ผลงานวิจัย

- thaied

Current Record:

1. นิสิตนักศึกษา 2,124 คน เป็นหญิงร้อยละ 62.4 ชายร้อยละ 37.6 กำลังศึกษาอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 19 สาขาการบริหารร้อยละ 17.4 สาขาศึกษาศาสตร์ร้อยละ 13.4 สาขามนุษยศาสตร์ร้อยละ 13 และสาขาอื่น ๆ ร้อยละ 37.2 ผลการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2.50 – 2.74
บิดามารดาของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง เกษตรกร เป็นข้าราชการและเป็นเจ้าของกิจการ ระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนของบิดา ส่วนใหญ่มากกว่า 10,000 บาท และของมารดาส่วนใหญ่น้อยมาก 10,000 บาท
นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการอุปการะจากบิดา เดินทางระหว่างที่พักและสถานศึกษาด้วยรถยนต์หรือจักรยานยนต์ส่วนตัว และพาหนะประจำทาง นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,001 – 3,000 บาท ร้อยละ 49.7 พักอยู่ในหอพัก และร้อยละ 45.7 พักอยู่กับบิดามารดา
2. นิสิตนักศึกษาเลือกอาชีพโดยพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงในอาชีพ ความก้าวหน้าในอาชีพ สวัสดิการ โอกาสได้ใช้ความรู้ตรงตามหลักสูตรที่เรียนมา โอกาสในการศึกษาอบรม
3. นิสิตนักศึกษาร้อยละ 60.1 มีทัศนคติในภาพรวมทางบวกต่ออาชีพรับราชการร้อยละ 38.5 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 1.32 มีทัศนคติในทางลบ ประเด็นที่นิสิตนักศึกษามีทัศนคติทางบวก มีทั้งในเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ การได้รับการยกย่อง ลักษณะงาน ความก้าวหน้า และการได้รับการพัฒนา ส่วนประเด็นที่นิสิตนักศึกษามีทัศนคติทางลบ ได้แก่ การที่ไม่รู้สึกว่าเป็นผู้มีความสามารถมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่ประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้ เพศ สถาบันระดับการศึกษาของบิดาและมารดา รายได้ของบิดาและมารดา อาชีพของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ส่วนคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ
4. นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายจะเข้ารับราชการ มีร้อยละ 49.3 ผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายมีร้อยละ 16.5 ส่วนนักศึกษาสถาบันราชภัฎที่มีเป้าหมายเข้ารับราชการมีร้อยละ 74.1 และที่ยังไม่มีเป้าหมายมีร้อยละ 5.8 ทั้งนี้ เพศ สถาบัน ระดับการศึกษาของบิดาและมารดา รายได้ของบิดาและมารดา อาชีพของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับความต้องการรับราชการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ส่วนคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการรับราชการ
5. เหตุผลของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการเข้ารับราชการ ได้แก่ ต้องการประกอบอาชีพที่มีความมั่นคง เป็นประโยชน์แก่สังคม ตรงกับสาขาที่เรียนมา มีค่าตอบแทนแน่นอน สวัสดิการดี มีเกียรติ มีโอกาสศึกษาต่อ มีความก้าวหน้า เป็นความประสงค์ของผู้ปกครอง และไม่มีทุนเพียงพอสำหรับการทำกิจการส่วนตัว ส่วนเหตุผลของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการประกอบอาชีพอื่น ได้แก่ ต้องการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง ท้าทายความสามารถ ตรงกับหลักสูตรที่เรียนมาเหมาะกับตนอง หางานง่าย ไม่ต้องรองาน สามารถเลือกงานที่เหมาะกับตนเองหรือที่ตรงกับความสนใจของตนเองได้

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 6042
ชื่อผลงานวิจัย ทัศนคติของนิสิตนักศึกษาต่อการรับราชการ
หัวข้อ(Eng) ทัศนคติต่อการรับราชการ ปี2542
คำสำคัญ(keyword) กลุ่มวิจัยและพัฒนาระบบราชการ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.
สถานศึกษา กลุ่มวิจัยและพัฒนาระบบราชการ สำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลภาครัฐ สำนักงาน ก.พ.
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท งานวิจัยของหน่วยงาน
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history) จากปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังประสบ ทำให้ระบบราชการต้องเร่งปฏิรูปตัวเองให้เป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเกื้อหนุนให้การแก้ไขปัญหาของชาติเป็นไปอย่างราบรื่น การสรรหาคนดีและมีความรู้ความสามารถสูงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาเพราะหากระบบราชการสามารถนำทรัพยากรบุคลที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบราชการแล้ว ก็น่าเชื่อได้ว่าจะสามารถเป็นพลังกระตุ้นให้ระบบราชการก้าวเดินไปในทิศทางที่ต้องการได้ และมิเพียงแต่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตในปัจจุบันได้เท่านั้น ในระยะยาวก็จะสามารถส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความแข็งแกร่งสามารถแข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้อย่างภาคภูมิอีกด้วย

ในระยะประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา ความนิยมในอาชีพข้าราชการได้ลดลงจากที่เคยเป็นในอดีต ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาที่มีความต้องการมากในภาคการผลิต ไม่นิยมรับราชการ เพราะต้องการทำงานที่มีรายได้สูง ทำให้ราชการประสบปัญหาในการคัดเลือกคนที่มีคุณภาพเข้ามารับราชการ สำนักงาน ก.พ. เคยสำรวจความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาตรีปีการศึกษา 2534 ของมหาวิทยาลัยจำกัดรับของรัฐ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด พบว่า นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ต้องการรับราชการ เพราะเห็นว่าเป็นอาชีพที่มีรายได้น้อย ลักษณะงานซ้ำซาก จำเจ น่าเบื่อ งานอืดอาดล่าช้า มีการเล่นพรรคเล่นพวก และทุจริตกันมาก จึงอาจกล่าวได้ว่า ความมุ่งหวังหรือความต้องการในการเลือกอาชีพของนิสิตนักศึกษาในขณะนั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรเรื่องรายได้เป็นอันดับหนึ่ง

ระบบราชการได้พยายามสร้างสิ่งจูงใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนให้สอดคล้องกับค่าครองชีพและสามารถแข่งขันกับตลาดแรงงานได้ แต่เนื่องจากราชการเป็นองค์การขนาดใหญ่ มีกำลังคนมาก (ประมาณ 1.3 ล้านคน) จึงต้องใช้งบประมาณรายจ่ายด้านเงินเดือนสูงมาก ในขณะเดียวกันก็ต้องควบคุมค่าใช้จ่ายด้านนี้ไม่ให้สูงเกินไปเพราะจะทำให้การลงทุนเพื่อการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ ได้รับผลกระทบ รายได้ต่อหัวของข้าราชการจึงยังอยู่ในระดับต่ำ แต่จากปัญหาทางเศรษฐกิจส่งผลให้ภาคธุรกิจล้มเหลว คนตกงานมาก หางานทำได้ยากขึ้น จึงเป็นที่น่าสนใจว่าอาชีพราชการจะได้รับความสนใจมากขึ้นหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่กำลังจะสำเร็จการศึกษาปีการศึกษา 2542

สำนักงาน ก.พ. จึงเห็นควรสำรวจความต้องการในการรับราชการของนิสิตนักศึกษาอีกครั้งหนึ่ง หากปรากฏว่ารายได้ยังเป็นตัวแปรสำคัญอันดับหนึ่งในการเลือกอาชีพ ก็จะได้หาแนวทางหรือวิธีการที่จะทำให้รายได้ต่อหัวของข้าราชการสูงขึ้น แต่หากปรากฏว่านิสิตนักศึกษายังไม่สนใจรับราชการ แม้ในยามที่เกิดภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจซึ่งเลือกอาชีพได้ยากก็ตาม แสดงว่ารายได้มิใช่ตัวแปรสำคัญ แต่อาจเป็นเพราะลักษณะงานหรือระบบงานไม่น่าสนใจ ดังนั้นราชการก็จะต้องเร่งปฏิรูประบบบริหาร เพื่อให้เป็นองค์การที่ท้าทายให้คนดีมีความสามารถเข้ามาทำงาน

แนวคิด(concept) 1. ทัศนคติของนักศึกษาต่ออาชีพรับราชการ

2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของนักศึกษาต่ออาชีพรับราชการ


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาทัศนคติของนิสิตนักศึกษาต่ออาชีพรับราชการ
2. เพื่อศึกษาทัศนคติของนิสิตนักศึกษาต่อความต้องการรับราชการ
3. เพื่อศึกษาปัจจัยในการเลือกอาชีพของนิสิตนักศึกษา
สมมุติฐาน(assumption) 1. ภูมิหลังของนิสิตนักศึกษา ได้แก่ เพศ สถาบันการศึกษา คะแนนเฉลี่ยสะสมอาชีพของบิดาและ มารดา ระดับการศึกษาของบิดาและมารดา ฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ
2. ภูมิหลังของนิสิตนักศึกษา ได้แก่ เพศ สถาบันการศึกษา คะแนนเฉลี่ยสะสมอาชีพของบิดาและ มารดา ระดับการศึกษาของบิดาและมารดา ฐานะทางเศรษฐกิจของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อความต้องการรับราชการ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ นิสิตนักศึกษาชั้นปีสุดท้ายของหลักสูตรระดับปริญญาตรี ภาคปกติ ปีการศึกษา 2542 ของสถาบันอุดมศึกษาจำกัดรับของรัฐจากมหาวิทยาลัย 16 แห่ง และสถาบันราชภัฏ 36 แห่ง จำนวนทั้งสิ้น 75,379 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย จำนวน 3,000 คน และสถาบันราชภัฏ 2,000 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ได้แก่ ภูมิหลังของนิสิตนักศึกษา ซึ่งประกอบด้วย เพศ สถาบันการศึกษา คะแนนเฉลี่ยสะสม อาชีพของบิดา อาชีพของมารดา ระดับการศึกษาของบิดา ระดับการศึกษาของมารดา รายได้ของบิดารายได้ของมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา
ตัวแปรตาม (Dependent Variables) ได้แก่ ทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ และทัศนคติต่อความต้องการรับราชการ
คำนิยาม(defination) ทัศนคติ หมายถึง ความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาที่วัดโดยใช้คะแนนจากการตอบแบบสอบถามความคิดเห็นนิสิตนักศึกษาต่อการเลือกอาชีพ
ทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ หมายถึง ความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาต่ออาชีพรับราชการในด้านต่างๆ ได้แก่ ลักษณะงาน การได้รับการยอมรับนับถือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ ความก้าวหน้าการได้รับการพัฒนา และความมั่นคงในอาชีพ
ทัศนคติต่อการเลือกอาชีพ หมายถึง ความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาต่ออาชีพที่ตัดสินใจจะเลือกภายหลังสำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรที่กำลังศึกษาอยู่
เครื่องมือ(tool) การวิจัยนี้ได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งสร้างขึ้นโดยพัฒนาจากแบบสอบถามที่ใช้ในการวิจัยเรื่อง ความต้องการในการรับราชการของนิสิตนักศึกษา (สำนักงาน พ.พ. , 2534) เนื้อหาของแบบสอบถามแบ่งออกเป็น 4 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นคำถามเกี่ยวกับภูมิหลังของนิสิตนักศึกษา
ส่วนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับทัศนคติต่อการเลือกอาชีพ โดยกำหนดให้ผู้ตอบเลือกลักษณะอาชีพที่สนใจมากที่สุด 5 ลักษณะ
ส่วนที่ 3 เป็นคำถามเกี่ยวกับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ โดยให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับประโยคคำถามแต่ละข้อ (จำนวน 24 ข้อ)
ส่วนที่ 4 เป็นคำถามเกี่ยวกับความต้องการที่จะรับราชการ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) สำนักงาน ก.พ. ได้ขอความร่วมมือจากคณะวิชาทุกคณะของสถาบันอุดมศึกษาดังกล่าวข้างต้นในการส่งแบบสอบถามให้แก่นิสิตนักศึกษาตามรายชื่อที่ถูกเลือกเป็นกลุ่มตัวอย่าง ในช่วงภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษา 2542 (เดือนสิงหาคม 2542) ในการรวบรวมแบบสอบถามกลับคืนได้ใช้บริการไปรษณีย์ตอบรับเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างสามารถส่งคืนมายังสำนักงาน ก.พ. ได้โดยตรง และมีบางส่วนที่สถาบันการศึกษาช่วยรวบรวมกลับคืนให้ แบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมีจำนวน 2,124 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 42.5 ของจำนวนที่ส่งออกไปทั้งหมด (จากมหาวิทยาลัย 1,313 ฉบับ – ร้อยละ 43.7 ของจำนวนที่ส่งออกไป 3,000 ฉบับ และจากสถาบันราชภัฏ 811 ฉบับ – ร้อยละ 40.5 ของจำนวนที่ส่งออกไป 2,000 ฉบับ)
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows เพื่อหาค่าสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยไคสแควร์ (Chi-Square Test)
ข้อสรุป(summary) 1. นิสิตนักศึกษา 2,124 คน เป็นหญิงร้อยละ 62.4 ชายร้อยละ 37.6 กำลังศึกษาอยู่ในสาขาวิทยาศาสตร์ ร้อยละ 19 สาขาการบริหารร้อยละ 17.4 สาขาศึกษาศาสตร์ร้อยละ 13.4 สาขามนุษยศาสตร์ร้อยละ 13 และสาขาอื่น ๆ ร้อยละ 37.2 ผลการเรียนส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 2.50 – 2.74
บิดามารดาของนิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง เกษตรกร เป็นข้าราชการและเป็นเจ้าของกิจการ ระดับการศึกษาโดยเฉลี่ยต่ำกว่าปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนของบิดา ส่วนใหญ่มากกว่า 10,000 บาท และของมารดาส่วนใหญ่น้อยมาก 10,000 บาท
นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับการอุปการะจากบิดา เดินทางระหว่างที่พักและสถานศึกษาด้วยรถยนต์หรือจักรยานยนต์ส่วนตัว และพาหนะประจำทาง นิสิตนักศึกษาส่วนใหญ่ได้รับเงินค่าใช้จ่ายเดือนละ 2,001 – 3,000 บาท ร้อยละ 49.7 พักอยู่ในหอพัก และร้อยละ 45.7 พักอยู่กับบิดามารดา
2. นิสิตนักศึกษาเลือกอาชีพโดยพิจารณาปัจจัยด้านความมั่นคงในอาชีพ ความก้าวหน้าในอาชีพ สวัสดิการ โอกาสได้ใช้ความรู้ตรงตามหลักสูตรที่เรียนมา โอกาสในการศึกษาอบรม
3. นิสิตนักศึกษาร้อยละ 60.1 มีทัศนคติในภาพรวมทางบวกต่ออาชีพรับราชการร้อยละ 38.5 ไม่แน่ใจ และร้อยละ 1.32 มีทัศนคติในทางลบ ประเด็นที่นิสิตนักศึกษามีทัศนคติทางบวก มีทั้งในเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ การได้รับการยกย่อง ลักษณะงาน ความก้าวหน้า และการได้รับการพัฒนา ส่วนประเด็นที่นิสิตนักศึกษามีทัศนคติทางลบ ได้แก่ การที่ไม่รู้สึกว่าเป็นผู้มีความสามารถมากกว่าเพื่อนร่วมรุ่นที่ประกอบอาชีพอื่น ทั้งนี้ เพศ สถาบันระดับการศึกษาของบิดาและมารดา รายได้ของบิดาและมารดา อาชีพของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ส่วนคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่ออาชีพรับราชการ
4. นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีเป้าหมายจะเข้ารับราชการ มีร้อยละ 49.3 ผู้ที่ยังไม่มีเป้าหมายมีร้อยละ 16.5 ส่วนนักศึกษาสถาบันราชภัฎที่มีเป้าหมายเข้ารับราชการมีร้อยละ 74.1 และที่ยังไม่มีเป้าหมายมีร้อยละ 5.8 ทั้งนี้ เพศ สถาบัน ระดับการศึกษาของบิดาและมารดา รายได้ของบิดาและมารดา อาชีพของบิดาและมารดา และเงินค่าใช้จ่ายรายเดือนของนิสิตนักศึกษา มีความสัมพันธ์กับความต้องการรับราชการอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 ส่วนคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่มีความสัมพันธ์กับความต้องการรับราชการ
5. เหตุผลของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการเข้ารับราชการ ได้แก่ ต้องการประกอบอาชีพที่มีความมั่นคง เป็นประโยชน์แก่สังคม ตรงกับสาขาที่เรียนมา มีค่าตอบแทนแน่นอน สวัสดิการดี มีเกียรติ มีโอกาสศึกษาต่อ มีความก้าวหน้า เป็นความประสงค์ของผู้ปกครอง และไม่มีทุนเพียงพอสำหรับการทำกิจการส่วนตัว ส่วนเหตุผลของนิสิตนักศึกษาที่ต้องการประกอบอาชีพอื่น ได้แก่ ต้องการประกอบอาชีพที่มีรายได้สูง ท้าทายความสามารถ ตรงกับหลักสูตรที่เรียนมาเหมาะกับตนอง หางานง่าย ไม่ต้องรองาน สามารถเลือกงานที่เหมาะกับตนเองหรือที่ตรงกับความสนใจของตนเองได้
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ความมั่นคงในอาชีพ เป็นสิ่งที่สามารถสนองความต้องการของบุคคลได้ดีที่สุดในช่วงที่ประเทศ ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าความมั่นคงในอาชีพจะมีความหมายเพียงแค่การไม่ถูกปลดออกจากงานโดยง่าย ก็อาจไม่สามารถสนองความต้องการของบุคคลได้ในสภาวะที่เศรษฐกิจดีขึ้นด้วย ดังนั้น จึงควรได้พิจารณาในความหมายของความมั่นคงในชีวิตว่าทำอย่างไรราชการจึงจะสามารถสร้างความมั่นคงในชีวิตให้แก่ข้าราชการ ซึ่งได้แก่ ค่าตอบแทนสวัสดิการ และความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อให้ข้าราชการสามารถทุ่มเทกำลังกายและสติปัญญาในการปฏิบัติราชการโดยไม่ต้องกังวลว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวจะไม่ทัดเทียมกับอาชีพอื่น
2. ในการสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการควรมีสิ่งจูงใจให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ยอมเข้ามาสู่กระบวนการกลั่นกรองมากขึ้นเพื่อให้ราชการสามารถคัดสรรบุคคลที่จะทำประโยชน์ให้แก่ราชการได้อย่างแท้จริง การกระจายอำนาจเพื่อให้ส่วนราชการมีอิสระในการเลือกสรรบุคคลที่มีคุณลักษณะตามที่ส่วนราชการต้องการ น่าจะได้รับการส่งเสริมให้เกิดผลในทางปฏิบัติ เพื่อเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่ราชการในการดึงดูดให้คนดีมีความสามารถเข้ามาสู่กระบวนการเลือกสรรมากขึ้น
3. จากผลการวิจัยที่พบว่า สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัวมีผลต่อทัศนคติต่ออาชีพ รับราชการและความต้องการในการรับราชการ นิสิตนักศึกษาที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีไม่นิยมรับราชการด้วยเหตุผลของค่าตอบแทน แสดงให้เห็นถึงค่านิยมของคนในยุคปัจจุบันที่จัดระดับอาชีพตามระดับเศรษฐกิจ ราชการจึงควรมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนค่านิยมและภาพลักษณ์ให้สังคมยอมรับว่าอาชีพรับราชการเป็นอาชีพที่มีเกียรติ น่ายกย่องเพราะผลลัพธ์ที่เกิดจากการทำงานของข้าราชการล้วนมีผลกระทบโดยตรงแก่ส่วนรวม การที่ราชการจะทำให้สังคมยอมรับในจุดนี้ได้ จะต้องแสดงผลลัพธ์การทำงานให้เป็นที่ประจักษ์ อีกทั้งจะต้องพร้อมรับผิดต่อผลงานที่ทำ ดังนั้น การวางระบบการตรวจสอบผลงานในทุกระดับของระบบราชการจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อเสริมสร้างให้เกิดภาพลักษณ์ที่ถูกต้องแก่สังคม ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลพิจารณาเลือกอาชีพรับราชการด้วยเหตุผลที่ไม่ใช่เหตุผลทางเศรษฐกิจแต่เพียงอย่างเดียว และราชการจะได้คนดีที่มีความสามารถทำงานให้เกิดผลแก่ส่วนรวมเข้ามาทำงาน
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved