ผลงานวิจัย

ก่องแก้ว เจริญอักษร - thaied

Current Record: ก่องแก้ว เจริญอักษร

ก่องแก้ว เจริญอักษร

นิสิตส่วนใหญ่มีความสามารทางการคิดตามแนวโยนิโสมนสิการมากที่สุด และรองลงมาใน 4 วิธี ได้แก่
1. คิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม 2. คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ 3. คิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ และ 4. คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย และพบว่า นิสิตมีความสามารถทางการคิดแบบโยนิดสมนิการ โดยนำมาเชื่อมโยงกันหลายวิธี และเมื่อสิ้นสุดการเรียนแล้ว นิสิตที่มีวิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม คือให้กำลังใจตนเองในการพัฒนาตน มีจำนวนเพิ่มขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 5011
ชื่อผลงานวิจัย รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิด : วิชาธรรมวิทยา
หัวข้อ(Eng) An Instructional Activities Model for Promoting Thinking in “Dharmavidya”
คำสำคัญ(keyword) รูปแบบการเรียนการสอน ความสามารถทางการคิดแบบโยนิโสมนสิการ วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ปี2542
ชื่อผู้วิจัย ก่องแก้ว เจริญอักษร
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Kongkaew Charoenaksorn
ตำแหน่ง ผู้ช่วยศาสตราจารย์
การศึกษา ปริญญาโท
สถานศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2542
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจาก
สถานที่จัดเก็บผลงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) จุดเริ่มต้นของการทำวิจัยนี้ สืบเนื่องจากการที่ผู้วิจัยสอนวิชาธรรมวิทยา ในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมานานเกินกว่า 20 ปี จนมีความมั่นใจว่า คุณธรรม จริยธรรมเป็นสิ่งสอนได้ โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม และต้องส่งเสริมผู้เรียนให้ใช้ความคิดพิจารณาหาเหตุผล ซึ่งเงื่อนไขดังกล่าวนี้ เป็นหลักการศึกษาตามแนวพุทธศาสตร์ที่สนับสนุนให้ใช้ปัจจัยทางการศึกษา 2 ประการ (พระธรรมปิฎก [ป.อ.ปยุตโต] , 2542) โดยกล่าวถึงปัจจัยภายนอก (ปรโตโฆสะ) ในที่นี้หมายถึงสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาที่เหมาะสม และปัจจัยภายใน (โยนิโสมนสิการ) ในที่นี้หมายถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใช้ความคิดวิเคราะห์ด้วยตนเอง อย่างมีวิจารณญาณ

ผู้วิจัยได้ทดลองสอนตามหลักการศึกษาแนวพุทธ โดยใช้ปัจจัย 2 ประการดังกล่าว ข้างต้น โดยจัดทำเป็นโครงการนำร่องในระหว่างปี พ.ศ. 2532 – 2534 และได้เขียนเสนอแนวคิดการจัดรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาจิตและปัญญา ดังปรากฏในหนังสือ ชื่อ “รูปแบบการพัฒนาจิต : วิชาธรรมวิทยา” โดยใช้ปัจจัยที่เกื้อหนุนการศึกษาตามแนวพุทธ 2 ประการ ดังกล่าว สรุปว่ามีผลต่อการพัฒนาจิตและปัญญาของผู้เรียนเป็นที่น่าพอใจยิ่ง คือมีจิตใจที่เป็นสุขสงบได้จริงเพราะได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและมีความสามารถใช้ปัญญาได้ลึกซึ้ง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากจิตที่สงบ คือ สามารถใช้ความคิดหาเหตุผลจากสิ่งที่ได้สัมผัส โดยไม่ใช้ความคิดปรุงแต่งและไม่ด่วนสรุปตามความพอใจของตน (ก่องแก้ว เจริญอักษร : 2535)

ปัจจัยภายอกซึ่งหมายถึง “สิ่งแวดล้อม” นั้น มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กมาก ทารกตั้งแต่แรกเกิดจะมีลักษณะนิสัยเช่นไร ย่อมมีผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูทางครอบครัวทั้งสิ้น ดังนั้น ความพร้อมของบิดามารดาจึงเป็นสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมด้านหนึ่ง อย่างไรก็ดี การจัดสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่เด็ก มิใช่จะผลักภาระให้แก่ครอบครัวฝ่ายเดียว ตามหลักวิชาได้หกล่าวถึงการอบรมเลี้ยงดูทั้งจากทางบ้านและโรงเรียนว่ามีความหมายแก่เด็กทั้งสิ้น บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เมื่อต้องเล่าเหตุการณ์ในอดีต มักจะขึ้นต้นว่า “…เมื่อฉันเป็นเด็ก…” การเอ่ยถึงเหตุการณ์วัยเด็กเป็นการสะท้อนชีวิตแต่หนหลังที่สร้างความประทับใจแก่เขา

สรุปได้ว่า พ่อแม่และครูอาจารย์ เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่มีอิทธิพลต่อเด็ก สามารถทำให้เด็กมีศรัทธา ความเชื่อถือในสิ่งที่ได้สัมผัสเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นผลต่อการปลุกเร้าปัญญา คือใช้ความคิดพิจารณา ให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อไป

ปัจจัยภายใน ซึ่งหมายถึง “ความคิด” นั้น แนวคิดทางพุทธธรรมอธิบายว่า เกิดจากการเชื่อมโยงการรับรู้จากประสาทสัมผัส เช่น การได้เห็น การได้ยิน แล้วมีความรู้สึกต่อสิ่งนั้น คือมีความรู้สึกสุขสบาย หรือรู้สึกตรงข้าม หรือเฉย ๆ พร้อมกันนั้นก็จะบันทึกไว้ในความทรงจำว่าเป็นเช่นนั้นเช่นนี้ ต่อจากนั้นจะเกิดการดำริ หรือ “คิด” ได้แก่ การยกขึ้นมาพิจารณาในใจ แล้วสรุปเป็นความรู้ตามความรู้สึกนึกคิดของตน การใช้ความคิดของบุคคล มีขั้นตอนดำเนินไปเป็นกระบวนการขั้นตอนที่สำคัญและมีบทบาทอยางยิ่ง คือ การเกิดความรู้สึก (เวทนา) สุขทุกข์ต่อสิ่งที่ได้รับสัมผัสทำให้คิดสรุปเป็นความพอใจ ไม่พอใจต่อสิ่งนั้น แล้วจึงแสดงออกเป็นการกระทำตามความคิดต่อไป

ความคิดปรุงแต่งสิ่งที่ได้รับรู้ไปตามวิถีทางของความชอบใจและไม่ชอบใจ จึงป็นวิธีคิดที่กำหนดคุณและโทษของสิ่งที่ได้สัมผัสไปตามความรู้สึกของตน เป็นการปรุงแต่งขยายความคิดออกไปโดยขาดการพิจารณาให้เข้าถึงความจริง เพราะใช้ความรู้สึกเข้ามากำหนด เป็นการเพิ่มเติมสีสันจนห่างไกลความจริงอย่างไร้เหตุผล คนที่มีคามเคยชิน หรือมีอุปนิสัยเช่นไรมาก่อน ก็ย่อมจะคิดปรุงแต่งไปตามแนวทางของตน เช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่าคนทั่วไปใช้ปัญญาคิดพิจารณาตามรู้ให้ทันความเป็นจริงหรือไม่ย่อมขึ้นอยุ่กับพื้นฐานดั้งเดิมที่สั่งสมอยู่ใน ตัวบุคคลนั้นเป็นสำคัญ

ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดเตรียมปัจจัยที่ทำให้เกิดการศึกษาที่ดีงามในขั้นเริ่มต้นเสียก่อน เพื่อเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาที่เหมาะสม นั่นคือ การจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีเพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นเร้าไปสู่การใช้ความคิดวิเคราะห์สิ่งที่ได้พบเห็น เป็นการฝึกฝนพัฒนาปัญญาผู้เรียนให้มีพื้นฐานวิธีคิดที่เป็นระบบ มีหลักเกณฑ์ และเป็นการส่งเสริมความพร้อมให้ฝึกใช้ความคิดเพื่อแก้ปัญหาในทางที่เหมาะสม

หลักพุทธศาสตร์ได้กล่าวถึงวิธีคิดที่เป็นระบบ ควรนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียกว่า “วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ พระธรรมปิฎก ([ ป.อ.ปยุตโต] , 2542) ได้ประมวลไว้ 10 วิธีด้วยกัน มีแนวคิดที่สำคัญ คือ ผู้ที่ใช้วิธีคิดในแนวทางนี้จะมีคุณภาพจิตสูง คือมีความสุขสบายใจ มีความสามารถควบคุมการสนองความต้องการที่ไม่สิ้นสุดของตนเองได้ และจะมีความงอกงามทางปัญญา คือ ความสามารถเข้าใจสภาวะธรรมชาติตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ด้วยความเป็นอิสระทางความคิด คือไม่คิดปรุงแต่งสิ่งที่พบเห็นไปตามอำนาจความปรารถนาของตน แต่จะพิจารณาเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นอย่างมีหลักเกณฑ์ บุคคลที่คิดไว้อย่างมีโยนิโสมนสิการ วิธีคิดของเขาจะชี้นำไปในทางสร้างสรรค์ ทำให้เกิดการแก้ปัญหา การสร้างกำลังใจ และนำความสุขสันติมาสู่ตนเองและผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งวิธีคิดอื่น ๆ ที่แสดงถึงการใช้ปัญญาในทางดับความทุกข์ความเดือนร้อนใจตนเองได้

วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธี มีดังต่อไปนี้ (พระเทพเวที [ประยุทธ์ ปยุตโต] , 2533 : น. 41 – 42) คือ วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ วิธีคิดแบบอริยสัจ วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน และวิธีคิดแบบวิภัชชวาท

จากความสำคัญและข้อค้นพบที่ผู้วิจัยได้ทดลองสอนดังกล่าวแล้ว ก่อให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจควรแก่การศึกษาเพิ่มเติมอย่างมีกฎเกณฑ์ที่ถูกต้องในด้านการพัฒนาการคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ คือ คิดให้ได้สาระสำคัญและมีวิธีคิดที่เหมาะสมตามหลักการของพุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ” โดยเน้นที่รูปแบบกการจัดการเรียนการสอนด้วยปัจจัยที่เอื้อต่อการศึกษา 2 ประการ ดังกล่าวข้างต้น

ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้จัดทำโครงการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดของผู้เรียนให้เหมาะสม โดยจัดแผนการวิจัยอย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนการดำเนินงานวิจัยที่สมบูรณ์เรื่อง “รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมการคิด : วิชาธรรมวิทยา” ขึ้น ทั้งนี้ผู้วิจัยหวังว่าจะเป็นแนวทางการจัดการเรียนการสอนให้เกิดกระบวนการพัฒนาปัญญาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น

แนวคิด(concept) 1. การพัฒนาปัญญา : เป้าหมายของการศึกษาตามแนวพุทธ

2. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอนตามแนวพุทธ

3. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการศึกษา

4. ปัจจัยเกื้อหนุนการศึกษาตามแนวพุทธ 2 ประการ

5. หลักการส่งเสริมการคิดโดยใช้ภาคปฏิบัติ การทำแบบฝึกหัด และการเขียนบันทึก

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อส่งเสริมการคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบ คือ คิดได้สาระสำคัญและมีวิธีคิดที่เหมาะสมตามหลักของพุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ” โดยเน้นรูปแบบการเรียนการสอนที่วางกรอบไว้ คือ ใช้ปัจจัยที่ส่งเสริมการศึกษาตามแนวพุทธ 2 ประการ โดยมีวัตถุประสงค์ย่อยต่อไปนี้
1. เพื่อวิเคราะห์ความสามารถทางการคิดแบบโยนิโสมนสิการของผู้เรียน
2. เพื่อวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อวิชาธรรมวิทยา เพื่อการนำประโยชน์ไปใช้ในชีวิต ประจำวัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยกึ่งทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยนี้ เป็นนิสิตระดับปริญญาตรีจากคณะต่าง ๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลงทะเบียนเรียนวิชา 2701272 ธรรมวิทยา ของคณะครุศาสตร์ ในภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2538 มีจำนวนทั้งสิ้น 57 คน เป็นชาย 38 คน หญิง 19 คน แยกตามคณะ และปีที่กำลังศึกษา
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่
1. ความสามารถทางการคิดแบบโยนิโสมนสิการของผู้เรียน
2. ความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อวิชาธรรมวิทยา เพื่อการนำประโยชน์ไปใช้ในชีวิต
คำนิยาม(defination) รูปแบบการเรียนการสอน หมายถึง สภาพการศึกษาตามแนวพุทธที่ใช้ปัจจัย 2 ประการ คือ 1. ปัจจัยภายนอก ได้แก่ การกำหนดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อบรรยากาศใฝ่รู้ใฝ่คิด ทำให้มีจิตศรัทธาต่อความรู้ที่ได้ศึกษา 2. ปัจจัยภายใน ได้แก่ การเปิดโอกาสให้ผู้เรียน ใช้ความคิดของตนพิจารณาสิ่งที่ได้ศึกษาอย่างเป็นอิสระ
ความสามารถทางการคิดแบบโยนิโสมนสิการ หมายถึง การที่ผู้เรียนมีจิตสงบ มั่นคงสามารถใช้ความคิดพิจารณาหาเหตุผลตามความเป็นจริง ไม่ใช้ความรู้สึกตามใจชอบของตนเอง สามารถคิดได้อย่างเป็นอิสระ มีสาระสำคัญ และมีวิธีคิดหลากหลายในแนวทางสร้างสรรค์ตามแบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธี
วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ 10 วิธี (พระธรรมปิฎก ป.อ.ปยุตโต, 2542 : 667-732) ที่ผู้วิจัยสรุปไว้ มีดังนี้
1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย คือ คิดพิจารณาให้รู้จักสภาวะที่แท้จริง หรือพิจารณาปัญหาด้วยการ ค้นหาเหตุและปัจจัยที่สัมพันธ์ส่งผลสืบทอดกันมา ทำให้เข้าใจความพรั่งพร้อมและการดับสูญของสิ่งทั้งหลายตามเหตุปัจจัย
2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ คือ คิดวิเคราะห์โดยพิจารณาแยกแยะหรือกระจายเนื้อหาให้รู้จัก สภาวะที่เป็นจริง ทำให้เข้าใจภาวะการประกอบและอิงอาศัยกัน ที่ทำให้เกิดเป็นตัวตน ซึ่งไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลาย
3. วิธีคิดแบบสามัญลักษณ์ คือ คิดแบบรู้เท่าทันความไม่ยั่งยืนของสิ่งทั้งหลาย ความเปลี่ยนแปลงไม่ อยู่ในสภาพเดิมและไม่อาจมีอยู่โดยตัวของมันเอง ซึ่งเป็นไปตามกฎธรรมดาของธรรมชาติ ทำให้ยอมรับความจริงและแก้ไขไปตามเหตุปัจจัย
4. วิธีคิดแบบอริยสัจ หรือคิดแบบแก้ปัญหา คือ คิดทำความเข้าใจกับปัญหาหรือความทุกข์ที่ประสบ แล้วสืบค้นสาเหตุ วางแนวปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมั่นคง
5. วิธีคิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ หรือคิดตามหลักการและความมุ่งหมาย คือ พิจารณาให้เข้าใจ ความสัมพันธ์ระหว่าง “ธรรม” คือ หลักความจริง ความดีงาม หลักการปฏิบัติกับ “อรรถ” คือ ความมุ่งหมาย ประโยชน์ที่ต้องการ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติต่อสิ่งนั้น ๆ อย่างมีทิศทาง
6. วิธีคิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก คือ คิดพิจารณาให้ครบทุกด้าน ทั้งด้านดี ด้านเสีย หรือทั้งคุณ และโทษของสิ่งนั้น ๆ แล้วพิจารณาหาทางแก้ไข โดยรับเอาส่วนดีและส่วนบกพร่องของสิ่งที่เป็นปัญหามาใช้ประโยชน์ด้วย
7. วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ –คุณค่าเทียม คือ คิดพิจารณาตัดสินคุณค่าโดยเฉพาะการบริโภคใช้สอย ปัจจัย 4 และเครื่องอำนวยความสะดวก โดยมีความเข้าใจและเลือกบริโภคสิ่งที่มีคุณประโยชน์อย่างแท้จริงต่อชีวิตตนและผู้อื่น ทำให้ใช้ชีวิตอย่างพอเหมาะพอดี ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ
8. วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม หรือวิธีคิดแบบเร้ากุศล คือ คิดพิจารณาสิ่งที่ตนเกี่ยวข้องในแง่ที่ทำให้เกิด การกระทำที่มีคุณค่า และในแง่ที่ช่วยแก้นิสัยความเคยชินที่สั่งสมไว้เดิมในแง่ร้ายให้เปลี่ยนเป็นนิสัยที่ดีงาม ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ตนเอง แม้ในสภาพแวดล้อมที่เป็นปัญหา
9. วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน คือ คิดพิจารณาให้ครอบคลุมถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงต่อกันมาจนถึง สิ่งที่ตนกำลังรับรู้ และต้องกระทำในปัจจุบัน ซึ่งช่วยให้เกิดการวางแผนปฏิบัติต่อไปอย่างถูกต้องดีงาม โดยไม่พร่ำเพ้อยึดติดกับอดีตหรือนาคตอย่างเลื่อนลอย
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท คือ คิดและแสดงออกเป็นคำพูดที่ผ่านการวิเคราะห์แจกแจงความเป็นจริง ครบทุกด้าน โดยไม่ยึดถือเอาความสำคัญเพียงส่วนเดียวมาตีคลุมไปทั้งหมด ทำให้ไตร่ตรองและเลือกแนวทางแก้ไขปัญหาได้ตรงตามความเหมาะสม
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้
1. การเขียนบันทึกถ่ายทอดความรู้สึกและความคิดเห็นของผู้เรียนอย่างเป็นอิสระ จาก การทำแบบฝึกหัดที่ 1 - 5
2. การเขียนความเรียงประมวลความคิดเห็นแบบปลายเปิดที่มีต่อวิชาธรรมวิทยา หลัง จากสิ้นสุดการเรียน จากแบบฝึกหัดที่ 6
3. เกณฑ์การวิเคราะห์วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นซึ่งแสดงสาระของความ คิดและวิธีที่สอดคล้องกับวิธีโยนิโสมนสิการ โดยวิเคราะห์จากประโยค ข้อความ ที่นิสิตบันทึกในแบบประเมินผลการเรียน หลังจากฟังบรรยายและทำกิจกรรมต่าง ๆ
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการสอน เนื้อหาวิชาธรรมวิทยา จำนวน 12 แผน แผนละ 1บทเรียนเพื่อใช้ในการสอน 3 ชั่วโมง แต่ละแผนการสอนประกอบด้วย การบรรยาย การอ่านเอกสารสั้น การทำกิจกรรมฝึกปฏิบัติสมาธิ – แผ่เมตตา การทำแบบฝึกหัดในห้องเรียน และการเขียนบันทึกถ่ายทอดลงในแบบประเมินผลเมื่อสิ้นสุดการเรียนทุกครั้ง เนื้อหาแต่ละบท ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นและเขียนเป็นเอกสารคำสอน วิชาธรรมวิทยา ซึ่งใช้มานานกว่า 20 ปี และได้มีการปรับปรุงเพิ่มเติมอยู่เสมอ นอกจากนี้ยังมีการจัดให้ศึกษานอกสถานที่ประกอบการเรียนเพิ่มเติม เป็นจำนวน 2 ครั้งอีกด้วย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ดำเนินการสอนตามแผนการสอนทั้ง 12 แผน และนำผลการเขียนบันทึกจากการทำแบบฝึกหัดทั้ง 5 ชิ้น มาวิเคราะห์วิธีคิดของผู้เรียนตามเกณฑ์การวิเคราะห์วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
การวิจัยนี้จัดทำขึ้นในภาคฤดูร้อน ปีการศึกษา 2538 ในวิชาธรรมวิทยา ใช้เวลาศึกษาเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง คือ วันจันทร์และวันพุธ เวลา 9.00 – 12.00 รวม 12 ครั้ง มีชั่วโมงเรียนทั้งสิ้น 36 ชั่วโมง จำนวนผู้เรียน 57 คน เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ผลการเขียนบันทึกที่แสดงวิธีคิดต่าง ๆ จากการทำแบบฝึกหัดเป็นระยะ จนสิ้นสุดการเรียนในภาคฤดูร้อนนั้น
การวิเคราะห์(analysis) ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมี 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นข้อมูลแสดงวิธีคิดของผู้เรียนตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น และข้อมูลที่ได้จากการแสดงความคิดเห็นแบบปลายเปิดที่มีต่อวิชาธรรมวิทยา ข้อมูลทั้ง 2 ส่วน ผู้วิจัยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เป็นวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
ข้อสรุป(summary) นิสิตส่วนใหญ่มีความสามารทางการคิดตามแนวโยนิโสมนสิการมากที่สุด และรองลงมาใน 4 วิธี ได้แก่
1. คิดแบบรู้คุณค่าแท้-คุณค่าเทียม 2. คิดแบบอรรถธรรมสัมพันธ์ 3. คิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ และ 4. คิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย และพบว่า นิสิตมีความสามารถทางการคิดแบบโยนิดสมนิการ โดยนำมาเชื่อมโยงกันหลายวิธี และเมื่อสิ้นสุดการเรียนแล้ว นิสิตที่มีวิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม คือให้กำลังใจตนเองในการพัฒนาตน มีจำนวนเพิ่มขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. การจัดรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ปัจจัย 2 ประการตามแนวทฤษฎีของพุทธ ศาสตร์ ควรรำไปใช้ควบคู่กัน เป็นการสร้างศรัทธาและการพัฒนาปัญญาแก่ผู้เรียนได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะเหตุว่า การใช้ปัจจัยเพียงด้านใดด้านหนึ่ง อาจไม่ได้ผลคุ้มค่า เนื่องจากไม่ได้รับแรงจูงใจอย่างเพียงพอและพร้อมเพรียงกัน
2. การนำปัจจัยภายนอกมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ควรมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดสิ่งแวดล้อมอย่างจงใจ เพื่อพัฒนาผู้เรียนไปในทิศทางที่ต้องการ เช่น การพัฒนาวิธีคิดเพื่อแก้ปัญหา (วิธีคิดที่ 4) ควรกำหนดสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้กิจกรรมเพื่อฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์แยกประเด็น และการสืบค้นเหตุปัจจัยของปัญหา การพัฒนาวิธีคิดถึงความเป็นจริงของชีวิต (วิธีคิดที่ 3) ควรกำหนดสิ่งแวดล้อมที่ต้องใช้กิจกรรมให้พิจารณาเข้าถึงความจริงของสิ่งรอบตัวในชีวิตประจำวัน
3. การฝึกทักษะการพัฒนาปัญญา คือการส่งเสริมการใช้ปัจจัยภายใน หมายถึงสมองของ ผู้เรียน ควรสนับสนุนให้มีการฝึกกระบวนการใช้ความคิดอย่างมีวิจารณญาณตามแนวพุทธศาสตร์ที่เรียกว่า “วิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ” ซึ่งสามารถนำมาใช้ฝึกได้ถึง 10 วิธี เนื่องจากวิธีโยนิโสมนสิการ ตามทฤษฎีแนวพุทธ อธิบายว่าสามารถพัฒนาปัญญาให้บริสุทธิ์ได้ ถ้าได้รับการฝึกอบรมให้รู้เท่าทันความเป็นจริง ซึ่งมีผลลดทอนกิเลสตัณหาของตนได้
4. การนำความสามารถทางการคิดแบบโยนิโสมนสิการ ไปใช้ร่วมกับการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เนื่องจากงานวิจัยนี้ไม่ได้นำคะแนนการวิเคราะห์ความสามารถทางการคิดของผู้เรียนไปใช้ไช้วัดความสามารถทางการเรียนรู้เนื้อหาวิชา จึงไม่อาจทราบว่า ตัวแปรทั้งสองมีความสัมพันธ์กันมากน้อยอย่างไร จึงน่าสนใจที่จะติดตามศึกษาต่อไป ดังที่ สุวิมล ว่องวาณิช (2537) มีความเห็นว่า การวัดความรู้ในเนื้อหาทางทฤษฎี ถ้าไม่ได้อ้างอิงความสามารถทางการคิดเท่าที่ควร เพียงแต่เป็นการวัดความรู้ในเนื้อหา (การท่องจำ) ผสมกับความขยันหมั่นเพียรในการเรียนรู้ของผู้เรียนเท่านั้น อาจทำให้ไม่สามารถพิจารณาได้ว่า ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับความสามารถทางสมองมากน้อยเพียงใด
5. การฝึกให้คิดตามแบบโยนิโสมนสิการวิธีที่ 10 คือ วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นวิธีคิดที่ ต้องถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาพูด เป็นทักษะที่ต้องใช้ไหวพริบในการคิดให้ทัน คิดให้ได้รอบด้านและการแสดงคำพูดโต้ตอบที่ทำให้ผู้ฟังยอมจำนนต่อเหตุผล เป็นการฝึกทักษะผู้เรียนให้มีบุคลิกภาพสมบูรณ์ การฝึกทักษะวิธีคิดดังกล่าวนี้ สมควรได้มีการทดลองสอนและค้นคว้าวิจัยต่อไป
6. การบันทึกสิ่งที่ได้สังเกตเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ควรส่งเสริม ผู้วิจัยมีความเห็นสอด คล้องกับ โนแวค และโกวิน (1985) ที่ว่า เนื่องจากประสบการณ์การเรียนรู้ของมนุษย์นั้น ไม่ใช่มีเพียง 2 ด้าน คือ เขาคิดอย่างไร และกระทำอย่างไรเพียงเท่านั้น เขารู้สึกอย่างไรต่อข้อเท็จจริงหรือสิ่งที่สัมผัสแล้วนั้น ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ควรนำมาพิจารณาร่วมด้วย ความสามารถแปลความหมายของข้อมูลด้วยการใช้ภาษาเขียนหรือพูด เพื่อพรรณนาความคิด ความรู้สึก และการกระทำ เป็นการแสดงถึงความตระหนักรู้ในคุณค่าของสิ่งที่ได้สัมผัส ซึ่งเป็นการเรียนรู้ที่ให้สาระสำคัญแก่ผู้เรียน ในแง่ที่ว่า ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่มีความหมายต่อการเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกของตนเองในสภาวะนั้น ๆ อันอาจนำไปสู่การรู้เท่าทันความจริงก็ได้ ดังนั้นการสอนให้ผู้เรียนฝึกหัดสังเกตและบันทึกไว้จึงเป็นกิจกรรมที่มีความหมายสำคัญต่อการเรียนรู้อย่างยิ่ง
7. การส่งเสริมการคิดแบบโยนิโสมนสิการในทุกวิชา หลักการทางพุทธศาสตร์สนับสนุน ให้มนุษย์ฝึกตนเอง ดังมีคำกล่าวที่ชี้นำการพัฒนาตนเอง เช่น พุทธภาษิตว่า “….ช่างศรดัดศรช่างไม้ดัไม้ บัณฑิตฝึกตนเอง” (เสฐียรพงษ์ วรรณปก, 2523) ดังนั้น การจัดการศึกษาที่สมบูรณ์แบบจึงควรประกอบด้วยภาคทฤษฎี คือ ความรู้ในเนื้อหาวิชา และภาคปฏิบัติ คือ การฝึกหัดอบรม ในที่นี้หมายถึง การฝึกทักษะการคิดในทางสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถทำได้ในวิชาต่าง ๆ ไม่จำเป็นต้องเป็นวิชาทางด้านการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เท่านั้น
ปี 2542
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved