ผลงานวิจัย

สุกัญญา รักวงษ์ฤทธิ์ - thaied

Current Record: สุกัญญา รักวงษ์ฤทธิ์

สุกัญญา รักวงษ์ฤทธิ์

-

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8210
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีสมาธิสั้นในห้องเรียนปกติ
หัวข้อ(Eng) THE DEVELOPMENT OF AN INDIVIDUAL EDUCATION PROGRAM TO IMPROVE THAI READING FOR ATTENTION DEFICIT HYPERACTIVITY DISORDER STUDENTS IN GRADE TWO IN REGULAR CLASSROOM
คำสำคัญ(keyword) -
ชื่อผู้วิจัย สุกัญญา รักวงษ์ฤทธิ์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Sukanya Rakwongrit
ตำแหน่ง -
การศึกษา คม. (สาขาวิชาปรถมศึกษา) (อยู่ระหว่างดำเนินการขอสำเร็จการศึกษา)
สถานที่ติดต่อ 2023/81 ถ.ประชาาสงเคราะห์ ดินแดง กรุงเทพฯ 10400 เบอร์โทร 022759571,0814132329
สถานศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) 8 สัปดาห์
ประเภท วิทยานิพนธ์ วิทยานิพนธ์ สาขาประถมศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา วิทยานิพนธ์ สาขาประถมศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด คณะครุศาสตร์ สถาบันวิทยบริการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) ในห้องเรียนปกติโดยทั่ว ๆ ไป จะมีนักเรียนที่มีสติปัญญา การเรียนรู้ และพฤติกรรมแตกต่างกันไป ปัญหาการเรียนและพฤติกรรมบางอย่างเป็นลักษณะของเด็กพิเศษที่มีความต้องการพิเศษ (Children with Special Need)
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง เด็กที่ไม่อาจพัฒนา ความสามารถได้เท่าที่ควร มีสาเหตุจากสภาพความบกพร่องหรือความแตกต่างทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ และรวมถึงเด็กที่มีความสามารถพิเศษอีกด้วย จำเป็นต้องจัดการศึกษาพิเศษให้เหมาะสมกับลักษณะและความต้องการของเด็ก (ศรียา นิยมธรรม, 2541; อุบล เล่นวารี, 2542;ดารณี ศักดิ์ศิริผล, 2545)
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 หมวด 2 มาตรา 10 บัญญัติไว้ว่า การจัดการศึกษา ต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้ หรือร่างกายพิการ หรือทุพลภาพหรือบุคคล ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
เด็กสมาธิสั้น (ATTENTION DEFICIT HYPERACTIVITY DISORDER STUDENTS) ในปัจจุบันพบว่ามีปัญหาของเด็กสมาธิสั้นเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในต่างประเทศหรือในประเทศไทยก็ตาม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งเร้าต่าง ๆ มากมายกว่าเมื่อในอดีต ตามสถิติพบว่าเด็กที่มีสมาธิสั้นและภาวะอยู่ไม่สุขนี้ จะมีอยู่ประมาณร้อยละ 5-10 ในห้องเรียน ซึ่งก็เป็นจำนวนไม่น้อย (ศันสนีย์ ฉัตรคุปต์, 2546; Bender, 1997) มีปัญหาในการเรียนเช่นเดียวกับเด็กที่มีปัญหาการเรียนรู้ (ผดุง อารยะวิญญู, 2542) มีปัญหาการเรียนรู้เกี่ยวกับภาษา การอ่าน การสะกด การคัดลายมือ เขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียน และคณิตศาสตร์ (สยุมพร เคไพบูลย์, 2543; กรมวิชาการ, หน่วยศึกษานิเทศ, 2544; Bender, 1997; Alban-Mctacalf, 2001; Dupaul and Stoner, 2003; Mastropieri and Scuggs,2004)
เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษาทั่วไปตามแนว หลักสูตรสถานศึกษาพุทธศักราช 2544 มุ่งเน้นที่นักเรียนปกติที่เป็นนักเรียนกลุ่มใหญ่เป็นหลัก ดังนั้นจึงเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับนักเรียนที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มสมาธิสั้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการดูแลเป็นพิเศษ การใช้โปรแกรมการศึกษารายบุคคล (Individual Education Program) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า โปรแกรม IEP ได้รับการยอมรับว่าเป็นทางออกหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่ให้โอกาสเด็กได้เรียนตามความสามารถ และได้รับบริการพิเศษตามความเหมาะสม (ดารณี ศักดิ์ศิริผล, 2545; Whehman and Mclaughlin, 1981; Dupaul and Stoner, 2003)
จากเหตุผลและทฤษฎีข้างต้นสรุปได้ว่า โปรแกรมการศึกษารายบุคคล จะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่สามารถช่วยครูจัดการศึกษารายบุคคล เนื่องจากเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ตรงกับความรู้ความสามารถของผู้เรียน
การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญยิ่งสำหรับเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ของนักเรียน ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงระดับสูง ซึ่งจำเป็นที่เด็กทุกคน ครอบคลุมไปถึงเด็กที่อยู่ในกลุ่มสมาธิสั้นที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษต้องใช้การอ่านเพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ ต่อไป
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า เด็กกลุ่มสมาธิสั้นเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทหนึ่งต้องการการจัดการเรียนการสอนที่แตกต่างไปจากเด็กกลุ่มปกติ ดังนั้นการพัฒนาโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาไทยสำหรับเด็กกลุ่มนี้จึงมีความจำเป็นยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กกลุ่มสมาธิสั้นที่เรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนปกติที่อาจจะยังไม่มีการศึกษาถึงความผิดปกติต่าง ๆ ด้านการอ่านและความต้องการพิเศษเฉพาะเจาะจงเพื่อแก้ปัญหาที่ชัดเจนลงไป ครูประจำชั้นในห้องเรียนปกติ มีนักเรียนกลุ่มสมาธิสั้นที่มีความต้องการช่วยเหลือด้านการอ่าน เมื่อทำการศึกษาถึงปัญหาการอ่านของนักเรียนกลุ่มนี้แล้วควรจะได้พัฒนาโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาไทยสำหรับนักเรียนกลุ่มสมาธิสั้น ซึ่งผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีสมาธิสั้นในห้องเรียนปกติจะเป็นแนวทางช่วยครูจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่สมาธิสั้น แต่เนื่องจากครูประจำชั้นส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นเคยกับการนำปัญหาการอ่านของนักเรียนสมาธิสั้นมาพัฒนาเป็นโปรแกรมการศึกษารายบุคคล ผู้วิจัยในฐานะครูคนหนึ่ง จึงต้องการศึกษากระบวนการดังกล่าว และนำโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่านภาษาไทยไปทดลองใช้
แนวคิด(concept) -
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อศึกษาปัญหาการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีสมาธิสั้นในห้องเรียนปกติ 2. เพื่อพัฒนาโปรแกรมการศึกษารายบุคคลสำหรับแก้ปัญหาการอ่านที่พบ
สมมุติฐาน(assumption) -
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) -
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ตัวอย่างประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 26 คนที่มีนักเรียนสมาธิสั้นจำนวน 1 คน เป็นตัวอย่างรายกรณี เรียนร่วมเต็มเวลา
ตัวแปร(variable) -
คำนิยาม(defination) -
เครื่องมือ(tool) 1. แบบทดสอบความสามารถการอ่านออกเสียงก่อนและหลังการทดลอง ใช้ทดสอบนักเรียนสมาธิสั้นในห้องเรียนปกติ มีจำนวนทั้งหมด 5 บทอ่าน 2 แบบทดสอบและบันทึกการอ่านสำหรับผู้วิจัย ใช้บันทึกข้อมูลขณะทำการทดสอบการอ่านออกเสียง นักเรียนสมาธิสั้น ประกอบด้วย คำที่ทดสอบ การอ่านออกเสียงของนักเรียน ปัญหาการอ่าน แบ่งเป็น 12 ประเภท ได้แก่ 1) การอ่านสลับตัวอักษร 2) การอ่านสลับคำ 3) การอ่านข้ามคำ 4) การอ่านไม่ชัด 5) การอ่านย้อนกลับไปกลับมา 6) การอ่านข้ามบรรทัด 7) การอ่านตะกุกตะกัก 8) การอ่านตัวสะกดไม่ได้ 9) การอ่านเสียงดัง 10) การอ่านเสียงค่อย 11) การอ่านเป็นคำอื่น 12) การอ่านเพิ่มคำ 3. แบบสรุปปัญหาการอ่าน ใช้สำหรับแจกแจงความถี่ปัญหาการอ่านที่รวบรวมจากแบบบันทึกการอ่านสำหรับผู้วิจัย ประกอบด้วย ปัญหาการอ่าน คำที่ทดสอบ การอ่านออกเสียงของนักเรียน ผลการตัดสิน หมายเหตุ เกณฑ์การตัดสินกำหนดไว้ว่า ถ้านักเรียนมีปัญหาการอ่านแต่ละประเภทตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป ตัดสินว่าไม่ผ่าน นักเรียนมีปัญหาการอ่านประเภทนั้น 4. กรอบการแก้ปัญหาการอ่าน ใช้สำหรับแก้ปัญหาการอ่าน 12 ประเภท ได้แก่ ปัญหาการอ่านสลับตัวอักษร ปัญหาการอ่านข้ามคำ ปัญหาการอ่านไม่ชัด ปัญหาการย้อนกลับไปกลับมา ปัญหาการอ่านข้ามบรรทัด ปัญหาการอ่านตะกุกตะกัก ปัญหาการอ่านตัวสะกดไม่ได้ ปัญหาการอ่านเสียงดัง ปัญหาการอ่านเสียงค่อย ปัญหาการอ่านเป็นคำอื่น ปัญหาการอ่านเพิ่มคำ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) -
การวิเคราะห์(analysis) หาค่าร้อยละ
ข้อสรุป(summary) -
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อแนะนำในการนำงานวิจัยไปไช้ มี 2 ประการ ดังนี้ 1. ก่อนที่ครูสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยจะนำงานวิจัยนี้ไปใช้ ควรทำการศึกษาการแก้ปัญหาการอ่านแต่ละประเภททั้ง 12 ประเภท ตามกรอบการแก้ปัญหาให้เข้าใจ 2.แบบฝึกหัดเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการอ่านบางประเภท ผู้สอนอาจต้องดัดแปลงให้ตรงกับระดับชั้น ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยต่อไป ดังนี้ ควรมีงานวิจัยเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนปกติ โดยการสร้างโปรแกรมการศึกษารายบุคคลเพื่อพัฒนาการอ่าน เพื่อให้ผู้สอนทำการแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนอย่างมีระบบและติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง
ผู้วิจัยร่วม -
ผู้วิจัยร่วม(Eng) -
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved