ผลงานวิจัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สนิท สัตโยภาส - thaied

Current Record: ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สนิท สัตโยภาส

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สนิท สัตโยภาส

ผลการวิจัยปรากฏว่า นักเรียนได้รับการสอนซ่อมเสริมด้วยแบบฝึกมีสัมฤทธิ์ผลทาง การออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริม ด้วยวิธีปกติและการวิจัยครั้งนี้มีผลทำให้ได้แบบฝึกสำหรับสอนซ่อมเสริม นักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดไม่ชัดเจน
อภิปรายผล
จากการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนชาวเขาออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในแม่ กน กง กม กบ กด และ กก ไม่ชัดเจนจริง และออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยบกพร่อง 2 แบบ คือ ออกเสียงตัวสะกดหนึ่งเป็นอีกเสียงตัวสะกดหนึ่ง เช่น ชาวเขาเผ่าลีซอ กระเหรี่ยง มูเซอ แม้ว ออกเสียงคำว่า "สมุด" เป็น "สมุบ" และเว้นไม่ออกเสียงสะกดในคำ เช่น ชาวเขาเผ่าอีก้อ ออกเสียงคำว่า "สมุด" เป็น "สมุ" ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อ้อมฤทัย ไชยมงคล (2529) ที่ว่า "นักเรียนชาวเขามีปัญหาด้านการออกเสียงคำไม่ตรงตามตัวสะกดเป็นอันดับหนึ่ง" และงานวิจัยของประสงค์ รายณสุข และคณะ (2525) พบว่า นักเรียนชาวเขาทุกคน มีปัญหาการพูดตัวสะกดไม่ชัดเจนได้แก่ตัว ง น ก ด ม และ บ ซึ่งมีทั้งในลักษณะออกเสียง หนึ่งเป็นอีกเสียงหนึ่งและลักษณะเว้นไม่ออกเสียงในคำ
จากผลการเปรียบเทียบหาค่าความก้าวหน้าในการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดใน ภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มควบคุมปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการออกเสียงก่อนสอนกับ หลังสอนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าการสอนซ่อมเสริมด้วย วิธีปกติที่ครูใช้สอนนั้นไม่ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการทางด้านการออกเสียงคำที่มีตัวสะกด อาจเป็นเพราะการสอนด้วยวิธีปกตินั้นแก้ปัญหาการออกเสียงบกพร่องไม่ตรงจุด หรือไม่ตรงสาเหตุของปัญหาก็ได้ ซึ่งสาเหตุของการที่นักเรียนออกเสียงคำที่มีตัวสะกด ไม่ชัดเจนประการสำคัญคือเกิดจากความเคยชินกับการออกเสียงคำต่าง ๆ ในภาษา ชาวเขาเผ่าของตนอันเป็นภาษาที่ไม่มีเสียงตัวสะกดจนทำให้การออกเสียงคำในมาตรา ตัวสะกดทั้ง 6 แม่ ดังกล่าวมาแล้วบกพร่องไป และการออกเสียงบกพร่องในแต่ละแม่ก็ ไม่เหมือนกัน บางแม่หรือบางคำยกเว้นไม่ออกเสียงตัวสะกด เช่น ชาวเขาเผ่าเย้า อีก้อ ออกเสียงคำว่า "ดอกไม้" เป็น "เดาะไม้" แต่บางแม่หรือบางคำออกเสียงตัวสะกดหนึ่ง เป็นอีกตัวสะกดหนึ่ง เช่น ชาวเขาเผ่าแม้วออกเสียงคำว่า "จาน" เป็น "จาม" ดังนั้น สาเหตุย่อย ๆ ของปัญหาการออกเสียงในแต่ละมาตราตัวสะกดจึงไม่เหมือนกัน ถ้านักเรียนออกเสียงคำว่า "ดอกไม้" เป็น "เดาะไม้" สาเหตุก็คือนักเรียนออกเสียงคำนี้ โดยอ้าปากพร้อมกับเปล่งลมออกมาให้เกิดเสียงเท่านั้น ไม่ยกโคนลิ้นขึ้นแตะเพดานอ่อน เมื่อถึงขั้นแก้ไขจะต้องฝึกให้นักเรียนออกเสียงโดยยกโคนลิ้นแตะเพดานอ่อนหรือถ้า นักเรียนออกเสียงคำว่า "จาน" เป็น "จาม" สาเหตุก็คือ นักเรียนออกเสียงคำนี้โดย เปล่งลมพร้อมกับปิดริมฝีปาก ถ้าจะฝึกให้นักเรียนออกเสียงคำนี้ได้ชัดเจนจะต้องฝึก ให้นักเรียนออกเสียงโดยยกปลายลิ้นแตะเพดานแข็งและปากเปิด
ถ้าครูสามารถวิเคราะห์สาเหตุได้ถูกต้องแล้ว พยายามหาวิธีแก้ไขโดยอธิบายที่เกิดของ เสียงตัวสะกดแต่ละแม่ให้นักเรียนเข้าใจ พร้อมกับฝึกให้ออกเสียงไปด้วย ก็จะแก้ไข ปัญหาดังกล่าวได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าการแก้ไขข้อบกพร่องในการออกเสียงเป็นเพียง ให้ออกเสียงตามครูเพียงอย่างเดียว ผลที่ได้จะน้อยหรือไม่ได้ผลเลยก็ได้
เนื่องจากได้พบว่า ปัญหาด้านการออกเสียงไม่ชัดเจนของนักเรียนชาวเขานี้ นอกจากจะ ออกเสียงคำที่มีตัวสะกดไม่ชัดเจนแล้ว ยังมีปัญหาด้านการออกเสียงพยัญชนะต้น ร ง ส ฮ เสียงพยัญชนะควบกล้ำ ร ล เสียงสระ อา แอ อี อือ อัว ออ เอีอะ เอียะ และเสียง วรรณยุกต์จัตวา อีกด้วย จึงควรมีการวิจัยเพื่อสร้างแบบฝึกใช้ สอนซ่อมเสริมเกี่ยวกับ ปัญหาดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนภาษาไทยแก่เด็กชาวเขามีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 1624
ชื่อผลงานวิจัย การสร้างแบบฝึกเพื่อสอนซ่อมเสริมนักเรียนชาวเขาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ที่มีปัญหาด้านการออกเสียงตัวสะกดไม่ชัดเจน
ชื่อผู้วิจัย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สนิท สัตโยภาส
สถานที่ติดต่อ ภาควิชาภาษาไทย วิทยาลัยครูเชียงใหม่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) พฤษภาคม 2530 - เมษายน 2531
ประเภท เป็นผลงานวิจัย
สถานที่จัดเก็บผลงาน วิทยาลัยครูเชียงใหม่ สหวิทยาลัยล้านนา
ประวัติความเป็นมา(history) มนุษย์ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารและศึกษาหาความรู้ ผู้ที่สามารถใช้ทักษะ ทางภาษาได้ดีย่อมทำให้การดำเนินกิจการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพและทำให้ดำเนินชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ชาติไทยมีภาษาไทยเป็นประจำชาติ คนไทยใช้ภาษากลาง ที่เป็นมาตรฐานเพื่อติดต่อสื่อสารกันในชีวิตประจำวัน การที่มีภาษาใช้ร่วมกันทำให้เกิด ความรู้สึกเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เกิดพลัง เกิดความสามัคคีภายในชาติ


ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงควรศึกษาภาษาไทยให้เข้าใจลึกซึ้งพร้อมทั้งพยายามฝึกฝนทักษะ การใช้ภาษาให้สามารถใช้ภาษาได้อย่างถูกต้องและเกิดผลสัมฤทธิ์ แต่ถ้าการใช้ภาษา มีข้อบกพร่องเป็นต้นว่า ใช้ภาษาไม่ถูกต้อง ออกเสียงผิดเพี้ยน เพราะได้รับอิทธิพลจาก ภาษาถิ่นอย่างเช่นการพูดไม่ชัดของชาวไทยมุสลิมที่ใช้ภาษามลายูในชีวิตประจำวัน และ การพูดไม่ชัดของชาวเขา ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยเป็นอาทิ จะทำให้การสื่อสาร ไร้ผล เข้าใจไม่ตรงกัน ทำให้เสียเวลาอาจเป็นปัญหาต่อการดำเนินงานหรือบางครั้งอาจมี ผลกระทบกระเทือนต่อความมั่งคงของชาติได้ ดังที่ บุญเหลือ เทพยสุวรรณ (2518 : 2) กล่าวถึงเรื่องนี้ ".... เป็นความจำเป็นอันแท้จริงที่จะต้องมีภาษาสื่อสารกันให้สะดวกทั้งชาติ ถ้าหากชนกลุ่มน้อยซึ่งมีอยู่ทุกชาติ (หรือประชาชาติ) ต่างกลุ่มต่างก็จะใช้ภาษาของตน อุปสรรคในการสื่อสารก็จะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..."


สำหรับชาวเขาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยปัจจุบันนี้ มีกระจัดกระจาย อยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ไม่น้อยกว่า 21 จังหวัด ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขา ที่ห่างไกลความเจริญในจังหวัดทางภาคเหนือของไทย เช่น เชียงใหม่ น่าน เชียงราย และ แม่ฮ่องสอน เป็นต้น จากการสำรวจของกองสงเคราะห์ชาวเขา กรมประชาสงเคราะห์ กระทรวงมหาดไทย เมื่อ พ.ศ. 2529 (2530 : 3) ปรากฏว่า ชาวเขามีจำนวนประชากร ประมาณ 505,359 คน ซึ่งชาวเขาเหล่านี้รัฐบาลยอมรับว่าพวกเขาเป็นคนไทย มีสิทธิหน้าที่เช่นเดียวกับคนไทยพื้นราบทุกคน ดังนั้น เด็กชาวเขาทุกคนก็มีสิทธิและ หน้าที่ที่จะต้องเข้ารับการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการประถมศึกษา พ.ศ. 2523 นักเรียนชาวเขาเหล่านี้จะต้องเรียนภาษาไทยและใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ แต่ในชีวิตประจำชาวเขาใช้ภาษาชาวเขาเผ่าตนติดต่อสื่อสารกันภายในท้องถิ่น การที่ นักเรียนชาวเขาใช้ภาษาของตนเป็นภาษาแม่ เมื่อเรียนภาษาไทยกลางเป็นภาษาที่สองจึงเกิด ัญหาด้านการเรียนการสอน เกี่ยวกับเรื่องนี้ ประสงค์ รายณสุข และคณะ (2525 : 79 - 83) ได้ศึกษาปัญหาและวิธีการแก้ไขการพูดภาษาไทยกลางของเด็กชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ผลการ ศึกษาพบว่า "เด็กชาวเขาทุกคนมีปัญหาการพูดไม่ชัด ได้แก่ เสียงพยัญชนะต้น ร ง ฮ ส เสียงพยัญชนะควบกล้ำ ร ล และเสียงพยัญชนะตัวสะกด ง น ม ก ด บ เสียงสระได้แก่ อา แอ อี เอือ อัว เอียะ และเสียงวรรณยุกต์จัตวา" และอ้อมฤทัย ไชยมงคล (2529 : 176-213) ได้ ศึกษาปัญหาการสอนภาษาไทยของครูประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชาวเขาตามหลักสูตร ประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดในเขตการศึกษา 8 พบว่า ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวผู้เรียนซึ่งครูให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง คือ "การอ่านออกเสียงคำไม่ตรงตัวตัวสะกด"


จากผลการวิจัยผนวกกับประสบการณ์ตรงของผู้วิจัยเอง มีความเห็นปัญหาด้านการ ออกเสียงตัวสะกดไม่ชัดเจนมีอยู่ในระดับมาก ด้วยเหตุที่คำในภาษาชาวเขาเกือบทุกเผ่า ไม่มีตัวสะกดและจากความเคยชินกับการออกเสียงคำที่ไม่มีตัวสะกดนี้เอง ทำให้นักเรียน ชาวเขาออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยกลางไม่ชัดเจนหรือเว้นไม่ออกเสียง ตัวสะกดในบางคำ ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงได้คิดสร้างแบบฝึกเพื่อใช้สอนซ่อมเสริมนักเรียน ชาวเขาที่มีปัญหาดังกล่าว อันจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอนภาษาไทย แก่เด็กชาวเขาให้มีประสิทธิภาพต่อไป


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อสร้างแบบฝึกสำหรับใช้ในการสอนซ่อมเสริมนักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการออกเสียงคำที่สะกดไม่ชัดเจน
2. เพื่อเปรียบเทียบสัมฤทธิ์ผลด้านการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดของนักเรียนที่ได้รับการ สอนซ่อมเสริม โดยการใช้แบบฝึกกับนักเรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริมโดยวิธีปกติ
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาวเขาชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน ศึกษาสงเคราะห์ จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2530 จำนวน 52 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 26 คน และกลุ่มควบคุม 26 คน
เครื่องมือ(tool) 1. แบบทดสอบวัดสัมฤทธิ์ผลทางการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยผู้วิจัย สร้างขึ้นเอง
2. แบบฝึกการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทย จำนวน 19 แบบฝึกผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
3. แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรม ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง
4. เครื่องบันทึกเสียงใช้ภาษาบันทึกเสียงนักเรียนเป็นรายบุคคล ในการทดสอบก่อนและ หลังกาสอน
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้
1. นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นไปทดสอบก่อนสอนกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างภาคสนาม จำนวน 52 คน ด้วยวิธีการบันทึกเสียงไว้เป็นรายบุคคล ผู้วิจัยเป็นผู้บันทึกเสียงเอง
2. นำผลการทดสอบก่อนสอนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบหาค่า ความแตกต่างกัน โดยใช้สูตร t-test (Furguson, 1976)
3. ดำเนินการสอนซ่อมเสริมโดยให้นักเรียนกลุ่มควบคุมเรียนซ่อมเสริมด้วยวิธีปกติ ส่วนกลุ่มทดลองให้เรียนซ่อมเสริมด้วยแบบฝึกที่สร้างขึ้น ทั้งสองกลุ่มซ่อมเสริมเวลา เดียวกัน คือ ชั่วโมงสุดท้ายของวันพุธ วันพฤหัสบดี และวันศุกร์ของสัปดาห์ จัดสอนครั้งละ 30-45 นาที รวมเวลาเรียนทั้งหมด 19 ครั้ง ใช้เวลาเรียนประมาณ 7 สัปดาห์
4. ขณะที่กลุ่มทดลองเรียนซ่อมเสริมนั้น ผู้วิจัยและครูประจำชั้นจะเฝ้าสังเกตพฤติกรรม ของนักเรียนเพื่อดูเจตคติที่นักเรียนมีต่อแบบฝึก แล้วนำผลการสังเกตบันทึกลงใน แบบบันทึกรวมบันทึกการสังเกตทั้ง 6 ครั้ง
5. ทดสอบภายหลังการสอนทั้งนักเรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม โดยใช้แบบทดสอบ ชุดเดียวกับข้อ 1
6. นำผลการทดสอบหลังสอนของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบหา ค่าความแตกต่างกัน โดยใช้สูตร t-test (Furguson, 1976)
7. นำผลการทำสอบก่อนสอน และหลังสอนของกลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบหาค่า ความก้าวหน้าในการออกเสียงเป็นรายบุคคล โดยใช้สูตร t-test (Guilford, 1950)
8. นำผลการทดสอบก่อนและหลังสอนของกลุ่มควบคุมมาเปรียบเทียบหาค่า ความก้าวหน้าในการออกเสียงเป็นรายบุคคล โดยใช้สูตร t-test (Guilford, 1950)
9. นำค่าความก้าวหน้าในการออกเสียงของกลุ่มควบคุมกับกลุ่มทดลองมาเปรียบเทียบ หาค่าความแตกต่างกัน โดยใช้สูตร t-test (Guilford, 1950)
10. นำผลการสังเกตพฤติกรรมนักเรียนกลุ่มทดลอง เพื่อดูเจตคติที่มีต่อแบบฝึกของผู้วิจัย และครูประจำชั้นมาหาค่าความเชื่อได้ โดยใช้สูตร Scott (วิเชียร เกตุสิงห์, 1950)
ข้อสรุป(summary) ผลการวิจัยปรากฏว่า นักเรียนได้รับการสอนซ่อมเสริมด้วยแบบฝึกมีสัมฤทธิ์ผลทาง การออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการสอนซ่อมเสริม ด้วยวิธีปกติและการวิจัยครั้งนี้มีผลทำให้ได้แบบฝึกสำหรับสอนซ่อมเสริม นักเรียนชาวเขา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่มีปัญหาด้านการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดไม่ชัดเจน
อภิปรายผล
จากการศึกษาวิจัยพบว่า นักเรียนชาวเขาออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในแม่ กน กง กม กบ กด และ กก ไม่ชัดเจนจริง และออกเสียงคำที่มีตัวสะกดในภาษาไทยบกพร่อง 2 แบบ คือ ออกเสียงตัวสะกดหนึ่งเป็นอีกเสียงตัวสะกดหนึ่ง เช่น ชาวเขาเผ่าลีซอ กระเหรี่ยง มูเซอ แม้ว ออกเสียงคำว่า "สมุด" เป็น "สมุบ" และเว้นไม่ออกเสียงสะกดในคำ เช่น ชาวเขาเผ่าอีก้อ ออกเสียงคำว่า "สมุด" เป็น "สมุ" ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อ้อมฤทัย ไชยมงคล (2529) ที่ว่า "นักเรียนชาวเขามีปัญหาด้านการออกเสียงคำไม่ตรงตามตัวสะกดเป็นอันดับหนึ่ง" และงานวิจัยของประสงค์ รายณสุข และคณะ (2525) พบว่า นักเรียนชาวเขาทุกคน มีปัญหาการพูดตัวสะกดไม่ชัดเจนได้แก่ตัว ง น ก ด ม และ บ ซึ่งมีทั้งในลักษณะออกเสียง หนึ่งเป็นอีกเสียงหนึ่งและลักษณะเว้นไม่ออกเสียงในคำ
จากผลการเปรียบเทียบหาค่าความก้าวหน้าในการออกเสียงคำที่มีตัวสะกดใน ภาษาไทยของนักเรียนกลุ่มควบคุมปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการออกเสียงก่อนสอนกับ หลังสอนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แสดงว่าการสอนซ่อมเสริมด้วย วิธีปกติที่ครูใช้สอนนั้นไม่ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการทางด้านการออกเสียงคำที่มีตัวสะกด อาจเป็นเพราะการสอนด้วยวิธีปกตินั้นแก้ปัญหาการออกเสียงบกพร่องไม่ตรงจุด หรือไม่ตรงสาเหตุของปัญหาก็ได้ ซึ่งสาเหตุของการที่นักเรียนออกเสียงคำที่มีตัวสะกด ไม่ชัดเจนประการสำคัญคือเกิดจากความเคยชินกับการออกเสียงคำต่าง ๆ ในภาษา ชาวเขาเผ่าของตนอันเป็นภาษาที่ไม่มีเสียงตัวสะกดจนทำให้การออกเสียงคำในมาตรา ตัวสะกดทั้ง 6 แม่ ดังกล่าวมาแล้วบกพร่องไป และการออกเสียงบกพร่องในแต่ละแม่ก็ ไม่เหมือนกัน บางแม่หรือบางคำยกเว้นไม่ออกเสียงตัวสะกด เช่น ชาวเขาเผ่าเย้า อีก้อ ออกเสียงคำว่า "ดอกไม้" เป็น "เดาะไม้" แต่บางแม่หรือบางคำออกเสียงตัวสะกดหนึ่ง เป็นอีกตัวสะกดหนึ่ง เช่น ชาวเขาเผ่าแม้วออกเสียงคำว่า "จาน" เป็น "จาม" ดังนั้น สาเหตุย่อย ๆ ของปัญหาการออกเสียงในแต่ละมาตราตัวสะกดจึงไม่เหมือนกัน ถ้านักเรียนออกเสียงคำว่า "ดอกไม้" เป็น "เดาะไม้" สาเหตุก็คือนักเรียนออกเสียงคำนี้ โดยอ้าปากพร้อมกับเปล่งลมออกมาให้เกิดเสียงเท่านั้น ไม่ยกโคนลิ้นขึ้นแตะเพดานอ่อน เมื่อถึงขั้นแก้ไขจะต้องฝึกให้นักเรียนออกเสียงโดยยกโคนลิ้นแตะเพดานอ่อนหรือถ้า นักเรียนออกเสียงคำว่า "จาน" เป็น "จาม" สาเหตุก็คือ นักเรียนออกเสียงคำนี้โดย เปล่งลมพร้อมกับปิดริมฝีปาก ถ้าจะฝึกให้นักเรียนออกเสียงคำนี้ได้ชัดเจนจะต้องฝึก ให้นักเรียนออกเสียงโดยยกปลายลิ้นแตะเพดานแข็งและปากเปิด
ถ้าครูสามารถวิเคราะห์สาเหตุได้ถูกต้องแล้ว พยายามหาวิธีแก้ไขโดยอธิบายที่เกิดของ เสียงตัวสะกดแต่ละแม่ให้นักเรียนเข้าใจ พร้อมกับฝึกให้ออกเสียงไปด้วย ก็จะแก้ไข ปัญหาดังกล่าวได้ไม่ยากนัก แต่ถ้าการแก้ไขข้อบกพร่องในการออกเสียงเป็นเพียง ให้ออกเสียงตามครูเพียงอย่างเดียว ผลที่ได้จะน้อยหรือไม่ได้ผลเลยก็ได้
เนื่องจากได้พบว่า ปัญหาด้านการออกเสียงไม่ชัดเจนของนักเรียนชาวเขานี้ นอกจากจะ ออกเสียงคำที่มีตัวสะกดไม่ชัดเจนแล้ว ยังมีปัญหาด้านการออกเสียงพยัญชนะต้น ร ง ส ฮ เสียงพยัญชนะควบกล้ำ ร ล เสียงสระ อา แอ อี อือ อัว ออ เอีอะ เอียะ และเสียง วรรณยุกต์จัตวา อีกด้วย จึงควรมีการวิจัยเพื่อสร้างแบบฝึกใช้ สอนซ่อมเสริมเกี่ยวกับ ปัญหาดังกล่าวด้วย ซึ่งจะทำให้การเรียนการสอนภาษาไทยแก่เด็กชาวเขามีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น
ปี 2531
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved