ผลงานวิจัย

จตุรงค์ ธนะสีลังกูร - thaied

Current Record: จตุรงค์ ธนะสีลังกูร

จตุรงค์ ธนะสีลังกูร

ผลการวิจัย
จากการวิจัยปรากฏผล ดังนี้
1. ระดับการปฏิบัติงานของการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา) พบว่า การบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทยมีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.43 เมื่อพิจารณารายกิจกรรมพบว่ากิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติงานในการบริหารหลักสูตรสามอันดับแรกได้แก่ มีการจัดโครงการหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน มีการพัฒนาครู เช่น จัดอบรม ส่งเข้ารับการอบรมสัมมนา และ มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการประเมินสภาพโรงเรียนเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.03, 4.01 และ 3.98 ตามลำดับ
จากพหุกรณีศึกษา จำนวน 2 โรงเรียน พบว่า ระดับการปฏิบัติงานของโรงเรียนมีความคล้ายคลึงกัน โดยยึดตามนโยบายหลักของสำนักงานการศึกษาพิเศษแห่งชาติ และมีการใช้หลักสูตรโดยยึดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นได้มีการสร้างเครือข่ายกับโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่และศรีสังวาลย์นนทบุรีในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ส่วนทางด้านหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางของโรงเรียนโสตศึกษายังไม่ได้มีการดำเนินการเนื่องจากโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในประเทศไทยมีจำนวนมากจึงทำให้มีข้อจำกัดในการประสานความร่วมมือ

2.ปัญหาสำคัญของการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา พบว่า ปัญหาสำคัญสามอันดับแรกได้แก่ โรงเรียนไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง การจัดกิจกรรมไม่ส่งเสริมพัฒนาการและทักษะที่จำเป็นของนักเรียน การบริหารขาดทิศทางที่ชัดเจน ร้อยละ 72,15 และ 8 ตามลำดับ นอกจากนี้เป็นประเด็นปัญหาอื่นๆ ร้อยละ 5
จากพหุกรณีศึกษาพบว่า ปัญหาสำคัญสามอันดับแรกที่มีความสอดคล้องกัน คือ ยังไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางสำหรับใช้ในการจัดการศึกษาในโรงเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรมุ่งเน้นเนื้อหาวิชามากกว่าการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และ คุณภาพของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

3.แนวทางแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา พบว่า ร้อยละ72 ให้ความเห็นว่าควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ โดยให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษแห่งชาติดำเนินการโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นกรอบแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย ร้อยละ 15 ให้ความเห็นว่าควรมีการจัดหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและพัฒนาความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของนักเรียนโดยจะต้องแตกต่างกับหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนปกติที่ไม่มีความบกพร่อง ร้อยละ 8 ให้ความเห็นว่า ควรมีการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาพิเศษ
จากพหุกรณีศึกษา ได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกันคือ ควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ ซึ่งข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์บุคลากรในโรงเรียนศรีสังวาลขอนแก่น คือ ควรให้มีการใช้หลักสูตรคู่ขนานในโรงเรียน ส่วนข้อเสนอแนะจากโรงเรียนโสตศึกษาขอนแก่นคือ ในโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางประเภทเดียวกัน ควรมีการประสานความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตรให้เป็นไปในแนวเดียวกัน สำหรับแนวทางแก้ปัญหาที่สองคือ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรจะต้องปรับใหม่โดยให้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างนักเรียน ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของตนเอง จากการสัมภาษณ์บุคลากรโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นพบว่า ควรตัดทอนเนื้อหาวิชาการในส่วนที่ไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนออกและเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพและส่งเสริมทักษะให้มากขึ้น ส่วนข้อมูลจากโรงเรียนโสตศึกษาพบว่า ควรเพิ่มเกี่ยวกับทักษะเบื้องต้นในการประกอบอาชีพที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ได้หลังจากจบหลักสูตรการศึกษา และข้อเสนอแนะจากปัญหาสำคัญอันดับสามในด้านคุณภาพของครูผู้สอน คือ ควรมีโครงการหรือมาตรการในการพัฒนาคุณภาพครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพิเศษ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการประเมิน เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรมีความกระตือรือร้นในการทำงาน อีกทั้งผู้บริหารควรประสานความร่วมมือกับบุคลากรเพื่อสร้างความตระหนักในหน้าที่ จากการสัมภาษณ์บุคลากรโรงเรียนโสตศึกษาขอนแก่นพบว่า การที่จะแก้ไขปัญหาคุณภาพครูให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องลดภาระงานอื่นๆ เพราะบุคลากรครูในโรงเรียนมีภาระงานอื่น ๆ มากมายจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

อภิปรายผลการวิจัย
1. ระดับการปฏิบัติงานการบริหารหลักสูตร
จากผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติงานการบริหารหลักสูตรมีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งแสดงว่าการบริหารหลักสูตรการศึกษาพิเศษยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้ดำเนินการวิจัย การติดตามผลการดำเนินการตามนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และได้มีข้อเสนอแนะให้มีการกำหนดและใช้มาตรการส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาพิเศษมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากผลการวิจัยที่พบว่า มีการจัดโครงการหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน แสดงให้เห็นว่าได้มีการตระหนักถึงความสำคัญในส่งเสริมการเรียนรู้ตามความบกพร่อง ซึ่งสอดคล้องกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 (2548) ที่ได้รายงานลการจัดการศึกษาพิเศษ ในประเด็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน โดยครูมีการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล และ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น (2549) ได้รายงานการดำเนินงานการจัดการศึกษา ในประเด็นการจัดโครงการและกิจกรรมเสริมหลักสูตรว่า มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
จากข้อมูลการวิจัยที่พบว่า มีการพัฒนาครู เช่น จัดอบรม ส่งเข้ารับการอบรมสัมมนา เพื่อให้มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพิเศษ นั้นแสดงให้เห็นว่ามีการตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร และตัวครูเองก็เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่มีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง Yu (2003) ชี้ให้เห็นว่า ครูผู้สอนนั้นมีความต้องการในการที่จะพัฒนาตนเอง โดยการพัฒนาตนเองคือการเข้าศึกษาอบรมในด้านการจัดการศึกษา เพื่อก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพ โดยสอดคล้องกับ Gilert (2003) ที่กล่าวว่า ครูมืออาชีพจะเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
ผลการวิจัยอีกประการหนึ่งคือ มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการประเมินสภาพโรงเรียนเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการศึกษา สอดคล้องกับ Odden (1995) ที่ระบุว่า โรงเรียนที่จะบริหารได้ผลดี จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เกี่ยวกับพันธกิจ ค่านิยม และเป้าหมายที่เกี่ยวกับผลที่จะเกิดกับตัวผู้เรียน มีความสัมพันธ์กับแนวทางการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอน และวิสัยทัศน์นั้นจะต้องเกิดจากกระบวนการสร้างฉันทามติ ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จำทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ
จากพหุกรณีศึกษาซึ่งพบว่ามีการบริหารหลักสูตรที่ยึดตามนโยบายหลักของสำนักงานการศึกษาพิเศษแห่งชาติ และมีการใช้หลักสูตรโดยยึดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แสดงให้เห็นว่าได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โดยมีแนวคิด คือ คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน ทั้งนี้เพื่อเร่งรัด ปรับปรุง และขยายบริการการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้ทั่วถึงและมีคุณภาพยิ่งขึ้น (คณะอนุกรรมการการคัดเลือกและจำแนกความพิการเพื่อการศึกษา,2542)

2. ปัญหาสำคัญการบริหารหลักสูตร
ปัญหาสำคัญที่พบคือ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน สอคล้องกับ วิชิต บุญเลิศ (2543) ได้ระบุปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในส่วนของการบริหารหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ว่า ไม่มีการปรับหลักสูตรให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมในการจัดกิจกรรม ซึ่งในการทำพหุกรณีศึกษาก็พบปัญหาหลักที่สำคัญเช่นเดียวกัน คือ ยังไม่มีหลักสูตรเฉพาะในการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังพบว่าหลักสูตรเน้นเนื้อหาวิชามากกว่าการพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียนอีกทั้งการบริหารการศึกษาพิเศษยังขาดทิศทางที่ชัดเจน แสดงว่าหลักสูตรการศึกษาที่ใช้อยู่ยังไม่มีความเหมาะสมและขาดประสิทธิผลในการพัฒนานักเรียน ปัญหาที่พบจากการสอบถามความคิดเห็นสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการทำพหุกรณีศึกษา และสอดคล้องกับ เจษฎาภรณ์ แก่นนาคำ (2545) ที่ได้ศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาในการจัดการเรียนร่วมของเด็กพิเศษในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น พบว่า สภาพการดำเนินงานของหลักสูตรมีการดำเนินการหลักที่สำคัญ คือ การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา และก็พบปัญหาในด้านหลักสูตรคือ ประสิทธิภาพในการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543) ได้กล่าวถึงปัญหาที่สอดคล้องกันคือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ขาดการพัฒนาทักษะ การปฏิบัติขาดการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นมากกว่าการเน้นด้านเนื้อหาวิชาการ
ประเด็นปัญหาจากพหุกรณีศึกษาอีกประเด็นหนึ่งที่พบคือ คุณภาพของบุคลากรครูและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาครูและผู้บริหาร ที่ขาดการประสานความร่วมมือและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการขับเคลื่อนการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งภารกิจที่สำคัญของโรงเรียน มีหัวใจสำคัญที่การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งครูและผู้บริหารจะต้องให้ความร่วมมือกันด้วยความจริงใจ (รุ่ง แก้วแดง, 2545) โดยเฉพาะผู้บริหาร ซึ่งหากว่าขาดภาวะผู้นำก็จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของโรงเรียน ทิศนา แขมณี (2544) ระบุว่า ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับผู้บริหารและโรงเรียนคือ ผู้บริหารขาดความเอาใจใส่ในการพัฒนางาน ขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ ขาดความสัมพันธ์อันดีกับบุคลากรครู และขาดความเป็นประชาธิปไตยในการทำงาน

3. แนวทางแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตร
แนวทางแก้ปัญหาการไม่มีหลักสูตรเฉพาะที่เหมาะสมในการจัดการศึกษาพิเศษ คือ ควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ โดยให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษแห่งชาติดำเนินการโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นกรอบแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย เพราะเด็กที่มีความบกพร่องจะสามารถเรียนรู้ต่างจากเด็กปกติ ซึ่งสอดคล้องกับ บุญสม นาวนุเคราะห์ (2543) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ ซึ่งใช้หลักสูตรเช่นเดียวกับหลักสูตรแกนที่กำหนด แต่จำเป็นต้องปรับให้มีความเหมาะสมแก่การเรียนรู้เป็นพิเศษและดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพของความบกพร่อง นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้ดำเนินการวิจัยการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ และพบว่า โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการสอนนักเรียนและนอกจากนี้โรงเรียนทุกสังกัดได้จัดหลักสูตรหรือมีกิจกรรมเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่แตกต่างกันไปตามประเภทของความบกพร่อง ดังนั้นการมีหลักสูตรเฉพาะที่มีความเหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนจึงมีความจำเป็น สอดคล้องกับ Levacic (1995) และ Carson (1996) ที่ระบุว่า ภารกิจการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน โรงเรียนจำเป็นต้องจัดหลักสูตรที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และโรงเรียนต้องมีความสามารถในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา มีความยืดหยุ่น และสามารถบูรณาการได้อย่างเหมาะสมในการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน (Orock, 1997)
จากผลการวิจัยซึ่งระบุว่า ควรมีการจัดหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและพัฒนาความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของนักเรียน Gilbert (2003) ได้เสนอแนะว่า ควรมีการวางแผนภายในโรงเรียนเพื่อสร้างหลักสูตรบูรณาการโดยเน้นไปที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดทักษะต่างๆ และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นจะต้องส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตามศักยภาพของทุกคน ( กิติวดี บุญซื่อ 2541)
จากพหุกรณีศึกษาโรงเรียนโสตศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรคือ ควรเพิ่มเกี่ยวกับทักษะเบื้องต้นในการประกอบอาชีพที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ได้หลังจากจบหลักสูตรการศึกษา ซึ่ง Morhman (1994) ชี้ว่า การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่หลากหลายในการจัดกิจกรรมพัฒนาอันจะนำไปสู่การพัฒนานักเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพบุคลากรนั้น ควรมีการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่ง Wohlstetter (1995) ระบุว่า บุคลากร จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา โดยปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเรื่องของหลักสูตรและวิธีสอนที่จัดเจน ผู้บริหารควรสร้างวิสัยทัศน์ เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งาน มีเป้าหมายหลักในการมุ่งพัฒนานักเรียน (Ouchi, 2003) นอกจากนี้ Cheng (2002) ระบุว่า ผู้บริหารจะต้องแสดงบทบาทในการสร้างสรรค์พัฒนาในด้านการปรับเปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อ และวิสัยทัศน์ของครูต่อการพัฒนาหลักสูตร

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 8118
ชื่อผลงานวิจัย การบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทย
หัวข้อ(Eng) THE CURRICULUM ADMINISTRATION OF SPECIAL EDUCATION SCHOOL IN THAILAND
ชื่อผู้วิจัย จตุรงค์ ธนะสีลังกูร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr.Chaturong Thanaseelangkun
ตำแหน่ง นักศึกษาปริญญาเอกสาขาวิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
การศึกษา ศษ.บ. ศษ.ม.
สถานที่ติดต่อ ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น 40002 E- mail : chatu_th@hotmail.com
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีการศึกษา 2549
ประเภท งานวิจัยการศึกษาของภาควิชาฯ
สถานที่จัดเก็บผลงาน ภาควิชาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯ
ประวัติความเป็นมา(history) แวดวงการศึกษาในปัจจุบันได้ตระหนักถึงการให้ความสำคัญกับ การจัดการศึกษาพิเศษ เพราะถือเป็นการพัฒนาและแก้ไขปัญหาความด้อยโอกาสทางสังคมของผู้ที่มีความบกพร่องทางด้านการเรียนรู้ หรือมีความสามารถพิเศษ เพื่อความเสมอภาคทางสังคม (ประหยัด ภูหนองคง, 2538)


การศึกษาพิเศษเป็นการจัดการด้านการเรียนการสอนและการบริการให้แก่เด็กที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้ได้รับการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จิตใจและความสามารถ หลักในการจัดการศึกษาพิเศษที่สำคัญคือ การจัดประสบการณ์ใน การเรียนการสอนให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่ (วารี ถิระจิตร, 2545) และแม้ว่าระดับความคาดหวังของการจัดการศึกษาพิเศษ จะแตกต่างจากการศึกษาแบบปกติ แต่ก็มุ่งพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีพัฒนาการที่เหมาะสม และตอบสนองตามความแตกต่างระหว่างบุคคล นำไปสู่การดำรงชีวิตที่พึ่งพาตนเองได้ (ดารุณี อุทัยรัตนกิจ, 2538) ซึ่งในประเทศไทยได้มีการจัดการศึกษาพิเศษเพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา และได้ตระหนักถึงการพัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อแก้ไขปัญหาความด้อยโอกาสทางสังคม โดยมีหน่วยงาน องค์กร และโรงเรียนที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษาพิเศษตามสภาพความบกพร่องของผู้เรียนหลายแห่งทั่วประเทศ (สำนักงานคณะกรรม การการศึกษาแห่งชาติ, 2542)

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 10 วรรค 2 กำหนดให้มีการจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม การสื่อสาร และการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึงพาตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส รัฐต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อบริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา นั่นหมายถึงคนพิการทุกประเภทมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ (คณะอนุกรรมการการคัดเลือกและจำแนกความพิการเพื่อการศึกษา,2543) จากข้อความในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 จึงทำให้เกิดมีนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษเพื่อจัดการศึกษาให้แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ซึ่งสิ่งสำคัญในการจัดการศึกษาคือ หลักสูตรการศึกษา โดยหลักสูตรการศึกษาคือมวลประสบการณ์ทั้งหมดที่โรงเรียนจัดให้แก่เด็ก ดังนั้น การที่จะสามารถจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องมีการบริหารจัดการหลักสูตรที่ดี ซึ่งจะสนับสนุนให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร (จันทรานี สงวนนาม, 2545)

ในการบริหารหลักสูตรการศึกษาพิเศษ มีลักษณะบางประการที่คล้ายคลึงกับการบริหาร หลักสูตรแบบปกติ และในบางส่วนที่มีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพการจัดการศึกษาซึ่งแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้การบริหารหลักสูตรการศึกษาพิเศษมีการยืดหยุ่นและปรับให้มีความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความแตกต่างของบริบทที่เกี่ยวข้อง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษ คือ คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน ทั้งนี้เพื่อเร่งรัด ปรับปรุง และขยายบริการการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้ทั่วถึงและมีคุณภาพยิ่งขึ้น (คณะอนุกรรมการการคัดเลือกและจำแนกความพิการเพื่อการศึกษา,2542) ดังนั้นในการบริหารหลักสูตรการจัดการศึกษาพิเศษ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสนองนโยบายดังกล่าว ซึ่งในการบริหารหลักสูตรนั้นมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน เนื่องจาก การบริหารหลักสูตร ก็คือ กระบวนการดำเนินงานเพื่อจัดมวลประสบการณ์เพื่อพัฒนาผู้เรียนในด้านต่าง ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตละสามารถอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขตามควรแก่อัตภาพ เพื่อให้การจัดการศึกษาสามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (รุจีร์ ภู่สาระ,2545)

จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยในฐานะบุคลากรทางการศึกษาจึงมีแนวคิดที่จะศึกษาการบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษ โดยมีกลุ่มประชากรคือโรงเรียนที่จัดการ ศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทย เพื่อศึกษาข้อมูลระดับการปฏิบัติงาน ปัญหา และแนวทางการแก้ปัญหา การบริหารหลักสูตร อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการบริหารหลักสูตรการศึกษาพิเศษต่อไป

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงาน ปัญหา และแนวทางในการแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทย
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) 1. รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธี แบบผสม (Mixed Method) ประกอบด้วย
1.1 การวิจัยเชิงสำรวจ ( Survey Study) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลการการบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทย
1.2 พหุกรณีศึกษา ( Multi case Study) เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกในการบริหารหลักสูตร โดยการสัมภาษณ์ และการศึกษาจากเอกสาร รายงานการจัดการศึกษา

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1.ประโยชน์ในเชิงวิชาการ ผลการวิจัยทำให้ได้แนวทางในการแก้ไขปัญหาการศึกษาพิเศษที่เหมาะสม สามารถนำไปเป็นแนวคิดในการวางแผนการบริหารหลักสูตร เพื่อเพิ่มคุณภาพการปฏิบัติงาน การวางแผนพัฒนา ปรับปรุง และแก้ไขหลักสูตรการศึกษาพิเศษในอนาคต
2.ประโยชน์ในการประยุกต์ใช้ในการบริหาร ผลการวิจัยเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริหารสำนักบริหารการศึกษาพิเศษ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ผู้บริหารโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง และ บุคลากรครู ในการวางแผนการบริหารหลักสูตรและการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต่อไป

กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
กลุ่มประชากรคือผู้บริหารและบุคลากรครูจำนวน 1,785 คน ใช้กลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนของ Yamane จำนวน 320 คน
คำนิยาม(defination) เพื่อให้สามารถระบุคำจำกัดความของงานวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจึงต้องกำหนดนิยามศัพท์ไว้ ดังนี้
1 การบริหารหลักสูตร หมายถึง การบริหารจัดการเกี่ยวกับหลักสูตรซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารงานวิชาการ ในการดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรปรกอบด้วย 12 ด้าน ซึ่งในการวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเฉพาะ 4 ประเด็นหลัก ประกอบด้วย การศึกษาสาระการเรียนรู้ของหลักสูตรและการจัดระบบ,การพัฒนากระบวนการเรียนรู้, สื่อการเรียนรู้ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้
2 การศึกษาพิเศษ หมายถึง การศึกษาที่จัดให้แก่เด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการศึกษาแตกต่างไปจากเด็กปกติเนื่องจากมีความผิดปกติทางร่างกาย อารมณ์ พฤติกรรม หรือสติปัญญา ซึ่งต้องการการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมและได้รับประโยชน์จากการศึกษาอย่างเต็มที่
3.โรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง หมายถึง โรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางตามประเภทของความพิการหรือความบกพร่องของเด็ก ได้แก่ โรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางการได้ยิน (หูหนวก - หูตึง)},โรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางสติปัญญา, โรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางการมองเห็น (ตาบอด), โรงเรียนสำหรับเด็กพิการทางร่างกาย (แขน - ขาและลำตัว)
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย คือ แบบสอบถามการบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษ ซึ่งลักษณะของแบบสอบถามนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็น ประกอบด้วยประเด็นต่อไปนี้
1) ระดับการปฏิบัติงานในการบริหารหลักสูตรของโรงเรียน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) แบ่งระดับการปฏิบัติ 5 ระดับ
2) ปัญหาของการบริหารหลักสูตร มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิด
3) แนวทางแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตร มีลักษณะเป็นแบบสอบถามปลายเปิด
การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ
กระบวนการสร้างและพัฒนาเครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ที่ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้
4.1 ศึกษาเอกสาร และงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาพิเศษ การบริหารหลักสูตร เพื่อเป็นแนวคิดทฤษฎีพื้นฐานในการกำหนดกรอบ และประเด็น ในการวิจัย
4.2 ออกแบบเครื่องมือที่จะใช้ในการเก็บข้อมูลให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการวิจัย
4.3 เสนอเครื่องมือการวิจัยต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงเครื่องมือ
4.4 เสนอเครื่องมือต่อผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาให้คำแนะนำ และให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงและพัฒนา
4.5 ปรับปรุงแบบสอบถามตามคำแนะนำของผู้ทรงคุณวุฒิให้สมบูรณ์
4.6 Try out ทดลองใช้เครื่องมือและหาประสิทธิภาพของแบบสอบถามโดยใช้วิธีของ Cronbach (วิเชียร เกตุสิงห์, 2543) จากกลุ่มตัวอย่าง 30 ราย มีค่าความเชื่อมั่น 0.83 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้
4.7 นำเครื่องมือไปเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มเป้าหมายเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และสรุปผลการวิจัยต่อไป
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการ ดังนี้
5.1 การวิจัยเชิงสำรวจ โดยการใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล โดยมีขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้
5.1.1 ส่งหนังสือขอความร่วมมือและแบบสอบ ถามไปยังกลุ่มตัวอย่างจำนวน 320 คน
5.1.2 กำหนดให้ผู้ตอบแบบสอบถามส่งแบบสอบถามกลับภายใน 3 สัปดาห์ โดยได้รับแบบสอบถามคืน จำนวน 278 ชุด คิดเป็นร้อยละ 87 ของกลุ่มตัวอย่าง
5.2 การวิจัยพหุกรณีศึกษา เพื่อเก็บข้อมูลเชิงลึก โดย
5.2.1 เดินทางไปสัมภาษณ์ข้อมูลด้านการบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษ ได้แก่ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น และโรงเรียนโสตศึกษาขอนแก่น
5.2.2 เก็บข้อมูลจากเอกสารรายงานการจัดการศึกษา และรายงานคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล
6.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ Spss for Window จากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิจัยเชิงสำรวจซึ่งใช้แบบสอบถาม ค่าสถิติที่ใช้ คือ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
6.2 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย
6.2.1 การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามที่เป็นการเขียนแสดงความคิดเห็นในการวิจัยเชิงสำรวจ
6.2.2 การวิเคราะห์ข้อมูลจาก พหุกรณีศึกษา การออกสัมภาษณ์และวิเคราะห์ข้อมูลจากรายงานการจัดการศึกษาของโรงเรียน
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัย
จากการวิจัยปรากฏผล ดังนี้
1. ระดับการปฏิบัติงานของการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา) พบว่า การบริหารหลักสูตรของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทยมีระดับการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีค่าเฉลี่ยรวม 3.43 เมื่อพิจารณารายกิจกรรมพบว่ากิจกรรมที่มีระดับการปฏิบัติงานในการบริหารหลักสูตรสามอันดับแรกได้แก่ มีการจัดโครงการหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน มีการพัฒนาครู เช่น จัดอบรม ส่งเข้ารับการอบรมสัมมนา และ มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการประเมินสภาพโรงเรียนเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.03, 4.01 และ 3.98 ตามลำดับ
จากพหุกรณีศึกษา จำนวน 2 โรงเรียน พบว่า ระดับการปฏิบัติงานของโรงเรียนมีความคล้ายคลึงกัน โดยยึดตามนโยบายหลักของสำนักงานการศึกษาพิเศษแห่งชาติ และมีการใช้หลักสูตรโดยยึดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นได้มีการสร้างเครือข่ายกับโรงเรียนศรีสังวาลย์เชียงใหม่และศรีสังวาลย์นนทบุรีในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย ส่วนทางด้านหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางของโรงเรียนโสตศึกษายังไม่ได้มีการดำเนินการเนื่องจากโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในประเทศไทยมีจำนวนมากจึงทำให้มีข้อจำกัดในการประสานความร่วมมือ

2.ปัญหาสำคัญของการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา พบว่า ปัญหาสำคัญสามอันดับแรกได้แก่ โรงเรียนไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง การจัดกิจกรรมไม่ส่งเสริมพัฒนาการและทักษะที่จำเป็นของนักเรียน การบริหารขาดทิศทางที่ชัดเจน ร้อยละ 72,15 และ 8 ตามลำดับ นอกจากนี้เป็นประเด็นปัญหาอื่นๆ ร้อยละ 5
จากพหุกรณีศึกษาพบว่า ปัญหาสำคัญสามอันดับแรกที่มีความสอดคล้องกัน คือ ยังไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทางสำหรับใช้ในการจัดการศึกษาในโรงเรียน กิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรมุ่งเน้นเนื้อหาวิชามากกว่าการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และ คุณภาพของครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

3.แนวทางแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตร
จากการศึกษา พบว่า ร้อยละ72 ให้ความเห็นว่าควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ โดยให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษแห่งชาติดำเนินการโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นกรอบแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย ร้อยละ 15 ให้ความเห็นว่าควรมีการจัดหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและพัฒนาความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของนักเรียนโดยจะต้องแตกต่างกับหลักสูตรการศึกษาของนักเรียนปกติที่ไม่มีความบกพร่อง ร้อยละ 8 ให้ความเห็นว่า ควรมีการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาพิเศษ
จากพหุกรณีศึกษา ได้แนวทางแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องกันคือ ควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ ซึ่งข้อเสนอแนะจากการสัมภาษณ์บุคลากรในโรงเรียนศรีสังวาลขอนแก่น คือ ควรให้มีการใช้หลักสูตรคู่ขนานในโรงเรียน ส่วนข้อเสนอแนะจากโรงเรียนโสตศึกษาขอนแก่นคือ ในโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางประเภทเดียวกัน ควรมีการประสานความร่วมมือในการจัดทำหลักสูตรให้เป็นไปในแนวเดียวกัน สำหรับแนวทางแก้ปัญหาที่สองคือ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามหลักสูตรจะต้องปรับใหม่โดยให้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างนักเรียน ให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามศักยภาพของตนเอง จากการสัมภาษณ์บุคลากรโรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นพบว่า ควรตัดทอนเนื้อหาวิชาการในส่วนที่ไม่จำเป็นสำหรับนักเรียนออกและเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมสมรรถภาพและส่งเสริมทักษะให้มากขึ้น ส่วนข้อมูลจากโรงเรียนโสตศึกษาพบว่า ควรเพิ่มเกี่ยวกับทักษะเบื้องต้นในการประกอบอาชีพที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ได้หลังจากจบหลักสูตรการศึกษา และข้อเสนอแนะจากปัญหาสำคัญอันดับสามในด้านคุณภาพของครูผู้สอน คือ ควรมีโครงการหรือมาตรการในการพัฒนาคุณภาพครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพิเศษ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่นให้ข้อเสนอแนะว่า ควรมีการประเมิน เพื่อกระตุ้นให้บุคลากรมีความกระตือรือร้นในการทำงาน อีกทั้งผู้บริหารควรประสานความร่วมมือกับบุคลากรเพื่อสร้างความตระหนักในหน้าที่ จากการสัมภาษณ์บุคลากรโรงเรียนโสตศึกษาขอนแก่นพบว่า การที่จะแก้ไขปัญหาคุณภาพครูให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องลดภาระงานอื่นๆ เพราะบุคลากรครูในโรงเรียนมีภาระงานอื่น ๆ มากมายจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

อภิปรายผลการวิจัย
1. ระดับการปฏิบัติงานการบริหารหลักสูตร
จากผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติงานการบริหารหลักสูตรมีคุณภาพการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งแสดงว่าการบริหารหลักสูตรการศึกษาพิเศษยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่ง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้ดำเนินการวิจัย การติดตามผลการดำเนินการตามนโยบายการจัดการศึกษาพิเศษสำหรับคนพิการ และได้มีข้อเสนอแนะให้มีการกำหนดและใช้มาตรการส่งเสริมการจัดการศึกษาพิเศษในด้านต่าง ๆ เพื่อให้การดำเนินการจัดการศึกษาพิเศษมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากผลการวิจัยที่พบว่า มีการจัดโครงการหรือกิจกรรมเสริมหลักสูตรเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน แสดงให้เห็นว่าได้มีการตระหนักถึงความสำคัญในส่งเสริมการเรียนรู้ตามความบกพร่อง ซึ่งสอดคล้องกับ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตรัง เขต 1 (2548) ที่ได้รายงานลการจัดการศึกษาพิเศษ ในประเด็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามลักษณะความบกพร่องของนักเรียน โดยครูมีการจัดทำแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนรายบุคคล และ โรงเรียนศรีสังวาลย์ขอนแก่น (2549) ได้รายงานการดำเนินงานการจัดการศึกษา ในประเด็นการจัดโครงการและกิจกรรมเสริมหลักสูตรว่า มีการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
จากข้อมูลการวิจัยที่พบว่า มีการพัฒนาครู เช่น จัดอบรม ส่งเข้ารับการอบรมสัมมนา เพื่อให้มีความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาพิเศษ นั้นแสดงให้เห็นว่ามีการตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร และตัวครูเองก็เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ที่มีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ ซึ่ง Yu (2003) ชี้ให้เห็นว่า ครูผู้สอนนั้นมีความต้องการในการที่จะพัฒนาตนเอง โดยการพัฒนาตนเองคือการเข้าศึกษาอบรมในด้านการจัดการศึกษา เพื่อก้าวสู่ความเป็นครูมืออาชีพ โดยสอดคล้องกับ Gilert (2003) ที่กล่าวว่า ครูมืออาชีพจะเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้
ผลการวิจัยอีกประการหนึ่งคือ มีการวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการประเมินสภาพโรงเรียนเพื่อกำหนดวิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมาย และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ในการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมความพร้อมด้านการจัดการศึกษา สอดคล้องกับ Odden (1995) ที่ระบุว่า โรงเรียนที่จะบริหารได้ผลดี จะต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน เกี่ยวกับพันธกิจ ค่านิยม และเป้าหมายที่เกี่ยวกับผลที่จะเกิดกับตัวผู้เรียน มีความสัมพันธ์กับแนวทางการจัดหลักสูตรและการเรียนการสอน และวิสัยทัศน์นั้นจะต้องเกิดจากกระบวนการสร้างฉันทามติ ซึ่งถือว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จำทำให้โรงเรียนประสบความสำเร็จ
จากพหุกรณีศึกษาซึ่งพบว่ามีการบริหารหลักสูตรที่ยึดตามนโยบายหลักของสำนักงานการศึกษาพิเศษแห่งชาติ และมีการใช้หลักสูตรโดยยึดตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แสดงให้เห็นว่าได้ตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาตามนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โดยมีแนวคิด คือ คนพิการทุกคนที่อยากเรียนต้องได้เรียน ทั้งนี้เพื่อเร่งรัด ปรับปรุง และขยายบริการการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้ทั่วถึงและมีคุณภาพยิ่งขึ้น (คณะอนุกรรมการการคัดเลือกและจำแนกความพิการเพื่อการศึกษา,2542)

2. ปัญหาสำคัญการบริหารหลักสูตร
ปัญหาสำคัญที่พบคือ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักสูตรการศึกษาพิเศษที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของนักเรียน สอคล้องกับ วิชิต บุญเลิศ (2543) ได้ระบุปัญหาเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในส่วนของการบริหารหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ว่า ไม่มีการปรับหลักสูตรให้มีความสอดคล้องและเหมาะสมในการจัดกิจกรรม ซึ่งในการทำพหุกรณีศึกษาก็พบปัญหาหลักที่สำคัญเช่นเดียวกัน คือ ยังไม่มีหลักสูตรเฉพาะในการจัดการเรียนรู้ นอกจากนี้ยังพบว่าหลักสูตรเน้นเนื้อหาวิชามากกว่าการพัฒนาทักษะที่จำเป็นของนักเรียนอีกทั้งการบริหารการศึกษาพิเศษยังขาดทิศทางที่ชัดเจน แสดงว่าหลักสูตรการศึกษาที่ใช้อยู่ยังไม่มีความเหมาะสมและขาดประสิทธิผลในการพัฒนานักเรียน ปัญหาที่พบจากการสอบถามความคิดเห็นสอดคล้องกับปัญหาที่พบจากการทำพหุกรณีศึกษา และสอดคล้องกับ เจษฎาภรณ์ แก่นนาคำ (2545) ที่ได้ศึกษาสภาพการดำเนินงานและปัญหาในการจัดการเรียนร่วมของเด็กพิเศษในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดขอนแก่น พบว่า สภาพการดำเนินงานของหลักสูตรมีการดำเนินการหลักที่สำคัญ คือ การปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา และก็พบปัญหาในด้านหลักสูตรคือ ประสิทธิภาพในการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมในการจัดการศึกษา นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543) ได้กล่าวถึงปัญหาที่สอดคล้องกันคือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเน้นเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ขาดการพัฒนาทักษะ การปฏิบัติขาดการเชื่อมโยงกับชีวิตจริง โดยเฉพาะนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นมากกว่าการเน้นด้านเนื้อหาวิชาการ
ประเด็นปัญหาจากพหุกรณีศึกษาอีกประเด็นหนึ่งที่พบคือ คุณภาพของบุคลากรครูและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งเกี่ยวกับปัญหาครูและผู้บริหาร ที่ขาดการประสานความร่วมมือและไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการขับเคลื่อนการศึกษาของโรงเรียน ซึ่งภารกิจที่สำคัญของโรงเรียน มีหัวใจสำคัญที่การปฏิรูปการศึกษา ซึ่งครูและผู้บริหารจะต้องให้ความร่วมมือกันด้วยความจริงใจ (รุ่ง แก้วแดง, 2545) โดยเฉพาะผู้บริหาร ซึ่งหากว่าขาดภาวะผู้นำก็จะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาของโรงเรียน ทิศนา แขมณี (2544) ระบุว่า ปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดเกี่ยวกับผู้บริหารและโรงเรียนคือ ผู้บริหารขาดความเอาใจใส่ในการพัฒนางาน ขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิรูปการเรียนรู้ ขาดความสัมพันธ์อันดีกับบุคลากรครู และขาดความเป็นประชาธิปไตยในการทำงาน

3. แนวทางแก้ปัญหาการบริหารหลักสูตร
แนวทางแก้ปัญหาการไม่มีหลักสูตรเฉพาะที่เหมาะสมในการจัดการศึกษาพิเศษ คือ ควรมีการจัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาพิเศษ โดยให้สำนักบริหารการศึกษาพิเศษแห่งชาติดำเนินการโดยประสานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นกรอบแนวคิดหลักในการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย เพราะเด็กที่มีความบกพร่องจะสามารถเรียนรู้ต่างจากเด็กปกติ ซึ่งสอดคล้องกับ บุญสม นาวนุเคราะห์ (2543) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการเรียนเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ ซึ่งใช้หลักสูตรเช่นเดียวกับหลักสูตรแกนที่กำหนด แต่จำเป็นต้องปรับให้มีความเหมาะสมแก่การเรียนรู้เป็นพิเศษและดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพของความบกพร่อง นอกจากนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2545) ได้ดำเนินการวิจัยการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ และพบว่า โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการสอนนักเรียนและนอกจากนี้โรงเรียนทุกสังกัดได้จัดหลักสูตรหรือมีกิจกรรมเสริมเพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่แตกต่างกันไปตามประเภทของความบกพร่อง ดังนั้นการมีหลักสูตรเฉพาะที่มีความเหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนจึงมีความจำเป็น สอดคล้องกับ Levacic (1995) และ Carson (1996) ที่ระบุว่า ภารกิจการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอน โรงเรียนจำเป็นต้องจัดหลักสูตรที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และโรงเรียนต้องมีความสามารถในการบริหารหลักสูตรสถานศึกษา มีความยืดหยุ่น และสามารถบูรณาการได้อย่างเหมาะสมในการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน (Orock, 1997)
จากผลการวิจัยซึ่งระบุว่า ควรมีการจัดหลักสูตรเพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิตและพัฒนาความสามารถในการช่วยเหลือตนเองของนักเรียน Gilbert (2003) ได้เสนอแนะว่า ควรมีการวางแผนภายในโรงเรียนเพื่อสร้างหลักสูตรบูรณาการโดยเน้นไปที่การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียนเกิดทักษะต่างๆ และในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นจะต้องส่งเสริมให้นักเรียนได้พัฒนาตามศักยภาพของทุกคน ( กิติวดี บุญซื่อ 2541)
จากพหุกรณีศึกษาโรงเรียนโสตศึกษาประเด็นเกี่ยวกับการปรับหลักสูตรคือ ควรเพิ่มเกี่ยวกับทักษะเบื้องต้นในการประกอบอาชีพที่นักเรียนจะสามารถนำไปใช้ได้หลังจากจบหลักสูตรการศึกษา ซึ่ง Morhman (1994) ชี้ว่า การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาวิชาชีพให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่หลากหลายในการจัดกิจกรรมพัฒนาอันจะนำไปสู่การพัฒนานักเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการแก้ไขปัญหาคุณภาพบุคลากรนั้น ควรมีการพัฒนาวิสัยทัศน์ของผู้บริหารให้เป็นไปในทิศทางที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาพิเศษ ซึ่ง Wohlstetter (1995) ระบุว่า บุคลากร จำเป็นต้องได้รับการพัฒนา โดยปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในเรื่องของหลักสูตรและวิธีสอนที่จัดเจน ผู้บริหารควรสร้างวิสัยทัศน์ เป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์งาน มีเป้าหมายหลักในการมุ่งพัฒนานักเรียน (Ouchi, 2003) นอกจากนี้ Cheng (2002) ระบุว่า ผู้บริหารจะต้องแสดงบทบาทในการสร้างสรรค์พัฒนาในด้านการปรับเปลี่ยนค่านิยม ความเชื่อ และวิสัยทัศน์ของครูต่อการพัฒนาหลักสูตร

ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ข้อเสนอแนะในด้านการบริหารหลักสูตร
1.1 สำนักบริหารการศึกษาพิเศษแห่งชาติควรดำเนินการจัดทำหลักสูตรการศึกษาพิเศษแกนกลางระดับชาติ
1.2 โรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในประเทศไทยควรสร้างเครือข่ายตามประเภทความบกพร่องของนักเรียนเพื่อร่วมกำหนดแนวทางในการจัดทำหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะความบกพร่องที่เหมาะสมในการจัดการศึกษา
1.3 หลักสูตรการศึกษาพิเศษควรมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในการดำรงชีวิต และเพิ่มทักษะการประกอบอาชีพที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง
1.4 ควรมีการใช้หลักสูตรคู่ขนานในโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องและความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน
1.5 จัดโครงการพัฒนาบุคลากรครู เช่น การอบรมสัมมนา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการจัดการศึกษาพิเศษ อย่างต่อเนื่อง
1.6 จัดการประชุม สัมมนาผู้บริหารโรงเรียน ทั้งในระดับศูนย์การศึกษาพิเศษ และระดับประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ในวิสัยทัศน์ทางการศึกษาพิเศษ และแนวทางในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาพิเศษอย่างมีพลวัตร

2. ข้อเสนอแนะในการวิจัย
2.1 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบของหลักสูตรที่เหมาะสมในการจัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย
2.2 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับแนวทางการสร้างหลักสูตรการศึกษาพิเศษแกนกลางระดับชาติ และการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง ที่มีความเหมาะสมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามความบกพร่องของนักเรียน
2.3 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับการบริหารการศึกษาพิเศษในองค์รวมของโรงเรียนที่จัดการศึกษาพิเศษในประเทศไทย

ปี 2549
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved