ผลงานวิจัย

นัทธี เชียงชะนา - thaied

Current Record: นัทธี เชียงชะนา

นัทธี เชียงชะนา

1. ผลการพัฒนากรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน คือ บริบทของการเรียนการสอนดนตรี การบริหาร/การนิเทศการเรียนการสอน การวิจัยทางดนตรีศึกษา การศึกษาทางด้านดนตรี และผลที่เกิดจากการเรียนดนตรี
2. ผลการประเมินคุณภาพงานวิจัยทางดนตรีศึกษาพบว่า งานวิจัยเชิงปริมาณมีคุณภาพโดยสรุปในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และงานวิจัยเชิงคุณภาพมีคุณภาพโดยสรุปในภาพรวมอยู่ในระดับดี และตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคุณภาพงานวิจัย ได้แก่ คณะที่ผลิตงานวิจัย สาขาวิชาที่ผลิตงานวิจัย แผนแบบการวิจัย วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง คุณภาพเครื่องมือ และ ประเภทการวิเคราะห์ข้อมูล
3. ค่าขนาดอิทธิพลในระดับเล่มวิทยานิพนธ์จำนวน 62 ค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.383 ในระดับชุดในการทดสอบสมมติฐานจำนวน 159 ค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.422 และตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าประมาณขนาดอิทธิพลในระดับเล่มวิทยานิพนธ์ ได้แก่ ระดับการศึกษากลุ่มตัวอย่าง ประเภทเครื่องมือ ปีที่ทำงานวิจัยเสร็จ ประเภทสมมติฐาน สถานภาพกลุ่มตัวอย่าง แผนแบบการวิจัย วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง คุณภาพเครื่องมือ และประเภทการวิเคราะห์
4. ผลการวิเคราะห์เนื้อหา 6 ด้าน คือ 1) ประวัติ/วัฒนธรรมการถ่ายทอดดนตรี พบว่าเน้นการถ่ายทอดโดยการเลียนแบบผู้สอน 2) หลักสูตรดนตรี พบว่าควรจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรดนตรี หรือพัฒนา/วิเคราะห์หลักสูตรดนตรีเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) การเรียนการสอนดนตรี พบว่าการพัฒนาสื่อ/รูปแบบการสอน/กิจกรรมดนตรี/ การมีส่วนร่วมของชุมชน/งบประมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) การวัด/ประเมินผล การเรียนดนตรี พบว่า มีการทำวิจัยเพื่อวิเคราะห์แบบสอบ/การประเมินหลักสูตร 5) การบริหารการจัดกิจกรรมดนตรี พบว่า การบริหารจัดการกิจกรรมดนตรีมีการทำงานตามหน้าที่ในแต่ละฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู และนักเรียนร่วมกันจัดกิจกรรม 6) วิชาชีพดนตรี พบว่า มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อผลิตศิลปิน และเพื่อผลิตครูสอนดนตรี

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8369
ชื่อผลงานวิจัย การสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษา: การวิเคราะห์อภิมานและการวิเคราะห์เนื้อหา
หัวข้อ(Eng) SYNTHESIS OF RESEARCH IN MUSIC EDUCATION: META – ANALYSIS AND CONTENT ANALYSIS
ชื่อผู้วิจัย นัทธี เชียงชะนา
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Natee Chiengchana
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิจัยการศึกษา ภาควิชาวิจัยและจิตวิทยาการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ 637/48 หมู่ที่ 1 ต.หนองปลิง อ.เมือง จ.นครสวรรค์
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเภท วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) ดนตรี เป็นวิชาการแขนงหนึ่ง เป็นศิลปะที่แสดงภาษาของอารมณ์ และ/หรือ รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ การแสดงภาษาของอารมณ์ใช้การสื่อความหมายออกมาในรูปของเสียงเป็นเครื่องมือที่มีการจัดระบบอย่างมีวัตถุประสงค์ โดยสามารถรับรู้ได้จากการฟัง ดนตรีจึงจัดเป็น โสตศิลป์ (aural art) (Joseph, 1963; Allen & Rehm, 1971; Hoffer, 1985; ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2540; โกวิทย์ ขันธศิริ, 2548) ดนตรีจัดเป็นสิ่งที่จรรโลงใจมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย และจิตใจ ด้วยความสำคัญของดนตรีจึงทำให้เกิดการถ่ายทอดและมีการให้การศึกษาด้านดนตรีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน ดนตรีจึงได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนในฐานะที่เป็นสาระวิชาหนึ่งที่กำหนดให้ผู้เรียนทุกคนจะต้องผ่านการเรียนรู้ในสาระวิชานี้
ด้วยความแพร่หลายของศาสตร์ทางการเรียนการสอนดนตรี จึงเกิดการทำงานวิจัยขึ้นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนดนตรีให้มีความเจริญก้าวหน้า จากการศึกษาหาข้อมูลงานวิจัยทาง ดนตรีศึกษา ที่ทำในรูปของวิทยานิพนธ์ในช่วง พ.ศ. 2516 – 2550 จากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทย Online (TIAC) ฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ (ThaiLIS) และฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์จากสถาบันการศึกษาต่างๆ พบว่า มีวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาในเนื้อหาสาระด้านดนตรีศึกษาทั้งหมด 169 เรื่อง เป็นที่น่าสังเกตว่าในปัจจุบันนี้หลายๆ สถาบันการศึกษาได้ให้ความสนใจและทำวิทยานิพนธ์ทางดนตรีศึกษาเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ด้วยองค์ความรู้ทางดนตรีที่เพิ่มมากขึ้นจึงนำไปสู่ความต้องการของผู้วิจัย ในการสังเคราะห์งานวิจัยดังกล่าว เพื่อสรุปรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับสภาพการทำวิจัย และผลการวิจัยของงานวิจัยทางดนตรีศึกษา เพื่อเป็นประโยชน์ต่อพัฒนาการวิจัยทางดนตรีศึกษา
การสังเคราะห์งานวิจัยสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะ (Qualitative Synthesis) กับการสังเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Synthesis) การสังเคราะห์เชิงคุณลักษณะเป็นการรวบรวมเรื่องต่างๆ เข้าด้วยกันและสรุปออกมา การสังเคราะห์เชิงปริมาณเป็นการใช้กระบวนการทางสถิติช่วยในการสังเคราะห์ (อุทุมพร จามรมาน, 2527) ในปัจจุบันการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณลักษณะหรือเชิงคุณภาพ จะใช้วิธีการบรรยายหรือพรรณา (narration) โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) สรุปย่อรายงานวิจัยที่นำมาสังเคราะห์แต่ละเรื่อง ในส่วนการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณมีผู้ค้นพบวิธีการสังเคราะห์งานวิจัย ที่ให้ผลที่น่าเชื่อถือและมีความเป็นปรนัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Glass, et al. (1981) ได้เสนอวิธีการสังเคราะห์งานวิจัยโดยบัญญัติศัพท์ว่า “meta-analysis” หรือเรียกว่าการวิเคราะห์อภิมาน วิธีการวิเคราะห์ อภิมาน (meta-analysis) เป็นวิธีการสังเคราะห์งานวิจัยประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากให้ผลในการสังเคราะห์ที่ชัดเจน ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ และมีความเป็นปรนัยสูง โดยงานวิจัยที่จะนำมาสังเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์อภิมานนั้นจะต้องเป็นงานวิจัยที่ศึกษาปัญหาเดียวกัน หรือเป็นการนำงานวิจัยประเภทเดียวกัน มาหาข้อสรุปด้วยวิธีการทางสถิติ (นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2542)
ในปัจจุบันมีนักวิจัยหลายต่อหลายท่านได้มุ่งเน้นในการที่จะสังเคราะห์งานวิจัยในด้านต่างๆ ด้วยการวิเคราะห์ อภิมาน ซึ่งเป็นวิธีการสังเคราะห์งานวิจัยที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในประเทศไทยยังไม่มีการสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษา ด้วยการวิเคราะห์อภิมาน ทั้งที่ปัจจุบันนี้งานวิจัยทางดนตรีศึกษามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และจากการศึกษางานวิจัยของต่างประเทศจากฐานข้อมูล ERIC พบว่ายังไม่มีผู้ที่ทำการสังเคราะห์งานวิจัย ด้วยการวิเคราะห์อภิมานในเนื้อหาสาระทางดนตรีศึกษา ด้วยเหตุนี้เองผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษา เพื่อสรุปภาพรวมองค์ความรู้ทางดนตรีศึกษาในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้ทราบถึงขอบเขตขององค์ความรู้ทางดนตรีศึกษาในประเทศไทย ทำให้ทราบถึงสถานภาพและทิศทางการวิจัยทางดนตรีศึกษา ผลการวิจัยครั้งนี้จะได้ฐานข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาศาสตร์การเรียนการสอนด้านดนตรีศึกษาในประเทศไทยต่อไป การสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษาในครั้งนี้จะทำการสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษาทั้งงานวิจัยเชิงปริมาณและงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณจะใช้วิธีการวิเคราะห์อภิมาน และการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพจะทำการสังเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
แนวคิด(concept) 1.สาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา
2.การสังเคราะห์งานวิจัยและการวิเคราะห์อภิมาน
3.การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณลักษณะ
วัตถุประสงค์(objective) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษา ที่ทำขึ้นในรูปแบบของวิทยานิพนธ์/ ปริญญานิพนธ์ทางดนตรีศึกษาด้วยการวิเคราะห์อภิมานและการวิเคราะห์เนื้อหาโดยใช้กรอบความคิดในการวิจัยตามกรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยดังนี้
1. เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการสังเคราะห์งานวิจัย
2. เพื่อประเมินและเปรียบเทียบคุณภาพงานวิจัยทางดนตรีศึกษาระหว่างกลุ่มงานวิจัยที่มีคุณลักษณะต่างกัน
3. เพื่อประมาณค่าและเปรียบเทียบค่าขนาดอิทธิพลของผลการวิจัยตามตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยสำหรับงานวิจัยเชิงปริมาณ และเพื่อสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การสังเคราะห์งานวิจัย (Research synthesis)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ งานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์/ปริญญานิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต ที่เกี่ยวข้องกับสาระทางดนตรีศึกษาของมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาในประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2516 - 2550
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ งานวิจัยที่เป็นวิทยานิพนธ์/ปริญญานิพนธ์ของนิสิต นักศึกษาระดับปริญญามหาบัณฑิต และปริญญาดุษฎีบัณฑิต ที่เกี่ยวข้องกับสาระทางดนตรีศึกษาของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจำนวน 5 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ ที่ทำเสร็จแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2516 – 2550 จำนวน 129 เล่ม โดยมีวิทยานิพนธ์ที่ทำการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 62 เล่ม และวิทยานิพนธ์ที่ทำการวิจัยเชิงคุณภาพหรือมีข้อมูลเชิงคุณภาพ จำนวน 67 เล่ม
คำนิยาม(defination) การสังเคราะห์งานวิจัย หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้/ตอบคำถามวิจัยด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ โดยการรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหานั้นๆ มาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติ หรือวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพและสรุปรวมสาระอย่างมีระบบให้ได้คำตอบตามปัญหาวิจัยที่ต้องการ
ดนตรีศึกษา หมายถึง สาขาวิชาว่าด้วยกระบวนการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ทางด้านศิลปะ การแสดงภาษาของอารมณ์ที่ออกมาในรูปของเสียงอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้เพื่อความสนุกสนาน ความบันเทิง และเพื่อประโยชน์ในการประกอบวิชาชีพ สาระที่เรียนรู้ได้แก่ ความสามารถทางทักษะในการบรรเลง เครื่องดนตรี ความรู้ความเข้าใจทางด้านทฤษฎีดนตรี ประวัติดนตรี การประสานเสียง ทักษะ ลักษณะแบบแผนของดนตรีและ บทเพลงในสมัยต่างๆ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความชื่นชม เกิดความเข้าใจในทักษะดนตรี โดยผู้เรียนจะมีการพัฒนาความสามารถทั้งในฐานะผู้แสดงดนตรี ผู้ฟังดนตรี และผู้บริหารจัดการดนตรี
การวิเคราะห์อภิมาน หมายถึง วิธีวิทยาการวิจัยที่ใช้ในการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงปริมาณหลายๆ เรื่องที่ศึกษาปัญหาเดียวกัน โดยใช้เทคนิควิธีการทางสถิติมาใช้ในการวิเคราะห์ในรูปของดัชนีมาตรฐานวัดในรูปของขนาดอิทธิพลหรือค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่กว้างขวางลุ่มลึกกว่าผลงานวิจัยแต่ละเรื่อง การวิเคราะห์อภิมานในวิทยานิพนธ์เล่มนี้ จะใช้วิธีการประมาณค่าดัชนีมาตรฐานสำหรับงานวิจัยแต่ละเรื่อง โดยใช้สูตรของ Glass, McGaw, & Smith (1981)
การวิเคราะห์เนื้อหา หมายถึง วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลทางการวิจัยวิธีหนึ่งที่เน้นการบรรยาย การพรรณนาถึงเนื้อหาอย่างมีเป้าหมาย มีวิจารณญาณ และมีเหตุผลตามแนวคิด ทฤษฎี โดยมีการจัดหมวดหมู่เนื้อหาอย่างมีระบบ สามารถเปรียบเทียบ และสรุปผลออกมาได้อย่างครอบคลุมประเด็นเนื้อหา
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในการสังเคราะห์งานวิจัยครั้งนี้มี 2 ชุด คือ
1. แบบบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย มีสาระเป็น 2 ส่วนดังนี้
ส่วนที่ 1 เป็นแบบบันทึกข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายละเอียดด้านการพิมพ์และผู้วิจัย รายละเอียดด้านเนื้อหาสาระของงานวิจัย และด้านวิธีวิทยาการวิจัย
ส่วนที่ 2 เป็นแบบบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวกับการทดสอบสมมติฐานและผลการวิจัย
2. แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย เป็นแบบประเมินแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. สืบค้นวิทยานิพนธ์ที่มีสาระทางดนตรีศึกษา โดยการสำรวจรายชื่อวิทยานิพนธ์จากฐานข้อมูลวิทยานิพนธ์ไทยของศูนย์บริการสารสนเทศทางเทคโนโลยีไทย (TIAC) และฐานข้อมูลของทางมหาวิทยาลัยทั้ง 5 แห่งในห้องสมุดและสำนักบรรณสารสนเทศของมหาวิทยาลัย
2. ผู้วิจัยพิจารณาคุณลักษณะของงานวิจัยว่าตรงกับคุณลักษณะที่ผู้วิจัยกำหนดไว้หรือไม่ หากตรงกับคุณลักษณะที่ผู้วิจัยต้องการผู้วิจัยจึงคัดเลือกวิทยานิพนธ์นั้นและนำมาบันทึกลงในบัตรบันทึกงานวิจัย
3. ผู้วิจัยศึกษาและบันทึกข้อมูลที่ได้จากวิทยานิพนธ์ ในขั้นตอนนี้จะผู้วิจัยอ่านวิทยานิพนธ์อย่างน้อยเล่มละ 2 รอบ อ่านรอบแรกเพื่อให้ทราบสาระของวิทยานิพนธ์โดยละเอียด และทำการประเมินคุณภาพงานวิจัย รอบที่สองอ่านเพื่อเก็บสาระบันทึกคุณลักษณะงานวิจัย รวมทั้งผลการวิจัย
4. ตรวจสอบผลการบันทึกสาระจากวิทยานิพนธ์ หากมีส่วนใดบกพร่องไม่ชัดเจนจะดำเนินการอ่านวิทยานิพนธ์และบันทึกเพิ่มเติม
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลในการสังเคราะห์งานวิจัยในครั้งนี้แบ่งออกเป็น 9 ขั้นตอน คือ
1. การวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อพัฒนากรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากความหมายของคำว่า ดนตรีศึกษา ตำราวิชาการทางดนตรีศึกษา หลักสูตรดนตรีศึกษา และสาระวิทยานิพนธ์ทางดนตรีศึกษา
2. การวิเคราะห์จำนวน และร้อยละของงานวิจัยเชิงปริมาณ และงานวิจัยเชิงคุณภาพจำแนกตามความสัมพันธ์ของตัวแปร ตามกรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา โดยใช้สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics)
3. การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับคุณลักษณะและคุณภาพของงานวิจัยโดยใช้สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics)
4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ และความแตกต่างระหว่างคุณภาพงานวิจัยกับตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย โดยใช้การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)
5. การวิเคราะห์การกระจาย ความเบ้ ความโด่งของค่าขนาดอิทธิพล โดยใช้การวิเคราะห์สถิติเชิงบรรยาย (descriptive statistics) เพื่อให้ทราบการแจกแจงของค่าขนาดอิทธิพล
6. การวิเคราะห์ทดสอบความแปรปรวนของค่าขนาดอิทธิพล โดยใช้โมเดลเชิงเส้นตรงระดับลดหลั่น (HLM)
7. การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างค่าขนาดอิทธิพลกับตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA)
8. การวิเคราะห์สหสัมพันธ์และวิเคราะห์การถดถอย เพื่อการศึกษาอิทธิพลของตัวแปรเกี่ยวกับงานวิจัยที่ส่งผลต่อค่าขนาดอิทธิพล
9. การวิเคราะห์เนื้อหาสำหรับงานวิจัยเชิงคุณภาพหรืองานวิจัยเชิงคุณลักษณะ
ข้อสรุป(summary) 1. ผลการพัฒนากรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบที่สัมพันธ์กัน คือ บริบทของการเรียนการสอนดนตรี การบริหาร/การนิเทศการเรียนการสอน การวิจัยทางดนตรีศึกษา การศึกษาทางด้านดนตรี และผลที่เกิดจากการเรียนดนตรี
2. ผลการประเมินคุณภาพงานวิจัยทางดนตรีศึกษาพบว่า งานวิจัยเชิงปริมาณมีคุณภาพโดยสรุปในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก และงานวิจัยเชิงคุณภาพมีคุณภาพโดยสรุปในภาพรวมอยู่ในระดับดี และตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าเฉลี่ยคุณภาพงานวิจัย ได้แก่ คณะที่ผลิตงานวิจัย สาขาวิชาที่ผลิตงานวิจัย แผนแบบการวิจัย วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง คุณภาพเครื่องมือ และ ประเภทการวิเคราะห์ข้อมูล
3. ค่าขนาดอิทธิพลในระดับเล่มวิทยานิพนธ์จำนวน 62 ค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.383 ในระดับชุดในการทดสอบสมมติฐานจำนวน 159 ค่า มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.422 และตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัยที่ทำให้เกิดความแตกต่างของค่าประมาณขนาดอิทธิพลในระดับเล่มวิทยานิพนธ์ ได้แก่ ระดับการศึกษากลุ่มตัวอย่าง ประเภทเครื่องมือ ปีที่ทำงานวิจัยเสร็จ ประเภทสมมติฐาน สถานภาพกลุ่มตัวอย่าง แผนแบบการวิจัย วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่าง คุณภาพเครื่องมือ และประเภทการวิเคราะห์
4. ผลการวิเคราะห์เนื้อหา 6 ด้าน คือ 1) ประวัติ/วัฒนธรรมการถ่ายทอดดนตรี พบว่าเน้นการถ่ายทอดโดยการเลียนแบบผู้สอน 2) หลักสูตรดนตรี พบว่าควรจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรดนตรี หรือพัฒนา/วิเคราะห์หลักสูตรดนตรีเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3) การเรียนการสอนดนตรี พบว่าการพัฒนาสื่อ/รูปแบบการสอน/กิจกรรมดนตรี/ การมีส่วนร่วมของชุมชน/งบประมาณที่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) การวัด/ประเมินผล การเรียนดนตรี พบว่า มีการทำวิจัยเพื่อวิเคราะห์แบบสอบ/การประเมินหลักสูตร 5) การบริหารการจัดกิจกรรมดนตรี พบว่า การบริหารจัดการกิจกรรมดนตรีมีการทำงานตามหน้าที่ในแต่ละฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ครู และนักเรียนร่วมกันจัดกิจกรรม 6) วิชาชีพดนตรี พบว่า มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ เพื่อผลิตศิลปิน และเพื่อผลิตครูสอนดนตรี
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1. จากผลการวิเคราะห์คุณลักษณะงานวิจัยด้านทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนดนตรี พบว่า ไม่พบงานวิจัยที่นำทฤษฎีการเรียนรู้ทางดนตรี ของ กอร์ดอน (Music Learning Theory by Edwin E. Gordon) มาใช้ในการวิจัย ทั้งๆ ที่เป็นทฤษฎีที่ได้รับความนิยม ดังนั้นครูผู้สอนดนตรีจึงควรที่จะศึกษาทฤษฏีนี้ และนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียน การสอนดนตรีในประเทศของเราให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนให้มากที่สุด
2. จากผลการประเมินคุณภาพของงานวิจัยทางดนตรีศึกษาในการสังเคราะห์งานวิจัย พบว่าประเด็นการกำหนดกรอบความคิดในการวิจัย ซึ่งทั้งงานวิจัยเชิงปริมาณ และงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีค่าเฉลี่ยคุณภาพงานวิจัยในด้านนี้ต่ำกว่าด้านอื่นๆ ดังนั้นในการทำงานวิจัยครั้งต่อไปนักวิจัยทางดนตรีศึกษา และ ผู้ที่สนใจควรให้ความสำคัญกับประเด็นการกำหนดกรอบความคิดในการวิจัย และประเด็นอื่นๆเพื่อให้ถูกต้องตามหลักการวิจัย อันจะส่งผลให้การวิจัยทางดนตรีศึกษามีความเจริญก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
3. จากผลการสังเคราะห์งานวิจัยพบว่า เนื้อหาสาระงานวิจัยทางดนตรีศึกษาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนดนตรี โดยเฉพาะในด้านการพัฒนานวัตกรรม/ชุดการสอนดนตรี มีค่าเฉลี่ยขนาดอิทธิพลสูงกว่าเนื้อหาสาระในด้านอื่นๆ ดังนั้นทางสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการส่งเสริมให้ผู้สอนได้การพัฒนานวัตกรรม/ชุดการสอนดนตรี เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์ในการเรียนการสอน เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้เรียน และเพื่อให้การเรียนการสอนมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น
4. จากการสังเคราะห์งานวิจัยด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ทำให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเรียนการสอนดนตรีในสถาบันการศึกษาในหลายๆ แห่ง ได้แก่ การขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงาน การขาดแคลนงบประมาณในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รวมทั้งขาดแคลนงบประมาณในการจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ สื่อการสอนต่างๆ รวมถึงการขาดแคลนเครื่องดนตรีที่มีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน ดังนั้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา ควรที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ทั่วถึง เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนด้านดนตรีในประเทศมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดนตรีตามเป้าหมายที่กำหนด
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. จากการสังเคราะห์งานวิจัยตามกรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษาที่ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น พบว่างานวิจัยทางดนตรีศึกษา มีการศึกษาเพียง 4 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบด้านบริบทของการเรียนการสอนดนตรี องค์ประกอบของการบริหาร/การนิเทศการเรียนการสอน องค์ประกอบการศึกษาทางด้านดนตรี และองค์ประกอบของผลที่เกิดจากการเรียนดนตรี แต่ไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาใน องค์ประกอบการวิจัยทางดนตรีศึกษา ดังนั้นในการทำงานวิจัยทางดนตรีศึกษาในครั้งต่อไป ควรศึกษาและทำงานวิจัยในองค์ประกอบการวิจัยทางดนตรีศึกษานี้ เพื่อพัฒนาวิธีวิทยาการวิจัยทางดนตรีศึกษาของประเทศให้ก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
2. จากการสังเคราะห์งานวิจัยตามกรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษาพบว่างานวิจัยทางดนตรีศึกษามีการศึกษาภายในองค์ประกอบเดียวกัน หรือศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเพียง 2 องค์ประกอบเท่านั้น ยังไม่พบงานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ตั้งแต่ 3 องค์ประกอบขึ้นไป ดังนั้นการทำงานวิจัยทางดนตรีศึกษาครั้งต่อไป ควรมีการศึกษาความสัมพันธ์ในระหว่างองค์ประกอบตั้งแต่ 3 องค์ประกอบขึ้นไป เพื่อให้ได้คำตอบจากการวิจัยที่มีความลึกซึ้งและละเอียดมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถศึกษาโดยใช้องค์ประกอบที่1 เป็นตัวแปรกลาง (Moderator variables) โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบที่ 4 กับองค์ประกอบที่ 5
3. ในการสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษาด้วยการวิเคราะห์อภิมานในครั้งต่อไปควรเก็บข้อมูลงานวิจัยทางดนตรีศึกษาเพิ่มให้มากขึ้นกว่าการวิจัยในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ค่าขนาดอิทธิพลหรือค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ที่มีจำนวนมากขึ้น จากนั้นผู้วิจัยสามารถนำกรอบแนวคิดสาระของศาสตร์ทางดนตรีศึกษาที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นนี้ใช้เป็นกรอบในการสังเคราะห์งานวิจัย และจัดกลุ่มตัวแปรตามกรอบ พร้อมทั้งสามารถตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ ได้ โดยใช้การวิเคราะห์ LISREL
4. สำหรับการสังเคราะห์งานวิจัยทางดนตรีศึกษาที่เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ หรืองานวิจัยเชิงคุณลักษณะนั้น นอกจากจะใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาได้แล้วนั้น ยังสามารถใช้วิธีการสังเคราะห์งานวิจัยเชิงคุณภาพที่เรียกว่า การวิจัย ชาติพันธุ์วรรณาอภิมาน (Meta-ethnography)ได้ โดยเฉพาะงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมการถ่ายทอดดนตรี ซึ่งจะทำให้ได้ข้อค้นพบที่มีความน่าสนใจ และมีประโยชน์แตกต่างจากการวิเคราะห์เนื้อหา
ปี 2550
ผู้วิจัยร่วม เธ�เธจ.เธ”เธฃ. เธ“เธฑเธ�เธ�เธ�เธฃเธ“เน� เธซเธฅเธฒเธงเธ—เธญเธ�
ผู้วิจัยร่วม(Eng) Asst. Prof. Nuttaporn Lawthong, Ph.D.
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved