ผลงานวิจัย

นางพยอม ธัญรส - thaied

Current Record: นางพยอม ธัญรส

นางพยอม ธัญรส

1. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียน ได้แก่ นิสัยในการเรียน การสนับสนุนการเรียนของผู้ปกครอง ความคาดหวังของบิดามารดา ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน และสภาพห้องเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเพศ มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ส่งผลต่อการปรับตัวด้านการเรียน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน นิสัยในการเรียน การสนับสนุนการเรียนของผู้ปกครอง และลักษณะสถานที่ภายนอกห้องเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 4290
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนมัธมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดตรัง
หัวข้อ(Eng) A Study Variables Related to Adjustment in Learning of Lower Secondary School Student of General Education Department in Changwat Trang
คำสำคัญ(keyword) การปรับตัวด้านการเรียน
นิสัยในการเรียน
ปี2545
ชื่อผู้วิจัย นางพยอม ธัญรส
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สาขาจิตวิทยาการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ อ.สิเกา จ.ตรัง 92150 โทร (075 ) 248-117-8

(ที่บ้าน) 179 / 39 หมู่ 3 ต.ไม้ฝาด อ.สิเกา จ.ตรัง 92150
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2545
ประเภท งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภททั่วไปจาก คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2544
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300
ประวัติความเป็นมา(history) สภาพสังคมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ในสังคมของบุคคลต้องมีการปรับตัว (กรมวิชาการ , 2537 : 8) ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาต่าง ๆ ได้ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์ระหว่างการเจริญเติบโตทางด้านวัตถุกับการพัฒนาทางด้านจิตใจ ความไม่สอดคล้องระหว่างการพัฒนาทางด้านวัตถุกับการพัฒนาทางด้านจิตใจจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาและความสับสนวุ่นวายในสังคม เช่น การปรับตัว สุขภาพจิต ความล้มเหลวในการทำงาน การเบี่ยงเบนพฤติกรรม การกระทำผิดทางศีลธรรมและกฎหมายบ้านเมืองอาชญากรรมไปจนถึงสิ่งแวดล้อม (จรรยา สุวรรณฑัต , 2535 : 217)


ทั้งนี้การปรับตัวเกิดขึ้นได้ทุกขณะไม่ว่าจะอยู่ในวัยใด โดยเฉพาะวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการปรับตัวมากที่สุด เฮอร์ลอค (Hurlock, 1964 : 3) กล่าว่า วัยรุ่นเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยแห่งการปรับตัว เป็นวัยแห่งปัญหา เป็นวัยที่มีความเครียดทางอารมณ์ ดังนั้นนักเรียนที่เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งมีอายุระหว่าง 13-16 ปี เป็นระยะวัยรุ่น เมื่อเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นต้องมีการปรับตัวสูง เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านร่างการ ต่อครู เพื่อน ทำให้เกิดปัญหาการปรับตัวของวัยรุ่นเกิดจากเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การทะเลาะวิวาทกับเพื่อน สอบไม่ได้ตามที่หวัง ไม่ชอบกฎเกณฑ์ข้อบังคับต่าง ๆ ของดรงเรียน จึงทำให้เกิดความเศร้าและปรับตัวไม่ได้ ซึ่งมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันและด้านการเรียน บางคนถึงกับลาออกจากโรงเรียน (ฐานันดร์ ศิริศิลป์, 2535 : 44)


ปัญหาการปรับตัวไม่ได้ในโรงเรียนเป็นปัญหาที่พบมาก เพราะวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งภายในร่งกายตนเองและสถานการณ์สิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ภายในโรงเรียนที่ตนเองไม่เคยพบเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยรุ่นที่ต้องย้ายโรงเรียนใหม่จากประถมศึกษาปีที่ 6 จากโรงเรียนหนึ่งแล้วไปเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 อีกโรงเรียนหนึ่ง (สมชาย ธัญธนกุล, 2526 : 94-95) และในทำนองเดียวกันกับ ยุวดี เฑียรฆประสิทธิ์ (2536 : 134) ที่กล่าวว่าปัญหาด้านการเรียนเป็นปัญหาหนักอย่างหนึ่งสำหนับเด็กวัยรุ่น ทั้งนี้เพราะการเรียนในระดับมัธยมศึกษาจะมีความยากและลึกซึ้งเพิ่มขึ้น เด็กวัยรุ่นต้องใช้ความพยายามมากกว่าเมื่อเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เด็กวัยรุ่นจึงมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเรียน กลัวการสอบ กลัวความล้มเหลวทางการเรียน เพราะการเรียนในระดับนี้มีเนื้อหาวิชา ระเบียบวินัย หลักสูตร สภาพภายในห้องเรียนและนอกห้องเรียน อุปกรณ์การเรียน การคบเพื่อน ฯลฯ แตกต่างไปจากเดิมมากนั้น ความสามารถในการปรับตัวเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของนักเรียนในการเรียนให้ประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ กิลล์ (พะยอม ธัญรส, 2540 : 2 ; อ้างอิงมาจาก Gill, 1962 : 145-148) ได้กล่าวว่าปัญหาเรื่องการปรับตัวเป็นปัญหาที่ต้องคำนึงถึงอยู่มากในสังคมปัจจุบัน เพราะว่าถ้าวัยรุ่นมีการปรับตัวไม่ดีนอกจากจะเป็นวัยรุ่นเกเรแล้ว ยังเป็นปัญหาต่อสังคมต่อไปอีกด้วย และถ้าวัยรุ่นเหล่านี้ได้รับการแนะนำแก้ไขย่อมจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีไม่ได้ โดยเฉพาะวัยรุ่นที่อยู่ในโรงเรียน กำลังศึกษาเล่าเรียน เมื่อประสบปัญหาการปรับตัวด้านการเรียน ต้องได้รับการช่วยเหลือจากบุคคลที่เกี่ยวข้องในการแนะแนวและให้ความรู้ทางวิชาการที่ถูกต้อง เพื่อช่วยให้วัยรุ่นมีความสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม เพื่อน และบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาวิจัยของ พาสนา ผโลศิลป์ (2535: 102-104) ได้สำรวจการปรับตัวของวัยรุ่น พบว่า วัยรุ่นมีปัญหาการปรับตัวในโรงเรียนและปัญหาการปรับตัวด้านการเรียนมาก ซึ่งเป็นผลมาจากด้านการพัฒนาทางด้านร่างกาย ด้านการเงิน ด้านบ้านและครอบครัว และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (กรมสามัญศึกษา : 2542) ได้บัญญัติถึงการจัดการศึกษาว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่งกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษาด้วยเหตุนี้เองผู้วิจัยจึงเห็นว่าการศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่น่าศึกษาและหาข้อค้นพบ เพื่อการแก้ไขให้ความช่วยเหลือให้นักเรียน เรียนอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จต่อไป
แนวคิด(concept) 1. การปรับตัวด้านการเรียน

2. เพศกับการปรับตัว

3. นิสัยในการเรียนกับการปรับตัว

4. ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัวกับการปรับตัว

5. สภาพห้องเรียน และสภาพภายนอกห้องเรียน
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2. เพื่อค้นหาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
3. เพื่อสร้างสมการพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากตัว แปร
สมมุติฐาน(assumption) 1. มีตัวแปรที่ศึกษามีความสัมพันธ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
2. มีตัวแปรอย่างน้อย 1 ตัวแปร ที่สามารถพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาตอนต้นได้
3. สามารถสร้างสมการพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นได้
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงบรรยาย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชายและหญิงที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2544 ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 19,559 คน เป็นนักเรียนชาย จำนวน 9,500 คน และนักเรียนหญิง จำนวน 10,059 คน

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชายและหญิงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา ในจังหวัดตรัง ปีการศึกษา 2544 ตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 400 คน เป็นนักเรียนชาย จำนวน 200 คน และนักเรียนหญิง จำนวน 200 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จากประชากรที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 97 โดยใช้ ชั้น ปี และเพศ เป็นชั้น
ตัวแปร(variable) ตัวแปรพยากรณ์ ได้แก่ เพศ นิสัยในการเรียน ฐานะเศรษฐกิจของครอบครัว การสนับสนุนการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ความคาดหวังของบิดามารดา ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน สภาพห้องเรียน และสถานที่ภายนอกห้องเรียน

ตัวแปรตาม คือ การปรับตัวด้านการเรียน
คำนิยาม(defination) การปรับตัวด้านการเรียน หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงออกของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตัวด้านการเรียน ในห้องเรียนและนอกห้องเรียน โดยแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับเพศ วัย และระดับการศึกษา ได้แก่ ความเอาใจใส่ในการเรียน การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนที่เกิดขึ้นจากตัวนักเรียนเองหรือสิ่งแวดล้อม ซักถามอาจารย์ผู้สอนในบทเรียนที่ไม่เข้าใจ เรียนไม่ทันเพื่อน ไม่เข้าใจวิชาเรียนบางวิชา ไม่กล้าซักถามเพื่อนเรื่องการเรียน รวมทั้งสามารถเรียนได้อย่างปกติ

นิสัยในการเรียน หมายถึง สิ่งที่นักเรียนกระทำเป็นประจำเกี่ยวกับการเรียน ได้แก่ การแบ่งเวลาเรียน การทำการบ้าน การทบทวนบทเรียน การตั้งใจเรียน และการวางแผนการเรียน
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดตรัง ซึ่งประกอบด้วย

1. แบบสอบถามที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวและครอบครัว ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ตอน คือ
1.1 แบบสอบถามเกี่ยวกับรายละเอียดข้อมูลส่วนตัว ได้แก่ เพศ ระดับชั้น รายได้ของบิดามารดา
1.2 แบบสอบถามนิสัยในการเรียน เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคอร์ด มี 5 ระดับ จำนวน 12 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.852
1.3 แบบสอบถามการสนับสนุนการเรียนของผู้ปกครอง เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคอร์ด มี 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.815
1.4 แบบสอบถามความคาดหวังของบิดามารดา เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคอร์ด มี 5 ระดับ จำนวน 13 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.872

2. แบบสอบถามสภาพแวดล้อมในโรงเรียนและการปรับตัวด้านการเรียน ได้แก่ สภาพห้องเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อนและลักษณะสถานที่ภายนอกห้องเรียน เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคอร์ด มี 5 ระดับ จำนวน 28 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.853

3. แบบสอบถามการปรับตัวด้านการเรียน เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าตามแบบของลิเคอร์ด มี 5 ระดับ จำนวน 22 ข้อ ได้ค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.821
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยนำหนังสือจากสามัญศึกษาจังหวัดตรัง ไปยังโรงเรียนหรือสถานศึกษาทุกแห่งในจังหวัดตรังที่อยู่ในสังกัดกรมสามัญศึกษา เพื่อขอความอนุเคราะห์จากผู้บริหาร ในการเก็บรวบรวมข้อมูลของแบบสอบถามโดยการส่งผ่านสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดตรัง และติดตามเก็บด้วยตนเอง ในส่วนที่ไม่ครบ โดยไปเก็บรวบรวมข้อมูลในระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน 2544 ถึงวันที่ 20 สิงหาคม 2544 ได้ข้อมูลกลับคืนมาจำนวน 400 ฉบับ ครบตามจำนวนที่ต้องการ
การวิเคราะห์(analysis) 1. ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์ด้วยค่าร้อยละ
2. การค้นหาตัวพยากรณ์ที่สามารถพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนฃั้นมัธยมศึกษา ตอนต้น โดยใช้วิธีวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) แบบ Stepwise
ข้อสรุป(summary) 1. ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียน ได้แก่ นิสัยในการเรียน การสนับสนุนการเรียนของผู้ปกครอง ความคาดหวังของบิดามารดา ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน และสภาพห้องเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเพศ มีความสัมพันธ์ทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

2. ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ส่งผลต่อการปรับตัวด้านการเรียน ได้แก่ ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับเพื่อน ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน นิสัยในการเรียน การสนับสนุนการเรียนของผู้ปกครอง และลักษณะสถานที่ภายนอกห้องเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะจากการวิจัย
1. ผลการวิจัยในครั้งนี้ สามารถใช้เป็นข้อมูลให้ผู้บริหาร อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์แนะแนว ผู้ปกครอง ตลอดจนนักเรียนได้ทราบว่า มีปัจจัยใดบ้างที่มีความสัมพันธ์และสามารถพยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้เกี่ยวข้องจะได้ปรับปรุงให้มีการปรับคฃตัวด้านการเรียนได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนประสบความสำเร็จทางการเรียนได้
2. ควรนำเครื่องมือที่ใช้นำไปทดลองใช้กับนักเรียนเพื่อหาแนวทางในการช่วยเหลือนักเรียน ในระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของโรงเรียนสังกัดกรมสามัญศึกษา และสังกัดอื่น ๆ ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นต่อไป

ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาปัจจัยด้านอื่น ๆ ของนักเรียนที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัวด้านการเรียนของนักเรียน เช่น สภาพความต้องการทางการเรียน ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อวิชาต่าง ๆ เป็นต้น
2. ควรศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของนักเรียนในระดับอื่น ๆ เช่น มัธยมศึกษาตอนปลาย อุดมศึกษา เป็นต้น
3. ควรนำปัจจัยที่พยากรณ์การปรับตัวด้านการเรียนไปทำการศึกษาวิจัยเชิงทดลอง เพื่อพัฒนาการปรับตัวด้านการเรียนโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ
ปี 2545
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved