ผลงานวิจัย

สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์ - thaied

Current Record: สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์

สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์

1. แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในศตวรรษที่ 21 พบว่า จะมีการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหาร โดยมีการกระจายอำนาจออกสู่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นมากขึ้น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเป็นกลไกให้การเมืองมีความชอบธรรมมากขึ้น ภูมิภาคและท้องถิ่นจะมีองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบและดูแลกันเองมากขึ้น เศรษฐกิจจะเป็นระบบอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร การท่องเที่ยวและการบริการขยายตัวออกไปในภูมิภาคมากขึ้น สภาพสังคมจะกลายเป็นสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่วัฒนธรรมจะมีการผสมผสานกัน และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้มากขึ้น อัตราการเพิ่มของประชากรโดยการเกิดจะลดลง แต่การย้ายถิ่นฐานจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับปัญหาคุณภาพชีวิตจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะความเครียดจากการดำเนินชีวิตที่ต้องแข่งขันกันสูง จริยธรรมในสังคมเมืองจะลดลง ปัญหาสังคมจะเพิ่มขึ้นมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการจราจร ส่วนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายด้านนี้ในส่วนของการได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมีแนวโน้มการให้ความช่วยเหลือแบบเงินกู้จะมีมากกว่าเงินให้เปล่า จะมีความร่วมมือกันทางวิชาการมากขึ้นประเทศที่มีการติดต่อกันจะมีมากขึ้นรวมทั้งจะมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกันเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ เป็นฐานอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่น
2. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะส่งผลต่อการศึกษาในทุกระดับ ซึ่งจะมีการปฏิรูปการศึกษา มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร การจัดหลักสูตร แบบเรียน การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ตลอดจนส่งเสริมความก้าวหน้าและพัฒนาวิชาชีพครูให้สูงขึ้นแนวโน้มพบว่า การจัดการศึกษาทุกระดับชั้นในภูมิภาคนั้นท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมมากขึ้น และบรรลุเรื่องราวของท้องถิ่นให้เรียนในทุกระดับการศึกษามากขึ้น การศึกษาก่อนวัยเรียนจะเป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยมีจำนวนปีเพิ่มขึ้น เป็น 9-12 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษา และปรับหลักสูตรให้เหมาะสม การมัธยมศึกษาจะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ เด็กจะมีโอกาสศึกษาต่อได้มากขึ้น โรงเรียนจะขยายตัวมากขึ้น การอาชีวศึกษาจะขยายตัวมากขึ้นในภูมิภาค มีการฝึกปฏิบัติจริงโดยร่วมมือกับสถานประกอบการจัดสอนและอบรมครู ผู้ประกอบการร่วมกัน ส่วนการอุดมศึกษาจะมีการขยายตัวของสถานศึกษา ออกสู่ภูมิภาคมากขึ้นทั้งรัฐและเอกชน มีคณะวิชา สาขาใหม่เปิดสอนเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการบริหารใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อรองรับความเป็นนานาชาติ ร่วมมือกับต่างประเทศ เปิดสอนทำวิจัยและแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันมากขึ้น สรุปในทุกระดับชั้นจะมีการเพิ่มวิชาต่างประเทศ คอมพิวเตอร์ การฝึกงานและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่พึงปรารถนาควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมในกระบวนการเรียนการสอนและการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิ่มขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6304
ชื่อผลงานวิจัย แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและผลกระทบต่อการศึกษาของไทยในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553): กรณีศึกษาเฉพาะภูมิภาคตะวันออกของไทย
หัวข้อ(Eng) Trends of Social Change and Its Impact on Thai Education in The Early 21stCentury (C.E. 2000-2010): A Cass Study in The Eastern Region of Thailand
คำสำคัญ(keyword) แนวโน้ม การเปลี่ยนแปลงทางสังคม การศึกษา ปี2542
ชื่อผู้วิจัย สุวิชัย โกศัยยะวัฒน์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Suwichai Kosaiyawat
ตำแหน่ง อาจารย์ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานศึกษา ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา จังหวัดชลบุรี
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ 2539
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) หลังจากที่มีการขุดค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ทำให้ภูมิภาคตะวันออก และพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรวดเร็วในหลายๆด้าน เช่น จากสังคม เช่น จากสังคมชนบทกลายเป็นสังคมเมือง จากสังคมเกษตรกรรมกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรม สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ สภาพสังคม วัฒนธรรม ระบบเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชากร ตลอดจนระบบความคิด ความเชื่อ ค่าครองชีพ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชากร ตลอดจนระบบความคิด ความเชื่อ ค่านิยม และจริยธรรมของประชากรในบริเวณนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีแผนพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างชัดเจนเพื่อพัฒนาประเทศก้าวไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ส่งผลให้บริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกของไทย อันประกอบด้วยพื้นที่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ถูกกำหนดไว้เป็นพื้นที่พัฒนาเพื่อรองรับการขยายตัวของโครงการต่างๆ ด้านนี้โดยตรง ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการศึกษาของภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน เพราะการศึกษาทุกระดับต้องทำหน้าที่เตรียมความพร้อม เสริมสร้างขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อผลผลิตของกำลังคนส่วนนี้จะก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานตามระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปและความมั่นใจ ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการปรับตัวและใช้ชีวิตอยู่ระบบสังคมท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทุกด้านของภูมิภาคนี้ได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภูมิภาคนี้ใหมี้ความเจริญที่เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของสังคม วัฒนธรรมไทย อันเป็นรากฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืนและสมดุลกับวิถีชีวิตของประชากรในท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ ผู้วิจัยซึ่งเป็นบุคลากรทางการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐเพียงแห่งเดียวของภูมิภาค จึงมีความเห็นตรงกันว่าควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีอยู่ทุกขณะและมีอยู่อย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ทศวรรษที่แล้ว เพื่อจะได้เป็นข้อมูลำหรับกำหนดนโยบายและและประกอบการวางแผนเพื่อจักการศึกษาให้สอดคล้องสัมพันธ์กับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปของภูมิภาคนี้ในอนาคตอันใกล้ได้อย่างชัดเจน และเหมาะสมยิ่งขึ้น

แนวคิด(concept) 1. แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

2. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่มีต่อการศึกษา

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งระบบสังคมประกอบด้วยระบบการเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิต การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบความคิดความชื่อค่านิยมและคุณธรรม จริยธรรมของประชากรในภูมิภาคตะวันออกของไทยในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
2. เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสัมคมที่มีต่อระบบการศึกษาของภูมิภาคนี้ทั้งในระดับก่อนวัยเรียน ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
3. เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคตะวันออกในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
สมมุติฐาน(assumption) 1. เพื่อศึกษาแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งระบบสังคมประกอบด้วยระบบการเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิต การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบความคิดความชื่อค่านิยมและคุณธรรม จริยธรรมของประชากรในภูมิภาคตะวันออกของไทยในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
2. เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสัมคมที่มีต่อระบบการศึกษาของภูมิภาคนี้ทั้งในระดับก่อนวัยเรียน ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
3. เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มของการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคตะวันออกในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) การวิจัยเชิงอนาคต
ตัวแปร(variable) ผู้วิจัยดำเนินการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
1. คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหาร การวางแผน การกำหนดนโยบายทางการศึกษา และการพัฒนาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคตะวันออก โดยมีบุคคลเหล่านั้นต้องมีคุณสมบัติ คือ

1.1 มีประสบการณ์และมีตำแหน่งหรือเคยมีตำแหน่งด้านการวางแผนและกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษาของชาติโดยตรง
1.2 มีประสบการณ์และมีตำแหน่งหรือเคยมีตำแหน่งด้านการบริหาร การจัดการ การดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษาของภูมิภาคตะวันออกโดยตรง
1.3 มีประสบการณ์และมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ยอมรับและเป็นที่รู้จักดีเกี่ยวกับแนวคิดด้านการศึกษาและพัฒนาประเทศ
จากการกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยได้ตกลงคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาของภาคตะวันออกมา 5 ท่าน เพื่อของทรรศนะและคำแนะนำในการเสนอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัยครั้งนี้
2. นัดสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 ท่าน ดังกล่าวข้างต้น เพื่อขอคำแนะนำในการกำหนดโครงสร้าง ขอบเขตของงานวิจัย และขอความอนุเคราะห์เสนอรายชื่อผู้เชี่ยวชาญตามคุณสมบัติในข้อ 1. ท่านละประมาณ 10 ชื่อ
3. คัดเลือกผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการเสนอชื่อจามผู้ทรงคุณวุฒทั้ง 5 ท่าน โดยพิจารณาความถี่ของการได้รับเสนอชื่อที่ซ้ำกันตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปให้เหลือประมาณ 30 ท่าน เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องที่ทำวิจัย และเป็นจำนวนที่กำหนดไว้ตามระเบียบวิธีโดยใช้เทคนิคเดลฟาย
ตัวแปร ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่ 1. แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งระบบสังคมประกอบด้วยระบบการเมือง เศรษฐกิจ วิถีชีวิต การดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ตลอดจนระบบความคิดความชื่อค่านิยมและคุณธรรม จริยธรรมของประชากรในภูมิภาคตะวันออกของไทยในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553) 2. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางสัมคมที่มีต่อระบบการศึกษาของภูมิภาคนี้ทั้งในระดับก่อนวัยเรียน ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษาในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553) 3. แนวโน้มของการจัดการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับภูมิภาคตะวันออกในต้นศตวรรษที่ 21 (พ.ศ. 2543-2553)
คำนิยาม(defination) แนวโน้ม (Trends) หมายถึง ทิศทางหรือสถานการณ์ของการเปลี่ยนแปลงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงจาดอดีตและปัจจุบันเป็นแนวทางในการคาดการณ์ตามทรรศนะของผู้เชี่ยชาญ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม (Social Change) หมายถึง สภาพการณ์ของระบบสังคมที่มีพัฒนาการปรับเปลี่ยนไปแล้วส่งผลต่อการดำเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ความเชื่อมั่นของผู้คน ทำให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนไปด้วย เพื่อการใช้ชีวิตอยู่อย่างเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่เปลี่ยนไป
การศึกษา (Education) หมายถึง การจัดการเรียนการสอนอย่างมีระเบียบแบบแผน ได้แก่ มีโครงสร้างเป็นลำดับขั้น แบ่งเกณฑ์การเรียนตามอายุของนักเรียน มีหลักสูตร มีการสอนเป็นระบบตามเกณฑ์ของรัฐ มีวัตถุประสงค์ชัดเจน มีการวัดและประเมินผลที่แน่นอน เมื่อจบแล้วมีการรับรองคุณวุฒิ กล่าวคือ เป็นการศึกษาในระบบโรงเรียนอย่างเป็นทางการ มีสถาบันเปิดสอนถูกต้องตามกฎหมาย
ต้นศตวรรษที่ 21 (The Early 21st Century) หมายถึง ช่วงเวลาตั้งแต่ปีคริสตศักราช 2000 ถึง 2010 เป็นการเริ่มต้นศตวรรษใหม่ตามการนับปีของสากล ซึ่งตรงกับปีพุทธสักราชไทย คือ 2543 ถึง 2553
ภาคตะวันออก (Eastern Region) หมายถึง พื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด จัดเป็นเขตการศึกษา 12 ตามการแบ่งของกระทรวงศึกษาธิการ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 รอบ รอบที่หนึ่งเป็นแบบสอบถามปลายเปิดให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพบริบททางการศึกษาและผลกระทบที่มีต่อการศึกษาในภาพรวม แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาของภาคตะวันออก เฉพาะข้อมูลที่ได้ในส่วนของแนวโน้มจามทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญนำมาสร้าเป็นสอบถามแบบตอบรายข้อ ส่งกลับไปให้ผู้เชี่ยวชาญตอบเป็นรอบที่สองและรอบที่สามในลักษณะมาตรส่วนประเมินค่า 5 ระดับ เป็นจำนวน 120 ข้อ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ติดต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอสัมภาษณ์ในเรื่องแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และผล กระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ส่งผลต่อการศึกษาเป็นรอบที่ 1
2. นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามหรือแบบสัมภาษณ์รอบที่ 1 ที่ผู้เชี่ยวชาญทุกท่านได้ แสดงความเห็นมาประเมินค่าหาความถี่ในเรื่องที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นซ้ำกันมากที่สุด เพื่อคัดเลือกข้อคำถามที่ได้จากการกล่าวถึงมากที่สุดมาสร้างและปรับปรุงเป็นแบบสอบถามรอบที่ 2 จากนั้นส่งกลับไปยังผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านเพื่อตอบคำถามอีกครั้ง
3. นำข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถาม ครั้งที่ 2 มาประเมินค่าหาความถี่ วิเคราะห์ค่ามัธยฐาน ฐานนิยม และพิสัยระหว่างควอไทล์เป็นรายข้อ เพื่อคัดเลือกข้อคำถามที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดมาสร้างและปรับปรุงเป็นแบบสอบถามรอบที่ 3 ซึ่งมีเนื้อหาครอบคลุมเรื่องราวของคำถามเหมือนแบบสอบถามรอบที่ 2 แต่อาจปรับ-เปลี่ยน บางข้อความให้เหมาะสมจากนั้นส่งกลับไปยังผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านอีกครั้ง เพื่อให้ตอบคำถามยืนยันความเห็นเดิมหรือเปลี่ยนแปลงคำตอบ โดยแสดงความเห็นเพิ่มเติมพร้อมเหตุผลในการตอบด้วย
4. นำข้อมูลที่ได้รับจากการตอบแบบสอบถาม ครั้งที่ 3 มาประเมินค่าหาความถี่ วิเคราะห์ค่ามัธยฐาน ฐานนิยม และพิสัยระหว่างควอไทล์ เป็นรายข้อ จากนั้นนำข้อคำถามที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นสอดคล้องและไม่สอดคล้องกันในเรื่องแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและผลกระทบต่อการศึกษาของภูมิภาคตะวันออกในต้นศตวรรษที่ 21 มาอภิปรายผลการวิจัย
การวิเคราะห์(analysis) ผู้วิจัยนำคำตอบของผู้เชี่ยวชาญแต่ละรอบมาทำการวิเคราะห์ค่ามัธยฐาน ฐานนิยม ค่าพิสัย ระหว่าง ควอไทล์พร้อมทั้งแสดงตำแหน่งของแต่ละข้อคำถาม แล้วนำมาแปลผลนำเสนอในรูปของตารางตามลำดับหัวข้อ ส่วนคำตอบของผู้เชี่ยวชาญที่ได้จามคำถามปลายเปิดในรอบแรก ได้นำมาวิเคราะห์แล้วนำ ในรูปของความเรียง
ข้อสรุป(summary) 1. แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ในศตวรรษที่ 21 พบว่า จะมีการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหาร โดยมีการกระจายอำนาจออกสู่ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นมากขึ้น จะมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อเป็นกลไกให้การเมืองมีความชอบธรรมมากขึ้น ภูมิภาคและท้องถิ่นจะมีองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบและดูแลกันเองมากขึ้น เศรษฐกิจจะเป็นระบบอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร การท่องเที่ยวและการบริการขยายตัวออกไปในภูมิภาคมากขึ้น สภาพสังคมจะกลายเป็นสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่วัฒนธรรมจะมีการผสมผสานกัน และนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้มากขึ้น อัตราการเพิ่มของประชากรโดยการเกิดจะลดลง แต่การย้ายถิ่นฐานจะเพิ่มขึ้นพร้อมกับปัญหาคุณภาพชีวิตจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะความเครียดจากการดำเนินชีวิตที่ต้องแข่งขันกันสูง จริยธรรมในสังคมเมืองจะลดลง ปัญหาสังคมจะเพิ่มขึ้นมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการจราจร ส่วนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายด้านนี้ในส่วนของการได้รับความช่วยเหลือจากต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศมหาอำนาจมีแนวโน้มการให้ความช่วยเหลือแบบเงินกู้จะมีมากกว่าเงินให้เปล่า จะมีความร่วมมือกันทางวิชาการมากขึ้นประเทศที่มีการติดต่อกันจะมีมากขึ้นรวมทั้งจะมีการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศในภูมิภาคอุษาคเนย์ด้วยกันเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกันในด้านต่างๆ เป็นฐานอำนาจต่อรองกับภูมิภาคอื่น
2. ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะส่งผลต่อการศึกษาในทุกระดับ ซึ่งจะมีการปฏิรูปการศึกษา มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร การจัดหลักสูตร แบบเรียน การเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ตลอดจนส่งเสริมความก้าวหน้าและพัฒนาวิชาชีพครูให้สูงขึ้นแนวโน้มพบว่า การจัดการศึกษาทุกระดับชั้นในภูมิภาคนั้นท้องถิ่นจะมีส่วนร่วมมากขึ้น และบรรลุเรื่องราวของท้องถิ่นให้เรียนในทุกระดับการศึกษามากขึ้น การศึกษาก่อนวัยเรียนจะเป็นการศึกษาภาคบังคับ โดยมีจำนวนปีเพิ่มขึ้น เป็น 9-12 ปี พร้อมทั้งปรับปรุงคุณภาพของสถานศึกษา และปรับหลักสูตรให้เหมาะสม การมัธยมศึกษาจะเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาภาคบังคับ เด็กจะมีโอกาสศึกษาต่อได้มากขึ้น โรงเรียนจะขยายตัวมากขึ้น การอาชีวศึกษาจะขยายตัวมากขึ้นในภูมิภาค มีการฝึกปฏิบัติจริงโดยร่วมมือกับสถานประกอบการจัดสอนและอบรมครู ผู้ประกอบการร่วมกัน ส่วนการอุดมศึกษาจะมีการขยายตัวของสถานศึกษา ออกสู่ภูมิภาคมากขึ้นทั้งรัฐและเอกชน มีคณะวิชา สาขาใหม่เปิดสอนเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยมีการเปลี่ยนโครงสร้างระบบการบริหารใหม่เพื่อให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น อีกทั้งเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อรองรับความเป็นนานาชาติ ร่วมมือกับต่างประเทศ เปิดสอนทำวิจัยและแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างกันมากขึ้น สรุปในทุกระดับชั้นจะมีการเพิ่มวิชาต่างประเทศ คอมพิวเตอร์ การฝึกงานและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมที่พึงปรารถนาควบคู่ไปกับการใช้นวัตกรรมในกระบวนการเรียนการสอนและการศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะสำหรับนำผลการวิจัยไปใช้
1. ในการทำนายอนาคตหรือศึกษาแนวโน้มและทิศทางของการศึกษาจากทรรศนะของผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิสาขาใดก็ตาม ควรได้มีการศึกษาแผนงาน โยเฉพาะแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งเป็นแผนแม่บท รวมทั้งแผนพัฒนาการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับต่างๆ เป็นแนวทางประกอบการพิจารณาเพื่อศึกษาหาแนวโน้มที่เป็นไปได้ในอนาคตไม่ควรศึกษาความคิดเห็นที่ผู้เชี่ยวชาญแสดงทรรศนะเพียงอย่างเดียว อาจกลายเป็นสังคมในอุดมคติเกินไป ในทางปฏิบัตินั้น แผนต่างๆ ที่วางไว้เป็นแนวทางให้พัฒนาเพื่อนำไปสู่การปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอยู่แล้วตามจุดมุ่งหมายของแผน จึงควรให้แผนเกิดประโยชน์ในการปฏิบัติจะได้พัฒนาไปได้อย่างมีทิศทางและเป็นไปได้จริง
1. ในการปฏิบัติจริง จำเป็นต้องมีโครงการหรือแผนการดำเนินที่มีลักษณะเฉพาะด้านแบ่งซอยออกไป เพราะแผนแม่บทเป็นเพียงหลักการกว้างๆ ที่เปิดโอกาสให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติได้อย่างกว้างขวาง ฉะนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานต่างๆ จะต้องมีโครงการหรือแผนงานที่ชัดเจน มีวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย วิธีดำเนินการและผลที่ได้รับเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่โดยตรง สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในแผนพัฒนาอย่างแท้จริง แต่หากไม่มีโครงการย่อมหรือแผนงาน “ลูก” ที่สนับสนุนแผนงาน “แม่” การปฏิบัติอาจไม่ชัดเจน เป็นเพียงหลักการลอยๆ และไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ ดังทีกล่าวกันว่าแผนการเขียนไว้สายหรู แต่นำไปปฏิบัติไม่ได้นั้น จะปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องกันในหลายๆ เรื่องที่สามารถทำได้จริง
2. ในการดำเนินการจะมีหลายหน่วยงาน หลายสังกัดปฏิบัติอยู่ในพื้นที่ ดังนั้นการร่วมมือกัน การประสานงานกัน และการช่วยเหลือกัน เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้โครงการหรือแผนงานต่างๆ ดำเนินไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ ดังนั้นการระดมสรรพกำลังและใช้ทรัพยากรร่วมมือให้เกิดประโยชน์สูงสุด จำเป็นต้องทำความเข้าใจและร่วมมือร่วมใจกันอย่างจริงจัง อนึ่งในเรื่องการติดบึดที่สังกัดเดิมหรือหน่วยงานตลอดจนข้อจำกัดด้านระเบียบของต้นสังกัด ทำให้เป็นอุปสรรคในการระดมสรรพกำลังมาช่วยเหลือกันและกัน แม้ว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่ง แต่หากมีการปฏิรูปการเมือง และปฏิรูประบบราชการใหม่จะทำให้การทำงานด้านนี้คล่องตัวขึ้น เพราะมีการกระจายอำนาจลงสู่การปฏิบัติให้มากที่สุด
3. ในการพัฒนาการศึกษา จะพัฒนาไปโดยลำพังให้ประสบความสำเร็จไม่ได้อย่างแน่นอน จำเป็นต้องมีการพัฒนาสังคม พัฒนาคน และบริบทด้านต่างๆ พร้อมกันไปด้วย เพราะหากพัฒนาการศึกษาอย่างเดียวแต่บริบทต่างๆ ไม่เอื้ออำนวยและไม่สอดคล้อง อีกทั้งอาจเป็นอุปสรรคขัดขวางการพัฒนาการศึกษาด้วย การศึกษาก็ไม่สามารถพัฒนาได้ ดังนั้น แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างครบวงจรจึงมีทิศทางที่จะปฏิรูปทุกด้านไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง การบริหาร เศรษฐกิจ ระบบการจัดการ และการศึกษาอย่างครบถ้วนทุกด้านเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง
4. ในการวางแผน การคาดการณ์หรือการทำนายอนาคต มักจะมีการพิจารณาสภาพปัญหาที่เป็นอยู่และเป็นจุดวิกฤตในปัจจุบัน ผนวกกับความคิดที่จะแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ให้หมดไป จึงคาดการณ์ในอนาคตเพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วมองแต่เพียงด้านดีด้านเดียวเป็นภาพที่สวยงามสดใส แต่ไม่ได้คำนึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาและคาดคิดว่าการพะวงถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะทำให้ติดยึดกับระบบและความคิดเดิมว่าดีกว่าอยู่แล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงอะไร ทำให้ไม่เกิดการพัฒนาหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น แม้ความคิดนี้จะมีส่วนจริงอยู่ด้วย แต่ควรให้เป็นข้อพึงระวัง เพื่อหาทางป้องกันปัญหาหรือให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด จึงต้องมองสองด้านให้สมดุล เช่น การกระจายอำนาจบริหาร ต้องคำนึงถึงความพร้อม ความเข้าใจของคนในท้องถิ่น การพัฒนาอุตสาหกรรม ต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนาสังคมต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านปัญหาสังคม วัฒนธรรมท้องถิ่น การพัฒนาเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงการพัฒนาคน ค่านิยม จริยธรรม และการเปิดกว้างออกสู่ความเป็นนานาชาติ ต้องคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสม และความเข้าใจที่ทันการณ์ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคนต่างชาติ และเกิดปัญหาต่อสังคมวัฒนธรรมไทยตามมา
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำวิจัยเพื่อศึกษาแนวโน้มเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาหรือเฉพาะด้านให้ลุ่มลึกยิ่งขึ้น
2. ควรทำวิจัยเกี่ยวกับแนวโน้มการศึกษานอกโรงเรียนหรือการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการศึกษาของชุมชน
3. ควรทำวิจัยเพื่อศึกษาแนวโน้มการลงทุนของเอกชนในการจัดการศึกษาหรือความร่วมมือกับต่างประเทศในการจัดการศึกษาระดับสูงของไทย เพื่อศึกษาความเหมาะสมและความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ปี 25421
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved