิถีชีวิต และความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา 2. แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แบ่งออกเป็น 3 ฉบับ โดยมีรายละเอียดดังนี้ ฉบับที่ 1 แนวคำถามในการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับองค์ประกอบของวิถีชีวิต ตัวแปรของปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพ และตัวบ่งชี้ของความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับที่ 2 แนวคำถามในการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ฉบับที่ 3 แนวคำถามในการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ข้อคำถามเกี่ยวกับวิถีชีวิต และปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 3. แบบสอบถาม มีลักษณะเป็นข้อคำถามแบบให้เลือกตอบ แบบเติมข้อความ และแบบมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ เพื่อสอบถามผู้บริหารสตรีเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพ และระดับความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัย ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ 1. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือนำจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิในการตรวจสอบกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ และบันทึกเทปทุกครั้ง รวมระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 20 วัน 2. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือนำจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย โดยดำเนินการส่งและรับด้วยตนเอง 3. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือนำจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอความร่วมมือจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ โดยผู้วิจัยดำเนินการจัดส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์จำนวน 528 ฉบับ แนบซองพร้อมแสตมป์กับแบบสอบถามเพื่อให้ผู้บริหารสตรีส่งกลับคืนทางไปรษณีย์ รวมระยะเวลา ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 2 เดือน ได้แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์จำนวน 456 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 86.4 ของแบบสอบถามที่ส่งทั้งหมด 4. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือนำจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอความร่วมมือจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลและหน่วยงานต้นสังกัดในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยดำเนินการ เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์ และบันทึกเทปทุกครั้ง รวมระยะเวลา ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นเวลา 1 เดือน
การวิเคราะห์(analysis) ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ในการวิจัยครั้งนี้มีการวิเคราะห์เนื้อหาดังนี้ 1.1 ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาในการวิเคราะห์หลักการ แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จในวิชาชีพ ขั้นตอนอาชีพ วิถีชีวิต สถานภาพ ค่านิยม และบทบาทของสตรีในสังคมไทย กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสตรี เพื่อกำหนดเป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย 1.2 วิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบกรอบแนวคิดในการวิจัยเกี่ยวกับองค์ประกอบของวิถีชีวิต ตัวแปรปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพ และตัวชี้วัดความสำเร็จในชีวิตของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา 1.3 วิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์แล้วประมวลสรุปสาระสำคัญ และจัดหมวดหมู่ตามประเด็นที่วิเคราะห์ได้ 2. การวิเคราะห์โดยใช้สถิติ ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยการหาค่าความถี่ และร้อยละ 2.2 การวิเคราะห์ระดับความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา โดยหาค่ามัชฌิมเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.3 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา โดยวิเคราะห์การถดถอยพหุ (Multiple Regression Analysis) โดยวิธี ENTER
ข้อสรุป(summary) 1. ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจำนวน 4 กลุ่มปัจจัยซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานในการวิจัย คือ ปัจจัยด้านจิตสังคม ปัจจัยด้านภูมิหลัง ปัจจัยด้านการสนับสนุนจากองค์การ และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ โดยมีปัจจัยย่อยที่ส่งผลทางบวกมากที่สุดคือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ รองลงมา คือ ความฉลาดทางอารมณ์ สถานภาพและบทบาททางสังคมของสตรี ภาวะผู้นำ การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสตรี การได้รับโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนจากครอบครัว การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ตามลำดับ ทั้งนี้ มีปัจจัยย่อยได้แก่ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา ระยะเวลาในการทำงาน และค่านิยมทางสังคมที่มีต่อสตรี ไม่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาความสำเร็จในวิชาชีพเป็นรายด้าน ยังพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพมากที่สุดของด้านความพึงพอใจในงานคือ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ส่วนด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพคือ การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา และด้านบทบาทการทำงานคือ ภาวะผู้นำ นอกจากนี้ด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลคือ การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา และด้านความสำเร็จในชีวิตคือ สถานภาพและบทบาททางสังคมของสตรี 2. วิถีชีวิตและปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2.1 วิถีชีวิตของผู้บริหารสตรี 2.1.1 การใช้เวลา วิถีชีวิตของผู้บริหารสตรีตื่นแต่เช้าระหว่างตีสี่ถึงตีห้า มาถึงโรงเรียนแต่เช้าระหว่าง 6 โมงถึง 7 โมงเช้า เดินดูนักเรียนเข้าแถว เดินดูความเรียบร้อยของอาคารเรียน และดูการเรียนการสอนของครู หากมีประชุมข้างนอกจะออกไปประชุมแล้วกลับมาโรงเรียนทุกครั้ง ดูแฟ้มงาน มักออกจากโรงเรียนเป็นคนสุดท้าย บางครั้งงานไม่เสร็จจะนำงานกลับไปทำที่บ้าน เมื่อกลับถึงบ้านจะอ่านหนังสือพิมพ์ ดูรายการทีวี รายการข่าว บางท่านใช้เวลาในการทบทวนไตร่ตรองทุกวันถึงสิ่งที่ผ่านมา และวางแผนงานที่จะทำต่อไป เข้าห้องพระ ดูข่าว จะเข้านอนไม่เกินเที่ยงคืน งานอดิเรกของผู้บริหารสตรี ได้แก่ ฟังธรรม สวดมนต์ นั่งสมาธิ อ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร หนังสือธรรมะ และหนังสืออื่นๆ ที่น่าสนใจ ศึกษาเกี่ยวกับสุขภาพ การดูแลตัวเอง การผ่อนคลาย เมื่อมีวันหยุด วันเสาร์-อาทิตย์ จะทำสวน ปลูกต้นไม้ รดน้ำ พรวนดิน ไปวัด หรือไปพักผ่อนกับครอบครัว 2.1.2 เป้าหมายในชีวิต ผู้บริหารสตรีบางท่านได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นครูตั้งแต่แรก แต่บางท่านไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นครู แต่มาประกอบวิชาชีพครูเนื่องด้วยได้รับแรงบันดาลใจจากครอบครัว และครูผู้สอนในวัยเด็ก ซึ่งเมื่อได้มาเป็นครูแล้ว ผู้บริหารมีความรู้สึกชอบ ถูกกับนิสัยของตนเอง และมีความภาคภูมิใจในความเป็นครู ทั้งนี้ผู้บริหารสตรีจะตั้งเป้าหมายการทำงานเป็นช่วงๆ เมื่อประกอบวิชาชีพครู ได้ตั้งเป้าหมายว่า จะเป็นครูเพื่อนักเรียน จะเป็นครูสอนหนังสือที่ดี และมีคุณภาพที่สุด มีความตั้งใจทำงานอย่างเต็มที่ ตั้งใจสอนนักเรียน พยายามทำงานด้านต่างๆ เพื่อให้มีประสบการณ์ ผู้บริหารสตรีทุกท่านไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็นผู้บริหารมาก่อน แต่เนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา ผู้มีพระคุณ ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากสามี จึงมีโอกาสก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร เมื่อเป็นผู้บริหารได้ตั้งเป้าหมายในการทำงานไว้ว่า ทำสิ่งใดจะต้องทำให้ดีที่สุด เต็มกำลังความสามารถ พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ และทำงานสูงกว่ามาตรฐานที่กำหนด 2.1.3 หลักในการดำเนินชีวิต ผู้บริหารสตรีทุกท่านได้นำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นหลักในการดำเนินชีวิต และการบริหารงาน เช่น หลักมรรคมีองค์ 8 หลักไตรสิกขา หลักสังคหวัตถุ 4 หลักอิทธิบาท 4 และหลักพรหมวิหาร 4 ผู้บริหารสตรีได้ยึดมั่นในคุณความดี เชื่อในเรื่องบาป บุญ คุณ โทษ เชื่อว่า ศีล 5 ทำให้บุคคลเป็นคนดี และมีความเชื่อว่าหลักพระพุทธศาสนาสามารถช่วยเหลือตนเองและบุคคลต่างๆ ให้อยู่ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัวและมีความสุข ผู้บริหารสตรีทุกท่านเป็นผู้ดำรงตนเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ให้การอุปถัมภ์และเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นผู้มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญู มีความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความอดทน อดกลั้น มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน 2.1.4 ประสบการณ์ที่ได้รับ ผู้บริหารสตรีได้รับประสบการณ์การเรียนรู้จากการดำเนินชีวิตตั้งแต่วัยเยาว์ ได้รับการปลูกฝังให้มีคุณธรรม จริยธรรม ได้รับการหล่อหลอมให้มีความขยัน ความรับผิดชอบ ประหยัด มัธยัสถ์ มีความอดทน เสียสละ มีภาวะผู้นำ ช่างสังเกต คิดแก้ไขปัญหา รักการอ่าน สนุกกับการทำงาน เมื่อมีเวลาว่างเมื่อใดจะใช้โอกาสนั้นในการทำภาระงานของตนเอง และได้เรียนรู้ว่าการทำให้เห็นเป็นแบบอย่างทำให้บุคคลที่อยู่ใกล้ชิดสามารถซึมซับและนำไปปฏิบัติตาม ผู้บริหารสตรีทุกคนมีประสบการณ์เป็นครูผู้สอน และส่วนใหญ่ผ่านประสบการณ์เป็นหัวหน้าหมวดวิชา/หัวหน้างาน เป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่/ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียน แล้วจึงเป็นครูใหญ่/อาจารย์ใหญ่/ผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งนี้ มีผู้บริหารสตรีเพียงท่านเดียวที่เป็นครูผู้สอน จากนั้นได้ดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ ซึ่งในขณะที่เป็นครูผู้สอนนั้นได้รับโอกาสในการเป็นผู้ช่วยของครูใหญ่อย่างเต็มที่ แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่อย่างเป็นทางการก็ตาม ผู้บริหารสตรีมีแนวทางในการบริหารงานโดยใช้หลักการมีส่วนร่วม หลักการกระจายอำนาจ หลักธรรมาภิบาล การทำงานเป็นทีม การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง การสานต่อนโยบายของผู้บริหารเดิม นอกจากนี้ ผู้บริหารสตรีทุกคนได้มีแบบอย่างของสตรีที่ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการดำรงชีวิตและการบริหารงาน 2.2 ปัจจัยที่สนับสนุนความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี ได้แก่ สถานภาพการสมรส ระดับการศึกษา การสนับสนุนจากครอบครัว แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ภาวะผู้นำ ความฉลาดทางอารมณ์ การได้รับโอกาสในการพัฒนา การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากผู้ใต้บังคับบัญชา การสนับสนุนจากเพื่อนผู้บริหารและบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สถานภาพและบทบาทของสตรี 3. เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการ การศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิเคราะห์วิถีชีวิตและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ให้ข้อมูล พบว่า ผู้บริหารสตรีเป็นผู้ที่ดำรงตนตามเส้นทางแห่งมรรคมีองค์ 8 เป็นผู้มีความประพฤติถูกต้องทั้งกาย วาจา และใจ ซึ่งจากการวิเคราะห์พบว่า ผู้บริหารสตรีแต่ละท่านเป็นผู้มีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ยึดมั่นในคุณความดี โดยมีความเชื่อว่า คนทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อว่า ศีล 5 ทำให้บุคคลเป็นคนดี นอกจากนี้ ผู้บริหารสตรียังมีความเชื่อว่าหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตประจำวันสามารถช่วยเหลือตนเองและบุคคลอื่นๆ ให้อยู่อย่างลงตัวและมีความสุข ซึ่งความเห็นชอบต่างๆ เหล่านี้ เป็นพื้นฐานสำคัญขององค์ประกอบอื่นในการมีดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ การระลึกชอบ และความตั้งใจชอบ กล่าวคือ ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีความดำริชอบ (สัมมาสังกัปปะ) เป็นผู้คิดเป็น เป็นการรู้จักคิด คิดถูกต้อง คิดเพื่อกำหนดปัญหา พิจารณาเหตุการณ์ต่างๆ อย่างถูกต้อง ใช้ความคิดถูกทาง มีวาจาชอบ (สัมมาวาจา) เป็นผู้พูดเป็น ใช้คำพูดถูกต้อง เป็นการพูดคำจริงตามที่รู้เห็น ให้ผู้ฟังเกิดกำลังใจประเทืองสติปัญญา หรือให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น มีการกระทำชอบ (สัมมากัมมันตะ) เป็นผู้ทำเป็น กล่าวคือ ทำถูกต้องตามสถานภาพและบทบาทของตน ทำได้ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น มีการเลี้ยงชีพชอบ (สัมมาอาชีวะ) โดยประกอบอาชีพสุจริต มีความพยายามชอบ (สัมมาวายามะ) กล่าวคือ มีความขยัน วิริยะอุตสาหะในการประกอบอาชีพการงาน และมีความเพียรพยายามรักษาจิต ไม่ให้เกิดความคิดที่ไม่ดีในจิตใจ มีความระลึกชอบ (สัมมาสติ) เป็นผู้มีสติระลึกรู้อยู่กับปัจจุบันในสิ่งที่ดีงาม ไม่หลงลืม และมีความตั้งใจชอบ (สัมมาสมาธิ) มีจิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำจิตใจให้สงบ ผู้บริหารสตรีมีวิถีตามมรรคมีองค์ 8 ครบทุกประการ แต่อาจจะมีระดับความมากน้อยแตกต่างกันไป ทำให้ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีความประพฤติถูกต้องทั้งกาย วาจา และใจ ปฏิบัติในสิ่งสมควรทำ มีความถูกตรง ดังนั้น เส้นทางของมรรคมีองค์ 8 จึงเป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีอย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบาย 1.1 ผลการวิจัยพบว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ เส้นทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมด้านคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา และส่งเสริมการนำแนวทางแห่งมรรคมีองค์ 8 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานและการดำเนินชีวิตเพื่อสนับสนุนให้ผู้บริหารสตรีก้าวไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ 1.2 ผลวิจัยพบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นปัจจัยที่ส่งผลทางบวกมากที่สุดต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมและกระตุ้นให้ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญนำไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ 1.3 ผลวิจัยพบว่า การได้รับโอกาสในการพัฒนา เป็นปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อความสำเร็จ ในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้บริหารสตรีได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับมาพัฒนาตนเองและหน่วยงาน 1.4 ผลวิจัยพบว่า การรับรู้กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสตรี เป็นปัจจัยที่ส่งผลทางบวกต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมสนับสนุนให้มีการเผยแพร่กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับสตรีให้แพร่หลายมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริหารสตรีได้รับรู้และเข้าใจอันเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จในวิชาชีพ 1.5 ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารสตรีมีบทบาทผู้นำทางการบริหารในระดับน้อยที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสามารถนำทฤษฎีทางการบริหารไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้บริหารในสถานศึกษาควรส่งเสริมประสบการณ์ให้แก่ผู้บริหารสตรีในการนำแนวคิดทฤษฎีทางการบริหารไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมตามสถานการณ์ 2. ข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติ 2.1 ผลการวิจัยพบว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ เส้นทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ดังนั้น หน่วยงานต้นสังกัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจแสวงหาผู้บริหารสตรีต้นแบบในด้านการประยุกต์ใช้หลักธรรมทางศาสนาที่ตนนับถือมาใช้ในการดำเนินชีวิตและการบริหารงานที่ประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ผู้บริหารสตรีและบุคคลอื่นๆ อันนำไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพ และความสุขสงบของสังคมที่ดำรงอยู่ 2.2 ผลวิจัยพบว่า ความเห็นชอบเป็นพื้นฐานสำคัญขององค์ประกอบอื่นในการมีดำริชอบ วาจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีพชอบ ความพยายามชอบ การระลึกชอบ และความตั้งใจชอบ ดังนั้น การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารสตรี จึงควรเริ่มด้วยการส่งเสริมให้ผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีความเห็นชอบ มีสัมมาทิฏฐิ เข้าใจถูกตรงเป็นประการแรก เมื่อผู้บริหารสตรีเป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบถูกต้องแล้ว จะทำให้เป็นผู้มีความประพฤติดีทั้งทางกาย วาจา และใจด้วย สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานโดยส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานบนพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานอย่างถูกต้อง ซึ่งจะเป็นผลให้บุคลากรมีผลการปฏิบัติงานที่ถูกต้องตามไปด้วย 2.3 ผลวิจัยพบว่า การได้รับโอกาสในการพัฒนา ได้แก่ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง การประชุมทางวิชาการเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคนิควิธีการใหม่ๆ การมีโอกาสเยี่ยมชม สังเกตวิธีการทำงานของบุคคลอื่นๆ เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น การส่งเสริมประสบการณ์ให้ผู้บริหารสตรีสามารถนำทฤษฎีทางการบริหารไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงาน อาจดำเนินการโดยจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้บริหาร หรือจัดทำแนวทางการประยุกต์ใช้หลักทฤษฎีในการบริหารงานจากผู้บริหารที่มีประสบการณ์หรือผู้มีความชำนาญการในด้านการบริหารการศึกษาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อให้ผู้บริหารสตรีได้มีโอกาสเรียนรู้จากประสบการณ์จริงโดยอาศัยประสบการณ์จากบุคคลอื่นเป็นแนวทาง ทำให้สามารถประสบความสำเร็จในวิชาชีพได้เร็วยิ่งขึ้น 3. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 3.1 ผลการวิจัยพบว่า แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์เป็นปัจจัยที่ส่งผลทางบวกมากที่สุดต่อความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนั้น ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริหารสตรีในสถานศึกษามีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูงขึ้น เป็นผลให้ผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาประสบความสำเร็จในวิชาชีพมากยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มสัดส่วนจำนวนผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา 3.2 ผลการวิจัยพบว่า ความสำเร็จในวิชาชีพในด้านความก้าวหน้าในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีระดับน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับระดับความสำเร็จในวิชาชีพด้านอื่นๆ ดังนั้น ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อความก้าวหน้าในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อหาแนวทางและวิธีการในการส่งเสริมให้ผู้บริหารสตรีมีความก้าวหน้าในวิชาชีพสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรี 3.3 ผลการวิจัยพบว่า เส้นทางสู่ความสำเร็จในวิชาชีพของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ เส้นทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ดังนั้น ควรใช้แนวทางแห่งมรรคมีองค์ 8 ศึกษาพฤติกรรมของผู้บริหารสตรีในสถานศึกษาทุกระดับทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้บริหารสตรีที่ประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เห็นถึงวิถีการดำเนินชีวิตและการบริหารงานของผู้บริหารสตรีมีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมให้ผู้บริหารสตรีพัฒนาตนเองนำไปสู่ความสำเร็จในวิชาชีพมากยิ่งขึ้น
ปี 2550
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved