ผลงานวิจัย

นายนริศ รัตโน - thaied

Current Record: นายนริศ รัตโน

นายนริศ รัตโน

1. ผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 85 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา อายุต่ำกว่า 26 ปี สถานภาพโสด ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เวลาในการต้องโทษ 2-5 ปี อาชีพเดิมรับจ้างทั่วไป รายได้ก่อนต้องโทษ ต่ำกว่า 2,501 บาท

2. ความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม ทั้ง 4 ด้าน พบว่า มีความคิดเห็นเฉยๆ เมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านคุณภาพการเรียน และมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดในด้านครูผู้สอน
3. ปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด คือ รายได้ก่อนต้องโทษ ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด คือ เพศ ระดับการศึกษา อายุ สถานภาพสมรส ฐานโทษที่กระทำผิด ระยะเวลาในการต้องโทษ อาชีพเดิม และการเข้ารับการศึกษาของผู้ต้องขัง

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 330
ชื่อผลงานวิจัย ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด
หัวข้อ(Eng) Prisoners' Opinions on Education Management in Roi - et Prison
คำสำคัญ(keyword) การศึกษา ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษา ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นายนริศ รัตโน
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Narit Rattano
ตำแหน่ง นักทัณฑวิทยา 7 หัวหน้าฝ่ายทัณฑปฏิบัติ
การศึกษา ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด 45000 โทร 043-513542 , 01-9642603
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท ภาคนิพนธ์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ประวัติความเป็นมา(history) การจัดการศึกษาเป็นการพัฒนาศักยภาพของประชาชนให้มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติกำหนดให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยได้รับการศึกษาตามความเหมาะสม ความสนใจและความถนัด สามารถพึ่งตนเองได้และเป็นการศึกษาตลอดชีวิต บุคคลกลุ่มหนึ่งที่สมควรให้การศึกษาคือ กลุ่มผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆ เพราะส่วนมากเป็นผู้ที่ได้รับการศึกษาน้อยและพลาดโอกาสทางการศึกษาในระบบโรงเรียน
กรมราชทัณฑ์ได้มอบหมายให้เรือนจำ/ทัณฑสถาน สถานกักขัง และสถานกักกัน ดำเนินการให้การศึกษาอบรมแก่ผู้กระทำผิดทั้งทางด้านวิชาสามัญ วิชาชีพและด้านศีลธรรม ตลอดจนจัดให้มีการฝึกอาชีพแขนงต่างๆ ด้วย เพื่อให้มีความรู้และมีวิชาชีพติดตัว สามารถนำไปใช้ในการประกอบอาชีพได้โดยสุจริตภายหลังพ้นโทษ



เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดเป็นหน่วยงานของทางราชการซึ่งสังกัดกรมราชทัณฑ์ มีจำนวนผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาให้ถึงที่สุด จำนวน 749 คน (เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด, 2542) และผู้ต้องขังส่วนใหญ่มีการศึกษาในระดับต่ำ ซึ่งบุคคลเหล่านี้มีโอกาสที่จะถูกชักจูงให้กระทำผิดได้ง่าย ขาดความรู้ ความสามารถและทักษะที่จะนำไปประกอบอาชีพ ดังนั้นจึงควรจัดการศึกษาเพิ่มเติมให้กลุ่มบุคคลดังกล่าว เพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของตนเองและครอบครัวที่ดีหลังจากการพ้นโทษกลับไปอยู่ในสังคมได้ และคาดหวังว่าจะไม่ประพฤติผิดอีก



หลักสูตรที่เปิดสอนผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดในปัจจุบันมีดังนี้



1.สายสามัญศึกษา ได้แก่ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

2.สายวิชาชีพที่เปิดสอน ได้แก่ การนวดแผนโบราณ (30 ชั่วโมง) ช่างเดินสายไฟในอาคาร (360 ช.ม.) เทคนิคการทำกรอบรูปวิทยาศาสตร์ (30 ช.ม.) ช่างทำเหล็กดัด (360 ช.ม.) ช่างแกะสลัก (100 ช.ม.) ช่างไม้เครื่องเรือน (100 ช.ม.)

3.การเรียนการสอนสายธรรมศึกษา ได้แก่ ธรรมศึกษาชั้นตรี ธรรมศึกษาชั้นโท ธรรมศึกษาชั้นเอก

วิทยากรและผู้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันส่วนมากจะเป็นเจ้าหน้าที่เรือนจำซึ่งมีจำนวน 3 คน การจัดการเรียนการสอนดังกล่าวจะจัดให้ผู้ต้องขังได้เรียนฟรี ช่วงเวลาที่ใช้เรียนคือ 9.00 น.-15.00 น. ในวันราชการจากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่าการจัดการศึกษาให้แก่ผู้ต้องขังในจังหวัดร้อยเอ็ดยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรซึ่งจะเห็นได้จากสถิติจำนวนผู้สมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรต่างๆ มีน้อยโดยเฉพาะสายสามัญ จากข้อมูลของเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดมีผู้ต้องขัง จำนวน 749 คน แต่สมัครใจเข้าศึกษาเพิ่มเติมในระดับต่างๆ เพียง 314 คน เท่านั้น ทั้งๆ ที่ได้ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ต้องขังได้เห็นประโยชน์ และความพร้อมของการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ตลอดจนในการจัดการศึกษาของเรือนจำผู้ต้องขังสามารถรับรู้ กระบวนการเรียนการสอนอยู่เป็นประจำและต่อเนื่อง จากสาเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาเรื่อง ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด เพื่อศึกษาว่าสาเหตุใดที่ทำให้ผู้ต้องขังเข้าศึกษาต่อในระดับต่ำ ทั้งที่เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดได้จัดอุปกรณ์การเรียนต่างๆ ให้แก่ผู้ที่สนใจเรียนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย


แนวคิด(concept) 1. แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับความคิดเห็น


2. บทบาท หน้าที่ และภารกิจของกรมราชทัณฑ์

3. แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษา

4. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้ผู้ต้องขัง
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด

2. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด
3.เพื่อนำผลที่ได้จากการศึกษาเป็นแนวทางในการปรับปรุงการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด
สมมุติฐาน(assumption) 1. ผู้ต้องขังที่มีเพศแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน

2. ผู้ต้องขังที่มีระดับการศึกษาแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
3. ผู้ต้องขังที่มีอายุแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
4. ผู้ต้องขังที่มีสถานภาพสมรสแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
5. ผู้ต้องขังที่มีฐานโทษที่กระทำผิดแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
6. ผู้ต้องขังที่มีระยะเวลาในการต้องโทษแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
7. ผู้ต้องขังที่มีอาชีพเดิมแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
8. ผู้ต้องขังที่มีรายได้ก่อนต้องโทษแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
9. ผู้ต้องขังที่เข้ารับการศึกษาแตกต่างกันจะมีความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดแตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร คือ ผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 749 คน มีผู้เข้าศึกษา จำนวน 321 คน ไม่เข้าศึกษา 428 คน กลุ่มตัวอย่าง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่าง 200 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ โดยสุ่มจากผู้ต้องขังที่เข้าศึกษาต่อในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 100 คน และสุ่มจากผู้ต้องขังที่ไม่เข้าศึกษาต่อในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 100 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ ได้แก่

ภูมิหลังของผู้ต้องขัง ได้แก่ เพศ ระดับการศึกษา อายุ สถานภาพสมรส ฐานโทษที่กระทำผิด ระยะเวลาในการต้องโทษ อาชีพเดิม รายได้ก่อนต้องโทษ การเข้ารับการศึกษาของผู้ต้องขัง
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่

1. ด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน
2. ด้านครูผู้สอน ด้านการจัดสถานที่และอุปกรณ์การเรียน
3. ด้านคุณภาพการเรียน
คำนิยาม(defination) ความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ ความคิดเห็นต่อด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านครูผู้สอน ด้านการจัดสถานที่และอุปกรณ์การเรียน ด้านคุณภาพการเรียน

ความคิดเห็นต่อการจัดหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ความสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้เมื่อจบการศึกษา การได้รับความสะดวกในการจัดการเรียนการสอน
ความคิดเห็นต่อครูผู้สอน หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อความสามารถ ความเพียงพอของครูผู้สอน การเอาใจใส่ต่อผู้เรียน
ความคิดเห็นต่อการจัดสถานที่และอุปกรณ์การเรียน หมายถึง ความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อความพร้อม ความเพียงพอและความเหมาะสมของสถานที่และอุปกรณ์การเรียน
การเข้ารับการศึกษา หมายถึง การเข้ารับการศึกษาหรือไม่เข้ารับการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดของผู้ต้องขัง
เครื่องมือ(tool) การวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 เกี่ยวกับภูมิหลังของผู้ศึกษา
ส่วนที่ 2 เกี่ยวกับความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด แบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
ส่วนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิดเกี่ยวกับข้อควรปรับปรุงในการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด
การตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถาม ให้ผู้ทรงวุฒิตรวจสอบเพื่อปรับปรุงแก้ไข และนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่น ซึ่งได้ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ .8908
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง จากกลุ่มตัวอย่าง 200 ชุด ได้แบบสอบถามครบทุกชุดคิดเป็นร้อยละ 100
การวิเคราะห์(analysis) การวิจัยครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ดังนี้

1. สถิติพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างและความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. สถิติเชิงอนุมาน เพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยใช้สถิติ t-test และ F-test
ข้อสรุป(summary) 1. ผู้ต้องขังในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 85 มีการศึกษาระดับประถมศึกษา อายุต่ำกว่า 26 ปี สถานภาพโสด ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เวลาในการต้องโทษ 2-5 ปี อาชีพเดิมรับจ้างทั่วไป รายได้ก่อนต้องโทษ ต่ำกว่า 2,501 บาท

2. ความคิดเห็นต่อการจัดการศึกษาในภาพรวม ทั้ง 4 ด้าน พบว่า มีความคิดเห็นเฉยๆ เมื่อพิจารณา เป็นรายด้าน ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านคุณภาพการเรียน และมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดในด้านครูผู้สอน
3. ปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด คือ รายได้ก่อนต้องโทษ ส่วนปัจจัยที่ไม่มีผลต่อความคิดเห็นของผู้ต้องขังต่อการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ด คือ เพศ ระดับการศึกษา อายุ สถานภาพสมรส ฐานโทษที่กระทำผิด ระยะเวลาในการต้องโทษ อาชีพเดิม และการเข้ารับการศึกษาของผู้ต้องขัง
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ควรปรับปรุงวัตถุประสงค์ของการจัดการศึกษาในเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดให้มีความชัดเจน

2. ควรจัดการเรียนการสอนในเรือนจำให้มีความทันสมัย เช่น การจัดให้ผู้ต้องขังศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จัดฝึกสอนอาชีพที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ได้แก่ ช่างซ่อมเครื่องจักร เครื่องยนต์ ซึ่งอาจทำได้โดยประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน วิทยาลัยการอาชีพ เป็นต้น
3. จัดให้มีครูผู้สอนเพียงพอในแต่ละสาขาวิชา ซึ่งอาจทำได้โดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
4. จัดให้มีครูผู้สอนทำการสอนโดยเฉพาะแก่ผู้ต้องขังเพื่อที่จะทำให้สามารถถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เข้ารับการศึกษาได้อย่างเต็มที่
5. ควรปรับปรุงห้องเรียนให้มีขนาดของห้องเรียนมีความเหมาะสมและมีจำนวนมากขึ้นเพื่อให้สามารถรองรับจำนวนผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม
6. เรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดควรจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อจัดหา ตำราเรียนอุปกรณ์การเรียนและเครื่องมือในการเรียนภาคปฏิบัติ ให้มีความเพียงพอและทันสมัย เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รับประโยชน์จากการเข้ารับการศึกษาสามารถนำไปใช้ได้จริงหลังจากเมื่อพ้นโทษ
7. ควรจัดสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำให้มีบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเรียน เช่น จัดให้มีห้องสมุดที่มีหนังสืออย่างเพียงพอเพื่อให้ผู้ต้องขังได้ทำการศึกษาค้นคว้า
8. ควรจัดการเรียนการสอนของเรือนจำจังหวัดร้อยเอ็ดให้มีคุณภาพเท่าเทียมกับสถานศึกษาอื่นๆ โดยจัดให้มีการใช้หนังสือเรียน แบบเรียน ข้อทดสอบ หรือหลักเกณฑ์เดียวกับสถานศึกษาอื่นๆ ที่มีการจัดการเรียนการสอนในระดับเดียวกัน และควรแต่งตั้งกรรมการจากภายนอกมาประเมินการจัดการศึกษาในเรือนจำ
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved