ผลงานวิจัย

นางบุญครอง ศรีนวล - thaied

Current Record: นางบุญครอง ศรีนวล

นางบุญครอง ศรีนวล

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนระหว่างการจัดกลุ่มคละ กับการจัดกลุ่มเหมือนไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนระหว่างครูเลือกกลุ่มกับนักเรียนเลือกกลุ่มแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง การจัดกลุ่มและการเลือกกลุ่ม ไม่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4. ทักษะทางสังคมและการตระหนักในคุณค่าของตนเอง ของนักเรียนที่เรียนแบร่วมมือการเรียนรู้สูงขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 228
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาผลการจัดกลุ่มการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
หัวข้อ(Eng) A Study Of The Effects Of Cooperative Learning On The Study Of Science Subject, With A Topic On Household Electrical Appliances Of Mathayom Suksa Iii Students
คำสำคัญ(keyword) การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ปี2543
ชื่อผู้วิจัย นางบุญครอง ศรีนวล
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mrs.Boonkrong Srinoul
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 3
การศึกษา ปริญญาโท สาขาการประถมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนเทพารักษ์ราชวิทยาคม กิ่งอำเภอเทพารักษ์ จังหวัดนครราชสีมา
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2543
ประเภท วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ต้องเน้นกระบวณการที่นักเรียนเป็นผู้ลงมือกระทำ และฝึกหัดด้วยตนเองเป็นสำคัญ ครูผู้สอนคอยทำหน้าที่เป็นผู้จัดกิจกรรม ให้นักเรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง มากกว่าจะเป็นผู้บอกเล่า ให้นักเรียนได้จดจำเรื่องราวถึงเนื้อหาโดยคำนึงถึงวุฒิภาวะ ประสบการณ์เดิม สิ่งแวดล้อม และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ซึ่งนักเรียนได้รับมาแล้วก่อนเข้าห้องเรียน การเรียนรู้ของนักเรียนจะเกิดขึ้น ในระหว่างที่นักเรียนได้มีส่วนร่วมโดยตรง ในกิจกรรมการเรียนการสอนเหล่านั้น นอกจากนี้ยังได้คาดหวังว่า เมื่อนักเรียนอ่านกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้วเกิดทักษะในการแก้ปัญหา และการตัดสินใจที่เหมาะสม เป็นผู้ที่มีความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีความสามารถที่จะสื่อสารกับผู้อื่น ได้เป็นอย่างดี
งานวิจัยที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของวิธีการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้แก่ ผลงานวิจัยของ ประจักษ์ วิเชียรศรี (2535) ได้สรุปผลจากการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ศึกษาในระดับมัธยมศึกษาของภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบว่า การสอนวิทยาศาสตร์ตามวิธีการของ ออชูเบล ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีกว่าการสอนแบบปกติ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศักดิ์สิน สมอุ่มจารย์ (2529) และจุรีพร ศรีธงชัย (2538)

ออชูเบล ได้เสนอทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย เพื่อนำไปใช้ในสถานการณ์ ที่ผู้สอนมีบทบาทเป็นผู้บรรยาย โดยมีวัตถุประสงค์หลักจะให้ผู้เรียนสามารถที่จะรับรู้เนื้อหาสาระ ซึ่งการเรียนรู้อย่างมีความหมายนั้นเป็นการเรียนรู้สิ่งที่ผู้เรียนสมารถเชื่อมโยงสิ่งที่จะเรียนรู้ใหม่ กับความรู้กับประสบการณ์เดิม ทำให้เกิดการเรียนรู้อย่างเข้าใจแจ่มแจ้งและมีความคงทนในการเรียนรู้

จากการศึกษางานวิจัยที่ใช้รูปแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ผู้วิจัยพบข้อสังเกตว่า การแบ่งกลุ่มของนักเรียนส่วนใหญ่จะแบ่งตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เก่ง,ปานกลาง , อ่อน เป็นการแบ่งโดยครูจัดกลุ่มให้เอง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ทำแบบสอบถามนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2541 โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด จำนวน 100 คน พบว่านักเรียนจำนวน 69 คน ที่ต้องการแบ่งกลุ่มโดยนักเรียนเลือกกลุ่มเองและเหตุผลส่วนใหญ่คือ ต้องการอยู่กับเพื่อนในกลุ่มตนเอง มีเพียง 31 คน ที่ต้องแบ่งกลุ่มโดยครูแบ่งให้ ดังนั้น ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ที่เรียนแบบร่วมมือการเรียนรู้ตามวิธี STAD ซึ่งในขั้นครูเสนอบทเรียนต่อทั้งชั้นจะใช้การสอน ตามแนวคิดของ ออชูเบล มีวิธีการจัดนักเรียนเข้ากลุ่ม 2 วิธีคือ กลุ่มคละ และกลุ่มเหมือน ซึ่งในแต่ละวิธีนั้นต้องการศึกษา ผลการเลือกกลุ่มโดยครูและนักเรียน รวมทั้งต้องการศึกษาทักษะทางสังคมและการระหนักในคุณค่าของตนเองควบคู่ไปด้วยทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการจัดกลุ่มในการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์กันต่อไป

แนวคิด(concept) 1. การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้


1.1 เป้าหมายและลักษณะของผลผลิตการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

1.2 หลักการและข้อตกลงเบื้องต้นของการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

1.3 รูปแบบการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

1.4 ข้อเสนอแนะในการสอนแบบร่วมมือกันเรียนรู้

2. เทคนิคการแบ่งกลุ่ม

3. ทฤษฎีการเรียนรู้อย่างมีความหมายของAusubel

3.1 สิ่งที่ช่วยจัดมโนมติล่วงหน้า

3.2 แผนผัง มโนมติ

3.3 มโนมติรูปตัววี

วัตถุประสงค์(objective)
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ระหว่างการจัดกลุ่มคละกับการจัดกลุ่มเหมือน
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ระหว่างครูเลือกกลุ่มกับนักเรียนเลือกกลุ่ม
3. เพื่อศึกษาผลกระทบของปฏิสัมพันธ์ระหว่างการจัดกลุ่มและการเลือกกลุ่มที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
4. เพื่อศึกษาทักษะทางสังคมและการตระหนักในคุณค่าของตนเอง ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
สมมุติฐาน(assumption) 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ที่มีการจัดกลุ่มคละและการจัดกลุ่มเหมือนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ที่ครูจัดกล่มและนักเรียนเลือกกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่างการจัดกลุ่มและการเลือกกลุ่มมีผลกระทบต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
4. ทักษะทางสังคมและการตระหนักในคุณค่าของตนเองของนักเรียนที่เรียนโดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้สูงขึ้น
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากร เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โดรงเรียนมัธยมด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ห้องเรียน 162 คน กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โดรงเรียนมัธยมด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 4 ห้องเรียน 162 คน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกลุ่ม( กลุ่มเหมือน,กลุ่มคละ) การเลือกกลุ่ม(ครูเลือก,นักเรียนเลือก)

ตัวแปรตาม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทักษะทางสังคมและการตระหนักในคุณค่าของตนเอง
คำนิยาม(defination) 1. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังเรียนภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 โรงเรียนมัธยมด่านขุนทด อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการเรียนที่ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
3. การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ หมายถึง การเรียนที่มีการจัดกลุ่มนักเรียน 4-5 คน โดยมีเงื่อนไขดังนี้ นักเรียนภายในกลุ่ม ช่วยกันเรียนรู้เป็นเทคนิคที่พัฒนาผู้เรียน ทั้งด้านสติปัญญา และด้านสังคม ซึ่งนักเรียนในกลุ่มจะองช่วยให้กลุ่มประสบผลสำเร็จโดยการทำแบบทดสอบย่อยให้ดีที่สุด หลังจากที่ครูเสนอเนื้อหาสาระ ตลอดจนสื่อต่างๆในชั้นเรียนเสร็จแล้วนักเรียนในกลุ่มจะศึกษางานจากบัตรกิจกรรม บัตรเนื้อหา บัตรงาน โดยสมาชิกในกลุ่มจะปรึกษาหารือร่วมกัน แก้ไขปัญหาต่างๆช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตลอดจนช่วยแก้ไขสิ่งที่เพื่อนร่วมกลุ่มทำผิดพลาด หน้าที่ของทีมและหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มจึงสัมพันธ์กัน กล่าวคือ สมาชิกทุกคนในกลุ่ม จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อส่งผลรวมต่อกลุ่มด้วย
4. ครูเลือกกลุ่ม หมายถึง การจัดนักเรียนเข้ากลุ่มโดยครูเป็นผู้จัดโดยยึดความสามารถทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เป็นเกณฑ์ในการจัด
5. นักเรียนเลือกกลุ่ม หมายถึง การที่นักเรียนมีอิสระในการเลือกกลุ่มได้
6. กลุ่มคละหมายถึง กลุ่มที่ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 เก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน อ่อน 1 คน
7. กลุ่มเหมือน หมายถึง กลุ่มที่ประกอบด้วยนักเรียนที่มีความสามารถทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2542 ใกล้เคียงไว้ด้วยกัน คือ เก่งอยู่กับเก่ง ปานกลางอยู่กับปานกลาง อ่อนอยู่กับอ่อน
8. การตระหนักและเห็นคุณค่าของตนเอง หมายถึง การเห็นความสำคัญ ของตนเอง ของนักเรียนที่มีส่วนช่วยทำให้กลุ่มทำงานได้ประสบผลสำเร็จ ซึ่งวัดได้จากการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ และแบบบันทึกแสดงความคิดเห็นในการทำกิจกรรมของนักเรียน
9. ทักษะทางสังคม หมายถึง ความสามารถในการทำงานร่วมกับบุคคลอื่นๆในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การให้ความช่วยเหลือ การเห็นอกเห็นใจ วัดได้จาก การสังเกตของครู ผู้ร่วมวิจัย และการเขียนบันทึกการทำงานของนักเรียนและเพื่อนในการทำกิจกรรมกลุ่ม
เครื่องมือ(tool) แผนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน แบบทดสอบย่อย แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบสังเกตพฤติกรรมการมีทักษะทางสังคม แบบบันทึกการทำงานของนักเรียนและสมาชิกในกลุ่มขณะทำกิจกรรมกลุ่ม แบบบันทึกแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความตระหนักในคุณค่าของตนเอง แบบสัมภาษณ์ของนักเรียน แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยงเท่ากับ 0.72
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. ทดสอบก่อนเรียน

2. ดำเนินการทดลอง
3. ทดสอบหลังเรียน
การวิเคราะห์(analysis) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม SPSS/PC+ ใช้สถิติ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทาง และการวิเคราะห์เนื้อหา
ข้อสรุป(summary) 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนระหว่างการจัดกลุ่มคละ กับการจัดกลุ่มเหมือนไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนระหว่างครูเลือกกลุ่มกับนักเรียนเลือกกลุ่มแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05
3. ปฏิสัมพันธ์ระหว่าง การจัดกลุ่มและการเลือกกลุ่ม ไม่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือกันเรียนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
4. ทักษะทางสังคมและการตระหนักในคุณค่าของตนเอง ของนักเรียนที่เรียนแบร่วมมือการเรียนรู้สูงขึ้น
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป

1. ครูควรชีแจงให้นักเรียนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้
2. ควรมีการเตรียมความพร้อมของนักเรียนให้มีความเข้าใจแผนผังมโนมติ มโนมติรูปตัววี
3. ควรใช้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน เพื่อให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจมากขึ้น
4. ควรทำการทดสอบความรู้เดิมของนักเรียน เพื่อใช้พิจารณาการเติมความรู้พื้นฐานให้แก่นักเรียน ก่อนการทำการสอนหัวข้อต่อไป
ข้อเสนอแนะสำหรับการทำวิจัยครั้งต่อไป

1. ควรทำการศึกษาผลการจัดกลุ่มการเรียนแบบร่วมมือกันเรียนรู้ ว่าส่งผลต่อนักเรียน เก่ง อ่อน ปานกลาง แตกต่างกันอย่างไร เช่น
1.1 ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการเปรียบเทียบ นักเรียนเก่ง กลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนเก่งกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม นักเรียนปานกลางกลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนปานกลางกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม นักเรียนอ่อน กลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนอ่อนกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม
1.2 ส่งผลต่อทักษะทางสังคม และการตระหนักในคุณค่าของตนเอง โดยการเปรียบเทียบ นักเรียนเก่ง กลุ่มเหมือน กับนักเรียนเก่งกลุ่มคละ นักเรียนปานกลาง กลุ่มเหมือน กับนักเรียนปานกลางกลุ่มคละ นักเรียนอ่อน กลุ่มเหมือน กับนักเรียนอ่อนกลุ่มคละ นักเรียนเก่ง กลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนเก่งกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม นักเรียนปานกลางกลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนปานกลางกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม นักเรียนอ่อน กลุ่มครูเลือกกลุ่ม กับนักเรียนอ่อนกลุ่มนักเรียนเลือกกลุ่ม
ปี 2543
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved