ผลงานวิจัย

นายจำรัส ในเสนา - thaied

Current Record: นายจำรัส ในเสนา

นายจำรัส ในเสนา

1. โรงเรียนปริยัติธรรมส่วนใหญ่เปิดสอน 1 แผนก โรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนกจะจัดตั้งขึ้นช่วง พ.ศ. 2531 – 2538 ส่วนโรงเรียนที่เปิดสอน 2 แผนก และ 1 แผนก จัดตั้งช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ส่วนมากไม่มีอาคารเรียนโดยเฉพาะ แต่ใช้ศาลาการเปรียญเป็นอาคารเรียนแทน โดยส่วนใหญ่ครูผู้สอนมีวุฒินักธรรมชั้นตรี –โท – เอก และมีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี ในโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมการศาสนา มากกว่า 2 แผนก และ 1 แผนก ซึ่งจะได้รับเงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และครูผู้สอน ได้รับเงินนิตยภัย/เงินค่าตอบแทนเป็นส่วนใหญ่
2. การวิเคราะห์ปัญหาแต่ละด้าน ปรากฏว่า
2.1 ด้านบุคลากร มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ครูผู้สอนได้รับเงินเดือน นิตยภัย/เงินค่าตอบแทนน้อย
2.2 ด้านอาคารสถานที่ มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดงบประมาณใน การจัดสร้างอาคารเรียน
2.3 ด้านงบประมาณ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดงบ ประมาณในการจัดการศึกษา
2.4 ด้านอุปกรณ์การศึกษา มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดวัสดุ อุปกรณ์การศึกษาและสื่อการเรียนการสอน
2.5 ด้านการประชาสัมพันธ์ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดวัสดุ อุปกรณ์ ในการจัดทำเอกสารงานประชาสัมพันธ์
3. การเปรียบเทียบปัญหาด้านต่าง ๆ
3.1 ในรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน
3.2 ในรายข้อของแต่ละด้านที่แตกต่างกัน คือ
- ด้านอาคารสถานที่ คือ ห้องเรียนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน และขาดงบประมาณใน การจัดสร้างอาคารเรียน โดยโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก มีปัญหามากกว่า 2 แผนก
- ด้านอุปกรณ์การศึกษา คือ อุปกรณ์การศึกษาและสื่อการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับ เนื้อหาของหลักสูตรที่เรียน โดยโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก มีปัญหามากกว่าโรงเรียนที่เปิดสอน 2 แผนก และ 1 แผนก

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2407
ชื่อผลงานวิจัย สภาพและปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4
หัวข้อ(Eng) The Profiles and the Problems in Educational Management of Schools for Buddhist Monks in Religious Region 4
คำสำคัญ(keyword) สภาพการจัดการศึกษา ปัญหาการจัดการศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรม ปี2539
ชื่อผู้วิจัย นายจำรัส ในเสนา
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Chamras Naisena
ตำแหน่ง ศึกษาธิการอำเภอเก้าเลี้ยว (เจ้าหน้าที่บริหารการศึกษา 7) จังวัดนครสวรรค์
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
สถานที่ติดต่อ (ที่ทำงาน) สำนักงานศึกษาธิการอำเภอเก้าเลี้ยว จ.นครสวรรค์ 60230

(ที่บ้าน) 122/3 หมู่ที่ 10 ต.วัดไทรย์ อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2539
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร
ประวัติความเป็นมา(history) ปัจจุบันการศึกษาของพระสงฆ์ดำเนินการภายใต้ข้อบังคับแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติกำหนดวิทยฐานะ พ.ศ. 2527 ซึ่งพื้นฐานการศึกษาเล่าเรียนมีพระพุทธศาสนาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวช การศึกษาหรือปริยัติ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการศึกษาทั้งภาษาบาลีและคัมภีร์พระไตรปิฎก ซึ่งเรียกว่า การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และแผนกบาลี และในปี พ.ศ. 2514 กระทรวงศึกษาธิการประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ได้เรียนวิชาสามัญควบคู่กันไปด้วย (สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์, 2337 : 5)

จากสภาพการจัดการศึกษาของพระสงฆ์ในปัจจุบัน สำนักศาสนศึกษาตามวัดต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วประเทศ แต่การเรียนการสอนยังขาดประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะเห็นได้จากจำนวนนักเรียนปริยัติธรรม ที่สอบไล่ได้ โดยเฉลี่ยไม่ถึงร้อยละ 40 ของจำนวนนักเรียนที่สอบ (กรมการศาสนา, 2537 : 64) สาเหตุสำคัญที่ทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลค่อนข้างต่ำ คือ การที่ครูสอนพระปริยัติธรรมของสำนักเรียนมีคุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งนี้เนื่องจากปัจจัยหลายประการ เช่น ครูผู้สอนเหล่านี้สอนโดยเจ้าอาวาสใช้วานให้สอนในลักษณะของการช่วยงานวัด โดยที่ครูเหล่านี้ขาดความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับวิธีการสอนและการบริหารการศึกษาส่วนมากสอนในลักษณะของพี่สอนน้องเมื่อผู้ใดสอบไล่ได้ชั้นใด เจ้าอาวาสก็จะใช้ให้สอนในชั้นที่ต่ำกว่าประกอบครูผู้สอนยังมีภาระส่วนตนในการที่จะต้องขวนขวายศึกษาให้ตนมีความรู้ในทางพระปริยัติธรรมที่สูงขึ้นจึงต้องเรียนคู่ไปกับการสอนและอีกสาเหตุหนึ่งก็คือ เจ้าอาวาสมักใช้วานให้ครูสอนพระปริยัติธรรมไปปฏิบัติศาสนกิจอื่น ๆ ทำให้ครูผู้สอนไม่สามารถทำหน้าที่สอนอย่างถาวรได้ยิ่งกว่าในส่วนภูมิภาคปัญหาการขาดแคลนครู ขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนและการขาดแรงจูงใจในการสอน (ประมวล ยั่งยืน, 2536 : 28-29) ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของพระครูสุวรรณวชิรธรรม (2538 : 56) ที่ได้กล่าวว่า “ครูพระผู้สอนขอทุนไปศึกษาต่อทำให้ต้องเปลี่ยนครูใหม่ ส่วนครูฆราวาสก็ขอเงินค่าตอบแทนเพิ่ม เพราะค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งทางวัดก็เข้าใจแต่ให้สูงไม่ได้ เนื่องจากต้องรับภาระหลายด้าน โดยเฉพาะพระเณรที่มาเรียนยังขาดปัจจัยสี่ในการครองสมณะและการจ้างครูมาสอนแต่เดิมให้ค่าตอบแทนชั่วโมงละ 30 บาท และขอเพิ่มเป็นชั่วโมงละ 50 บาท เป็นปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ” และพระครูบวรเจติยารักษ์ (2538 : 55) กล่าวว่า “พระเณรที่มาเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแห่งนี้ ตอนนี้มีเด็กอยู่จำนวน 3 ห้องเรียน ยังไม่มีห้องให้เรียน ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะมาจากครอบครัวยากจนมากต้องอาศัยพระในการเรียน เพราะไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งตรงกับคำกล่าวของ พระครูสิริธรรมานุศาสน์ (2538 : 55) ได้กล่าวว่า “สาเหตุที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมไม่สามารถทำให้เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีผู้เรียนจำนวนมากได้ก็เนื่องมาจากปัจจัยสำคัญคือขาดแคลนอาคารสถานที่ งบประมาณ อุปกรณ์การศึกษา และการประชาสัมพันธ์” จากปัญหาดังกล่าว จำเรย เสกธีระ (2538 : 9) เปิดเผยว่า “การศึกษาของพระภิกษุ สามเณร ในปัจจุบันได้ขยายกว้างขึ้น มีทั้งการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม แผนกบาลี และแผนกสามัญศึกษา จนถึงระดับอุดมศึกษาการขยายการศึกษาของพระภิกษุ สามเณรดังกล่าวประสบปัญหาในด้านต่าง ๆ เพราะการจัดการศึกษาให้แก่พระภิกษุ สามเณรเป็นการจัดแบบให้เปล่าจึงทำให้ขาดงบประมาณในการจัดการศึกษาและกรมการศาสนาได้จัดตั้งคณะทำงานศึกษาวิจัยค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของพระสงฆ์แล้ว”

แม้จะประสบปัญหาและอุปสรรคในการจัดการศึกษาของพระสงฆ์มากเพียงใด การจัดการศึกษาให้พระภิกษุ สามเณรก็ต้องดำเนินการต่อไปเพื่อมุ่งให้พระภิกษุ สามเณรได้พัฒนาตนเองประพฤติและปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย เป็นศาสนทายาทที่ดี และนำความรู้จากการศึกษาไปพัฒนาสังคมตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กรมวิชาการ, 2534 : 7)

เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4 ผู้วิจัยมีความประสงค์และสนใจที่จะศึกษา สภาพและปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองและคณะสงฆ์ ภาค 4 เพื่อจะได้ข้อมูลนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาหาทางแก้ไข เพื่อให้บังเกิดประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้ดียิ่งขึ้น

แนวคิด(concept) 1. ประวัติการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกภาษาบาลีสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

2. การศึกษาของคณะสงฆ์ในปัจจุบัน

3. นโยบาย เป้าหมาย แผนการดำเนินงานของกรมการศาสนา

4. ระเบียบองค์การศึกษาว่าด้วยการจัดศาสนศึกษา พุทธศักราช 2494

5. มาตรการตามแผนพัฒนาการศาสนศึกษาของกรมการศาสนา

6. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา พ.ศ.2535

7. ระเบียบการการศาสนาว่าด้วยการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนธรรมบาลี พ.ศ. 2537

8. เกณฑ์ในการพิจารณาจัดสรรเงินอุดหนุนการศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม-บาลี

9. สภาพปัจจุบันของการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

10. ปัญหาการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย

วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะ สงฆ์ ภาค 4
2. เพื่อศึกษาปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4 ใน 5 ด้าน ได้แก่
2.1 ด้านบุคลากร
2.2 ด้านอาคารสถานที่
2.3 ด้านงบประมาณ
2.4 ด้านอุปกรณ์การศึกษา
2.5 ด้านการประชาสัมพันธ์
3. เพื่อเปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะ สงฆ์ ภาค 4 จำแนกตามจำนวนแผนกที่เปิดทำการสอน
สมมุติฐาน(assumption) สำรวจ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร ได้แก่ โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 3 แผนก จำนวน 15 โรงเรียน โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 2 แผนก จำนวน 28 โรงเรียน และโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 1 แผนก จำนวน 107 โรงเรียน (ในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม คัดเลือกจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมที่ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมการศาสนาเท่านั้น)
กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามประเภทโรงเรียนร้อยละ 90 ได้โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 3 แผนก จำนวน 13 โรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 2 แผนก จำนวน 25 โรงเรียน และโรงเรียนพระปริยัติธรรมที่เปิดสอน 1 แผนก จำนวน 96 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 134 โรงเรียน (โดยมีเจ้าอาวาสวัดหรือพระภิกษุที่เจ้าอาวาสวัดมอบหมายเป็นผู้ตอบ)
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ โรงเรียนพระปริยัติธรรมจำแนกตามแผนกที่เปิดสอน
ตัวแปรตาม คือ ปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4
คำนิยาม(defination) การศึกษาสงฆ์ หมายถึง การศึกษาของพระสงฆ์ตามระบบการศึกษาของคณะสงฆ์ในการวิจัยครั้งนี้ ศึกษาเฉพาะโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา
คณะสงฆ์ภาค 7 หมายถึง โรงเรียนพระปริยัติธณรมที่มีสถานที่ตั้งอยู่ในเขตการปกครองของคณะสงฆ์ภาค 4 ได้แก่ จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร จังหวัดพิจิตร และจังหวัดเพชรบูรณ์
สภาพการจัดการศึกษาทั่วไป หมายถึง ลักษณะที่เกิดขึ้นจริงในการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4
ปัญหาการจัดการศึกษา หมายถึง อุปสรรคหรือข้อขัดข้องในการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ใน 5 ด้าน ได้แก่
1. ด้านบุคลากร หมายถึง ความขาดแคลนครูผู้สอน และครูผู้สอนไม่มีประสบการณ์ ด้านการสอน และครูผู้สอนมีภารกิจเกี่ยวกับการศาสนาด้านอื่น ๆ มาก
2. ด้านอาคารสถานที่ หมายถึง ไม่มีอาคารสถานที่ หรือมีสถานที่แต่ไม่เพียงพอกับ จำนวนนักเรียน มีสถานที่แต่ใช้ประโยชน์ไม่ได้
3. ด้านงบประมาณ หมายถึง ได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอต่อการจัดการ ศึกษา ขาดงบประมาณสนับสนุน เงินค่าตอบแทนสำหรับครูผู้สอนคือ เงินนิตยภัยได้รับน้อย
4. ด้านอุปกรณ์การศึกษา หมายถึง โรงเรียนมีอุปกรณ์การศึกษาหรือไม่และอุปกรณ์การ ศึกษา มีจำนวนเพียงพอหรือไม่
5. ด้านประชาสัมพันธ์ หมายถึง การขาดการเผยแพร่ การประชาสัมพันธ์เพื่อให้พระภิกษุ สามเณร ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เห็นความสำคัญการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของโรงเรียนพระปริยัติธรรมเป็นแบบสำรวจรายการ (Check List)
ตอนที่ 2 แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสภาพทั่วไป การจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะ
สงฆ์ ภาค 4 เป็นแบบกรอกรายการ ตอนที่ 3 แบบสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4 เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง
การวิเคราะห์(analysis) 1. ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของโรงเรียนพระปริยัติธรรม และประเภทของโรงเรียนพระปริยัติธรรม วิเคราะห์โดยวิธีหาค่าร้อยละ (Percentage)
2. ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพทั่วไป การจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครอง คณะสงฆ์ ภาค 4 วิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ
3. ข้อมูลข้อมูลเกี่ยวกับ ปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครอง คณะสงฆ์ ภาค 4 วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
4. เปรียบเทียบปัญหาการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในเขตการปกครองคณะสงฆ์ ภาค 4 จำแนกตามแผนกที่เปิดสอน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way Analysis of Variance) และทดสอบความแตกต่างระหว่างคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffes’ Method)
ข้อสรุป(summary) 1. โรงเรียนปริยัติธรรมส่วนใหญ่เปิดสอน 1 แผนก โรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนกจะจัดตั้งขึ้นช่วง พ.ศ. 2531 – 2538 ส่วนโรงเรียนที่เปิดสอน 2 แผนก และ 1 แผนก จัดตั้งช่วงก่อน พ.ศ. 2500 ส่วนมากไม่มีอาคารเรียนโดยเฉพาะ แต่ใช้ศาลาการเปรียญเป็นอาคารเรียนแทน โดยส่วนใหญ่ครูผู้สอนมีวุฒินักธรรมชั้นตรี –โท – เอก และมีอายุระหว่าง 30 – 39 ปี ในโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก ได้รับเงินอุดหนุนจากกรมการศาสนา มากกว่า 2 แผนก และ 1 แผนก ซึ่งจะได้รับเงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาค และครูผู้สอน ได้รับเงินนิตยภัย/เงินค่าตอบแทนเป็นส่วนใหญ่
2. การวิเคราะห์ปัญหาแต่ละด้าน ปรากฏว่า
2.1 ด้านบุคลากร มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ครูผู้สอนได้รับเงินเดือน นิตยภัย/เงินค่าตอบแทนน้อย
2.2 ด้านอาคารสถานที่ มีปัญหาอยู่ในระดับน้อย เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดงบประมาณใน การจัดสร้างอาคารเรียน
2.3 ด้านงบประมาณ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดงบ ประมาณในการจัดการศึกษา
2.4 ด้านอุปกรณ์การศึกษา มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดวัสดุ อุปกรณ์การศึกษาและสื่อการเรียนการสอน
2.5 ด้านการประชาสัมพันธ์ มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรื่องที่เป็นปัญหาสำคัญ คือ ขาดวัสดุ อุปกรณ์ ในการจัดทำเอกสารงานประชาสัมพันธ์
3. การเปรียบเทียบปัญหาด้านต่าง ๆ
3.1 ในรายด้านทุกด้านไม่แตกต่างกัน
3.2 ในรายข้อของแต่ละด้านที่แตกต่างกัน คือ
- ด้านอาคารสถานที่ คือ ห้องเรียนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียน และขาดงบประมาณใน การจัดสร้างอาคารเรียน โดยโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก มีปัญหามากกว่า 2 แผนก
- ด้านอุปกรณ์การศึกษา คือ อุปกรณ์การศึกษาและสื่อการเรียนการสอนไม่สอดคล้องกับ เนื้อหาของหลักสูตรที่เรียน โดยโรงเรียนที่เปิดสอน 3 แผนก มีปัญหามากกว่าโรงเรียนที่เปิดสอน 2 แผนก และ 1 แผนก
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนแนะทั่วไป
1. กระทรวงศึกษาธิการควรกำหนดนโยบายและแนวทางการจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติ ธรรมให้ชัดเจนเป็นระบบอย่างสอดคล้องกันในทุกระดับชั้นในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปในรูปแบบและแนวเดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ
2. กระทรวงศึกษาธิการควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณ และบุคลากรเพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษา ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และได้ประสิทธิผลโดยเฉพาะ – งบประมาณด้านการพัฒนา – ฝึกอบรมและผลิตครู – ผู้สอนพระปริยัติธรรม งบประมาณการสร้างอาคารเรียน งบประมาณอุปกรณ์การศึกษา - ตลอดจนงบประมาณค่าตอบแทนครูผู้สอนให้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
3. กระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคมควรกำหนดระเบียบให้สามารถนำเงินศาสนสมบัติกลาง มาใช้ในการอุดหนุนบูรณวัดได้
4. กรมการศาสนา ควรกำหนดหลักสูตรการศึกษาพระปริยัติธรรมให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษา ในระบบโรงเรียนของรัฐและประสานงานให้สถานศึกษาและหน่วยงานของรัฐ รับรองคุณวุฒิทางการศึกษาของสงฆ์ ให้เทียบเท่ากับการศึกษาตามระบบการศึกษาของรัฐในระดับต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นและการออกไปประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง
5. กรมการศาสนาควรจัดตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูสอนพระปริยัติธรรมให้ครบทุกเขตการปกครองคณะ สงฆ์ โดยมอบหมายให้เจ้าคระภาคเป็นผู้ดำเนินการ เพื่อจัดหาและฝึกอบรมครูสอนปริยัติธรรมส่งไปประจำ ทำการสอนให้โรงเรียนพระปริยัติธรรม ทุกวัดในเขตภาคต่าง ๆ ให้เพียงพอ
6. กรมการศาสนาควรอุดหนุนงบประมาณด้านอุปกรณ์การศึกษาสื่อการเรียนการสอนแก่โรงเรียน พระปริยัติธรรม ในระดับพื้นฐานเช่นเดียวกับระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและมีอุปกรณ์การศึกษาที่ทันสมัย ตลอดจนนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ มาใช้ในระบบการเรียนการสอน เช่น โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ และสื่อมวลชนต่าง ๆ เป็นต้น
7. กรมการศาสนาและคณะสงฆ์ควรวางระบบการจัดศาสนศึกษาไว้ให้พระสงฆ์ทุกรูปต้องศึกษาการ ศาสนศึกษาไว้ให้พระสงฆ์ทุกรูปต้องศึกษาการศาสนศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่ออุปสมบทเป็นพระภิกษุและให้ทุกวัดจัดการศาสนศึกษาขั้นพื้นฐานแก่พระภิกษุสามเณรอย่างทั่วถึงโดยพระภิกษุสามเณรที่บวชใหม่ที่จำพรรษา 1 พรรษาขึ้นไป ต้องเรียนได้อย่างน้อยนักธรรมชั้นตรี ผู้ที่บวชตั้งแต่ 2 พรรษาขึ้นไป ต้องเรียนให้ได้อย่างน้อยนักธรรมชั้นโทหรือชั้นเอก หรือเรียนแผนกบาลี
8. สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด/อำเภอ ควรสนับสนุนส่งเสริมให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน สนใจการส่งเสริม การศาสนศึกษา การสร้างบุคลากรทางศาสนามากกว่าสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา อันจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพต่อการจัดการศึกษาและบุคลากรทางศาสนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
9. วัดต้องจัดให้มีการจัดทำแผนพัฒนา การศาสนาศึกษาให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาของอำเภอ/ จังหวัด เพื่อขอสนับสนุนด้านงบประมาณ การจัดการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรม
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยโครงสร้างการบริหารการจัดการศึกษาภายในของโรงเรียนพระปริยัติธรรม ในแต่ละ แผนกโดยเฉพาะ เพื่อให้ระบบบริหารภายในมีความชัดเจนยิ่งขึ้น
2. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของโรงเรียนพระปริยัติธรรมในแต่ละแผนก ตามขนาดของโรงเรียน
3. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญ ศึกษากับโรงเรียนมัธยมศึกษา เพื่อนำผลทีได้เสนอต่อกรมการศาสนาและมหาเถรสมาคม
4. ควรมีการวิจัยสำรวจความคิดเห็นของคณะสงฆ์และประชาชนต่อการจัดการศึษาของโรงเรียนพระ ปริยัติธรรม
ปี 2539
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved