ผลงานวิจัย

องอาจ นัยพัฒน์ - thaied

Current Record: องอาจ นัยพัฒน์

องอาจ นัยพัฒน์

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนเบื้องต้น พบว่า โดยทั่วไปข้อมูลระดับนักเรียนและระดับโรงเรียน/ชั้นเรียนสำหรับกลุ่มตัวอย่างทั้งสองระดับชั้น มีลักษณะและปริมาณการเบี่ยงเบนและการขาดหายเป็นไปตามสภาพปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลทั้งสองระดับส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นสำคัญที่จำเป็นต่อการใช้โมเดลพหุระดับชั้นลดหลั่นเชิงเส้นวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงมีสภาวะแบบปกติ ความสัมพันธ์เป็นแบบเส้นตรง และความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนเป็นแบบเอกพันธ์ สำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบกับการใช้ชุดของโมเดล HLM/2L รูปแบบต่าง ๆ ในขั้นตอนหลัก ปรากฏว่าได้ข้อค้นพบของการวิจัยที่สำคัญสามประการ คือ
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2542 มีประสิทธิผลในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการของโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภายหลังจากปรับอิทธิพลของความแตกต่างทางด้านภูมิหลังส่วนตัวของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนออกไปจากการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบกับการใช้โมเดล HLM/2L รูปแบบภายในโรงเรียน (within-school model) บ่งชี้ว่าตัวแปรระดับนักเรียน ได้แก่ ผลการเรียนในรูปของเกรดเฉลี่ย (GPA) และความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีอิทธิพล อย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการเพิ่มพูนขึ้นในคะแนนผลการเรียนรู้ทั้งสองด้านของนักเรียนทั้งสองระดับชั้น ในขณะที่เพศและเศรษฐานะของนักเรียนมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางบวก หรือแบบเพิ่มพูนขึ้นในคะแนนผลการเรียนรู้ของนักเรียนเพียงบางด้านและบางระดับชั้น และยิ่งไปกว่านั้นขนาดอิทธิพลของตัวแปรระดับนักเรียนทั้งสองประการดังกล่าว ยังมีระดับต่ำกว่าเกรดเฉลี่ยและความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนซึ่งเป็นลักษณะภูมิหลังส่วนตัวทางด้านวิชาการของนักเรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมา
เมื่อนำชุดของโมเดล HLM/2L รูปแบบระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ (between-school models) มาวิเคราะห์ข้อมูลแบบพหุระดับสำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งสองระดับชั้น ผลปรากฏว่า ตัวแปรระดับโรงเรียน/ชั้นเรียนในองค์ประกอบทางการศึกษาด้านกระบวนการดำเนินงานของโรงเรียน ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการพิจารณาว่าอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมดำเนินงานของครู/อาจารย์และผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนรู้ของบุตร/หลาน และบรรยากาศภายในโรงเรียน/ชั้นเรียน ตัวแปรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ทั้งสองด้านของนักเรียนทั้งสองระดับชั้นที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนใด ๆ สำหรับตัวแปรระดับโรงเรียนที่อยู่ในองค์ประกอบทางการศึกษาเกี่ยวกับสภาพลักษณะของนักเรียนในโรงเรียน ทรัพยากรของโรงเรียน และลักษณะโครงสร้างของโรงเรียน พบว่า ส่วนใหญ่มีเพียงตัวแปรในองค์ประกอบประเภทแรกตามที่ระบุข้างต้น ได้แก่ เศรษฐานะและปกติวิสัยการมาเรียนโดยเฉลี่ยของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ทั้งสองระดับชั้นของโรงเรียน ส่วนตัวแปรในองค์ประกอบสองด้านที่เหลือปรากฏว่ามีขนาดอิทธิพลน้อยมาก และส่วนใหญ่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ภายหลังจากควบคุมของความแตกต่างทางด้านภูมิหลังส่วนตัวของนักเรียนและองค์ประกอบของโรงเรียนในด้านอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว
3. ผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ต่างด้าน/รายวิชา และต่างระดับชั้น พบว่าความคงเส้นคงวาของประสิทธิผลโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ต่างด้านของนักเรียนในแต่ละระดับชั้นมีระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการด้วยกัน นั่นคือความคงเส้นคงวาของประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการต่างรายวิชามีระดับสูง ในขณะที่ความคงเส้นคงวาหรือเสถียรภาพของประสิทธิผลโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ในแต่ละด้านของนักเรียนต่างระดับชั้นมีระดับค่อนข้างต่ำ และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4498
ชื่อผลงานวิจัย การประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2542
หัวข้อ(Eng) Accessing the Effectiveness of Elementary Schools under the Jurisdiction of Bangkok, Thailand, During the 1999 Academic Year
คำสำคัญ(keyword) ประสิทธิผลของโรงเรียน โมเดลพหุระดับชั้นลดหลั่นเชิงเส้น ปี2544
ชื่อผู้วิจัย องอาจ นัยพัฒน์
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Ong-Art Naiyapatana
การศึกษา ปริญญาเอก
สถานศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2544
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนตามโครงการวิจัยจากงบประมาณเงินรายได้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประจำปี 254
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนคริทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history) การวัดและประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาที่สำคัญ อาทิ คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เป็นตัวบ่งชี้ผลลัพธ์ทางการศึกษา (educational outcome) ที่สำคัญอันเกิดจากการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน เป็นหัวข้อหนึ่งของการศึกษาวิจัยที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จากบุคคลหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับวงการศึกษาแลบะจากสาธารณชนทั่วไปในประเทศต่าง ๆ นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน (Raudenbush & Willms , 1995 ; Reynolds , Teddie , Creemers , Scheerens , & Townsend , 2000) ดังจะเห็นได้จากการที่ผู้บริหารโรงเรียน ครูและอาจารย์ภายในโรงเรียนต่าง ๆ ในฐานะผู้ปฏิบิตการเกี่ยวกับการจัดการการเรียนการสอนภายในโรงเรียนและชั้นเรียน ได้ทุ่มเทความพยายามในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังกล่าวจากนักเรียนไปใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงการเรียนการสอน และการดำเนินงานต่าง ๆ ภายในโรงเรียนและชั้นเรียนขึ้น เพื่อส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลเพิ่มพูนขึ้นภายในโรงเรียน ในขณะที่นักวิจัยและนักประเมินทางการศึกษาได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงประเมิน (assessment research study) ขึ้นอย่างมากมาย เพื่อค้นหาปัจจัยหรือองค์ประกอบของโรงเรียน (school factor) ต่าง ๆ (ทั้งที่อยู่ภายใต้และนอกเหนือกลไกการควบคุมและดำเนินงานของโรงเรียน) ที่มีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์ต่อการเพิ่มพูนขึ้นในผลการเรียนรู้ของนักเรียนเป็นรายบุคคลซึ่งศึกษาอยู่ในชั้นเรียนและโรงเรียนหนึ่ง ๆ นอกจากนี้ผู้บริหารการศึกษารวมทั้งผู้กำหนดนโยบายและวางแผนการศึกษาในระดับสูง ได้ให้ความสนใจต่อผลของการวิจัยเชิงประเมินที่มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ และมีความเป็นไปได้ในการปฏิบัติเพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโบายสำหรับพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับมหภาค (macro level) ต่อไป

แม้ว่าการประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนจะได้รับความสนใจและการพิจารณาเห็นความสำคัญเป็นอย่างมากดังที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามได้มีข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับปัญหาและข้อจำกัดอันเกิดจากรูปแบบและวิธีการประเมินประสิทธิผลของโรงเรียน เป็นผลทำให้ผลของการประเมินขาดความเชื่อถือ ในด้านความละเอียดถูกต้องและแม่นตรง และนำไปสู่การไม่ยอมรับผลของการวิจัยเชิงประเมินในที่สุด ข้อจำกัดที่สำคัญมี สามประการ คือ

1. การขาดความเพียงพอของการใช้ตัวบ่งชี้ประสิทธิผลของโรงเรียน

2. การใช้รูปแบบของการประเมินไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง

3. การใช้สถิติวิเคราะห์ประสิทธิผลของโรงเรียนไม่สอดคล้องกับธรรมชาติข้อมูล

ด้วยข้อจำกัดสำคัญทั้งสามประการที่กล่าวมา ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะปรับปรุงแก้ไขวิธีการประเมินประสิทธิผลของโรเงรียนให้มีความละเอียดถูกต้องและเหมาะสมกับธรรมชาติของข้อมูลมากยิ่งขึ้น โดยดำเนินการหลักสามประการ ได้แก่ 1) ขยายขอบเขตของมิติการประเมินให้กว้างขวางยิ่งขึ้นด้วยการเพิ่มการวัดเจตคติของนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในสองระดับชั้น เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิผลของโรงเรียน (school effectiveness indices, SEIs) นอกเหนือจากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในสามรายวิชาหลัก 2) เน้นการประเมินกระบวนการดำเนินงานภายในโรงเรียน/ชั้นเรียนนอกเหนือจากการประเมินปัจจัยนำเข้าและผลผลิต และ 3) ใช้โมเดลพหุระดับชั้นลดหลั่นเชิงเส้น (hierarchical linear model, HLM) ซึ่งมีความสอดคล้องกับธรรมชาติของข้อมูลทางการศึกษาที่แบ่งเป็นหลายระดับมาใช้ในการวิเคราะห์ประสิทธิผลของโรงเรียนสำหรับการวิจัยครั้งนี้ ดังนั้นจุดเน้นของการวิจัยนี้มีความมุ่งหมายหลัก เพื่อนำรูปแบบกรประเมินที่ได้รับการปรับปรุงด้วยวิธีการดำเนินการดังกล่าวไปใช้ในการประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2542 และเพื่อสืบค้นหาคำตอบของปัญหาการวิจัย (research question) ที่สำคัญสี่ประการ ดังนี้

1. โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร มีประสิทธิผลในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2542 หรือไม่ อย่างไร ?

2. ตัวแปรระดับนักเรียนเกี่ยวกับภูมิหลังส่วนตัวด้านใดบ้าง ? ที่มีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแลงในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

3. ตัวแปรระดับโรงเรียน/ชั้นเรียน ในองค์ประกอบทางการศึกษาด้านใดบ้าง ? (ทั้งทีอยู่ภายใต้และนอกเหนือกลไกการควบคุมและดำเนินงานของโรงเรียน /ชั้นเรียน) ที่มีอิทธิพลหรือความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

4. ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ของนักเรียนต่างด้าน/รายวิชา (across types of outcomes/subject areas) และต่างระดับชั้น (across grade levels) มีระดับของขนาดและลักษณะทิศทางเป็นอย่างไร ?


แนวคิด(concept) 1. การประเมินประสิทธิผลของโรงเรียน

2. การศึกษาปัจจัยนำเข้า-ผลผลิต

3. การศึกษากระบวนการขององค์กร

4. องค์ประกอบทางการศึกษาที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลโรงเรียน

4.1 องค์ประกอบด้านลักษณะบริบทแวดล้อมเกี่ยวกับนักเรียน

4.2 องค์ประกอบด้านทรัพยากรของโรงเรียน

4.3 องค์ประกอบด้านลักษณะโครงสร้างของโรงเรียน

4.4 องค์ประกอบด้านกระบวนการดำเนินงานของโรงเรียน

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อประเมินประสิทธิผลของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิต (สปช.) และทางด้านไม่ใช่วิชาการ (ได้แก่ เจตคติต่อโรงเรียน / การเรียน) ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2542
2. เพื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปรระดับนักเรียนทางด้านเพศ เศรษฐานะ และผลการเรียนที่ผ่านมาในรูปของเกรดเฉลี่ย (GPA) และความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียน ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ และไม่ใช่วิชาการของนักเรียนทั้งสองระดับชั้น ดังระบุไว้ในข้อ 1
3. เพื่อศึกษาอิทธิพลของตัวแปรระดับโรงเรียน / ชั้นเรียนในองค์ประกอบทางการศึกษาที่อยู่นอกเหนือหรือยากลำบากต่อการควบคุม (ได้แก่ บริบททางด้านลักษณะของนักเรียน ทรัพยากรของโรงเรียน และโครงสร้างของโรงเรียน) และองค์ประกอบที่อยู่ภายใต้การควบคุมดำเนินงานของโรงเรียน (ได้แก่ กระบวนการดำเนินงานของโรงเรียน) ที่มีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในผลการเรียนรู้แต่ละด้านข้างต้น ภายหลังจากปรับอิทธิพลของปัจจัยทางด้านภูมิหลังส่วนตัวของนักเรียนออกจากการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
4. เพื่อศึกษาขนาดและทิศทางของความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ของนักเรียนต่างด้าน / รายวิชา (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และสปช. และเจตคติต่อโรงเรียน / การเรียน) ในแต่ละระดับชั้น (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หรือชั้นประถมศึกษาปีที่ 4) และการส่งเสริมผลการเรียนรู้ของนักเรียนในด้านเดียวกันแต่ต่างระดับชั้น
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 16,035 และ 15,290 คน (จากประชากร 40,681 และ 37,836 คน) ตามลำดับ ซึ่งศึกษาอยู่ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ปีการศึกษา 2542 จำนวน 200 และ 198 โรงเรียน ตามลำดับ กลุ่มตัวอย่างจำนวนดังกล่าวนี้ได้มาจากวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling)
คำนิยาม(defination) ประสิทธิผลของโรงเรียน หมายถึง ผลอันเกิดจากการกำหนดนโยบายและดำเนินการจ่าง ๆ ของโรงเรียนที่มีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางบวกหรือเพิ่มพูนขึ้นในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการ ของนักเรียนคนหนึ่ง ๆ ที่ศึกษาอยู่โรงเรียนใด ๆ ในการวิจัยครั้งนี้ ประสิทธิผลของโรงเรียนประมาณค่ามาจาก ความแตกต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของนักเรียน (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หรือประถมศึกษาปีที่ 4) คนหนึ่ง ๆ ซึ่งมีลักษณะภูมหลังส่วนตัวใด ๆ ที่ศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาแห่งใด ๆ ในสังกัดกรุงเทพมหานคร กับคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของนักเรียนคนดังกล่าว เมื่อพิจารณาเขาศึกษาอยู่ในระบบการเรียนการสอน (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หรือประถมศึกษาปีที่ 4) ของโรงเรียนประถมศึกษาทั้งหมดในสังกัดกรุงเทพมหานคร (Schooling System) ภายหลังจากการปรับอิทธิพลของตัวแปรระดับนักเรียนทางด้านภูมิหลังส่วนตัว และตัวแปรระดับโรงเรียน / ชั้นเรียน ในองค์ประกอบทางการศึกษาที่สำคัญ ด้วยวิธีการทางสถิติออกไปจากการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
โมเดลพหุระดับชั้นลดหลั่นเชิงเส้น (HLM) หมายถึง วิธีการทางสถิติวิเคราะห์แบบหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักในหลายชื่อ อาทิ โมเดลพหุระดับเชิงเส้นตรง (Multilevel Linear Model) หรือ โมเดลสัมประสิทธิ์การถดถอยเชิงสุ่ม (Random-Coefficient Regression Models) วิธีการทางสถิตินี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลระดับชั้นที่มีลักษณะลดหลั่นซ้อนกันอยู่จากระดับจุลภาค (Micro Level) คือ นักเรียนเป็นรายบุคคล ไปสู่ระดับมหภาค (Macro Level) คือ โรงเรียนแห่งหนึ่ง ๆ การประมาณค่าพารามิเตอร์อิทธิพลของตัวแปรที่ทำการศึกษาในแต่ละระดับกระทำโดยอาศัยเทคนิคการใช้ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย ที่ประมาณจากภายในกลุ่มของข้อมูลระดับนักเรียน (จุลภาค) เป็นตัวแปรตามในการวิเคราะห์การถดถอยระหว่างกลุ่มของข้อมูลระดับโรงเรียน / ชั้นเรียน (มหภาค) ดังนั้นโมเดล HLM ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้จึงเป็นโมเดล HLM แบบสองชั้นลดหลั่น (HLM / 2L) ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประสิทธิผลย่อยสองระดับ คือ ระดับนักเรียน (ภายในโรงเรียน) และระดับโรงเรียน (ระหว่างโรงเรียน) ผลที่ตามมาจึงทำให้ประสิทธิผลของดรงเรียนซึ่งประมาณค่าด้วยวิธี Empirical Bayes (EB) ได้รับการปรับอิทธิพลของตัวแปรต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อผลการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งสองระดับชั้นพร้อมกัน
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบทดสอบ แบบวัด และแบบสอบถามที่ใช้กับนักเรียน ประกอบด้วย
1.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต (สปช.)
1.2 แบบวัดเจตคติต่อโรงเรียน / การเรียน
1.3 แบบสอบถามบรรยากาศภายในโรงเรียน / ชั้นเรียน
2. แบบสอบถามและแบบประเมินที่ใช้กับครูประจำชั้นระดับประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถม ศึกษาปีที่ 4 และครูทั่วไป ประกอบด้วย
2.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับลักษณะภูมิหลังส่วนตัวด้านวิชาการและไม่ใช่ทางด้านวิชาการของนักเรียน
2.2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและบรรยากาศภายในโรงเรียน / ชั้นเรียน
2.3 แบบประเมินภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน
3. แบบสอบถามที่ใช้กับผู้บริหารโรงเรียน ประกอบด้วย
3.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานของโรงเรียน
3.2 แบบสอบถามความร่วมมือของผู้ปกครองนักเรียนในกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ทำหนังสือขออนุญาตเก็บรวบรวมข้อมูลในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 207 โรงเรียน ผ่านทางสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร และสำนักงานเขตที่โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างแต่ละแห่งตั้งอยู่ นอกจากนี้ยังได้ติดต่อพูดคุยกับผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างโดยตรงทางโทรศัพท์ จากนั้นผู้วิจัยได้จัดส่งเครื่องมือในการวิจัยทั้งหมดทางไปรษณีย์ไปยังผู้บริหารโรงเรียน ครู / อาจารย์ และนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ของโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่ระบุไว้ การส่งเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลทางไปรษณีย์ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้แนบสำเนาหนังสือนำขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดการส่งข้อมูลกลับคืนมายังผู้วิจัย รวมทั้งซองเปล่าติดแสตมป์พร้อมจ่าหน้าซองถึงผู้วิจัยไปด้วย
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มจากการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนเบื้องต้น ได้แก่ การตรวจสอบคุณภาพของข้อมูลระดับนักเรียนและระดับโรงเรียน รวมทั้งการวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐานที่สำคัญ โดยใช้โปรแกรม SPSS (version 10) for Windows จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนหลัก ได้แก่ การวิเคราะห์หาค่าประมาณพารามิเตอร์ความแปรปรวนภายในและระหว่างโรงเรียน ค่าสัมประสิทธิ์ของตัวแปรต่าง ๆ ระดับนักเรียนและระดับโรงเรียนในองค์ประกอบทางการศึกษาสี่ด้านหลัก ที่มีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลต่อการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ และไม่ใช่วิชาการของนักเรียนทั้งสองระดับชั้น และค่าสหสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของดรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ต่างด้าน / รายวิชา (Across Types of Outcomes / Subject Areas) และต่างระดับชั้น (Across Grade Levels) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป HLM (version 5) for Windows ร่วมกับโปรแกรม SPSS (version 10) for Windows
ข้อสรุป(summary) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลในขั้นตอนเบื้องต้น พบว่า โดยทั่วไปข้อมูลระดับนักเรียนและระดับโรงเรียน/ชั้นเรียนสำหรับกลุ่มตัวอย่างทั้งสองระดับชั้น มีลักษณะและปริมาณการเบี่ยงเบนและการขาดหายเป็นไปตามสภาพปกติ นอกจากนี้ยังพบว่าข้อมูลทั้งสองระดับส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้นสำคัญที่จำเป็นต่อการใช้โมเดลพหุระดับชั้นลดหลั่นเชิงเส้นวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงมีสภาวะแบบปกติ ความสัมพันธ์เป็นแบบเส้นตรง และความแปรปรวนของความคลาดเคลื่อนเป็นแบบเอกพันธ์ สำหรับผลการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบกับการใช้ชุดของโมเดล HLM/2L รูปแบบต่าง ๆ ในขั้นตอนหลัก ปรากฏว่าได้ข้อค้นพบของการวิจัยที่สำคัญสามประการ คือ
1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลบ่งชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ในปีการศึกษา 2542 มีประสิทธิผลในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการและไม่ใช่วิชาการของโรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 และชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภายหลังจากปรับอิทธิพลของความแตกต่างทางด้านภูมิหลังส่วนตัวของนักเรียนในแต่ละโรงเรียนออกไปจากการพิจารณาเรียบร้อยแล้ว
2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบกับการใช้โมเดล HLM/2L รูปแบบภายในโรงเรียน (within-school model) บ่งชี้ว่าตัวแปรระดับนักเรียน ได้แก่ ผลการเรียนในรูปของเกรดเฉลี่ย (GPA) และความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนของนักเรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมา มีอิทธิพล อย่างมีนัยสำคัญยิ่งต่อการเพิ่มพูนขึ้นในคะแนนผลการเรียนรู้ทั้งสองด้านของนักเรียนทั้งสองระดับชั้น ในขณะที่เพศและเศรษฐานะของนักเรียนมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงทางบวก หรือแบบเพิ่มพูนขึ้นในคะแนนผลการเรียนรู้ของนักเรียนเพียงบางด้านและบางระดับชั้น และยิ่งไปกว่านั้นขนาดอิทธิพลของตัวแปรระดับนักเรียนทั้งสองประการดังกล่าว ยังมีระดับต่ำกว่าเกรดเฉลี่ยและความเอาใจใส่ต่อการศึกษาเล่าเรียนซึ่งเป็นลักษณะภูมิหลังส่วนตัวทางด้านวิชาการของนักเรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมา
เมื่อนำชุดของโมเดล HLM/2L รูปแบบระหว่างโรงเรียนต่าง ๆ (between-school models) มาวิเคราะห์ข้อมูลแบบพหุระดับสำหรับกลุ่มตัวอย่างนักเรียนทั้งสองระดับชั้น ผลปรากฏว่า ตัวแปรระดับโรงเรียน/ชั้นเรียนในองค์ประกอบทางการศึกษาด้านกระบวนการดำเนินงานของโรงเรียน ซึ่งโดยทั่วไปได้รับการพิจารณาว่าอยู่ภายใต้กลไกการควบคุมดำเนินงานของครู/อาจารย์และผู้บริหารโรงเรียน ได้แก่ ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการเรียนรู้ของบุตร/หลาน และบรรยากาศภายในโรงเรียน/ชั้นเรียน ตัวแปรเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์หรืออิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ทั้งสองด้านของนักเรียนทั้งสองระดับชั้นที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนใด ๆ สำหรับตัวแปรระดับโรงเรียนที่อยู่ในองค์ประกอบทางการศึกษาเกี่ยวกับสภาพลักษณะของนักเรียนในโรงเรียน ทรัพยากรของโรงเรียน และลักษณะโครงสร้างของโรงเรียน พบว่า ส่วนใหญ่มีเพียงตัวแปรในองค์ประกอบประเภทแรกตามที่ระบุข้างต้น ได้แก่ เศรษฐานะและปกติวิสัยการมาเรียนโดยเฉลี่ยของนักเรียนในแต่ละโรงเรียน มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในคะแนนเฉลี่ยผลการเรียนรู้ทั้งสองระดับชั้นของโรงเรียน ส่วนตัวแปรในองค์ประกอบสองด้านที่เหลือปรากฏว่ามีขนาดอิทธิพลน้อยมาก และส่วนใหญ่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ภายหลังจากควบคุมของความแตกต่างทางด้านภูมิหลังส่วนตัวของนักเรียนและองค์ประกอบของโรงเรียนในด้านอื่น ๆ เรียบร้อยแล้ว
3. ผลการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ต่างด้าน/รายวิชา และต่างระดับชั้น พบว่าความคงเส้นคงวาของประสิทธิผลโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ต่างด้านของนักเรียนในแต่ละระดับชั้นมีระดับค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการด้วยกัน นั่นคือความคงเส้นคงวาของประสิทธิผลของโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการต่างรายวิชามีระดับสูง ในขณะที่ความคงเส้นคงวาหรือเสถียรภาพของประสิทธิผลโรงเรียนในการส่งเสริมผลการเรียนรู้ในแต่ละด้านของนักเรียนต่างระดับชั้นมีระดับค่อนข้างต่ำ และไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ครูอาจารย์และผู้บริหารโรงเรียนในฐานะบุคคลทางการศึกษาระดับปกิบัติการในโรงเรียน / ชั้นเรียน ควรร่วมมือร่วมใจกันค้นหาวิธีการสร้างบรรยากาศภายในโรงเรียน / ชั้นเรียนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างหรือปรับปรุงบรรยากาศทางวิชาการ ด้วยการมุ่งเน้นกิจกรรมทางด้านวิชาการที่กระตุ้นให้นักเรียนเกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์และความคาดหวังต่อการศึกษาในระดับสูง นอกจากนี้ควรแสวงหาวิธีการหรือยุทธวิธีใด ๆ ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการเพิ่มระดับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกิจกรรมการเรียนรู้ของบุตร / หลาน ให้สูงยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมทางด้านบริบทเกี่ยวกับลักษณะเศรษฐานะของผู้ปกครอง รวมทั้งสภาพของชุมชนที่แวดล้อมโดยรวม
2. ผู้บริหารดรงเรียนควรทุ่มเทแรงกายและใจด้วยการอุทิศเวลาเพื่อพัฒนาหรือเสริมสร้างทักษะภาวะผู้นำทางวิชาการของตนให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในขณะที่ครู / อาจารย์ผู้สอนควรแสวงหาวิธีการหรือพัฒนายุทธวิธีการสอนที่ช่วยลดระดับความแตกต่างระหว่างคะแนนผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการ และทางด้านไม่ใช่วิชาการของนักเรียนต่างเพศ และผลการเรียนรู้ทางด้านวิชาการของนักเรียนที่ศึกษาอยู่ในดรงเรียนต่างประเภท (โรงเรียนในโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา – โรงเรียนเปิดสอนระดับประถมศึกษาแบบปกติ)
3. ผู้บริหารการศึกษาระดับสูงในสำนักงานเขต / สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ควรกำหนดนโยบายหรือแสวงหายุทธวิธีการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมทักษะภาวะความเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน การมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในกิจกรรมการเรียนรู้ของบุตรหลาน และบรรยากาศทางวิชาการภายในโรงเรียน / ชั้นเรียน ให้มีระดับสูงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ควรให้การสนับสนุนทางด้านวิชาการและงบประมาณให้กับโรงเรียนประถมศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาในโครงการขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายวิชาคณิตศาสตร์และ สปช. ในโรงเรียนประเภท ดังกล่าว
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved