ผลงานวิจัย

ดร. ภัทรกุล จริยวิทยานนท์ และคณะ - thaied

Current Record: ดร. ภัทรกุล จริยวิทยานนท์ และคณะ

ดร. ภัทรกุล จริยวิทยานนท์ และคณะ

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ค่าสหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ความ แตกต่างระหว่างกลุ่มโดยวิธีคิดสคริมิแนนท์ อนาลิซิส และการวิเคราะห์พาธ ผลของ การวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ย 1,366 คน มีจำนวนครูโดย เฉลี่ย 83 คน ในจำนวนนี้เป็นครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์โดยเฉลี่ย 11 คน และโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนในชนบท
ในแต่ละปีการศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่มีวันเปิดเรียนประมาณ 180 - 200 วันโรงเรียน จัดสอนวันละ 6 - 10 คาบ คาบละ 50 นาที โรงเรียนส่วนใหญ่มีการประชุมครู คณิตศาสตร์เดือนละครั้ง สาระของการประชุมส่วนมากเป็นเรื่องระบบงานและการ บริหาร เรื่องที่เน้นบ่อยในการประชุมคือ เรื่องวิธีสอนและการพัฒนาครูให้ก้าวหน้าใน วิชาชีพ
ห้องเรียนกลุ่มตัวอย่างมีนักเรียนโดยเฉลี่ยห้องละ 42 คน ตามความเห็นของครู นัก เรียนในห้องที่มีพื้นความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์เรื่องที่ได้เรียนมาแล้วในระดับดีพอเพียง มีจำนวนประมาณครึ่งห้อง นักเรียนในห้องมีความสามารถแตกต่างกันค่อนข้างมาก และเมื่อเทียบกับห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องอื่น ๆ ในโรงเรียนเดียวกัน ครูมี ความเห็นว่านักเรียนห้องที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความสามารถพอ ๆ กับนักเรียนห้อง อื่น ๆ
2. ครูกลุ่มตัวอย่างมีอายุโดยเฉลี่ย 29 ปี มีประสบการณ์ในการสอนวิชาคณิต- ศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ครูกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายมี ประมาณร้อยละ 37
หลังจากจบการศึกษาระดับมัะยมศึกษาตอนปลายแล้ว ครูรายงานว่าได้เรียนวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มอีกประมาณ 5 ภาค เรียนวิธีสอนทั่วไปประมาณ 2 ภาค และวิธีสอน คณิตศาสตร์อีกประมาณ 2 ภาค
ครูส่วนใหญ่มีชั่วโมงสอนโดยเฉลี่ย 17 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเป็นชั่วโมงสอน คณิตศาสตร์ 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในจำนวนนี้ครูสอนคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเฉลี่ย 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
3. ในด้านความเห็นของครูเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ครูส่วนใหญ่เห็นว่าคณิตศาสตร์เป็น วิชาที่เหมาะสมกับผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยให้คนคิดอย่างมีเหตุผล การแก้ ปัญหามีกฎเกณฑ์ให้ดำเนินคาม โจทย์ปัยหาทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มีวิธีแก้ได้หลาย วิธี สามารถใช้วิธีลองผิดลองถูกได้ในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์เป็นกลุ่มของ กฎเกณฑ์และการประมาณค่าเป็นทักษะที่สำคัญ ครูส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่ว่าการเรียน คณิตศาสตร์ต้องใช้ความจำเป็นส่วนใหญ่ และการแก้โจทย์ปัญหาความสามารถทำได้ โดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ใด ๆ
สำหรับความรู้สึกของครูเกี่ยวกับการสอนกิจกรรมในวิชาคณิตศาสตร์ ครู ส่วน ใหญ่มีความรู้สึกว่า การตรวจสอบคำตอบโดยย้อนกลับไปพิจารณาทบทวนตั้งแต่ต้น ใหม่อีกครั้งหนึ่ง การจดจำกฎและสูตรการแก้โจทย์ปัญหา และการประมาณคำตอบ ของโจทย์ปัญหา ล้วนเป็นกิจกรรมที่สำคัญและครูชอบสอนกิจกรรมเหล่านี้ ครูส่วน ใหญ่รู้สึกว่าการตรวจคำตอบ โดยย้อนกลับไปพิจารณาทบทวนตั้งแต่ต้นใหม่อีกครั้ง หนึ่ง และการจดจำกฎและสูตร เป็นกิจกรรมที่สอนง่าย แต่การแก้โจทย์ปัญหาและการ ประมาณคำตอบของโจทย์ปัญหาเป็นกิจกรรมที่สอนยาก
4. ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ ครูใช้เวลาประมาณร้อยละ 40 สอนเนื้อหาใหม่ ใช้เวลาร้อย ละ 20 ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนไปแล้ว เวลาที่เหลือจากนี้ครูใช้ในการทดสอบนักเรียน บริหาร ชั้นเรียน จัดการหรืออบรมนักเรียนในด้านระเบียบและวินัย และกิจกรรม อื่น ๆ ในแต่ละครั้งที่สอน ครูส่วนใหญ่เรียกให้นักเรียนจำนวน ผ ถึง พ ของจำนวน นักเรียนในห้องให้ตอบคำถาม และครูประมาณครึ่งหนึ่งรายงานว่าให้งานหรือแบบ ฝึกหัดเพิ่มเติมเป็นพิเศษแก่นักเรียนบางคนเป็น ครั้งคราว
ในการเรียนการสอน ครูใช้วัสดุประกอบการสอนหลายประการ วัสดุประกอบการ สอนที่ครูส่วนใหญ่ใช้บ่อยคือ หนังสือเรียนและแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง วัสดุการ สอนที่ครูส่วนใหญ่แทบไม่เคยใช้เลยคือ วัสดุที่ใช้เรียนเป็นรายบุคคล ทัศนอุปกรณ์ที่มี ขายในท้องตลาดและแบบทดสอบที่พิมพ์ขายทั่วไป
5. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีอายุโดยเฉลี่ย 14 ปี และมีนักเรียนชายประมาณร้อยละ 52 บิดาของนักเรียนส่วนใหญ่มีอาชีพอยู่ในกลุ่มช่างฝีมือ และส่วนใหญ่จบการศึกษาอย่าง น้อยประถมศึกษาตอนปลาย มารดาของนักเรียนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกบ้าน โดยมีอาชีพในกลุ่มเสมียนพนักงานหรืออาชีพในกลุ่มช่างฝีมือ และส่วนใหญ่มีการ ศึกษาอย่างน้อยประถมศึกษา ตอนปลาย สำหรับภาษาที่ใช้พูดในครอบครัวนั้นนัก เรียนประมาณครึ่งหนึ่งรายงานว่าแทบไม่พูดภาษาไทยกลาง ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน โรงเรียนที่บ้านเลย นักเรียนเกือบทั้งหมดต้องการเรียนต่อ หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนต่ออีกมากกว่า 2 ปีขึ้นไป
นักเรียนใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับทำการบ้านทุกวิชา และใช้เวลา ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาดังกล่าวในการทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ และมีนักเรียน มากกว่าครึ่งรายงานว่าได้รับความช่วยเหลือจากทางบ้านในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
6ก. ความรู้สึกของนักเรียนต่อกิจกรรมคณิตศาสตร์ 15 กิจกรรมคือ การตรวจสอบคำ ตอบของโจทย์ปัญหาโดยทบทวนขั้นตอนที่ได้ทำมาแล้ว การจดจำกฎและสูตร การใช้ แผนภูมิและกราฟ การแก้โจทย์ปัญหา การแก้สมการ การแก้อสมการ การเรียนเกี่ยว กับรูปเรขาคณิต การอ่านตารางทางสถิติ การเปรียบเทียบรูปเรขาคณิตที่คล้ายคลึงกัน โดยทั่วไปนักเรียนมีความรู้สึกว่า กิจกรรมทั้งหมดมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจดจำกฎและสูตร ในด้านความยากง่าย นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การใช้แผน ภูมิและกราฟเป็นกิจกรรมที่ง่าย ส่วนกิกจรรมที่นักเรียน ส่วนใหญ่เห็นว่ายาก ได้แก่ การแก้โจทย์ปัญหากิจกรรมอื่น ๆ นักเรียนรู้สึกสอดคล้องกันว่าไม่แน่ใจว่ายากหรือง่าย ในด้านความชอบ ไม่มีกิจกรรมใดที่นักเรียนแสดงว่าไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่แสดงว่าไม่ แน่ใจว่าชอบหรือไม่ กิจกรรมที่นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้สึกโน้มเอียงว่าชอบ ได้แก่ การใช้แผนภูมิและกราฟ การแก้สมการ การเรียนเกี่ยวกับอัตราส่วนและอัตราส่วนที่ เท่ากัน และการ ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ปัญหาโดยการทบทวนขั้นตอนที่ได้ทำมา แล้ว
6ข. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อคณิตศาสตร์ในแง่มุมต่าง ๆ พอสรุปได้ว่า เมื่อ พิจารณาคณิตศาสตร์ในแง่ที่เป็นกระบวนการ นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นสอด คล้องกันว่าคณิตศาสตร์ช่วยให้คนคิดอย่างมีเหตุผล โจทย์ปัญหาส่วนใหญ่หรือโจทย์ หนึ่ง ๆ ในคณิตศาสตร์มีวิธีการแก้ได้หลายวิธี การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มัก มีกฎเกณฑ์ให้ดำเนินตาม และคณิตศาสตร์เหมาะสำหรับผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่า การเรียนคณิตศาสตร์ต้องใช้ความจำเป็นส่วนใหญ่
เมื่อพิจารณาคณิตศาสตร์กับตัวนักเรียนเอง นักเรียนต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้ คะแนนดี รู้สึกดีใจเมื่อสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ด้วยตนเอง ตั้งใจที่จะ เรียนคณิตศาสตร์ให้มากขึ้น และเห็นว่า บิดามารดาต้องการให้ตนเรียนคณิตศาสตร์ให้ ได้คะแนนดี สำหรับความวิตกกังวลที่เกี่ยวเนื่องกับคณิตศาสตร์นั้น ส่วนใหญ่ไม่ยอม รับว่ากลัวที่จะเรียนคณิตศาสตร์ แต่มีความกังวลใจอยู่บ้าง จากการตอบว่าไม่แน่ใจว่า มีความสุขที่ได้ทำงานเกี่ยวกับ ตัวเลข หรือไม่แน่ใจว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนุก
เมื่อพิจารณาคณิตศาสตร์กับเพศของบุคคล นักเรียนส่วนใหญ่แสดงความโน้มเอียงที่ จะคิดว่าคณิตศาสตร์จำเป็นต่อเด็กทั้งหญิงและชาย ชายและหญิงต่างก็มีความสามารถ ที่จะเรียนรู้หรือประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความรู้คณิตศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน
ความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และสังคม นักเรียนส่วนใหญ่เห็นความ สำคัญของคณิตศาตร์ต่อการดำรงชีวิตในสังคม กล่าวคือ เห็นด่วยว่าคณิตศาสตร์มี ประโยชน์ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และงานอาชีพส่วนใหญ่จำเป็นต้องอาศัย ผู้มีความรู้ทางคณิตศาสตร์
ความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และเครื่องคิดคำนวณ สรุปได้ว่า นัก เรียนมีความเห็นสอดคล้องกันว่าทุกคนควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์บ้าง นักเรียนมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของเครื่องคิดเลขและเครื่อง คอมพิวเตอร์ในการเรียนคณิตศาสตร์และเห็นสอดคล้องกันว่า ยังจำเป็นต้องเรียนรู้วิธี การคิดคำนวณถึงแม้จะมีเครื่องคิดเลขใช้ก็ตาม
7. ครูรายงานว่านักเรียนมีโอกาสได้เรียน เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ในการทำ ข้อ สอบของกลุ่มเนื้อหาเลขคณิต และได้เรียนเนื้อหาบางเรื่องในกลุ่มเนื้อหาพีชคณิตและ การวัด ส่วนใหญ่กลุ่มเนื้อหาเรขาคณิตและสถิติ นักเรียนได้เรียนเนื้อหาที่ต้องใช้ใน การทำข้อสอบเพียง บางเรื่อง
ครูโดยทั่วไปคาดหวังว่าจำนวนนักเรียนในห้องที่จะทำข้อสอบในแต่ละกลุ่มเนื้อหาได้ ถูกต้องมีประมาณร้อยละ 41 - 60 และถ้าจำแนกข้อสอบตามระดับพฤติกรรม คือ การ คิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และการวิเคราะห์ ครูคาดคะแนว่าจำนวนนักเรียน ในห้องที่จะทำข้อสอบได้ถูกต้องมีประมาณร้อยละ 41 - 60 สำหรับข้อสอบที่วัด พฤติกรรมระดับ การคิดคำนวณ ความเข้าใจและการนำไปใช้และประมาณร้อยละ 6 - 40 สำหรับข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการ วิเคราะห์
เมื่อพิจารณาการจัดเนื้อหาในหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ ประเทศไทยเปรียบเทียบกับหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนอายุ 13 - 14 ปี ของประเทศอื่น ๆ แล้ว หลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ ใน กลุ่มเนื้อหาการวัดใกล้เคียงกับหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ สำหรับกลุ่มเนื้อหาเลขคณิต หลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญในหลายเรื่องมากกว่าหลักสูตรของประเทศ อื่น ๆ แต่สำหรับกลุ่มเนื้อหาเรขาคณิต พีชคณิตและสถิติแล้ว มีหลายเรื่องที่หลักสูตร ของประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทสไทย เนื้อหาที่หลัก สูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ นั้น ส่วน ใหญ่แล้วหลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญในพฤติกรรมระดับการนำไปใช้ มากกว่าหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ ส่วนเนื้อหาหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ ให้ ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะมากกว่า เนื่องจากการ เน้นความสำคัญในพฤติกรรมระดับการวิเคราะห์ เนื้อหาที่มีความสำคัญในหลักสูตร ของประเทศอื่น แต่หลักสูตรของประเทศไทย ชั้นมัะยมศึกษาปีที่ 2 ไม่ได้ให้ความ สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีจำนวน โพลิโนเมียลเซตจำกัด ความสัมพันธ์และฟังก์ชั่น การ จำแนกรูปเรขาคณิต คุณสมบัติของรูปเรขาคณิต การแปลงอย่างง่ายและการแปลความ หมายข้อมูล เนื้อหาที่มีความสำคัญในหลักสูตรของประเทศไทย แต่หลักสูตรของ ประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญ คือ ระบบตัวเลขฐานต่าง ๆ
9ก. จากข้อสอบในแบบทดสอบวิชาคณิตศาศตร์ทั้งหมด 180 ข้อ มีข้อสอบที่วัดเนื้อหา ในหลักสูตรของประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 148 ข้อ การวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้น ม .2 ตอนปลายปีการศึกษา พบว่า จากข้อสอบจำนวน 148 ข้อนี้ นักเรียนทำได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ย 66 ข้อ หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของข้อสอบจำนวนดังกล่าว ผลสัมฤทธิ์ในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนเมื่อพิจารณาจากร้อยละของจำนวนข้อสอบที่นักเรียนทำได้ ถูกต้อง ในกลุ่มเนื้อหา การวัด สถิติ เลขคณิต เราขาคณิต และพีชคณิต ค่าดังกล่าว คิดเป็นประมาณร้อยละ 54, 52, 43, 40 และ 40 ตามลำดับ และเมื่อจำแนกข้อสอบ ตามพฤติกรรมระดับการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการวิเคราะห์ร้อยละ ของจำนวนข้อสอบที่วัดแต่ละระดับพฤติกรรมที่นักเรียนทำได้ถูกต้อง คิดเป็น ประมาณร้อยละ 40, 44, 51 และ 30 ตามลำดับ
9ข. ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนโรงเรียนในอำเภอเมืองนอก อำเภอเมือง และกรุงเทพ มหานครไม่แตกต่างกันในทุกกลุ่มเนื้อหาและระดับพฤติกรรม
9ค. ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์วัดตอนปลายปีการศึกษาสูงกว่า ผลสัมฤทธิ์วัดตอน ต้นปีการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทุกกลุ่มเนื้อหาและเกือบทุกระดับ พฤติกรรม ยกเว้นพฤติกรรมระดับการวิเคราะห์
9ง. ในการสอบตอนปลายปีการศึกษา ร้อยละของนักเรียนที่ทำข้อสอบได้ถูกต้อง เมื่อ จำแนกข้อสอบตามกลุ่มเนื้อหาคือ เลขคณิต พีชคณิต เรขาคณิต สถิติ และการวัด มี ประมาณร้อยละ 45, 37, 41, 48 และ 44 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบร้อยละของนักรี ยนที่ทำข้อสอบได้ถูกต้องในแต่ละกลุ่มเนื้อหากับความคาดหวังของครู ซึ่งครูคาดว่าจะ มีนักเรียนร้อยละ 41 - 60 ทำข้อสอบในแต่ละกลุ่มเนื้อหาได้ถูกต้อง พบว่า จำนวนของ นักเรียนเป็นไปตามความคาดหวังของครูเกือบทุกกลุ่มเนื้อหายกเว้นพีชคณิต ที่จำนวน ของนักเรียนน้อยกว่าที่ครูคาดหวัง
ส่วนร้อยละของนักเรียนที่ทำข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการวิเคราะห์ได้ถูกต้องมีร้อยละ 45, 44, 42 และ 37 ตามลำดับ จำนวนของนักเรียนดังกล่าวสอดคล้องกับที่ครูคาดหวังไว้ กล่าวคือ ครูคาดว่านักเรียน ที่ทำข้อสอบได้ถูกต้องมีร้อยละ 41 - 60 สำหรับข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการคิด คำนวณ ความเข้าใจ และการนำไปใช้และจะมีร้อยละ 6 - 40 สำหรับข้อสอบที่วัด พฤติกรรมระดับการวิเคราะห์
10. ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนจากการสอบวัดต้นปีและการสอบวัด ปลายปีการศึกษามีความสัมพันธ์กันในทางบวกสูงมากในทุกเนื้อหาและระดับ พฤติกรรม และความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์ระหว่างเนื้อหาและพฤติกรรมระดับต่าง ๆ มีค่าสูงมากทั้งในการสอบวัดต้นปีและปลายปีการศึกษา
11. ตัวแปรที่เกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียน และลักษณะห้องเรียนและโอกาสทางการ เรียนที่มีควมสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์มีดังนี้
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวครู ได้แก่ อายุ ประสบการณ์ในการสอน
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียน ได้แก่ อาชีพของบิดา การศึกษาของบิดา การ สนับสนุนของบิดามารดาในการเรียนคณิตศาสตร์ ความคาดหวังในเรื่องการศึกษาต่อ เจตคติต่อคณิตศาสตร์ การเห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ต่อสังคม
ตัวแปรที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครู ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการบริหารทั่วไปในชั้น เวลาที่ใช้ในการอบรมนักเรียนในชั้น ความถี่ของการใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง
ตัวแปรที่เกี่ยวกับความเห็นของครูต่อความสำคัญของกิจกรรมหรือเทคนิคการ สอน คณิตศาสตร์แบบต่าง ๆ ได้แก่ การกระตุ้นให้นักเรียนแข่งขันกันในด้านการเรียน การ ให้โจทย์ปัญหาประเภทที่นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการทำมากกว่าการตาม ตัวอย่างที่ครูแสดงให้ดู การทำให้นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าจะต้องทำอะไรในเวลา ที่กำหนดให้ การแจ้งผลการเรียนแก่นักเรียนเสมอว่าแต่ละคนทำได้ดีเพียงใด การให้ เวลาการอภิปรายให้ดำเนินต่อไปมากกว่าเวลาที่กำหนดไว้เมื่อนักเรียนยังแสดงว่า สนใจ
ตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของคณิตศาสตร์ของครู ได้แก่ โจทย์ ปัญหาทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มีวิธีแก้ได้หลายวิะ และโจทย์ต่าง ๆ ในวิชา คณิตศาสตร์สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องอาศัยกฎใด ๆ
ตัวแปรที่เกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะของห้องเรียน ได้แก่ ที่ตั้งของโรงเรียน ความ สามารถในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนัก เรียนในห้องที่มีพื้นฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
ตัวแปรเกี่ยวกับโอกาสทางการเรียน ได้แก่ โอกาสทางการเรียนเนื้อหา เศษส่วนและ ทศนิยม และพีชคณิต

12ก. ตัวแปรที่เกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับเจตคติของนักเรียนต่อคณิตศาสตร์ มีดังนี้
ตัวแปรเกี่ยวกับตัวนักเรียน ได้แก่ การสนับสนุนของบิดามารดาในการเรียน คณิตศาสตร์ ความคาดหวังในเรื่องการศึกษาต่อ และเวลาที่ใช้ทำการบ้านทุกวิชา
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ ปริมาณการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของครู ความถี่ของการใช้ อุปกรณ์ การสอนความถี่ของการใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง
ตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ได้แก่ ความสามารถในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนักเรียนในห้องที่มี พื้นฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
12ข. ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการเห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ต่อสังคมของนักเรียน มีดังนี้
ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ได้แก่ อาชีพของบิดา การศึกษาของบิดาและมารดา ความ สามารถและการมองเห็นความสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์ของผู้ปกครอง ความคาดหวัง เรื่องการศึกษาต่อ
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ ปริมาณการเรียนวิชาวิธีสอนคณิตศาสตร์ของครู ความถี่ของ การใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง การให้ความสำคัญต่อการให้โจทย์ปัญหาประเภท ที่ นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการทำมากกว่า การทำตามตัวอย่างที่ครูแสดงให้ ดู การให้ความสำคัญต่อการพูดไปในทางที่ดี ไม่ว่านักเรียนจะตอบถูกหรือผิด
ตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ได้แก่ ความสามารถในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู การกระจายของความสามารถ ในวิชาคณิตศาสตร์ของห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนักเรียนในห้องที่มีพื้น ฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
12ค. ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับมโนคติเกี่ยวกับตนในด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน มีดัง นี้
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการบริหารทั่วไปในชั้น เวลาที่ใช้ในการอบรม นักเรียนในชั้น ความถี่ของการใช้แบบฝึกหัดหรือโจทย์ชุดต่าง ๆ ความเห็นว่าเป็นเวลา นานทีเดียวที่มิได้มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในวงการคณิตศาสตร์
สำหรับตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน และตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ไม่ พบว่ามีตัวแปรใดที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับมโนคติเกี่ยวกับตนในด้านความ สามารถทางด้านคณิตศาสตร์
13ก. นักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงมาจากครอบครัวที่มีสถานภาพทาง อาชีพสูงกว่า มีพี่ชายและพี่สาวร่วมบิดามารดาน้อยกว่า เห็นความสำคัญของ
คณิตศาสตร์ต่อสังคมมากกว่า และยังไม่เห็นด้วยมากนักต่อการนำเครื่องคิดเลขและ คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการเรียนคณิตศาสตร์
นักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสู่เป็นนักเรียนของครูที่มีประสบการณ์ในการ สอนมากกว่าในห้อง มีนักเรียนที่ถือว่าเรียนเก่งในระดับ 33 % แรกของประเทศมาก กว่าในโรงเรียน มีการประชุมครูคณิตศาสตร์บ่อยครั้งกว่า สอนน้อยห้องกว่า และใน การสอนมักให้เนื้อหาที่ยากหรือลึกซึ้งกว่า ทั้งนี้เมื่อเทียบกับในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าว หน้าต่ำกว่า
13ข. ลักษณะของนักเรียนในห้องเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงนั้น ในความเห็นของ ครูความสามารถของนักเรียนในห้องมีการกระจายมากกว่า มีจำนวนนักเรียนที่มีพื้น ความรู้ดีคิดเป็นร้อยละมากกว่า นักเรียนมีความสนใจในคณิตศาสตร์และไม่มีปัญหา ด้านความประพฤติและนอกจากนี้ เด็กนักเรียนเหล่านี้สอนง่าย และนักเรียนเพียง จำนวนน้อยเท่านั้นที่กลัวคณิตศาสตร์
13ค. ครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงเมื่อเทียบกับครูของนักเรียนใน กลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าต่ำ ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการสอนต่อไปนี้มากกว่า ได้แก่ การกระตุ้นให้นักเรียนแข่งขันกันในด้านกาเรียน เมื่อสอนจบคาบสรุปสิ่งนั้น ทันที และทบทวนและอธิบายเกี่ยวกับข้อสอบทันที เมื่อตรวจให้คะแนนแล้ว
ทางด้านความคิดเห็นและเจตคติต่อคณิตศาสตร์ของครูของนักเรียน ในกลุ่มที่มีผล สัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงที่แตกต่างจากครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าที่เด่น ชัดคือ มีความชอบการสอนแก้โจทย์ปัญหาน้อยกว่าและเห็นด้วยมากกว่าต่อข้อความที่ ว่า ในการแก้ปัญหาโจทย์โดยใช้วิธีการที่ต่างจากเดิมมีโอกาสน้อยมาก
13ง. สำหรับความแตกต่างของครูของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงและต่ำ เมื่อ พิจารณากระบวนการสอน พบว่า มีเฉพาะเนื้อหาเศษส่วนและทศนิยม และพีชคณิต เท่านั้นที่สามารถจำแนกกลุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนตัวแปรที่สามารถ จำแนกกลุ่มได้คือ การสอนโดยเน้นกฎเกณฑ์ และโอกาสทางการเรียนเนื้อหานั้น ๆ โดยที่ครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้วหน้าสูงเน้นกฎเกณฑ์และจัดให้มีโอกาส ในการเรียนมากกว่าครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าต่ำ
14. ความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ปลายปีการศึกษา ได้รับ อิทธิพลจากผลสัมฤทธิ์ต้นปีการศึกษามากที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถอธิบายได้ด้วย ความแตกต่างของนักเรียนในเรื่องการเห็นความสำคัญของคณิตศาสตร์ต่อสังคม เวลา ที่ใช้ในการทำการบ้าน องค์ประกอบของนักเรียนในห้องและโอกาสทางการเรียน เนื้อหาคณิตศาสตร์ โดยตัวแปรเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ประมาณร้อย ละ 90
ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ต้นปีการศึกษามีอิทธิพลในทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ปลาย ปีการศึกษามากที่สุด เจตคติต่อคณิตศาสตร์ก็มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา ค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นอิทธิพลในทางอ้อมโดยไปมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ต้นปี การศึกษา ค่อนข้างสูงและร่วมกันส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา
สิ่งแวดล้อมทางบ้าน ได้แก่ การศึกษาของบิดาและความสนับสนุนของบิดามารดาต่อ การเรียนคณิตศาสตร์มีอิทธิพลทางอ้อมมากพอสมควรต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อระดับความรู้พื้นฐาน เจตคติ และความคาดหวังใน เรื่องศึกษาต่อของ นักเรียนด้วย
ข้อเสนอแนะ
การใช้ผลการวิจัยได้เสนอแนะไว้สำหรับผู้พัฒนาหลักสูตร ครู และผู้บริหาร โดย ผู้ พัฒนาหลักสูตรสามารถนำผลการวิเคราะห์หลักสูตรคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ม.2 เทียบกับหลักสูตรของนักเรียนระดับชั้นเดียวกันไปประกอบการพิจารณาปรับปรุง หลักสูตร นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์การทำข้อสอบของนักเรียนเป็นรายข้อยังให้ ประโยชน์แก่ผู้พัฒนาหลักสูตร และครูในการศึกษาว่านักเรียนมีความสามารถอยู่ใน ระดับใดและมีเนื้อหาใดบ้างที่นักเรียนยังมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ สำหรับผู้ บริหารนั้นผลการวิจัยยืนยันว่า การจัดครูเข้าสอนคณิตศาสตร์ในระดับนี้ควรเป็นครูที่มี ประสบการณ์ในการสอนและควรสนับสนุนให้ครูได้มีการประชุมปรึกษาหารือและ รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1941
ชื่อผลงานวิจัย การวิจัยและประเมินผลวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

ชื่อผู้วิจัย ดร. ภัทรกุล จริยวิทยานนท์ และคณะ
สถานที่ติดต่อ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 924 ถนนสุขุมวิท เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ธันวาคม 2522 - ธันวาคม 2528
ประเภท เป็นผลงานวิจัย
สถานที่จัดเก็บผลงาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยี
วัตถุประสงค์(objective) งานวิจัยของโครงการวิจัยและประเมินผลวิชาคณิตศาสตร์ร่วมกับนานาชาติ มี จุด ประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ของประเทศไทยในแง่มุม ของการจัดหลักสูตร ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์และเจตคติต่อคณิตศาสตร์ ตลอด จนความสัมพันธ์ของ ตัวแปรต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน ซึ่งรวมถึงตัวแปร เกี่ยวกับครู นักเรียน และโรงเรียน ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตสาสตร์และเจตคติ ต่อคณิตศาสตร์
กลุ่มตัวอย่าง(sample) นักเรียนกลุ่มตัวอย่างเลือกจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (ม.2) ปีการศึกษา 2524 มี จำนวนทั้งสิ้น 4,016 คน นักเรียนเหล่านี้เรียนอยู่ใน 99 ห้องเรียนใน 99 โรงเรียน จาก 63 จังหวัด นอกจากการเก็บข้อมูลจากนักเรียนกลุ่มตัวอย่างดังกล่าวแล้ว งานวิจัยนี้ยัง เก็บข้อมูลจากครูคณิตศาสตร์ที่สอนห้องเรียนกลุ่มตัวอย่างจำนวน 99 คน และผู้บริหาร โรงเรียนของกลุ่มตัวอย่างทั้ง 99 โรงเรียนด้วย
เครื่องมือ(tool) คือ แบบทดสอบวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 5 ฉบับ และแบบสอบถามสำหรับ นัก เรียน จำนวน 2 ฉบับ เครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูลจากครู คือ แบบสอบถามเกี่ยวกับ กระบวนการเรียนการสอนในห้องเรียน จำนวน 6 ฉบับ แบบสอบถามสำหรับครู และแบบสอบถามโอกาสทาง
การเรียน นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียน คือ แบบสอบ ถามสำหรับ ผู้บริหารโรงเรียนอีก 1 ฉบับ เครื่องาอทั้งหมดถอดความเป็นภาษาไทย จากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้ร่วมกับประเทศอื่น ๆ ที่ดำเนินการวิจัย เรื่องเดียวกัน
การวิเคราะห์(analysis) งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยแบบติดตามผลการศึกษาระยะยาว ใช้วเลาตลอดปีการศึกษา 2524 และเก็บข้อมูลเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ 2 ครั้ง คือ ในตอนต้นปีการศึกษาและปลายปี การศึกษา
ข้อสรุป(summary) จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ค่าสหสัมพันธ์ การวิเคราะห์ความ แตกต่างระหว่างกลุ่มโดยวิธีคิดสคริมิแนนท์ อนาลิซิส และการวิเคราะห์พาธ ผลของ การวิจัยสรุปได้ดังนี้
1. โรงเรียนกลุ่มตัวอย่างมีจำนวนนักเรียนโดยเฉลี่ย 1,366 คน มีจำนวนครูโดย เฉลี่ย 83 คน ในจำนวนนี้เป็นครูที่สอนวิชาคณิตศาสตร์โดยเฉลี่ย 11 คน และโรงเรียน กลุ่มตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งเป็นโรงเรียนในชนบท
ในแต่ละปีการศึกษา โรงเรียนส่วนใหญ่มีวันเปิดเรียนประมาณ 180 - 200 วันโรงเรียน จัดสอนวันละ 6 - 10 คาบ คาบละ 50 นาที โรงเรียนส่วนใหญ่มีการประชุมครู คณิตศาสตร์เดือนละครั้ง สาระของการประชุมส่วนมากเป็นเรื่องระบบงานและการ บริหาร เรื่องที่เน้นบ่อยในการประชุมคือ เรื่องวิธีสอนและการพัฒนาครูให้ก้าวหน้าใน วิชาชีพ
ห้องเรียนกลุ่มตัวอย่างมีนักเรียนโดยเฉลี่ยห้องละ 42 คน ตามความเห็นของครู นัก เรียนในห้องที่มีพื้นความรู้ในวิชาคณิตศาสตร์เรื่องที่ได้เรียนมาแล้วในระดับดีพอเพียง มีจำนวนประมาณครึ่งห้อง นักเรียนในห้องมีความสามารถแตกต่างกันค่อนข้างมาก และเมื่อเทียบกับห้องเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องอื่น ๆ ในโรงเรียนเดียวกัน ครูมี ความเห็นว่านักเรียนห้องที่เป็นกลุ่มตัวอย่างมีความสามารถพอ ๆ กับนักเรียนห้อง อื่น ๆ
2. ครูกลุ่มตัวอย่างมีอายุโดยเฉลี่ย 29 ปี มีประสบการณ์ในการสอนวิชาคณิต- ศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ครูกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชายมี ประมาณร้อยละ 37
หลังจากจบการศึกษาระดับมัะยมศึกษาตอนปลายแล้ว ครูรายงานว่าได้เรียนวิชา คณิตศาสตร์เพิ่มอีกประมาณ 5 ภาค เรียนวิธีสอนทั่วไปประมาณ 2 ภาค และวิธีสอน คณิตศาสตร์อีกประมาณ 2 ภาค
ครูส่วนใหญ่มีชั่วโมงสอนโดยเฉลี่ย 17 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยเป็นชั่วโมงสอน คณิตศาสตร์ 16 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ในจำนวนนี้ครูสอนคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเฉลี่ย 12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
3. ในด้านความเห็นของครูเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ ครูส่วนใหญ่เห็นว่าคณิตศาสตร์เป็น วิชาที่เหมาะสมกับผู้ที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ช่วยให้คนคิดอย่างมีเหตุผล การแก้ ปัญหามีกฎเกณฑ์ให้ดำเนินคาม โจทย์ปัยหาทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มีวิธีแก้ได้หลาย วิธี สามารถใช้วิธีลองผิดลองถูกได้ในการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์เป็นกลุ่มของ กฎเกณฑ์และการประมาณค่าเป็นทักษะที่สำคัญ ครูส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่ว่าการเรียน คณิตศาสตร์ต้องใช้ความจำเป็นส่วนใหญ่ และการแก้โจทย์ปัญหาความสามารถทำได้ โดยไม่ต้องอาศัยกฎเกณฑ์ใด ๆ
สำหรับความรู้สึกของครูเกี่ยวกับการสอนกิจกรรมในวิชาคณิตศาสตร์ ครู ส่วน ใหญ่มีความรู้สึกว่า การตรวจสอบคำตอบโดยย้อนกลับไปพิจารณาทบทวนตั้งแต่ต้น ใหม่อีกครั้งหนึ่ง การจดจำกฎและสูตรการแก้โจทย์ปัญหา และการประมาณคำตอบ ของโจทย์ปัญหา ล้วนเป็นกิจกรรมที่สำคัญและครูชอบสอนกิจกรรมเหล่านี้ ครูส่วน ใหญ่รู้สึกว่าการตรวจคำตอบ โดยย้อนกลับไปพิจารณาทบทวนตั้งแต่ต้นใหม่อีกครั้ง หนึ่ง และการจดจำกฎและสูตร เป็นกิจกรรมที่สอนง่าย แต่การแก้โจทย์ปัญหาและการ ประมาณคำตอบของโจทย์ปัญหาเป็นกิจกรรมที่สอนยาก
4. ในชั่วโมงคณิตศาสตร์ ครูใช้เวลาประมาณร้อยละ 40 สอนเนื้อหาใหม่ ใช้เวลาร้อย ละ 20 ทบทวนสิ่งที่ได้เรียนไปแล้ว เวลาที่เหลือจากนี้ครูใช้ในการทดสอบนักเรียน บริหาร ชั้นเรียน จัดการหรืออบรมนักเรียนในด้านระเบียบและวินัย และกิจกรรม อื่น ๆ ในแต่ละครั้งที่สอน ครูส่วนใหญ่เรียกให้นักเรียนจำนวน ผ ถึง พ ของจำนวน นักเรียนในห้องให้ตอบคำถาม และครูประมาณครึ่งหนึ่งรายงานว่าให้งานหรือแบบ ฝึกหัดเพิ่มเติมเป็นพิเศษแก่นักเรียนบางคนเป็น ครั้งคราว
ในการเรียนการสอน ครูใช้วัสดุประกอบการสอนหลายประการ วัสดุประกอบการ สอนที่ครูส่วนใหญ่ใช้บ่อยคือ หนังสือเรียนและแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง วัสดุการ สอนที่ครูส่วนใหญ่แทบไม่เคยใช้เลยคือ วัสดุที่ใช้เรียนเป็นรายบุคคล ทัศนอุปกรณ์ที่มี ขายในท้องตลาดและแบบทดสอบที่พิมพ์ขายทั่วไป
5. นักเรียนกลุ่มตัวอย่างมีอายุโดยเฉลี่ย 14 ปี และมีนักเรียนชายประมาณร้อยละ 52 บิดาของนักเรียนส่วนใหญ่มีอาชีพอยู่ในกลุ่มช่างฝีมือ และส่วนใหญ่จบการศึกษาอย่าง น้อยประถมศึกษาตอนปลาย มารดาของนักเรียนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนอกบ้าน โดยมีอาชีพในกลุ่มเสมียนพนักงานหรืออาชีพในกลุ่มช่างฝีมือ และส่วนใหญ่มีการ ศึกษาอย่างน้อยประถมศึกษา ตอนปลาย สำหรับภาษาที่ใช้พูดในครอบครัวนั้นนัก เรียนประมาณครึ่งหนึ่งรายงานว่าแทบไม่พูดภาษาไทยกลาง ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้ใน โรงเรียนที่บ้านเลย นักเรียนเกือบทั้งหมดต้องการเรียนต่อ หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โดยส่วนใหญ่ต้องการเรียนต่ออีกมากกว่า 2 ปีขึ้นไป
นักเรียนใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับทำการบ้านทุกวิชา และใช้เวลา ประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาดังกล่าวในการทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ และมีนักเรียน มากกว่าครึ่งรายงานว่าได้รับความช่วยเหลือจากทางบ้านในการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
6ก. ความรู้สึกของนักเรียนต่อกิจกรรมคณิตศาสตร์ 15 กิจกรรมคือ การตรวจสอบคำ ตอบของโจทย์ปัญหาโดยทบทวนขั้นตอนที่ได้ทำมาแล้ว การจดจำกฎและสูตร การใช้ แผนภูมิและกราฟ การแก้โจทย์ปัญหา การแก้สมการ การแก้อสมการ การเรียนเกี่ยว กับรูปเรขาคณิต การอ่านตารางทางสถิติ การเปรียบเทียบรูปเรขาคณิตที่คล้ายคลึงกัน โดยทั่วไปนักเรียนมีความรู้สึกว่า กิจกรรมทั้งหมดมีความสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจดจำกฎและสูตร ในด้านความยากง่าย นักเรียนส่วนใหญ่รู้สึกว่า การใช้แผน ภูมิและกราฟเป็นกิจกรรมที่ง่าย ส่วนกิกจรรมที่นักเรียน ส่วนใหญ่เห็นว่ายาก ได้แก่ การแก้โจทย์ปัญหากิจกรรมอื่น ๆ นักเรียนรู้สึกสอดคล้องกันว่าไม่แน่ใจว่ายากหรือง่าย ในด้านความชอบ ไม่มีกิจกรรมใดที่นักเรียนแสดงว่าไม่ชอบ แต่ส่วนใหญ่แสดงว่าไม่ แน่ใจว่าชอบหรือไม่ กิจกรรมที่นักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้สึกโน้มเอียงว่าชอบ ได้แก่ การใช้แผนภูมิและกราฟ การแก้สมการ การเรียนเกี่ยวกับอัตราส่วนและอัตราส่วนที่ เท่ากัน และการ ตรวจสอบคำตอบของโจทย์ปัญหาโดยการทบทวนขั้นตอนที่ได้ทำมา แล้ว
6ข. ความคิดเห็นของนักเรียนต่อคณิตศาสตร์ในแง่มุมต่าง ๆ พอสรุปได้ว่า เมื่อ พิจารณาคณิตศาสตร์ในแง่ที่เป็นกระบวนการ นักเรียนส่วนใหญ่มีความเห็นสอด คล้องกันว่าคณิตศาสตร์ช่วยให้คนคิดอย่างมีเหตุผล โจทย์ปัญหาส่วนใหญ่หรือโจทย์ หนึ่ง ๆ ในคณิตศาสตร์มีวิธีการแก้ได้หลายวิธี การแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ มัก มีกฎเกณฑ์ให้ดำเนินตาม และคณิตศาสตร์เหมาะสำหรับผู้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นอกจากนี้นักเรียนส่วนใหญ่เห็นว่า การเรียนคณิตศาสตร์ต้องใช้ความจำเป็นส่วนใหญ่
เมื่อพิจารณาคณิตศาสตร์กับตัวนักเรียนเอง นักเรียนต้องการเรียนคณิตศาสตร์ให้ได้ คะแนนดี รู้สึกดีใจเมื่อสามารถแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ด้วยตนเอง ตั้งใจที่จะ เรียนคณิตศาสตร์ให้มากขึ้น และเห็นว่า บิดามารดาต้องการให้ตนเรียนคณิตศาสตร์ให้ ได้คะแนนดี สำหรับความวิตกกังวลที่เกี่ยวเนื่องกับคณิตศาสตร์นั้น ส่วนใหญ่ไม่ยอม รับว่ากลัวที่จะเรียนคณิตศาสตร์ แต่มีความกังวลใจอยู่บ้าง จากการตอบว่าไม่แน่ใจว่า มีความสุขที่ได้ทำงานเกี่ยวกับ ตัวเลข หรือไม่แน่ใจว่าคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนุก
เมื่อพิจารณาคณิตศาสตร์กับเพศของบุคคล นักเรียนส่วนใหญ่แสดงความโน้มเอียงที่ จะคิดว่าคณิตศาสตร์จำเป็นต่อเด็กทั้งหญิงและชาย ชายและหญิงต่างก็มีความสามารถ ที่จะเรียนรู้หรือประกอบอาชีพที่ต้องใช้ความรู้คณิตศาสตร์ได้เช่นเดียวกัน
ความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และสังคม นักเรียนส่วนใหญ่เห็นความ สำคัญของคณิตศาตร์ต่อการดำรงชีวิตในสังคม กล่าวคือ เห็นด่วยว่าคณิตศาสตร์มี ประโยชน์ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และงานอาชีพส่วนใหญ่จำเป็นต้องอาศัย ผู้มีความรู้ทางคณิตศาสตร์
ความเห็นของนักเรียนเกี่ยวกับคณิตศาสตร์และเครื่องคิดคำนวณ สรุปได้ว่า นัก เรียนมีความเห็นสอดคล้องกันว่าทุกคนควรได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของคอมพิวเตอร์บ้าง นักเรียนมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับบทบาทของเครื่องคิดเลขและเครื่อง คอมพิวเตอร์ในการเรียนคณิตศาสตร์และเห็นสอดคล้องกันว่า ยังจำเป็นต้องเรียนรู้วิธี การคิดคำนวณถึงแม้จะมีเครื่องคิดเลขใช้ก็ตาม
7. ครูรายงานว่านักเรียนมีโอกาสได้เรียน เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ในการทำ ข้อ สอบของกลุ่มเนื้อหาเลขคณิต และได้เรียนเนื้อหาบางเรื่องในกลุ่มเนื้อหาพีชคณิตและ การวัด ส่วนใหญ่กลุ่มเนื้อหาเรขาคณิตและสถิติ นักเรียนได้เรียนเนื้อหาที่ต้องใช้ใน การทำข้อสอบเพียง บางเรื่อง
ครูโดยทั่วไปคาดหวังว่าจำนวนนักเรียนในห้องที่จะทำข้อสอบในแต่ละกลุ่มเนื้อหาได้ ถูกต้องมีประมาณร้อยละ 41 - 60 และถ้าจำแนกข้อสอบตามระดับพฤติกรรม คือ การ คิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้ และการวิเคราะห์ ครูคาดคะแนว่าจำนวนนักเรียน ในห้องที่จะทำข้อสอบได้ถูกต้องมีประมาณร้อยละ 41 - 60 สำหรับข้อสอบที่วัด พฤติกรรมระดับ การคิดคำนวณ ความเข้าใจและการนำไปใช้และประมาณร้อยละ 6 - 40 สำหรับข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการ วิเคราะห์
เมื่อพิจารณาการจัดเนื้อหาในหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของ ประเทศไทยเปรียบเทียบกับหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนอายุ 13 - 14 ปี ของประเทศอื่น ๆ แล้ว หลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ ใน กลุ่มเนื้อหาการวัดใกล้เคียงกับหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ สำหรับกลุ่มเนื้อหาเลขคณิต หลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญในหลายเรื่องมากกว่าหลักสูตรของประเทศ อื่น ๆ แต่สำหรับกลุ่มเนื้อหาเรขาคณิต พีชคณิตและสถิติแล้ว มีหลายเรื่องที่หลักสูตร ของประเทศอื่น ๆ ให้ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทสไทย เนื้อหาที่หลัก สูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ นั้น ส่วน ใหญ่แล้วหลักสูตรของประเทศไทยให้ความสำคัญในพฤติกรรมระดับการนำไปใช้ มากกว่าหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ ส่วนเนื้อหาหลักสูตรของประเทศอื่น ๆ ให้ ความสำคัญมากกว่าหลักสูตรของประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่จะมากกว่า เนื่องจากการ เน้นความสำคัญในพฤติกรรมระดับการวิเคราะห์ เนื้อหาที่มีความสำคัญในหลักสูตร ของประเทศอื่น แต่หลักสูตรของประเทศไทย ชั้นมัะยมศึกษาปีที่ 2 ไม่ได้ให้ความ สำคัญ ได้แก่ ทฤษฎีจำนวน โพลิโนเมียลเซตจำกัด ความสัมพันธ์และฟังก์ชั่น การ จำแนกรูปเรขาคณิต คุณสมบัติของรูปเรขาคณิต การแปลงอย่างง่ายและการแปลความ หมายข้อมูล เนื้อหาที่มีความสำคัญในหลักสูตรของประเทศไทย แต่หลักสูตรของ ประเทศอื่น ๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญ คือ ระบบตัวเลขฐานต่าง ๆ
9ก. จากข้อสอบในแบบทดสอบวิชาคณิตศาศตร์ทั้งหมด 180 ข้อ มีข้อสอบที่วัดเนื้อหา ในหลักสูตรของประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 148 ข้อ การวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนชั้น ม .2 ตอนปลายปีการศึกษา พบว่า จากข้อสอบจำนวน 148 ข้อนี้ นักเรียนทำได้ถูกต้อง โดยเฉลี่ย 66 ข้อ หรือคิดเป็นร้อยละ 44 ของข้อสอบจำนวนดังกล่าว ผลสัมฤทธิ์ในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนเมื่อพิจารณาจากร้อยละของจำนวนข้อสอบที่นักเรียนทำได้ ถูกต้อง ในกลุ่มเนื้อหา การวัด สถิติ เลขคณิต เราขาคณิต และพีชคณิต ค่าดังกล่าว คิดเป็นประมาณร้อยละ 54, 52, 43, 40 และ 40 ตามลำดับ และเมื่อจำแนกข้อสอบ ตามพฤติกรรมระดับการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการวิเคราะห์ร้อยละ ของจำนวนข้อสอบที่วัดแต่ละระดับพฤติกรรมที่นักเรียนทำได้ถูกต้อง คิดเป็น ประมาณร้อยละ 40, 44, 51 และ 30 ตามลำดับ
9ข. ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนโรงเรียนในอำเภอเมืองนอก อำเภอเมือง และกรุงเทพ มหานครไม่แตกต่างกันในทุกกลุ่มเนื้อหาและระดับพฤติกรรม
9ค. ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์วัดตอนปลายปีการศึกษาสูงกว่า ผลสัมฤทธิ์วัดตอน ต้นปีการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ในทุกกลุ่มเนื้อหาและเกือบทุกระดับ พฤติกรรม ยกเว้นพฤติกรรมระดับการวิเคราะห์
9ง. ในการสอบตอนปลายปีการศึกษา ร้อยละของนักเรียนที่ทำข้อสอบได้ถูกต้อง เมื่อ จำแนกข้อสอบตามกลุ่มเนื้อหาคือ เลขคณิต พีชคณิต เรขาคณิต สถิติ และการวัด มี ประมาณร้อยละ 45, 37, 41, 48 และ 44 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบร้อยละของนักรี ยนที่ทำข้อสอบได้ถูกต้องในแต่ละกลุ่มเนื้อหากับความคาดหวังของครู ซึ่งครูคาดว่าจะ มีนักเรียนร้อยละ 41 - 60 ทำข้อสอบในแต่ละกลุ่มเนื้อหาได้ถูกต้อง พบว่า จำนวนของ นักเรียนเป็นไปตามความคาดหวังของครูเกือบทุกกลุ่มเนื้อหายกเว้นพีชคณิต ที่จำนวน ของนักเรียนน้อยกว่าที่ครูคาดหวัง
ส่วนร้อยละของนักเรียนที่ทำข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการคิดคำนวณ ความเข้าใจ การนำไปใช้และการวิเคราะห์ได้ถูกต้องมีร้อยละ 45, 44, 42 และ 37 ตามลำดับ จำนวนของนักเรียนดังกล่าวสอดคล้องกับที่ครูคาดหวังไว้ กล่าวคือ ครูคาดว่านักเรียน ที่ทำข้อสอบได้ถูกต้องมีร้อยละ 41 - 60 สำหรับข้อสอบที่วัดพฤติกรรมระดับการคิด คำนวณ ความเข้าใจ และการนำไปใช้และจะมีร้อยละ 6 - 40 สำหรับข้อสอบที่วัด พฤติกรรมระดับการวิเคราะห์
10. ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนจากการสอบวัดต้นปีและการสอบวัด ปลายปีการศึกษามีความสัมพันธ์กันในทางบวกสูงมากในทุกเนื้อหาและระดับ พฤติกรรม และความสัมพันธ์ของผลสัมฤทธิ์ระหว่างเนื้อหาและพฤติกรรมระดับต่าง ๆ มีค่าสูงมากทั้งในการสอบวัดต้นปีและปลายปีการศึกษา
11. ตัวแปรที่เกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียน และลักษณะห้องเรียนและโอกาสทางการ เรียนที่มีควมสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์มีดังนี้
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวครู ได้แก่ อายุ ประสบการณ์ในการสอน
ตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียน ได้แก่ อาชีพของบิดา การศึกษาของบิดา การ สนับสนุนของบิดามารดาในการเรียนคณิตศาสตร์ ความคาดหวังในเรื่องการศึกษาต่อ เจตคติต่อคณิตศาสตร์ การเห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ต่อสังคม
ตัวแปรที่เกี่ยวกับพฤติกรรมการสอนของครู ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการบริหารทั่วไปในชั้น เวลาที่ใช้ในการอบรมนักเรียนในชั้น ความถี่ของการใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง
ตัวแปรที่เกี่ยวกับความเห็นของครูต่อความสำคัญของกิจกรรมหรือเทคนิคการ สอน คณิตศาสตร์แบบต่าง ๆ ได้แก่ การกระตุ้นให้นักเรียนแข่งขันกันในด้านการเรียน การ ให้โจทย์ปัญหาประเภทที่นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการทำมากกว่าการตาม ตัวอย่างที่ครูแสดงให้ดู การทำให้นักเรียนเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าจะต้องทำอะไรในเวลา ที่กำหนดให้ การแจ้งผลการเรียนแก่นักเรียนเสมอว่าแต่ละคนทำได้ดีเพียงใด การให้ เวลาการอภิปรายให้ดำเนินต่อไปมากกว่าเวลาที่กำหนดไว้เมื่อนักเรียนยังแสดงว่า สนใจ
ตัวแปรที่เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของคณิตศาสตร์ของครู ได้แก่ โจทย์ ปัญหาทางคณิตศาสตร์ส่วนใหญ่มีวิธีแก้ได้หลายวิะ และโจทย์ต่าง ๆ ในวิชา คณิตศาสตร์สามารถแก้ได้โดยไม่ต้องอาศัยกฎใด ๆ
ตัวแปรที่เกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะของห้องเรียน ได้แก่ ที่ตั้งของโรงเรียน ความ สามารถในวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนัก เรียนในห้องที่มีพื้นฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
ตัวแปรเกี่ยวกับโอกาสทางการเรียน ได้แก่ โอกาสทางการเรียนเนื้อหา เศษส่วนและ ทศนิยม และพีชคณิต

12ก. ตัวแปรที่เกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับเจตคติของนักเรียนต่อคณิตศาสตร์ มีดังนี้
ตัวแปรเกี่ยวกับตัวนักเรียน ได้แก่ การสนับสนุนของบิดามารดาในการเรียน คณิตศาสตร์ ความคาดหวังในเรื่องการศึกษาต่อ และเวลาที่ใช้ทำการบ้านทุกวิชา
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ ปริมาณการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของครู ความถี่ของการใช้ อุปกรณ์ การสอนความถี่ของการใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง
ตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ได้แก่ ความสามารถในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนักเรียนในห้องที่มี พื้นฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
12ข. ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับการเห็นความสำคัญของวิชาคณิตศาสตร์ต่อสังคมของนักเรียน มีดังนี้
ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ได้แก่ อาชีพของบิดา การศึกษาของบิดาและมารดา ความ สามารถและการมองเห็นความสำคัญในวิชาคณิตศาสตร์ของผู้ปกครอง ความคาดหวัง เรื่องการศึกษาต่อ
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ ปริมาณการเรียนวิชาวิธีสอนคณิตศาสตร์ของครู ความถี่ของ การใช้แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง การให้ความสำคัญต่อการให้โจทย์ปัญหาประเภท ที่ นักเรียนต้องใช้ความพยายามในการทำมากกว่า การทำตามตัวอย่างที่ครูแสดงให้ ดู การให้ความสำคัญต่อการพูดไปในทางที่ดี ไม่ว่านักเรียนจะตอบถูกหรือผิด
ตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ได้แก่ ความสามารถในวิชา คณิตศาสตร์ของนักเรียนในห้องตามความเห็นของครู การกระจายของความสามารถ ในวิชาคณิตศาสตร์ของห้องตามความเห็นของครู ร้อยละของนักเรียนในห้องที่มีพื้น ฐานความรู้อย่างดีในวิชาคณิตศาสตร์ตามความเห็นของครู
12ค. ตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน ครู โรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ที่มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับมโนคติเกี่ยวกับตนในด้านความสามารถทางคณิตศาสตร์ของนักเรียน มีดัง นี้
ตัวแปรเกี่ยวกับครู ได้แก่ เวลาที่ใช้ในการบริหารทั่วไปในชั้น เวลาที่ใช้ในการอบรม นักเรียนในชั้น ความถี่ของการใช้แบบฝึกหัดหรือโจทย์ชุดต่าง ๆ ความเห็นว่าเป็นเวลา นานทีเดียวที่มิได้มีการค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ในวงการคณิตศาสตร์
สำหรับตัวแปรเกี่ยวกับนักเรียน และตัวแปรเกี่ยวกับโรงเรียนและลักษณะห้องเรียน ไม่ พบว่ามีตัวแปรใดที่มีความสัมพันธ์ทางบวกกับมโนคติเกี่ยวกับตนในด้านความ สามารถทางด้านคณิตศาสตร์
13ก. นักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงมาจากครอบครัวที่มีสถานภาพทาง อาชีพสูงกว่า มีพี่ชายและพี่สาวร่วมบิดามารดาน้อยกว่า เห็นความสำคัญของ
คณิตศาสตร์ต่อสังคมมากกว่า และยังไม่เห็นด้วยมากนักต่อการนำเครื่องคิดเลขและ คอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในการเรียนคณิตศาสตร์
นักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสู่เป็นนักเรียนของครูที่มีประสบการณ์ในการ สอนมากกว่าในห้อง มีนักเรียนที่ถือว่าเรียนเก่งในระดับ 33 % แรกของประเทศมาก กว่าในโรงเรียน มีการประชุมครูคณิตศาสตร์บ่อยครั้งกว่า สอนน้อยห้องกว่า และใน การสอนมักให้เนื้อหาที่ยากหรือลึกซึ้งกว่า ทั้งนี้เมื่อเทียบกับในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าว หน้าต่ำกว่า
13ข. ลักษณะของนักเรียนในห้องเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงนั้น ในความเห็นของ ครูความสามารถของนักเรียนในห้องมีการกระจายมากกว่า มีจำนวนนักเรียนที่มีพื้น ความรู้ดีคิดเป็นร้อยละมากกว่า นักเรียนมีความสนใจในคณิตศาสตร์และไม่มีปัญหา ด้านความประพฤติและนอกจากนี้ เด็กนักเรียนเหล่านี้สอนง่าย และนักเรียนเพียง จำนวนน้อยเท่านั้นที่กลัวคณิตศาสตร์
13ค. ครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงเมื่อเทียบกับครูของนักเรียนใน กลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าต่ำ ให้ความสำคัญกับพฤติกรรมการสอนต่อไปนี้มากกว่า ได้แก่ การกระตุ้นให้นักเรียนแข่งขันกันในด้านกาเรียน เมื่อสอนจบคาบสรุปสิ่งนั้น ทันที และทบทวนและอธิบายเกี่ยวกับข้อสอบทันที เมื่อตรวจให้คะแนนแล้ว
ทางด้านความคิดเห็นและเจตคติต่อคณิตศาสตร์ของครูของนักเรียน ในกลุ่มที่มีผล สัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงที่แตกต่างจากครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าที่เด่น ชัดคือ มีความชอบการสอนแก้โจทย์ปัญหาน้อยกว่าและเห็นด้วยมากกว่าต่อข้อความที่ ว่า ในการแก้ปัญหาโจทย์โดยใช้วิธีการที่ต่างจากเดิมมีโอกาสน้อยมาก
13ง. สำหรับความแตกต่างของครูของนักเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าสูงและต่ำ เมื่อ พิจารณากระบวนการสอน พบว่า มีเฉพาะเนื้อหาเศษส่วนและทศนิยม และพีชคณิต เท่านั้นที่สามารถจำแนกกลุ่มได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนตัวแปรที่สามารถ จำแนกกลุ่มได้คือ การสอนโดยเน้นกฎเกณฑ์ และโอกาสทางการเรียนเนื้อหานั้น ๆ โดยที่ครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้วหน้าสูงเน้นกฎเกณฑ์และจัดให้มีโอกาส ในการเรียนมากกว่าครูของนักเรียนในกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ก้าวหน้าต่ำ
14. ความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ปลายปีการศึกษา ได้รับ อิทธิพลจากผลสัมฤทธิ์ต้นปีการศึกษามากที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถอธิบายได้ด้วย ความแตกต่างของนักเรียนในเรื่องการเห็นความสำคัญของคณิตศาสตร์ต่อสังคม เวลา ที่ใช้ในการทำการบ้าน องค์ประกอบของนักเรียนในห้องและโอกาสทางการเรียน เนื้อหาคณิตศาสตร์ โดยตัวแปรเหล่านี้ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ประมาณร้อย ละ 90
ผลสัมฤทธิ์ในวิชาคณิตศาสตร์ต้นปีการศึกษามีอิทธิพลในทางตรงต่อผลสัมฤทธิ์ปลาย ปีการศึกษามากที่สุด เจตคติต่อคณิตศาสตร์ก็มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา ค่อนข้างสูง แต่ส่วนใหญ่เป็นอิทธิพลในทางอ้อมโดยไปมีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ต้นปี การศึกษา ค่อนข้างสูงและร่วมกันส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา
สิ่งแวดล้อมทางบ้าน ได้แก่ การศึกษาของบิดาและความสนับสนุนของบิดามารดาต่อ การเรียนคณิตศาสตร์มีอิทธิพลทางอ้อมมากพอสมควรต่อผลสัมฤทธิ์ปลายปีการศึกษา นอกจากนั้นยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อระดับความรู้พื้นฐาน เจตคติ และความคาดหวังใน เรื่องศึกษาต่อของ นักเรียนด้วย
ข้อเสนอแนะ
การใช้ผลการวิจัยได้เสนอแนะไว้สำหรับผู้พัฒนาหลักสูตร ครู และผู้บริหาร โดย ผู้ พัฒนาหลักสูตรสามารถนำผลการวิเคราะห์หลักสูตรคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้น ม.2 เทียบกับหลักสูตรของนักเรียนระดับชั้นเดียวกันไปประกอบการพิจารณาปรับปรุง หลักสูตร นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์การทำข้อสอบของนักเรียนเป็นรายข้อยังให้ ประโยชน์แก่ผู้พัฒนาหลักสูตร และครูในการศึกษาว่านักเรียนมีความสามารถอยู่ใน ระดับใดและมีเนื้อหาใดบ้างที่นักเรียนยังมีความรู้ความเข้าใจไม่เพียงพอ สำหรับผู้ บริหารนั้นผลการวิจัยยืนยันว่า การจัดครูเข้าสอนคณิตศาสตร์ในระดับนี้ควรเป็นครูที่มี ประสบการณ์ในการสอนและควรสนับสนุนให้ครูได้มีการประชุมปรึกษาหารือและ รับทราบเรื่องราวเกี่ยวกับการเรียนการสอนคณิตศาสตร์อย่างสม่ำเสมอ
ปี 2528
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved