ผลงานวิจัย

สกล ดุริยศาสตร์ - thaied

Current Record: สกล ดุริยศาสตร์

สกล ดุริยศาสตร์

การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรนารีวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ผังกราฟิก ดำเนินการเป็น 2 วงรอบ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัยในวงรอบที่ 1 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม ของนักเรียนหลังเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิกพบว่า ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่ แบบวงกลม หลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ของนักเรียนเท่ากับ 28.35 โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตคิดเป็นร้อยละ 70.87 2. เมื่อนำคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์หลังการจัดการเรียนรู้ การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก มาจำแนกตามช่วงคะแนนความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ พบว่านักเรียนที่ได้คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ หลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 50 ของแบบทดสอบทั้งฉบับ มีจำนวน 66 คน คิดเป็นร้อยละ 70.97 ของนักเรียนทั้งหมด และ มีนักเรียนได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 29.03 ของนักเรียนทั้งหมด 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ของนักเรียน ก่อนและหลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียน ก่อนและหลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม เท่ากับ 11.15 และ 28.35 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.28 และ 8.76 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบผลต่าง ของคะแนนความสามารถการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ก่อนและหลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก พบว่าหลังเรียนนักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์เพิ่มจากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 43.00 สรุปผลการวิจัยในวงรอบที่ 2 ในวงรอบที่ 2 ผู้วิจัยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นนักเรียนที่มีความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จำนวน 27 คน โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเหมือนในวงรอบที่ 1 คือ การใช้ผังกราฟิกในการประมวลความรู้ความเข้าใจหลักการทางฟิสิกส์ของผู้เรียนแต่เป็นการเขียนผังกราฟิกโดยการอภิปรายร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน และนำ ผังกราฟิกมาใช้ในการวางแผนแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ โดยปรับแบบทดสอบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ให้มีรูปแบบเดียวกับแบบฝึกหัดในใบกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์หลังเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 50 ของแบบทดสอบทั้งฉบับ มีจำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมด

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8253
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาวิชาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรนารีวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
หัวข้อ(Eng) -
ชื่อผู้วิจัย สกล ดุริยศาสตร์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) SKOL DURIYASART
ตำแหน่ง ครู
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 248 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
สถานศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก
สถานที่จัดเก็บผลงาน โรงเรียนสุรนารีวิทยา 248 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
ประวัติความเป็นมา(history) จากสภาพการแข่งขันอย่างรุนแรงในทุกด้านของสังคมโลกปัจจุบัน ส่งผลให้หลายประเทศต้องเร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองให้พร้อมรับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เหล่านี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น จากความจำเป็นดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสำนักนายกรัฐมนตรี จึงกำหนดพันธกิจในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่สิบ พ.ศ. 2550 – 2554 ข้อที่ 1. ว่า “พัฒนาคนให้มีคุณภาพ คุณธรรม นำความรอบรู้อย่างเท่าทัน” และกำหนดเป้าหมายข้อที่ 1. คือ “เป้าหมายพัฒนาคุณภาพคน” และกระบวนการสำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพคน คือ การจัดการศึกษา ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 22 ได้กล่าวว่า “การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ”
การจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งในการพัฒนาคน เพราะวิทยาศาสตร์เป็นทั้งองค์ความรู้และวิธีสร้างสมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (เฉลียว มณีเลิศ. 2548:16) ผู้เรียนที่ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีระบบ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ได้ ซึ่งเป็นคุณสมบัติเบื้องที่ต้องการในการพัฒนาคน
ฟิสิกส์เป็นวิชาวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งจัดเป็นพื้นฐานสำคัญของวิทยาศาสตร์ทั้งปวงFrederick Dainton, Sir (1972 : 22)(อ้างถึงในธงชัย กนกโชติเลิศ,2545) ได้กล่าวถึงความสำคัญของวิชาฟิสิกส์ไว้ว่า “ในบรรดาวิชาต่าง ๆ ทั้งหมดในวิทยาศาสตร์ วิชาฟิสิกส์เปิดโอกาสให้มีการค้นพบความรู้พื้นฐานที่สำคัญมากที่สุด… วิชาฟิสิกส์อยู่ในหัวใจของวิทยาศาสตร์” Koh Chong (1978:28)(อ้างถึงในธงชัย กนกโชติเลิศ,2545) ได้เน้นถึงความสำคัญของวิชาฟิสิกส์ว่า “วิชาฟิสิกส์ เป็นสาขาที่พื้นฐานที่สุดในวิทยาศาสตร์ ไม่มีสาขาใดจะมีการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้มากไปกว่าวิชาฟิสิกส์… วิชาฟิสิกส์ให้ทฤษฎีซึ่งอยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีเป็นส่วนมาก เป็นรากฐานของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และเป็นรากฐานของความรู้เชิงทฤษฎีและความรู้ในการประยุกต์ หลายสาขา” เห็นได้ว่าการพัฒนาทางเทคโนโลยีจะไปไม่ได้ไกลถ้าขาดความรู้พื้นฐานทางฟิสิกส์ ฟิสิกส์นับเป็นหัวใจของการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่างๆ การศึกษาทางฟิสิกส์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นควบคู่ไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี
แนวคิด(concept) พบว่า Mark Hollabaugh (2007) กล่าวว่า “ปัจจัย 2 ปัจจัย ที่ทำให้สามารถแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ได้ดี คือ ต้องรู้เข้าใจหลักการทางฟิสิกส์ และรู้กลยุทธ์ในการประยุกต์ใช้หลักการทางฟิสิกส์กับสถานการณ์ใหม่ได้ การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์สามารถเรียนรู้ได้เหมือนการขับรถ เล่นดนตรี หรือขี่จักรยาน” ซึ่งสอดคล้องกับ James Steward (1982) ที่กล่าวว่าการแก้ปัญหาทั้งหมดอยู่บนฐานความรู้ 2 ประการ คือ ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ในการแก้ปัญหา กับความรู้เกี่ยวกับมโนทัศน์ในเรื่องนั้นๆ
ผังกราฟิก เป็นแผนผังทางความคิดหรือข้อมูลสำคัญๆที่เชื่อมโยงกันอยู่ ในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำให้เห็นโครงสร้างของความรู้หรือเนื้อหาสาระนั้นๆ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้มโนทัศน์ได้ง่ายขึ้น ช่วยเรียกความรู้เดิมที่อยู่ในโครงสร้างทางปัญญาออกมาใช้เชื่อมโยง กับความรู้ใหม่ได้ง่ายขึ้น มีลักษณะเป็นภาพซึ่งง่ายต่อการที่สมองจะจดจำมากกว่าข้อความ ที่ติดต่อกันยืดยาว การใช้ผังกราฟิก ซึ่งมีลักษณะเป็นทั้งภาพและข้อความ สามารถช่วยให้ผู้เรียน ได้เรียนรู้อย่างตื่นตัว (active learning)
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรนารีวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา หลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก 2. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ก่อนและหลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสุรนารีวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
เครื่องมือ(tool) ผู้วิจัยแบ่งเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา คือ แผนการจัดการเรียนรู้ รหัสวิชา ว41201 ฟิสิกส์ 1 เรื่อง การเคลื่อนที่แบบวงกลม เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาและทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2548 มีประสิทธิภาพของแผนเป็น 60:60 และแผนการจัดการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นใหม่ โดยนำผังกราฟิกมาใช้ในการประมวลความรู้ความเข้าใจหลักการทางฟิสิกส์ของผู้เรียน และใช้ในการวางแผนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ซึ่งกำหนดกลวิธีในการแก้โจทย์ปัญหาเป็น 3 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 วางแผนการแก้โจทย์ปัญหา (Planning) เป็นการทำความเข้าใจข้อมูลหรือเงื่อนไขในโจทย์ปัญหา พิจารณาหาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลที่โจทย์กำหนดให้ สิ่งที่โจทย์ต้องการให้หากับหลักการทางฟิสิกส์ ก่อนทำการแก้โจทย์ปัญหาต่อไป ประกอบด้วยขั้นตอนย่อยๆ ดังนี้ 1. พิจารณาโจทย์ปัญหาที่กำหนดให้ ทำความเข้าใจโจทย์ ว่าเกี่ยวข้องกับหลักการทางฟิสิกส์เรื่องใด 2. เขียนแผนภาพแสดงสถานการณ์ที่โจทย์กำหนด ระบุตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 3. วางแผนแก้ปัญหา เริ่มต้นด้วยหลักการทางฟิสิกส์ที่เกี่ยวข้องโดยพิจารณาจากผังความคิด (Mind Map) ที่ผู้เรียนเขียนด้วยตนเองหลังการเรียนจบหน่วยการเรียนรู้ ทำงานแบบย้อนรอย (work backwards) โดยเริ่มจากสิ่งที่โจทย์ต้องการให้หา แล้วตรวจสอบข้อมูล ที่มีอยู่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ของตัวแปรดังกล่าวโดยเขียนผังมโนทัศน์ (Concept Map) เพื่อ แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรที่เกี่ยวข้อง ไปเรื่อยๆจนไม่พบข้อมูลที่ไม่ทราบค่า ขั้นตอนที่ 2 ลงมือแก้โจทย์ปัญหาตามแผนที่วางไว้แบบไปข้างหน้า . (work backward) ดังนี้ 1. เขียนสมการแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตามผังมโนทัศน์ (Concept Map) 2. แทนค่าตัวแปรที่ทราบค่าพร้อมหน่วยลงในสมการจนกระทั่งได้คำตอบ ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบผลที่ได้ พิจารณาคำตอบที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 ว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่โดยพิจารณาจากขนาดและหน่วยของปริมาณที่ได้ โดยแผนการจัดการเรียนรู้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับ หัวข้อเรื่อง ผลการเรียนรู้ ที่คาดหวัง เนื้อหาสาระ สื่อการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผล ใบกิจกรรมซึ่งเป็นแบบบันทึกการใช้กลวิธีแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลมโดยใช้ผังกราฟิก ใบกิจกรรมเป็นแบบบันทึกการใช้กลวิธีการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ประกอบด้วยขั้นตอนย่อยๆเพื่อให้ผู้เรียน ใช้สำหรับควบคุมและตรวจสอบกระบวนการคิด ในขณะ แก้โจทย์ปัญหา ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นโจทย์ปัญหา ส่วนที่เป็นกลวิธีในการแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้ผังกราฟิก ส่วนที่เป็นการแสดงวิธีทำเพื่อหาคำตอบ และที่ว่างสำหรับการทด เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย แบบทดสอบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เป็นแบบอัตนัย ที่แสดงวิธีการแก้โจทย์ปัญหา 10 ข้อ มีค่าความเที่ยง 0.87 ค่าความยากง่ายระหว่าง 0.21 – 0.67 และค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.41 – 0.71 ใช้ในการทดสอบก่อน การเรียนรู้ และหลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาโดยใช้ผังกราฟิก
การวิเคราะห์(analysis) การจัดกระทำและการวิเคราะห์ข้อมูลดำเนินการดังต่อไปนี้ นำคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ของนักเรียนก่อนเรียน และหลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ของกลุ่มเป้าหมาย มาวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ 1. คำนวณหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (μ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน () ของคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ หลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก และคำนวณหาค่าความถี่ จำนวนนักเรียนตามช่วงคะแนนความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ 2. เปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม โดยใช้ผังกราฟิก ก่อนการเรียน และหลังการเรียนแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก โดยการวิเคราะห์ร้อยละของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน
ข้อสรุป(summary) การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรนารีวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยใช้ผังกราฟิก ดำเนินการเป็น 2 วงรอบ สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ สรุปผลการวิจัยในวงรอบที่ 1 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อศึกษาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม ของนักเรียนหลังเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิกพบว่า ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ เรื่องการเคลื่อนที่ แบบวงกลม หลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ของนักเรียนเท่ากับ 28.35 โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตคิดเป็นร้อยละ 70.87 2. เมื่อนำคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์หลังการจัดการเรียนรู้ การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก มาจำแนกตามช่วงคะแนนความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ พบว่านักเรียนที่ได้คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ หลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 50 ของแบบทดสอบทั้งฉบับ มีจำนวน 66 คน คิดเป็นร้อยละ 70.97 ของนักเรียนทั้งหมด และ มีนักเรียนได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด จำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 29.03 ของนักเรียนทั้งหมด 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ ของนักเรียน ก่อนและหลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก ค่าเฉลี่ยเลขคณิตของความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ของนักเรียน ก่อนและหลังการเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก เรื่องการเคลื่อนที่แบบวงกลม เท่ากับ 11.15 และ 28.35 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 6.28 และ 8.76 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบผลต่าง ของคะแนนความสามารถการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ก่อนและหลังการเรียนรู้การแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก พบว่าหลังเรียนนักเรียนส่วนใหญ่มีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์เพิ่มจากก่อนเรียนคิดเป็นร้อยละ 43.00 สรุปผลการวิจัยในวงรอบที่ 2 ในวงรอบที่ 2 ผู้วิจัยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายใหม่เป็นนักเรียนที่มีความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 50 จำนวน 27 คน โดยกำหนดกลยุทธ์การพัฒนาเหมือนในวงรอบที่ 1 คือ การใช้ผังกราฟิกในการประมวลความรู้ความเข้าใจหลักการทางฟิสิกส์ของผู้เรียนแต่เป็นการเขียนผังกราฟิกโดยการอภิปรายร่วมกันระหว่างครูและนักเรียน และนำ ผังกราฟิกมาใช้ในการวางแผนแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ โดยปรับแบบทดสอบวัดความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์ให้มีรูปแบบเดียวกับแบบฝึกหัดในใบกิจกรรม ผลการวิจัยพบว่านักเรียนที่ได้คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์หลังเรียนการแก้โจทย์ปัญหาฟิสิกส์โดยใช้ผังกราฟิก สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ร้อยละ 50 ของแบบทดสอบทั้งฉบับ มีจำนวน 27 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของนักเรียนทั้งหมด
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ครูผู้สอนต้องคอยให้คำแนะนำนักเรียน อย่างทั่วถึง ครูผู้สอนตรวจสอบ Mind map ให้ถูกต้องตามของหลักการทางฟิสิกส์ ควรให้นักเรียนเขียน Mind map เป็นรายบุคคล ครูผู้สอนต้องตรวจแบบฝึกหัดอย่างละเอียด แบบทดสอบควรมีหลายชุด ครูผู้สอนควรจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
ปี 2550
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved