ผลงานวิจัย

วีระยุทธ ปัญใจแก้ว - thaied

Current Record: วีระยุทธ ปัญใจแก้ว

วีระยุทธ ปัญใจแก้ว

1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านแตกต่างจากนักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการสอนปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
1. พฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกในขณะที่เรียนโดยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญพบว่า
1.1 พฤติกรรมด้านความสนใจ นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้นที่จะเรียนให้ความร่วมมือและ ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
3.2 ความสนใจของนักเรียนในด้านเนื้อหาของแบบฝึก พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ชอบเนื้อหาที่เป็นนิทาน เรื่องราวที่มีตัวละคร
3.3 ความสนใจของนักเรียนในด้านการใช้ภาษาในแบบฝึก พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ชอบเนื้อหาหรือข้อความสั้นๆ ไม่ชอบอ่านข้อความที่ยาว และยากต่อการเข้าใจ
3.4 ความร่วมมือของนักเรียนในการปฏิบัติตามกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่านักเรียนสามารถรวมกลุ่มอภิปรายได้เป็นอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่กัน และเปลี่ยนหน้าที่กันทุกครั้งที่มีกิจกรรมกลุ่ม นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ และให้ความร่วมมือกับครูเป็นอย่างดี
3.5 การโต้ตอบในการซักถามปัญหา พบว่า นักเรียนทุกคนสนใจที่จะตอบคำถามซึ่งส่วนใหญ่ตอบได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะใช้คำถามครูมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยและจากการตรวจแบบฝึกหัดพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามในแบบฝึกหัดได้อย่างถูกต้อง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6340
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
คำสำคัญ(keyword) แบบฝึกการอ่าน การอ่านจับใจความสำคัญ พฤติกรรมของนักเรียน ปี2542
ชื่อผู้วิจัย วีระยุทธ ปัญใจแก้ว
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Verayut Parjikaew
ตำแหน่ง อาจารย์
การศึกษา ศึกษาศาสตรบัณฑิต (พลศึกษา) จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สถานที่ติดต่อ 136/1 หมู่ 5 ตำบลชมภู อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
สถานศึกษา ) โรงเรียนวัดเวฬุวัน อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำวิจัย 2542
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยในชั้นเรียน ของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่
ประวัติความเป็นมา(history) ในปัจจุบันการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญ และมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เนื่องจากการอ่านเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาหาความรู้การประกอบอาชีพ การพักผ่อนหย่อนใจและการหาความบันเทิง

กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดการอ่านไว้ 3 ลักษณะ คือ การอ่านออกเสียง การอ่านในใจ และการอ่านทำนองเสนาะ สำหรับการอ่านนั้นได้กำหนดความคิดรอบยอดและหลักการอ่านไว้ว่า การอ่านที่มีประสิทธิภาพสูงผู้อ่านจะต้องจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ปริมาณที่เพียงพอ แต่จะใช้เวลาและพลังงานน้อย ยุพา ส่งศิริ (2525 หน้า 19) ได้กล่าวว่า การสอนอ่านครูควรมุ่งให้นักเรียนสามารถเข้าใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว

วีณา วีสเพ็ญ (2525 หน้า 164) กล่าวว่า ในชีวิตประจำวันของนักเรียนมีสิ่งที่จะทำให้ นักเรียนต้องอ่านอยู่มากถ้านักเรียนสามารถอ่านได้เร็วและจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ดีก็จะช่วยให้นักเรียนอ่านได้มาก มีความรู้มาก การอ่านจะช่วยให้นักเรียนสามารถทำงานที่ครูมอบหมายทั้งในวิชาภาษาไทยและวิชาอื่นๆ เสร็จเรียบร้อย การอ่านแบบใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านจะทำให้เราสามารถอ่านหนังสือได้เร็ว และสามารถรู้ใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ดังที่ รัตนา ศิริพาณิช (2522 หน้า 56) กล่าวถึง ปัญหาการสอนอ่านว่า นักเรียนขาดความเข้าใจเรื่องที่อ่านจับใจความเรื่องที่อ่านไม่ได้ จึงทำให้เกิดปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะตัวนักเรียนเมื่ออ่านล้มเหลวจะทำให้เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ไม่อยากเรียนการเรียนการสอนของครูบางครั้งอาจจะขาดสื่อทำให้เกิดปัญหาต่อการเรียนการสอนตาม คำกล่าวของ สุนันทา มั่นเศกวิทย์ (2522 หน้า6) กล่าวว่า ปัญหาการอ่านเกิดจากองค์ประกอบหลายอย่างคือ ตัวครูไม่เข้าใจการดัดแปลงวิธีการสอนให้เข้าใจกับสภาพนักเรียนมาจากครอบครัวที่ แตกต่างกัน มีปัญหาในครอบครัวร่างกายและจิตใจ และปัญหาความไม่พร้อมทางด้านวัสดุอุปกรณ์การสอนการพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ศศิธร อินตุ่น (2535 หน้า 4) ได้เสนอแนะไว้ว่า ครูจะต้องเอาใจใส่ฝึกฝนนักเรียนได้อ่านอย่างสม่ำเสมอ เมื่อฝึกปฏิบัติจนเกิดทักษะและจำเป็นต้องฝึกปฏิบัติเพิ่มเติมอีกโดยวิธีปฏิบัติในเนื้อหาเดียวกันซ้ำๆ แต่สถานการณ์และวิธีการแตกต่างกัน เพื่อช่วยพัฒนาทักษะการอ่านให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในการฝึกครูต้องมีอุปกรณ์ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการอ่านของนักเรียน ซึ่งอุปกรณ์ที่สำคัญคือ แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญที่จัดทำขึ้นเป็นชุดเพื่อพัฒนาหรือเสริมทักษะให้ครูสามารถนำไปช่วยในการสอนได้อย่างดี สอดคล้องกับการศึกษาของ ปรียดา จันทรโรจน์ (2522 บทคัดย่อ) พบว่าแบบฝึกเสริมทักษะช่วยให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านดียิ่งขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งสอดคล้องกับ พิมพ์พร อุทัยเลิศ (2526 บทคัดย่อ) ซึ่งพบว่าการเรียนทักษะโดยการใช้แบบฝึกจะทำให้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญระหว่างกลุ่มที่ใช้แบบฝึกการอ่านกับกุล่มที่ไม่ใช้แบบฝึกการอ่าน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญความสำคัญสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยไม่ใช้แบบฝึกเนื้อหาในแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญนั้นประกอบด้วยนิทาน เรื่องสั้น เรื่องราวจากหนังสือเสริมประสบการณ์ สารคดี หนังสือพิมพ์ บทร้อยกรอง ประกาศ คำขวัญ ซึ่งในชีวิตประจำวันของนักเรียนจะได้อ่านสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรื่องที่ใช้ในแบบฝึกไม่ยากจนเกินไป น่ามาใช้ฝึกอ่านและตอบคำถามโดยเริ่มจากทักษะที่ง่ายสุ่ทักษะที่ยากขึ้นตามลำดับ ประกอบกันกับจุดประสงค์ ข้อที่ 11 ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียน วัดเวฬุวัน เด็กไม่ผ่านจุดประสงค์เป็นจำนวนมาก เมื่อผู้ศึกษาสาเหตุที่ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในด้านการอ่านและจับใจความต่ำ ทำให้มีปัญหาการเรียนวิชาอื่น เพราะเด็กอ่านแล้วไม่สามารถจะจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ ทางคู่มือ การสอนมีกิจกรรมด้านการอ่านจับใจความไว้เพียงเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักเรียนขาด การฝึกฝนขาดวัสดุอุปกรณ์ ที่เหมาะสม และการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของนนักเรียนไม่บรรลุจุดมุ่งหมายของการอ่าน

ด้วยเหตุนี้ผู้ศึกษาได้สร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อเสริมสร้างทักษะการอ่านของนักเรียนและเป็นแนวทางให้นักเรียนนำทักษะดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาความรู้ในชีวิตประจำวันต่อไป

แนวคิด(concept) 1. การอ่านจับใจความสำคัญ

2. การสอนและการฝึกอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ

3. แบบฝึกการอ่าน

4. การสร้างแบบฝึก

5. การทดสอบประสิทธิภาพของแบบฝึก

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
2. เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
3. เพื่อหาประสิทธิภาพและความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ
4. เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนในการเรียน โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญที่สร้างขึ้น
5. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนการใช้และหลังการใช้แบบฝึก การอ่านจับใจความสำคัญ
สมมุติฐาน(assumption) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้านการอ่านจับใจความสำคัญหลังจากการใช้ชุดฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สูงกว่าการสอนอ่านจับใจความสำคัญที่ไม่ใช้แบบฝึก
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรง วักเวฬุวัน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 128 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ ศึกษาความก้าวหน้า และพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนวัดเวฬุวัน สำนักงานการประถมศึกษาสารภี จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 64 คน มีวิธีการทำให้ได้กลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ คือ
1.1 คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยเจาะจง ทั้งนี้พิจารณาจากสภาพปัญหาที่ผู้วิจัยต้องการจะแก้ไข ภายใน พื้นที่ปฏิบัติงาน และเพื่อความสะดวกในการศึกษา
1.2 แบ่งกลุ่มนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมี ระดับความรู้ความสามารถด้านการอ่านใกล้เคียงกัน ออกเป็น 2 กลุ่ม โดยใช้วิธีการสุ่ม โดยใช้ตารางเลขสุ่ม ตามลำดับ ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นกลุ่มทดลอง 32 คนกลุ่มและ ควบคุม 32 คน
กลุ่มทดลอง ดำเนินการสอนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ
กลุ่มควบคุม ดำเนินการสอนโดยใช้แผนการสอนปกติ
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ การอ่านโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ
ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์จากการอ่านจับใจความสำคัญ
คำนิยาม(defination) แบบฝึกหรือแบบฝึกการอ่าน หมายถึง ชุดแบบฝึกหัดเพื่อทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ ประกอบด้วยจุดประสงค์ คำชี้แจง การใช้ข้อความที่ใช้อ่านและแบบฝึกหัดท้ายแบบฝึก
การอ่านจับใจความสำคัญ หมายถึง การอ่านเพื่อจับสาระสำคัญของเรื่องทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่อ่านได้
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 หมายถึง เกณฑ์การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกอ่านที่ สร้างขึ้น โดยปรับเกณฑ์การหาประสิทธิภาพมาจากบทเรียนโปรแกรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
80 ตัวแรก หมายถึง ผู้เรียนตอบคำถามในแบบฝึกการอ่านได้ร้อยละ 80
80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยที่ผู้อ่านทั้งหมาดทำได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ 80
พฤติกรรมของนักเรียน หมายถึง พฤติกรรมของนักเรียนด้านความสนใจความชอบในการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประกออบไปด้วยแบบฝึกการอ่านจำนวน 20 แบบฝึก ใช้เวลาสอนครั้งละ 2 คาบ (40 นาที)
2. แผนการสอน สำหรับครูใช้ศึกษามาก่อนสอน
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความสำคัญ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 40 ข้อใช้วัด ผลก่อนเรียนและหลังเรียน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 ตั้ง แต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2542 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2542 เริ่มต้นด้วยการทดสอบกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ด้วยแบบทดสอบการอ่านจับใจความสำคัญ เพื่อเป็นการทดสอบก่อนทดลอง
2. ผู้วิจัยดำเนินการทดลองกับกลุ่มทดลองด้วยตนเอง โดยใช้แบบฝึก การอ่านจับใจความสำคัญ ทุก วันวันละ 2 คน รวบการทดลอง 40 คาบ ส่วนกลุ่มควบคุมผู้วิจัยสอนตามแผนการสอนปกติ สัปดาห์ละ 4 คาบ จำนวน 5 สัปดาห์
3. หลังเสร็จการทดลองให้กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมทำแบบทดสอบอ่านจับใจความสำคัญฉบับเดิม
การวิเคราะห์(analysis) 1. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนการอ่านจับใจความสำคัญของทั้ง 2 กลุ่ม จากคะแนนทดสอบก่อนการทดลอง โดยการทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มอิสระ (Independent)
2. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนการอ่านจับใจความสำคัญก่อนและหลังการทดลองของนักเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ ด้วยการทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มอิสระ (Dependent)
3. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนการอ่านจับใจความสำคัญของนักเรียนที่เรียน โดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญกับนักเรียนโดยแผนการสอนปกติ โดยการทดสอบ ค่าที (t-test) แบบกลุ่มอิสระ (Dependent)
4. วิเคราะห์พฤติกรรมนักเรียน โดยนำข้อมูลที่บันทึกไว้แต่ละครั้งที่สังเกตได้มาสรุปเชื่อมโยงสาระสำคัญของพฤติกรรม นอกจากนั้นก็จะพูดภาพรวมของพฤติกรรมอื่นๆ แล้วลงสรุปด้วยการบรรยายแต่ละหัวเรื่องจำแนกเป็นหัวข้อ
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้ฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านหลังการเรียนสูงกว่าก่อนการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
2. นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญ มีผลสัมฤทธิ์ในการอ่านแตกต่างจากนักเรียนที่เรียนโดยใช้แผนการสอนปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้
1. พฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงออกในขณะที่เรียนโดยแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญพบว่า
1.1 พฤติกรรมด้านความสนใจ นักเรียนมีความสนใจ กระตือรือร้นที่จะเรียนให้ความร่วมมือและ ต้องการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
3.2 ความสนใจของนักเรียนในด้านเนื้อหาของแบบฝึก พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ชอบเนื้อหาที่เป็นนิทาน เรื่องราวที่มีตัวละคร
3.3 ความสนใจของนักเรียนในด้านการใช้ภาษาในแบบฝึก พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ชอบเนื้อหาหรือข้อความสั้นๆ ไม่ชอบอ่านข้อความที่ยาว และยากต่อการเข้าใจ
3.4 ความร่วมมือของนักเรียนในการปฏิบัติตามกิจกรรมการเรียนการสอน พบว่านักเรียนสามารถรวมกลุ่มอภิปรายได้เป็นอย่างดี มีการแบ่งหน้าที่กัน และเปลี่ยนหน้าที่กันทุกครั้งที่มีกิจกรรมกลุ่ม นอกจากนี้ยังพบว่า นักเรียนสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้ และให้ความร่วมมือกับครูเป็นอย่างดี
3.5 การโต้ตอบในการซักถามปัญหา พบว่า นักเรียนทุกคนสนใจที่จะตอบคำถามซึ่งส่วนใหญ่ตอบได้ถูกต้อง นอกจากนี้ยังสามารถที่จะใช้คำถามครูมีปัญหาหรือมีข้อสงสัยและจากการตรวจแบบฝึกหัดพบว่า นักเรียนส่วนใหญ่สามารถตอบคำถามในแบบฝึกหัดได้อย่างถูกต้อง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ในการนำแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญไปใช้นั้น ครูผู้สอนควรเตรียมตัวให้พร้อม โดยการศึกษาคำชี้แจงในการใช้แบบฝึก และแบบฝึกให้เข้าใจก่อน และทำตามลำดับตอนกิจกรรมในแต่ละแบบฝึก
2. ครูผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคยเกี่ยวกับการใช้แบบฝึกกับนักเรียน
3. ในการฝึกแต่ละครั้งไม่ควรฝึกเกิน 2 แบบฝึก เพราะถ้านานกว่านี้ นักเรียนจะเกิดความเมื่อยล้า และเบื่อหน่าย
4. ในการฝึกควรเริ่มฝึกต้นภาคเรียน เพื่อที่นักเรียนจะได้นำความรู้ที่ได้รับการฝึกไปเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ต่อไป
5. จากการสังเกตในการทดลอง พบว่า นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะได้อ่านและทำแบบฝึกหัด ดังนั้นครูผู้สอนควรสร้างแบบฝึกการอ่านเอาไว้ใช้โดยหาข้อความที่สั้นๆ สนุกสนานให้นักเรียนได้ฝึกอ่านจะช่วยให้นักเรียนสนใจอ่าน และมีความสามารถจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้
6. ครูผู้สอนนักเรียน ควรจะให้ความสนใจในเรื่องการสอนคำใหม่ให้นักเรียนโดยการให้ นักเรียนได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน และได้เขียนคำนั้นบ่อยๆ ถ้าพบว่านักเรียนอ่านหรือเขียนคำนั้นผิดรีบแก้ไขทันที อย่าผ่านไปโดยไม่สนใจ เพราะจะทำให้แก้ไขได้ยากในภายหลัง
7. ครูผู้สอนควรจัดหาหนังสือต่างๆ เช่น หนังสืออ่านเล่น หนังสือนิทานมาไว้ในห้องเรียน โดยการจัดมุมหนังสือขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการอ่านจับใจความสำคัญเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยการสอนอ่านจับใจความสำคัญสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ใน รูปแบบอื่นๆ เช่น การใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการพัฒนาเป็นรายบุคคล
2. ควรมีการสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความสำคัญเพื่อใช้ในการสอนระดับชั้นอื่น
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved