ผลงานวิจัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมนาด กิจขันธ์ - thaied

Current Record: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมนาด กิจขันธ์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมนาด กิจขันธ์

ผลการวิจัยพบว่า จำนวนนาฎยศัพท์ที่พบทั้งหมด 355 คำ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจเลือกและกำหนดนาฎยศัพท์ตัวพระละคร เพื่อนำมาบันทึกด้วยระบบของลาบานจำนวน 63 คำ วิเคราะห์การปฏิบัติและบันทึกท่าทางได้ 83 ท่าทาง คำที่ไม่ได้นำมาบันทึกวิเคราะห์ได้ว่าอาจจะไม่ใช่นาฎยศัพท์ตัวพระละคร เป็นชื่อท่ารำ เป็นคำบอกกิริยาการเคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป เป็นคำที่คิดขึ้นมาใหม่ยังไม่เป็นยอมรับ เป็นคำเก่าที่ไม่นิยมเรียกกันหรือมีที่ใช้น้อยจึงถูกลืมเลือนหรือเป็นคำซ้ำซ้อนกับคำอื่น ประเด็นที่เป็นปัญหาในการใช้อย่างมากก็คือ นาฎยศัพท์บางคำเรียกชื่อต่างกันแต่ปฏิบัติเหมือนกัน แต่บางคำเรียกชื่ออย่างเดียวกันแต่ปฏิบัติแตกต่างกัน หรือละครเรียกอย่างหนึ่ง โขนเรียกอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ บางคำยังสามารถจำแนกการปฏิบัติออกไปได้อีกด้วย เมื่อได้วิเคราะห์การปฏิบัตินาฎยศัพท์พบว่า การใช้อวัยวะในการรำที่เด่นชัดคือ การทำมือจีบ มือวงและการวางเท้าที่เฉียงออกด้านนอกทั้งสองข้าง ผลการตรวจสอบนาฎยจารึกนาฎยศัพท์ปรากฏว่า มีความชัดเจนถูกต้องตรงกับการปฏิบัตินาฎยศัพท์และอ่านเข้าใจได้ง่าย
นิสิตนักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนาฎศิลป์ไทยที่นำผลของการวิจัยไปใช้พบว่าคนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีความเป็นสากล มีศักยภาพในการบันทึกท่ารำที่แม่นยำกว่าการเขียนบรรยาย ประหยดกว่าวิธีการบันทึกแบบอื่น ๆ และสัญลักษณ์มีเพียงพอต่อการนำมาใช้ ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการบันทึกท่ารำและการเรียนการสอนนาฎศิลป์ไทย อย่างไรก็ตามควรจะได้มีการวิจัยในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ในครั้งต่อไป โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการบันทึกนาฎยศัพท์ โดยใช้ระบบของลาบานกับการบันทึกนาฎยศัพท์แบบดั้งเดิม เพื่อจะได้ปรับปรุงการบันทึกท่ารำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4934
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนานาฏยจารึกนาฏยศัพท์ไทยโดยใช้ระบบของลาบาน
หัวข้อ(Eng) Development of Thai Dance Vocabulary Notation with Labanotation
คำสำคัญ(keyword) นาฏยจารึก นาฏยศัพท์ไทย ระบบของลาบาน ปี2543
ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชมนาด กิจขันธ์
ตำแหน่ง อาจารย์ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
การศึกษา ศิลปกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต สาขานาฏยศิลป์ไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สถานที่ติดต่อ สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท งานวิจัย สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักวิจัย สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
ประวัติความเป็นมา(history) นักวิชาการและนาฎศิลปินได้พยายามหาทางอนุรักษ์ และป้องกันไม่ให้เกิดการสูญสลายของนาฎยประดิษฐ์ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร การถ่ายภาพท่ารำ การวาดภาพลายเส้น หรือการวาดการ์ตูนประกอบคำบรรยาย ตลอดจนการถ่ายทำเป็นภาพยนต์และวีดีทัศน์ แต่ผลงานเหล่านี้มีเพียงน้อยชิ้นเท่านั้นที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะนาฎยจารึกที่เป็นรูปภาพ รูปวาด และลายลักษณ์อักษร มักจะขาอความชัดเจนของรายละเอียดการเคลื่อนไหวร่างกายและการเชื่อมต่อของท่ารำ อีกทั้งไม่อาจให้ความแม่นยำถูกต้องของจังหวะเพลง คุณสมบัติของวิธีการที่กล่าวมา จึงเป็นเพียงเครื่องมือช่วยเตือนความจำเฉพาะบุคคล แม้ผู้ใดนำไปใช้ก็จะไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ในขณะที่การบันทึกด้วยภาพยนต์และวีดีทัศน์ มักจะมุ่งถ่ายภาพที่การแสดงของตัวเอกและถ่ายทำจากมุมเดียว ทำให้นักแสดงที่อยู่ในกลุ่มถูกบัง ในทำนองเดียวกันหากนักแสดงเปลี่ยนกิริยาของมือหรืออวัยวะส่วนอื่น ๆ ในขณะที่หมุนตัว ก็จะไม่สามารถเห็นลีลาเหล่านั้นได้ ประกอบกับแสงไฟบนเวทีมักจะมัวไม่สว่างเพียงพอ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เจ้าหน้าที่ อุปกรณ์ เครื่องมือในการถ่ายทำ และใช้งบประมาณมากกว่าการบันทึกลงกระดาษด้วยปากกาหรือดินสอ ซึ่งสามารถใช้ได้ทันทีทันใดและทุกสถานที่ ยิ่งไปกว่านั้นหากบังเอิญนักแสดงทำท่าทางเดียวกัน แต่มีข้อแตกต่างกันที่เห็นได้ไม่ว่าจะชัดเจนหรือเล็กน้อยก็ตาม ก็จะเกิดปัญหาต่อเนื่องไปภายภาคหน้าเพราะขาดผู้ตัดสินได้ว่า ท่ารำของใครถูกต้อง

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เรามีการบัญญัตินาฎยศัพท์ขึ้นใช้ เพื่อช่วยในการสื่อสารระหว่างครูกับศิษย์ ระหว่างนาฎศิลปินให้เข้าใจตรงกัน หรือใช้ในการจดบันทึกช่วยจำแทนการอธิบายกิริยาท่ารำ แต่ที่พบปัญหาในปัจจุบันก็คือ การคิดคำศัพท์ดังกล่าวนั้นมักจะเป็นคำที่เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มบุคคล หรือครูกับศิษย์เฉพาะกลุ่ม แต่ไม่เป็นที่ยอมรับกันในวงการนาฎศิลป์ ทั้ง ๆ ที่หากเราจะสืบสายไปถึงต้นแบบของท่ารำ อาจจะกล่าวได้ว่ามาจากเส้นสายเดียวกัน การเริ่มต้นฝึกหัดก็มาจากเพียงเดียวกัน ไม่เพียงเท่านั้นอาจจะเป็นครูคนเดียวกันด้วย แต่นาฎยศัพท์ทั้งหลายที่ปรากฏ เข้าลักษณะต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างกำหนดเรียกหรือบัญญัติขึ้นมา จึงพบว่ามีคำนาฎยศัพท์อยู่ดาษดื่น ศัพท์บางคำหาลักเกณฑ์ที่แน่นอนไม่ได้ในเชิงปฏิบัติ คำบางคำเรียกชื่ออย่างเดียวกันแต่ปฏิบัติต่างกันในทางตรงกันข้าม การปฏิบัติท่ารำที่ตรงกัน แต่เรียกชื่อแตกต่างกัน นอกจากนี้แล้วนาฎยศัพท์ที่โขนใช้เรียกก็มีความแตกต่างกับละคร แม้จะเรียกชื่ออย่างเดียวกันก็ตาม ที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ แม้ครูในสถาบันเดียวกันเอง สอนศิษย์คนเดียวกัน แต่มีความเข้าใจนาฎยศัพท์ที่ต่างกัน รวมไปถึงตำราทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับนาฎยศัพท์ บางครั้งจะพบว่ามีการเรียกชื่อท่ารำกับนาฎยศัพท์ที่ปะปนกัน ซึ่งสร้างความสับสนอย่างยิ่ง เพราะขาดบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่จะสามารถตัดสินถึงความถูกต้องและเป็นที่ยอมรับทั่วกันได้

จากการสัมมนาเรื่อง “การศึกษาสถานภาพการวิจัยสาขาศิลปะการแสดงในประเทศไทย : ดนตรีและนาฎศิลป์” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาปรัชญา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย เมื่อปี พ.ศ.2538 ได้มีการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมสัมมนาสาขานาฎศิลป์ออกจากสาขาดนตรีเพื่อประชุมกลุ่มย่อย สมาชิกในกลุ่มประกอบด้วยข้าราชการครู อาจารย์ผู้สอนนาฎศิลป์ในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา ศึกษานิเทศก์ กระทรวงศึกษาธิการ และนาฎศิลปินจากกองการสังคีต กรมศิลปากร ประเด็นสำคัญของการประชุมกลุ่มย่อยคือ การระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหาทางด้านนาฎศิลป์ไทยด้วยการวิจัย โดยให้ผู้เข้าร่วมประชุมเสนอหัวข้อที่ต้องการจะทำวิจัยซึ่งรวบรวมได้ 44 หัวข้อ จากผู้เข้าร่วมประชุม 35 คน แล้วนำมาให้คะแนนเพื่อดูหัวข้อที่มีความเห็นตรงกันมากที่สุด ปรากฏว่าเรื่องที่ได้รับคะแนนสูงสุดคือเรื่อง “ความเป็นไปได้ในการใช้ Labanotation กับการบันทึกท่ารำไทย” แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การอนุรักษ์ท่ารำนาฎสิลป์ไทยด้วยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นเรื่องสำคัญ และความต้องการในการหาวิทยาการใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนานาฎศิลป์ไทยเป็นเรื่องน่าสนใจสมควรเร่งดำเนินการแก้ไขให้เป็นระบบ มีเอกภาพและมีความเป็นสากล เช่นเดียวกับกรรบันทึกโน้ตของดนตรีสากลทีสามารถสื่อสารกันได้ทั่วโลก

ดังนั้นเนื่องในโอกาสที่ผู้วิจัยได้เป็นตัวแทนของสภาสถาบันราชภัฏและได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนของประเทศไทย ได้รับทุนการศึกษาจากศูนย์ภูมิภาคว่าด้วยโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ หรือ สปาฟา (Southest Asian Ministers of Education Organization Regional Centre For Arehaeology And Fine Arts) เข้ารับการศึกษาการบันทึกโน้ตนาฎศิลป์เป็นเวลา 3 ครั้ง คือ ในปี พ.ศ.2532 , พ.ศ.2534 และ พ.ศ.2536 โดยศึกษาตั้งแต่หลักสูตรพื้นฐานจนถึงหลักสูตรชั้นสูง ณ ประเทศอินโดนีเซีย สิงคโปร์ และประเทศไทย และเป็นผู้สอนวิชาโน้ตนาฎศิลป์ในระดับปริญญา สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา วิชานาฎยจารึกในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ณ ภาควิชานาฎยศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงริเริ่มทำวิจัยเรื่องนี้เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างมาตรฐานการบันทึกนาฎยศัพท์ของไทย เพื่อใช้ในวงการศึกษาและการอนุรักษ์เผยแพร่ศิลปะสาขานาฎศิลป์
แนวคิด(concept) 1. ที่มาของนาฏยจารึกระบบของลาบาน

2. หลักการพื้นฐานของนาฏยจารึกนาฏยศัพท์ระบบลาบาน
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อพัฒนานาฏยจารึกนาฏยศัพท์ไทยโดยใช้ระบบของลาน
2. เพื่อตรวจสองคุณภาพของนาฏยจารึกนาฏยศัพท์ไทยโดยใช้ระบบของลาน ในด้านความถูกต้องของท่ารำ จังหวะ การเชื่อมต่อท่าทาง
สมมุติฐาน(assumption) นาฏยจารึกระบบลาบานเปฯนวัตกรรมใหม่ ที่สามารถนำมาใช้ในการบันทึกนาฏยศัพท์ไทยให้เป็นแบบแผนอย่างสากลได้
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) 1. ผู้ทรงคุณวุฒิในประเทศไทยเป็นศิลปินแห่งชาติสาขานาฏศิลป์ไทยและ/หรือ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ไทย จำนวน 30 คน 2. ผู้ทรงคุณวุฒิชาวต่างชาติ ผู้มีประสบการณ์ในเรื่องการสอนนาฏยจารึกระะบบของลาบาน จำนวน 2 คน
คำนิยาม(defination) 1. การพัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
2. นาฏยจารึก หมายถึง การบันทึกท่ารำให้เป็นหลักฐานด้วยการเขียนฃ
3. นาฏยศัพท์ คำเฉำาะที่ใช้แทนกริยาท่าทางเฉพาะการร่ายรำหน่วยย่อยที่สืบเนื่องมาจาถการใช้ระบบลานบานระบบของลาบาน หมายถึง แบบแผนการใช้สัญลักษณ์ทรงเลขาคณิต บันทึกท่าทางการเคลื่อนไหวของอวัยวะร่างกาย หรือที่เรียกว่า ลาบานโรเทชั่น
เครื่องมือ(tool) 1. แบบสำรวจข้อมูลเบื้องต้นของนาฏยจารึกนาฏยศัพท์ไทย เกี่ยวกับคำศัพท์และจำนวนของ นาฏยศัพท์
2. แบบตรวจสอบนาฏยศัพท์
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ไทย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบสอบถามที่กำหนดไว้
การวิเคราะห์(analysis) 1. ผู้วิจัยใช้วิธีวิเคราะห์เนื้อหา วิธีการวิเคราะห์เอกสาร และวิธีการวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวร่างกายของลาบาน
2. ตรวจสอบความสมบูรณ์ถูกต้องของนาฏยจารึกนาฏยศัพท์ไทย โดยใช้หลักการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวร่างกายของลาบาน
3. ประเมินความคิดเห็นที่มีต่อการใช้นาฏยจารึกระบบของลาบานใช้ร้อยละ
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัยพบว่า จำนวนนาฎยศัพท์ที่พบทั้งหมด 355 คำ ผู้ทรงคุณวุฒิได้ตรวจเลือกและกำหนดนาฎยศัพท์ตัวพระละคร เพื่อนำมาบันทึกด้วยระบบของลาบานจำนวน 63 คำ วิเคราะห์การปฏิบัติและบันทึกท่าทางได้ 83 ท่าทาง คำที่ไม่ได้นำมาบันทึกวิเคราะห์ได้ว่าอาจจะไม่ใช่นาฎยศัพท์ตัวพระละคร เป็นชื่อท่ารำ เป็นคำบอกกิริยาการเคลื่อนไหวทั่ว ๆ ไป เป็นคำที่คิดขึ้นมาใหม่ยังไม่เป็นยอมรับ เป็นคำเก่าที่ไม่นิยมเรียกกันหรือมีที่ใช้น้อยจึงถูกลืมเลือนหรือเป็นคำซ้ำซ้อนกับคำอื่น ประเด็นที่เป็นปัญหาในการใช้อย่างมากก็คือ นาฎยศัพท์บางคำเรียกชื่อต่างกันแต่ปฏิบัติเหมือนกัน แต่บางคำเรียกชื่ออย่างเดียวกันแต่ปฏิบัติแตกต่างกัน หรือละครเรียกอย่างหนึ่ง โขนเรียกอีกอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ บางคำยังสามารถจำแนกการปฏิบัติออกไปได้อีกด้วย เมื่อได้วิเคราะห์การปฏิบัตินาฎยศัพท์พบว่า การใช้อวัยวะในการรำที่เด่นชัดคือ การทำมือจีบ มือวงและการวางเท้าที่เฉียงออกด้านนอกทั้งสองข้าง ผลการตรวจสอบนาฎยจารึกนาฎยศัพท์ปรากฏว่า มีความชัดเจนถูกต้องตรงกับการปฏิบัตินาฎยศัพท์และอ่านเข้าใจได้ง่าย
นิสิตนักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับนาฎศิลป์ไทยที่นำผลของการวิจัยไปใช้พบว่าคนส่วนใหญ่มีความเห็นว่า เป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีความเป็นสากล มีศักยภาพในการบันทึกท่ารำที่แม่นยำกว่าการเขียนบรรยาย ประหยดกว่าวิธีการบันทึกแบบอื่น ๆ และสัญลักษณ์มีเพียงพอต่อการนำมาใช้ ซึ่งผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการบันทึกท่ารำและการเรียนการสอนนาฎศิลป์ไทย อย่างไรก็ตามควรจะได้มีการวิจัยในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ในครั้งต่อไป โดยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการบันทึกนาฎยศัพท์ โดยใช้ระบบของลาบานกับการบันทึกนาฎยศัพท์แบบดั้งเดิม เพื่อจะได้ปรับปรุงการบันทึกท่ารำให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรมีการวิจัยในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ในครั้งต่อไป 2. ควรจะนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปเป็นข้อมูลในการศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ของการใช้นาฏยจารึกนาฏยศัพท์โดยใช้ระบบของลานกับการบันทึกนาฏยศัพท์แบบดั้งเดิม 3. หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบทางด้านงานวิชาการนาฏศิลป์ไทย ควรจะได้จัดสัมมนาถึงขอบเขตของนาฏยศัพท์ไทยให้ชัดเจน 4. ควรจะได้มีการบันทึกนาฏยศัพท์อื่น ๆ ให้ครบถ้วน 5. ควรนำนาฏยจารึกนาฏยศัพท์ระบบของลาบานไปทดลองบันทึกท่ารำต่าง ๆ โดยเฉพาะเพลงรำที่เป็นมาตราฐาน 6. น่าจะได้มีการนำพื้นฐานความรู้ของนาฏยจารึกระบบของลาบาน มาพัฒนาสัญลักษณ์แทนการบันทึกนาฏยศัพท์แต่ละคำให้เป็นสัญลักษณ์สำเร็จรูปที่สามารถสื่อความหมายให้เข้าใจตรงกัน
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved