ผลงานวิจัย

นางดวงเดือน เทศวานิช - thaied

Current Record: นางดวงเดือน เทศวานิช

นางดวงเดือน เทศวานิช

1. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมี การใช้กิจกรรมการเรียนการสอนน้อยกว่าไทย
2. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมีการใช้การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนน้อยกว่าไทย
3. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านหลักสูตรและด้านสื่อการเรียนการสอน ไม่มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าทั้งสองประเทศมีการใช้หลักสูตรและ สื่อการเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน
4. ปัญหาการใช้หลักสูตรทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียน การสอนด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนไม่ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่า ทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้ หลักสูตรแต่ละด้านไม่แตกต่างกัน
5. การวิเคราะห์ทั้งฉบับเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตร มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมีราย ละเอียดในการนำหลักสูตรไปใช้น้อยกว่าไทย
6. การวิเคราะห์ทั้งฉบับเกี่ยวกับปัญหาการใช้หลักสูตรไม่มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้หลักสูตรไม่แตกต่างกัน
7. การเปรียบเทียบเนื้อหาวิชา พบว่า เนื้อหาวิชาส่วนมากคล้ายคลึงกันมีเนื้อหา บางเรื่องที่แตกต่างกัน เนื้อหาบางเรื่องมีอยู่ในต่างระดับชั้นกัน เนื้อหาวิชาของญี่ปุ่น ส่วนมากมีปริมาณน้อยกว่าของไทยและมีรายละเอียดของเนื้อหาวิชาน้อยกว่าของไทย อีกด้าน
8. สาเหตุของความแตกต่างของเนื้อหาวิชา เนื่องมาจากประวัติศาสตร์การศึกษา การจัดการศึกษาภาคบังคับ ลักษณะของหลักสูตร ระบบการบริหาร ภาษา ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ศาสนา ทรัพยากร จำนวนประชากร ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อุปนิสัยและชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 2311
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบหลักสูตรประถมศึกษาของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย
หัวข้อ(Eng) A Comparative Study of the
Elementary School Curricula of Japan and Thailand
ชื่อผู้วิจัย
นางดวงเดือน เทศวานิช
ตำแหน่ง
รองศาสตราจารย์ ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
สถานที่ติดต่อ คณะวิชาครุศาสตร์ วิทยาลัยครูพระนคร ถนนแจ้งวัฒนะ
บางเขน กรุงเทพฯ 10220

โทรศัพท์ 521-0151,552-6677

โทรสาร 552-7117

ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มกราคม 2531-กุมภาพันธ์ 2535
ประเภท ผลงานวิจัยส่วนบุคคล
ประวัติความเป็นมา(history) การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ ประเทศที่ประชาชนระดับ
การศึกษาสูงมีฐานะเศรษฐกิจดีจะทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าในการจัดการศึกษา
ทุกระดับจะต้องยึดหลักสูตรเป็นแม่บทสำคัญ ในแต่ละประเทศจะมีหลักสูตรเป็นของ
ตนเองมีการพัฒนาหลักสูตรให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมและเศรษฐกิจที่
เปลี่ยนไป ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการพัฒนาประเทศ


ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทยเป็นประเทศที่อยู่ในทวีปเอเซียด้วยกันแต่ก็มีความ
แตกต่างกันในด้านต่าง ๆ เป็นต้นว่า สภาพแวดล้อมทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม
ความเชื่อ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ภูมิอากาศและภูมิประเทศ ความแตกต่าง
เหล่านี้มีส่วนสัมพันธ์กับหลักสูตรของทั้งสองประเทศ


หลักสูตรทุกระดับมีความสำคัญต่อการศึกษาของประชาชน แต่หลักสูตรประถม
ศึกษานับว่าสำคัญที่สุดเพราะเป็นพื้นฐานในการเรียนของนักเรียนและเป็นรากฐาน
ของหลักสูตรระดับที่สูงขึ้นไป ประเทศญี่ปุ่นจัดการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี จากระดับ
ประถมศึกษาถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนประเทศไทยจัดการศึกษาภาคบังคับ
เฉพาะในระดับประถมศึกษา 6 ปี โครงสร้างหลักสูตรประถมศึกษาของประเทศญี่ปุ่น
แบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิชาสามัญ มี 8 วิชา ได้แก่ ภาษาญี่ปุ่น
สังคมศึกษาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี ศิลปะและหัตถกรรม คหกรรมศาสตร์
และพลศึกษา กลุ่มวิชาจริยศึกษา และกิจกรรมพิเศษ ส่วนโครงสร้างหลักสูตร
ประถมศึกษาของประเทศไทยแบ่งเนื้อหาวิชาออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทักษะ
(ภาษาไทยและคณิตศาสตร์) กลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย กลุ่มการงานและพื้นฐาน
อาชีพ และกลุ่มประสบการณ์พิเศษ


ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญอย่างรวด
เร็วในทุก ๆด้าน โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อุตสาหกรรมและ
เศรษฐกิจ คนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์ที่ทั่วโลกยอมรับ เช่น ความมีระเบียบวินัย ขยัน
ประหยัด ซื่อสัตย์ อดทน และตรงต่อเวลา เป็นต้น การที่ประเทศญี่ปุ่นมีความเจริญ
และมีเอกลักษณ์เป็นของตนเองเช่นนี้ ก็เนื่องจากการจัดการศึกษาซึ่งจะต้องปลูกฝังสิ่ง
ต่าง ๆ เหล่านี้ตั้งแต่ระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษาสำหรับประเทศไทยซึ่งเป็น
ประเทศกำลังพัฒนาควรจะได้ศึกษาการจัดการศึกษาของประเทศญี่ปุ่นโดยเฉพาะใน
ระดับประถมศึกษา
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตรและปัญหา การใช้หลักสูตรของผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนในประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของเนื้อหาวิชาในหลัก สูตรประถมศึกษาของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย ยกเว้นภาษีญี่ปุ่น ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ
3. เพื่อศึกษาสาเหตุของความแตกต่างของเนื้อหาวิชาในหลักสูตรประถมศึกษา ของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและอาจารย์ผู้สอนในระดับประถมศึกษาของ ประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย รวม 1,000 คน ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 294 คน เป็นชาย 146 คน หญิง 144 คนและไม่แจ้งเพศ 4 คน ประเทศไทย จำนวน 706 คน เป็นชาย 230 คน หญิง 462 คน และไม่แจ้งเพศ 14 คน
เครื่องมือ(tool) 1. แบบสอบถาม จำนวน 2 ฉบับคือ ฉบับภาษาญี่ปุ่น และฉบับภาษาไทย แต่ละ ฉบับแบ่งเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 9 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นข้อมูลที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตรและ ปัญหาการใช้หลักสูตรจำนวน 45 คน แต่ละข้อแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นสภาพ การใช้หลักสูตรและส่วนหลังเป็นปัญหาการใช้หลักสูตร
2. เอกสารหลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นและประเทศไทย
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการดังนี้ คือ
1. ระหว่างวันที่ 2 กุมภาพันธ์-27 เมษายน 2531 ผู้วิจัยเดินทางไปเก็บข้อมูลที่ ประเทศญี่ปุ่น ได้นำแบบสอบถามไปให้เพื่อนที่อาศัยอยู่ตามเมืองที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง นำไปมอบให้อาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษา โดยติดแสตมป์ทุกฉบับให้ส่งกลับไป ที่ที่พักในเมืองซูซูกะ
2. ในปี พ.ศ.2532-2533 ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปให้ศึกษานิเทศก์ของจังหวัดที่ เป็นกลุ่มตัวอย่างนำไปมอบให้อาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษา โดยติดแสตมป์ทุก ฉบับให้ส่งกลับไปที่วิทยาลัยครูพระนคร
3. รวบรวมแบบสอบถามทั้งหมดนำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
4. นำเอกสารหลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นกลับมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับเอกสาร หลักสูตรของประเทศไทย
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูล มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. นำแบบสอบถามภาษาญี่ปุ่นและภาษาไทยมาตรวจแล้วเขียนลงในแบบฟอร์ม ลงรหัส (Coding form) โดยแยก เมืองหรือจังหวัด เพื่อนำไปคำนวณต่อไป
2. หาค่าร้อยละของข้อมูลส่วนตัวผู้ตอบแบบสอบถามของ ประเทศญี่ปุ่นและ ประเทศไทย
3. เปรียบเทียบระดับสภาพการใช้หลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยโดย ใช้ t-test
4. เปรียบเทียบระดับปัญหาการใช้หลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทยโดย ใช้ t-test
5. การวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดใช้เครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS
6. การเปรียบเทียบเนื้อหาจะนำเนื้อหาในหลักสูตรประถมศึกษาญี่ปุ่นและไทยทั้ง คู่ที่เหมือนกันและแตกต่างกันมาเสนอเป็นตาราง
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าร้อยละ
2. ค่าเฉลี่ย
3. ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
4. ค่าความเชื่อมั่น
5. ค่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มสองกลุ่มใช้ t-test
ข้อสรุป(summary) 1. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอนมีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมี การใช้กิจกรรมการเรียนการสอนน้อยกว่าไทย
2. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอน มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมีการใช้การวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนน้อยกว่าไทย
3. สภาพการใช้หลักสูตร ด้านหลักสูตรและด้านสื่อการเรียนการสอน ไม่มีความ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าทั้งสองประเทศมีการใช้หลักสูตรและ สื่อการเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน
4. ปัญหาการใช้หลักสูตรทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียน การสอนด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียนการสอนไม่ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่า ทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้ หลักสูตรแต่ละด้านไม่แตกต่างกัน
5. การวิเคราะห์ทั้งฉบับเกี่ยวกับสภาพการใช้หลักสูตร มีความแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยญี่ปุ่นมีการปฏิบัติน้อยกว่าไทย แสดงว่าญี่ปุ่นมีราย ละเอียดในการนำหลักสูตรไปใช้น้อยกว่าไทย
6. การวิเคราะห์ทั้งฉบับเกี่ยวกับปัญหาการใช้หลักสูตรไม่มีความแตกต่างกันอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าทั้งสองประเทศมีปัญหาการใช้หลักสูตรไม่แตกต่างกัน
7. การเปรียบเทียบเนื้อหาวิชา พบว่า เนื้อหาวิชาส่วนมากคล้ายคลึงกันมีเนื้อหา บางเรื่องที่แตกต่างกัน เนื้อหาบางเรื่องมีอยู่ในต่างระดับชั้นกัน เนื้อหาวิชาของญี่ปุ่น ส่วนมากมีปริมาณน้อยกว่าของไทยและมีรายละเอียดของเนื้อหาวิชาน้อยกว่าของไทย อีกด้าน
8. สาเหตุของความแตกต่างของเนื้อหาวิชา เนื่องมาจากประวัติศาสตร์การศึกษา การจัดการศึกษาภาคบังคับ ลักษณะของหลักสูตร ระบบการบริหาร ภาษา ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพสังคมและเศรษฐกิจ ศาสนา ทรัพยากร จำนวนประชากร ขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม อุปนิสัยและชีวิตความเป็นอยู่ ของประชาชน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1. ปัญหาในการทำวิจัย
1.1 เนื่องจากเอกสารหลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษ ผู้วิจัยต้อง แปลอย่างละเอียดเพื่อเปรียบเทียบกับของไทย ประกอบกับงานในตำแหน่งหน้าที่ซึ่งมี ทั้งงานสอนและงานบริหาร จึงทำให้ต้องใช้เวลาในการทำวิจัยนานเกินไป
1.2 คนญี่ปุ่นมักไม่ชอบให้ข้อมูล การส่งแบบสอบถามต้องส่งให้มากกว่าจำนวน ที่ต้องการหนึ่งเท่าตัว ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูง
1.3 ขาดทุนสนับสนุนการวิจัย ทำให้ผู้วิจัยต้องใช้จ่ายเงินไปเป็นจำนวนมาก
2. ข้อเสนอแนะสำหรับครู ผู้บริหารโรงเรียน นักพัฒนาหลักสูตรและผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการใช้หลักสูตรของไทย
2.1 ครูเป็นผู้นำหลักสูตรไปใช้ โดยนำไปสอน ควรมีการเตรียมการสอน ตั้งใจ สอนและตรงต่อเวลา จะทำให้หลักสูตรมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.2 ผู้บริหารโรงเรียน ควรวางระบบและสนับสนุนการใช้หลักสูตรทุกวิถีทาง รวมทั้งช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้
2.3 นักพัฒนาหลักสูตรระดับ ควรนำหลักสูตรของประเทศญี่ปุ่นมาร่วม พิจารณาในการปรับปรุงหลักสูตร
2.4 ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร เช่น ผู้บริหารทุกระดับ ศึกษานิเทศก์ ฯลฯ ควรนำเนื้อหาวิชาของหลักสูตรทั้งสองประเทศมาพิจารณาเพื่อพัฒนาหลักสูตรต่อไป
3. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่จะทำการวิจัยต่อไป
3.1 ควรเปรียบเทียบหลักสูตรของประเทศอื่นกับของไทยทั้งในระดับชั้น ประถมศึกษาและระดับชั้นอื่น
3.2 ควรเปรียบเทียบเนื้อหาเป็นบางรายวิชาของประเทศอื่นกับของไทยใน ทุกระดับการศึกษา
3.3 ควรเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเรื่องต่าง ๆ เช่น พฤติกรรมการสอน ของครู การใช้เทคนิคการสอน ฯลฯ
3.4 ควรหาทุนสนับสนุนก่อนที่จะทำการวิจัยระหว่างประเทศ
ปี 2531
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved