ผลงานวิจัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนวดี เสรินทวัฒน์ - thaied

Current Record: ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนวดี เสรินทวัฒน์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนวดี เสรินทวัฒน์

นักศึกษามีทัศนคติต่อวิชาชีพอยู่ในระดับปานกลาง คะแนะเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลของนักศึกษา เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 1 สูงที่สุด และคะแนนเฉลี่ยจะลดลง เล็กน้อยตามชั้นปีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับปานกลางทุกชั้นปี คะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทดสอบด้วย F-test และเมื่อทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้ Scheffe ผลปรากฎว่าทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของนักศึกษาในชั้นปีที่ 1 แตกต่างกับในชั้นปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักศึกษาพยาบาลที่มีเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีคะแนน เฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกัน และเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษา วิชาชีพพยาบาลมีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อทดสอบด้วย Chi-square test นักศึกษาพยาบาลเมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 2 ที่มีความพอใจในประสบการณ์ การศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อนักศึกษาเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และ 4 พบว่า นักศึกษาที่มีความพอใจในประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาล ต่างกันมีคะแนนเฉลี่ยต่อทัศนคติวิชาชีพพยาบาลไม่แตกต่างกัน ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลกับคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล มีความสัมพันธ์คล้อยตามกันทุกชั้นปี และพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อนักศึกษาเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 สำหรับ ในชั้นปีที่ 3 นั้นพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
อภิปรายผลการวิจัย
นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ เข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลด้วยความสมัครใจของตนเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะปัจจุบันมีการแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ให้รู้จักวิชาชีพพยาบาลมากขึ้น ประกอบกับค่านิยมของสังคมมองวิชาชีพพยาบาล ว่ามีความสำคัญต่อสังคม นอกจากนี้เมื่อจบการศึกษาเกือบทั้งหมดจะมีงานทำทันที ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้นักศึกษาสมัครใจเข้าเรียนวิชาชีพพยาบาลด้วยตนเอง
ทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาลทุกชั้นปี อยู่ในระดับปานกลาง ค่อนไปทางดี แต่คะแนนเฉลี่ยทัศนคติจะดีที่สุดในชั้นปีที่ 1 และลดลงในชั้นปี ที่ 2,3 และ 4 ตามลำดับ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการที่นักศึกษาได้รับความรู้และ ประสบการณ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้สถานการณ์และระยะเวลาในการตอบแบบสอบ- ถามของการวิจัยครั้งนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละชั้นปี และการตอบแบบสอบถาม ชุดเดียวกันหลายครั้ง อาจทำให้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไปได้ นักศึกษาพยาบาลที่สมัครใจเรียนด้วยตนเอง มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลสูงกว่านักศึกษาพยาบาลที่เลือกเรียนตามคำแนะนำของผู้อื่น ทั้งนี้อาจ เนื่องจากการแนะแนวการศึกษาในปัจจุบันเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งภายใน โรงเรียนและนอกโรงเรียน ทำให้นักศึกษาสามารถหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสาขา วิชาที่ตนสนใจจะสมัครเรียน ซึ่งการเรียนในระดับอุดมศึกษานี้จะเป็นแนวทางไป สู่การประกอบอาชีพในอนาคต ดังนั้น การที่จะตัดสินใจเลือกเรียนอะไรนั้นเป็น การตัดสินใจที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต นักศึกษาที่สมัครใจเรียนด้วยตนเองนอกจาก จะพิจารณาไตร่ตรองจากข้อมูลที่ได้แล้ว อาจมีความชอบในวิชานี้อยู่แล้วก็ได้เมื่อ นำไปหาความสัมพันธ์ จึงพบว่าคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล ของ นักศึกษาพยาบาลกับเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 2 นักศึกษาพยาบาลที่มีความพอใจในประสบการณ์การ ศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีทัศนต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจเนื่องจากในชั้นปีที่ 2 นักศึกษาได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิชาในหมวดวิชาชีพ (professional education) ซึ่ง นักศึกษาจะต้องเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนพร้อม ๆ กัน แล้วจึงเรียนภาคปฏิบัติ ในห้องปฏิบัติการภายใต้การสอนของอาจารย์ประจำกลุ่มอย่างใกล้ชิด นักศึกษาทุก คนจะต้องฝึกปฏิบัติให้ถูกต้องตามขึ้นตอนอย่างมีระบบระเบียบก่อนที่จะออกไป ฝึกปฏิบัติกับผุ้ป่วยจริงในหอผู้ป่วย ดังนั้น นักศึกษาบางคนอาจมีความวิตกกังวล หวาดกลัวต่อสภาพการณ์ต่าง ๆ ในห้องเรียน ความแปลกใหม่ต่อสิ่งแวดล้อมใน ห้องฝึกปฏิบัติ สิ่งของเครื่องใช้ สภาพการณ์ของการปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย สภาพ ของผู้ป่วยรวมถึงความไม่เข้าใจในบทบาทและท่าที่ของผู้ร่วมงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อาจมีผลทำให้นักศึกษามีทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันได้ เมื่อนำไปหา ความสัมพันธ์พบว่าประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลกับทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลมีความสัมพันธ์คล้อยตามกันและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 นักศึกษาพยาบาลที่มีความความพอใจใน ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลไม่ แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 เกือกทั้งหมดเป็น วิชาในหมวดชาชีพซึ่งเมื่อเรียนทฤษฎีในห้องเรียนแล้ว นักศึกษาทุกคนจะต้องนำ ความรู้ไปฝึกปฏิบัติเพื่อให้บริการด้านสุขภาพอนามัยกับผู้ป่วยในหอผู้ป่วย เป็น งานที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ วิญญาณ ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ ผิดพลาดไม่ได้หากผิดพลาดอาจเกิด อันตรายแก่ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ลักษณะการเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นให้ นักศึกษาเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูง เคร่งครัดในระเบียบวินัย มีความรู้ ความ ละเอียดรอบคอบ รู้จักใช้เหตุผลมีการตัดสินใจที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ป่วย ญาติ และผู้ร่วมงาน โดยมีครูประจำหอผู้ป่วยเป็นผู้สอนให้คำแนะนำ ช่วยเหลือและดูแล อย่างใกล้ชิด เมื่อนำไปหาความสัมพันธ์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยทัศนคต่อวิชาชีพ พยาบาลของนักศึกษาพยาบาล เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 มีความสัมพันธ์ คล้อยตามกันแต่ในชั้นปีที่ 3 พบว่า ความสัมพันธ์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากในชั้นปีที่ 3 เป็นการฝึกปฏิบัติที่นักศึกษา ทุกคนจะต้องได้รับประสบการณ์ตามเกณฑ์ของแต่ละภาควิชา ส่วนในปีที่ 4 นั้น ในภาคฤดูร้อนมีแผนกต่าง ๆ ให้นักศึกษาเลือกฝึกปฏิบัติตามความถนัดในบทบาท ของพยาบาลประจำการ และมีการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งแต่ละ แห่งจะมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลในชั้นปี ที่ 4 กับทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลมีความสัมพันธ์คล้อยตามกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3563
ชื่อผลงานวิจัย ทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาล *
ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พัฒนวดี เสรินทวัฒน์
สถานที่ติดต่อ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลบางกอกน้อยกรุงเทพฯ 10700
สถานศึกษา องศาสตร์จารย์ จริยาวัตร คมพยัคฆ์
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มิถุนายน 2526 - ธันวาคม 2513
ประเภท ผลงานทางวิชาการ
สถานที่จัดเก็บผลงาน คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ประวัติความเป็นมา(history) การพยาบาลเป็นวิชาชีพที่ให้บริการแก่สังคม ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์ ดังนั้น พยาบาล นอกจากจะมีความรู้และทักษะ ในการปฏิบัติงานแล้ว จำเป็นจะต้องมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพพยาบาลด้วย การที่พยาบาลมีทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ จะช่วยให้สามารถใช้ความรู้และทักษะต่าง ๆ ที่ได้ รับการศึกษาอบรมมาได้อย่างเหมาะสม สามารถให้การพยาบาลที่มีคุณภาพแก่ ผู้ป่วยและครอบครัว ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม แต่ถ้าพยาบาล ขาดซึ่งทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพของตนแล้วย่อมจะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่ากับบุคคลที่มี ทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพ ดังกล่าวที่ว่า "ผลงานที่ทำด้วยใจรักและมีทัศนคติที่ดีต่องาน ย่อมดีกว่าผลงานที่ทำโดยคนไม่รักงาน และมีทัศนคติที่ไม่ดีต่องาน" ทั้งนี้ เนื่องจากพฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลมาจากทัศนคติซึ่งเกิดจากประสบการณ์ ทั้งที่เป็นประสบการณ์ตรง และประสบการณ์อ้อม ที่ได้รับถ่ายทอดจากผู้อื่น โดย เฉพาะอย่างยิ่งจาก พ่อ แม่ ครูอาจารย์และบุคคลสำคัญบลูม (Bloom) ให้ความ สำคัญของทัศนคติ โดยกำหนดให้ทัศนคติเป็นจุดมุ่งหมายประการหนึ่งในสาม ลักษณะของการเรียนการสอน ได้แก่ ความรู้ ทัศนคติและทักษะเพื่อให้ผู้เรียนได้ พัฒนาทางอารมณ์ ความรู้สึก และค่านิยม ให้เกิดขึ้นภายหลังจากการศึกษา อันเป็น ขั้นตอนไปสู่การแสดงนิสัย (characterization) ซึ่งเป็นพฤติกรรมของแต่ละบุคคล โดยมีผลมาจากค่านิยมที่ผู้สอนจะต้องช่วยกันและต้องให้เวลานานในการปลูกฝัง การศึกษาพยาบาลเป็นการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่ให้ความสำคัญของทัศนคติ โดยกำหนดไว้ในปรัชญาการศึกษาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตรพยาบาลใน ทุกสถานบัน ยกตัวอย่างปรัชญาการศึกษาของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัย มหิดลกล่าวว่า "..... การผลิตพยาบาลระดับวิชาชีพ จึงมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้เป็นผู้ที่มีความสามารถที่จะนำความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องไปใช้ในการ พยาบาลอย่างมีแบบแผน สามารถแก้ปัญหาสุขภาพอนามัยแก่ผู้รับบริการได้อย่าง ถูกต้องเหมาะสม มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ มีความสำนึกและรับผิดชอบต่อสังคม และวิชาชีพ....." และจากปรัชญานี้ วัตถุประสงค์ข้อหนึ่งของหลักสูตรที่เน้น ทัศนคติคือ " มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ และตระหนักถึงความสำคัญของการให้ ความร่วมมือในกิจกรรมขององค์การและสมาคมวิชาชีพ "

ออลพอร์ท (Allport) กล่าวว่า การเรียนมีส่วนช่วยสร้างเสริมทัศนคติได้มากเพราะ ทัศนคติได้มาจากประสบการณ์ต่าง ๆ และเมื่อสถานการณ์นั้น ๆ ได้รับความสำเร็จ ทัศนคติจะค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากการศึกษาของคำหวาน วีสเพ็ญ พบว่า นักศึกษา พยาบาลปีที่ 4 ซึ่งได้รับการศึกษาอบรม และมีประสบการณ์ด้านจิตเวชอย่าง สมบูรณ์ มีทัศนคติต่อผู้ป่วยจิตเวชดีกว่านักศึกษาพยาบาลปีที่ 1 ซึ่งยังไม่เคยได้รับ การศึกษาด้านนี้เลย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01

ในการประชุมวิชาการเชิงปฏิบัติการเรื่องแผนการศึกษาและแผนบริหาร การพยาบาลแห่งชาติ ได้กล่าวถึงคุณภาพการพยายาบาลตามความรู้สึกของผู้ผลิต และผู้ใช้ต่อผู้สำเร็จการศึกษาในปัจจุบัน สรุปได้ว่าปัจจุบันพยาบาลมีความรู้ดี ความคิดริเริ่มดี แต่ขาดน้ำใจ ความกระตือรือร้นที่จะช่วยผู้ป่วยน้อยลง ไม่ค่อยทำ หน้าที่ในการให้การพยาบาล ไม่ชอบงานระดับต้น มีความอดทนน้อยลง เสียสละ ในหน้าที่น้อยลง ความรับผิดชอบในหน้าที่น้อยลง ระเบียบวินัยหย่อนลง และจาก การสัมมนาเรื่องวิชาชีพพยาบาล : ทัศนคติที่ไม่ดีเริ่มที่จุดใดได้บ้าง สรุปได้ว่า ทัศนคติที่ไม่ดีต่อวิชาชีพพยาบาลได้เริ่มทุกระยะตั้งแต่ก่อนเข้าศึกษาในวิชาชีพ พยาบาล ระยะเวลาที่เป็นนักศึกษาพยาบาลจนสำเร็จการศึกษาและปฏิบัติหน้าที่ เป็นพยาบาลวิชาชีพแล้วก็สามารถเกิดทัศนคติในทางลบต่อวิชาชีพพยาบาลได้ทั้ง สิ้นผู้วิจัยเองได้ยินคำกล่าวเสมอว่า นักศึกษาพยาบาลไม่ชอบเรียนพยาบาล ไม่ชอบ งานพยาบาล คำกล่าวเหล่านี้แสดงถึงทัศนคติ ในทางลบต่อวิชาชีพพยาบาล ถ้า นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่มีทัศนคติเช่นนี้ต่อวิชาชีพองตน จะเป็นผลเสียงทั้งต่อ ตนเองและวิชาชีพอย่างยิ่งเป็นต้นว่า นักศึกษาอาจไม่ประสบความสำเร็จใน การศึกษา หรือเมื่อสำเร็จการศึกษาเป็นพยาบาลแล้ว อาจไม่ตั้งใจปฏิบัติงาน ขาดคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบ ความเมตตากรุณา ซึ่งจะส่งผลต่อการให้ บริการ ในที่สุดเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น เมื่อหมดพันธะความผูกพันกับ สถานศึกษา หรือเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า ทำให้เกิดความสูญเปล่าทางการศึกษาและ เป็นการสูญเสียทางวิชาชีพพยาบาลเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ผู้วิจัยเป็นอาจารย์ พยาบาลอยู่ในคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลซึ่งเป็นสถานผลิตพยาบาล วิชาชีพให้มีความพร้อมทั้งในด้านความรู้ ทักษะและทัศนคติที่ดีต่อวิชาพยาบาล มี ความสามารถในการปฏิบัติการพยาบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดความสนใจ และต้องการติดตามศึกษาทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาล ซึ่งเป็น วิชาชีพที่ตนได้เลือกศึกษาทั้ง ที่มีโอกาสที่จะเลือกศึกษาวิชาอื่น ๆ ได้โดยศึกษา เป็นระยะ ๆ กับนักศึกษาพยาบาลรุ่นเดียวกันตลอดหลักสูตรตั้งแต่เริ่มเข้าศึกษาใน ชั้นปีที่ 1 ซึ่งยังไม่มีความรู้และประสบการณ์ในวิชาชีพพยาบาลเลย จนกระทั่งได้ ศึกษาวิชาต่าง ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างครบถ้วนพร้อมที่จะออกไป ประกอบวิชาชีพพยาบาลได้


วัตถุประสงค์(objective) 1. ศึกษาการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาล
2. เปรียบเทียบทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาลขณะศึกษาในชั้นปี ที่ 1 ปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4
3. เปรียบเทียบทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลที่มีเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษา วิชาชีพพยาบาลต่างกัน
4. เปรียบเทียบทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลที่มีความพอใจในประสบการณ์ การศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน
5. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาลกับ เหตุผลที่เลือกเข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาล
6. ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาล กับประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาล
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรวิทยาศาสตร์บัณฑิต (พยาบาลและ ผดุงครรภ์) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปีการศึกษา 2526 จำนวน 163 คนในชั้นปีที่ 1 ได้ติดตามศึกษาทุกปีการศึกษา จนจบหลักสูตรในปีการศึกษา 2529
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมี 3 ตอน คือ ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลทั่วไป ของนักศึกษาพยาบาล ตอนที่ 2 เป็นแบบวัดความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัด ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาล ตอนที่ 3 เป็นแบบวัดทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาล
การเก็บข้อมูล เก็บข้อมูลทั้งสิ้นรวม 4 ครั้ง ดังนี้คือ
ครั้งที่ 1 เก็บในสัปดาห์แรกของการศึกษาภาคต้นในชั้นปีที่ 1 โดยใช้แบบสอบถาม ตอนที่ 1 และตอนที่ 3
ครั้งที่ 2 เก็บในภาคฤดูร้อน ในชั้นปีที่ 2 โดยใช้แบบสอบถามตอนที่ 1 ตอนที่ 2 และตอนที่ 3
ครั้งที่ 3 เก็บในภาคฤดูร้อน ในชั้นปีที่ 3 โดยใช้แบบสอบถามตอนที่ 2 และตอนที่ 3
ครั้งที่ 4 เก็บในสัปดาห์ปัจฉิมนิเทศ ซึ่งเป็นสัปดาห์สุดท้ายของหลักสูตร โดยใช้ แบบสอบถามตอนที่ 2 และตอนที่ 3
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเครื่องสมองกล ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ย 2 ค่า และ 3 ค่าโดยใช้ t-test และ F-test ตามลำดับและวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรโดยใช้ Chi-square test และ Person-moment correlation coefficient
ข้อสรุป(summary) นักศึกษามีทัศนคติต่อวิชาชีพอยู่ในระดับปานกลาง คะแนะเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลของนักศึกษา เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 1 สูงที่สุด และคะแนนเฉลี่ยจะลดลง เล็กน้อยตามชั้นปีการศึกษาที่สูงขึ้น แต่ก็ยังคงอยู่ในระดับปานกลางทุกชั้นปี คะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อทดสอบด้วย F-test และเมื่อทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่ โดยใช้ Scheffe ผลปรากฎว่าทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลของนักศึกษาในชั้นปีที่ 1 แตกต่างกับในชั้นปีที่ 2 ปีที่ 3 และปีที่ 4 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 นักศึกษาพยาบาลที่มีเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีคะแนน เฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกัน และเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษา วิชาชีพพยาบาลมีความสัมพันธ์กับทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติเมื่อทดสอบด้วย Chi-square test นักศึกษาพยาบาลเมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 2 ที่มีความพอใจในประสบการณ์ การศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อนักศึกษาเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และ 4 พบว่า นักศึกษาที่มีความพอใจในประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาล ต่างกันมีคะแนนเฉลี่ยต่อทัศนคติวิชาชีพพยาบาลไม่แตกต่างกัน ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลกับคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล มีความสัมพันธ์คล้อยตามกันทุกชั้นปี และพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เมื่อนักศึกษาเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 สำหรับ ในชั้นปีที่ 3 นั้นพบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
อภิปรายผลการวิจัย
นักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่ เข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลด้วยความสมัครใจของตนเอง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะปัจจุบันมีการแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ให้รู้จักวิชาชีพพยาบาลมากขึ้น ประกอบกับค่านิยมของสังคมมองวิชาชีพพยาบาล ว่ามีความสำคัญต่อสังคม นอกจากนี้เมื่อจบการศึกษาเกือบทั้งหมดจะมีงานทำทันที ข้อมูลเหล่านี้จึงทำให้นักศึกษาสมัครใจเข้าเรียนวิชาชีพพยาบาลด้วยตนเอง
ทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาลทุกชั้นปี อยู่ในระดับปานกลาง ค่อนไปทางดี แต่คะแนนเฉลี่ยทัศนคติจะดีที่สุดในชั้นปีที่ 1 และลดลงในชั้นปี ที่ 2,3 และ 4 ตามลำดับ ทั้งนี้อาจเนื่องจากการที่นักศึกษาได้รับความรู้และ ประสบการณ์เพิ่มขึ้น นอกจากนี้สถานการณ์และระยะเวลาในการตอบแบบสอบ- ถามของการวิจัยครั้งนี้มีความแตกต่างกันในแต่ละชั้นปี และการตอบแบบสอบถาม ชุดเดียวกันหลายครั้ง อาจทำให้ทัศนคติเปลี่ยนแปลงไปได้ นักศึกษาพยาบาลที่สมัครใจเรียนด้วยตนเอง มีคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลสูงกว่านักศึกษาพยาบาลที่เลือกเรียนตามคำแนะนำของผู้อื่น ทั้งนี้อาจ เนื่องจากการแนะแนวการศึกษาในปัจจุบันเป็นไปอย่างกว้างขวางทั้งภายใน โรงเรียนและนอกโรงเรียน ทำให้นักศึกษาสามารถหาข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับสาขา วิชาที่ตนสนใจจะสมัครเรียน ซึ่งการเรียนในระดับอุดมศึกษานี้จะเป็นแนวทางไป สู่การประกอบอาชีพในอนาคต ดังนั้น การที่จะตัดสินใจเลือกเรียนอะไรนั้นเป็น การตัดสินใจที่สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิต นักศึกษาที่สมัครใจเรียนด้วยตนเองนอกจาก จะพิจารณาไตร่ตรองจากข้อมูลที่ได้แล้ว อาจมีความชอบในวิชานี้อยู่แล้วก็ได้เมื่อ นำไปหาความสัมพันธ์ จึงพบว่าคะแนนเฉลี่ยทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาล ของ นักศึกษาพยาบาลกับเหตุผลในการเลือกเข้าศึกษาวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 2 นักศึกษาพยาบาลที่มีความพอใจในประสบการณ์การ ศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีทัศนต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ทั้งนี้อาจเนื่องจากในชั้นปีที่ 2 นักศึกษาได้เรียนรู้ และมีประสบการณ์เกี่ยวกับวิชาในหมวดวิชาชีพ (professional education) ซึ่ง นักศึกษาจะต้องเรียนภาคทฤษฎีในห้องเรียนพร้อม ๆ กัน แล้วจึงเรียนภาคปฏิบัติ ในห้องปฏิบัติการภายใต้การสอนของอาจารย์ประจำกลุ่มอย่างใกล้ชิด นักศึกษาทุก คนจะต้องฝึกปฏิบัติให้ถูกต้องตามขึ้นตอนอย่างมีระบบระเบียบก่อนที่จะออกไป ฝึกปฏิบัติกับผุ้ป่วยจริงในหอผู้ป่วย ดังนั้น นักศึกษาบางคนอาจมีความวิตกกังวล หวาดกลัวต่อสภาพการณ์ต่าง ๆ ในห้องเรียน ความแปลกใหม่ต่อสิ่งแวดล้อมใน ห้องฝึกปฏิบัติ สิ่งของเครื่องใช้ สภาพการณ์ของการปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย สภาพ ของผู้ป่วยรวมถึงความไม่เข้าใจในบทบาทและท่าที่ของผู้ร่วมงาน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ อาจมีผลทำให้นักศึกษามีทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลแตกต่างกันได้ เมื่อนำไปหา ความสัมพันธ์พบว่าประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลกับทัศนคติต่อวิชาชีพ พยาบาลมีความสัมพันธ์คล้อยตามกันและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 นักศึกษาพยาบาลที่มีความความพอใจใน ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลต่างกัน มีทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลไม่ แตกต่างกัน ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากการเรียนในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 เกือกทั้งหมดเป็น วิชาในหมวดชาชีพซึ่งเมื่อเรียนทฤษฎีในห้องเรียนแล้ว นักศึกษาทุกคนจะต้องนำ ความรู้ไปฝึกปฏิบัติเพื่อให้บริการด้านสุขภาพอนามัยกับผู้ป่วยในหอผู้ป่วย เป็น งานที่ต้องปฏิบัติต่อบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วย ร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ วิญญาณ ไม่สามารถลองผิดลองถูกได้ ผิดพลาดไม่ได้หากผิดพลาดอาจเกิด อันตรายแก่ผู้ป่วยถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น ลักษณะการเรียนการสอนจึงมุ่งเน้นให้ นักศึกษาเป็นผู้มีความรับผิดชอบสูง เคร่งครัดในระเบียบวินัย มีความรู้ ความ ละเอียดรอบคอบ รู้จักใช้เหตุผลมีการตัดสินใจที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ป่วย ญาติ และผู้ร่วมงาน โดยมีครูประจำหอผู้ป่วยเป็นผู้สอนให้คำแนะนำ ช่วยเหลือและดูแล อย่างใกล้ชิด เมื่อนำไปหาความสัมพันธ์ พบว่าคะแนนเฉลี่ยทัศนคต่อวิชาชีพ พยาบาลของนักศึกษาพยาบาล เมื่อเรียนอยู่ในชั้นปีที่ 3 และปีที่ 4 มีความสัมพันธ์ คล้อยตามกันแต่ในชั้นปีที่ 3 พบว่า ความสัมพันธ์นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไม่มี นัยสำคัญทางสถิติ ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจากในชั้นปีที่ 3 เป็นการฝึกปฏิบัติที่นักศึกษา ทุกคนจะต้องได้รับประสบการณ์ตามเกณฑ์ของแต่ละภาควิชา ส่วนในปีที่ 4 นั้น ในภาคฤดูร้อนมีแผนกต่าง ๆ ให้นักศึกษาเลือกฝึกปฏิบัติตามความถนัดในบทบาท ของพยาบาลประจำการ และมีการฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งแต่ละ แห่งจะมีความแตกต่างกัน จึงทำให้ประสบการณ์การศึกษาวิชาชีพพยาบาลในชั้นปี ที่ 4 กับทัศนคติต่อวิชาชีพพยาบาลมีความสัมพันธ์คล้อยตามกันอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ 0.05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1. จากการที่พบว่าทัศนคติของนักศึกษาพยาบาลต่อวิชาชีพพยาบาลลดลงเมื่อเรียน ในชั้นสูงขึ้น อาจต้องมีการพิจารณาในภาพรวมของหลักสูตรว่ามีการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติสอดคล้องกับการพัฒนาการ ทางสติปัญญาและความต้องการของผู้เรียนหรือไม่
2. การจัดการเรียนการสอน ควรให้นักศึกษามีส่วนร่วมให้มาก เพราะเป็นการ ศึกษาผู้ใหญ่ เพื่อให้นักศึกษามีความพอใจในประสบการณ์ ซึ่งผลการวิจัยพบว่ามี ความสัมพันธ์กับทัศนคติ
ข้อเสนอแนะในการวิจัย
1. ควรศึกษาตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับทัศนคติของนักศึกษา เช่น ภูมิลำเนา เพศ อาชีพของบิดามารดา สถานที่ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นต้น
2. ศึกษาทัศนคติของอาจารย์พยาบาลและพยาบาลประจำการต่อพฤติกรรม การเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาพยาบาล
ปี 2526
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved