ผลงานวิจัย

นายตวงสิทธิ์ ป้อมสุวรรณ - thaied

Current Record: นายตวงสิทธิ์ ป้อมสุวรรณ

นายตวงสิทธิ์ ป้อมสุวรรณ

พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.44 มีทัศนคติเกี่ยวกบยาเสพติดในระดับดี ค่าเฉลี่ยเทากับ 4.16 และมีพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 สำหรับการวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ พบว่า

1. ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.17
2. ทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติด มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.46
3. ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 129
ชื่อผลงานวิจัย การศึกษาสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษของนักเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
หัวข้อ(Eng) A Study on the Relationship between Knowledge Attitude and Practice Concerning Drug Dependence of Upper Secondary School Students under Department of General Education Chaiyaphum Province
คำสำคัญ(keyword) ความสัมพันธ์ การป้องกันยาเสพติดให้โทษ ปี2541
ผู้วิจัย
ชื่อผู้วิจัย นายตวงสิทธิ์ ป้อมสุวรรณ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Tuangsit Pomsuwan
ตำแหน่ง อาจารย์ 1 ระดับ 4
การศึกษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพลศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนลิมพลี อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2541
ประเภท วิทยานิพนธ์มหาวิทยาลัยขอนแก่น
สถานที่จัดเก็บผลงาน ห้องสมุด คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) ยาเสพติดเป็นปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นมารตั้งแต่โบราณกาลมาแล้ว นานาประเทศทั่วโลกล้วนต้องประสบกับปัญหาต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับยาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสุขภาพของประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ปัญหาอาชญากรรม หรือปัญหาอื่น ๆ นานัปการ ซ้ำร้ายยังมีปัญหาโรคเอสด์เข้ามาเป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงและเป็นมหันตภัยของโลก โดยยาเสพติดก็เป็นหนึ่งในการที่จะเป็นสื่อที่จะนำไปสู่โรคร้ายชนิดนี้

ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหายาเสพติดมาช้านาน เทคโนโลยีใหม่ การติดต่อที่ทันสมัย ภาวะการณ์ของโลกยุคปัจจุบัน เทคโนโลยี การติดต่อที่ทันสมัยและรวดเร็ว ทำให้ผู้เสพย์สามารถใช้ยาเสพติดได้ง่ายและสะดวก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2536 ได้ประมาณการผู้ใช้ยาเสพติดใน 5 ประเภท คือ สารระเหย กัญชา เฮโรอิน และฝิ่น มีผู้ใช้ยาเสพติดของประเทศไทยทุกกลุ่มรวมทั้งสิ้น 1,267,590 คน มีกลุ่มวัยเรียนและเยาวชนอายุระหว่าง 15-25 ปี ใช้ยาเสพติดจำนน 71,666 คน และปัญหาจากการที่ติดยาเสพติอยู่แล้วที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สถานการณ์ที่น่าห่วงมากในปัจจุบัน คือ การแพร่ระบาดในชุมชนที่นักเรียนอาศัย สิ่งเหล่านี้ทำให้เด็กและเยาวชนมีโอกาสใช้ยาเสพติดได้ง่าย โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่อยู่ในวัย ที่ต้องศึกษาหาความรู้ ซึ่งส่วนหนึ่งเมื่อจบการศึกษาต้องเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา อีกส่วนหนึ่งต้องออกไปประกอบอาชีพและมีครอบครัว จึงส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้โทษโดยใช้มาตรการด้านการปราบปรามและบำบัดรักษานั้นยังไม่เพียงพอลไม่อาจประสบผลสำเร็จได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้มาตรการป้องกันร่วมด้วย ซึ่งเป็นวิธีที่จะช่วยลดปัญหาก่อนที่จะเกิดขึ้น วิธีการป้องกันซึ้งเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปก็คือ การศึกษาเรื่องยาเสพติดให้โทษนั่นเอง




กระทรวงศึกษาธิการก็ตระหนักถึงภัยของยาเสพติดที่กำลังรุกลามเข้ามายังสถานศึกษา จึงได้มีแผนป้องกันสารเสพติดให้โทษในสถานศึกษา (พ.ศ.2540-2544) โดยกำหนดนโยบายต่าง ๆ เช่น การจัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการและคณะกรรมการจัดทำแผนและมาตรการป้องกันสารเสพติดให้โทษในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาและอุดมศึกษา มีผู้แทนจากส่วนราชการต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการเป็นกรรมการและคณะทำงานโดยที่คณะกรรมการจัดทำแผนและมาตรการป้องกันสารเสพติดให้โทษในสถานศึกษามีหน้าที่จัดทำแผนพัฒนาการเรียนการสอน กำหนดวิธีการส่งเสริมผู้บริหารครูผู้สอนในเรื่องกระบวนการสอน กำหนดมาตรการในการกำกับดูแลและประสานงานเพื่อป้องกันสารเสพติดให้โทษในสถานศึกษา เพื่อให้งานป้องกันสารเสพติดให้โทษในสาถนศึกษาดินินไปด้วยความเรียบร้อย สนองนโยบายของรัฐบาลอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540-2544) โรงเรียนสีขาวก็เป็นโครงการหนึ่งที่กระทรวงศึกษาธิการได้ให้ความสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดรูปธรรมในสถานศึกษา




จังหวัดชัยภูมิก็เป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบกับปัญหายาเสพติด โดยในปี พ.ศ.2539 มีผู้เข้ารับการบำบัดยาเสพติดมากที่สุด คือ เฮโรอิน คิดเป็นร้อยละ 38.40 รองลงมาคือ บุหรี่ ร้อยละ 26.58 และยาบ้า คิดเป็นร้อยละ 73.62 รองลงมา เป็นเฮโรอินร้อยละ 9.23 ซึ่งในจำนวนนี้มีนักเรียนที่เรียนอยู่ในชันมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวนมาก



จากที่กล่าวมา ผู้วิจัยเองมีความสนใจที่จะศึกษาถึง ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรม การป้องกันยาเสพติดให้โทษ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความสัมพันธ์กันมากน้อย ถูกต้อง เหมาะสมอยู่ในระดับหนึ่ง ซึ่งการวิจัยครั้งนี้จะเป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับหน่วยงานด้านการศึกษาในการแก้ไขปัญหา ปรับปรุง และพัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษในระดับมัธยมศึกษา รวมทั้งวางแผนการจัดโครงการและกิจกรรในการป้องกันยาเสพติดให้โทษในสถานศึกษาต่อไป



แนวคิด(concept) 1. ความหมายโดยทั่วไป


2. ประเภทของยาเสพติดตามเนื้อหาในวิชาสุขศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

3. ปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาสังกัดกรมสามัญศึกษา

4. กรอบแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

5. ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ ทัศนคติและพฤติกรรม

วัตถุประสงค์(objective) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาในจังหวัดชัยภูมิ
สมมุติฐาน(assumption) ความรู้ ทัศนคติ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนลาย สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดชัยภูมิ
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยเชิงสำรวจ แบบหาความสัมพันธ์ (Descriptive Correctional Method)
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรทีใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4, 5, 6) สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดชัยภูมิ ปีการศึกษา 2541 จำนวน 17,700 คน จากโรงเรียนที่ทำการเปิดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
จำนวน 34 โรงเรียน ซึงแบ่งออกเป็น 3 ขนาด (ตามเกณฑ์ของกรมสามัญศึกษา) คือ โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 4 โรงเรียน จำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 5,200 คน ขนาดใหญ่ 6 โรงเรียน จำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 4,200 คน และขนาดกลาง 24 โรงเรียน จำนวนนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย 8,300 คน คำนวณหากลุ่มตัวอย่างที่โรงเรียนทั้ง 3 ขนาด ได้กลุ่มตัวอย่างโรงเรียนจำนวน 12 โรงเรียน และคำนวณหาจำนวนนักเรียนกลุ่มตัวอย่างได้จำนวน 391 คน เพื่อให้ผลการวิจัยครั้งนี้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน620 คน
การสุ่มตัวอย่าง ในการเก็บตัวอย่างเพื่อการวิจัยครั้งนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 620 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบชั้นภูมิหลายขั้นตอน (Stratified Multi - Stage Random Sampling) ดังรายละเอียดการดำเนินการตามขั้นตอนการหากลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการวิจัยดังนี้

การหาโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง ใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) จากโรงเรียนมัธยมศึกษาที่เปิดสอนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งหมด 34 โรงเรียน โดยแบ่งโรงเรียนทั้งหมดออกเป็น 3 ขนาด คือ ขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ซึ่งกำหนดเกณฑ์ด้วยจำนวนนักเรียนตามกรมสามัญศึกษากำหนด
ขนาดของโรงเรียนมัธยมศึกษา ตามเกณฑ์กรมสามัญศึกษากำหนด

จำนวนนักเรียน (คน) ขนาดโรงเรียน
2,500 ขึ้นไป ขนาดใหญ่พิเศษ
1,500 -2,499 ขนาดใหญ่
500-1,499 ขนาดกลาง
ตามเกณฑ์ของกรมสามัญศึกษากำหนดโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ แบ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 4 โรงเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่ 6 โรงเรียน ขนาดกลาง 24 โรงเรียน ผู้วิจัยได้สุ่มเลือกมาร้อยละ 30 ของจำนวนโรงเรียนแต่ละขนาด (บุญชม ศรีสะอาด, 2532) ได้โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ 2 โรงเรียน โรงเรียนขนาดใหญ่ 2 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดกลาง 8 โรงเรียน สุ่มนักเรียนของแต่ละโรงเรียนโดยจัดสรรตามส่วน (Proportionals allocation) ตามจำนวนนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งหมดของแต่ละโรงเรียน

สุ่มนักเรียนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละระดับชั้น ใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย Simple Random Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลาก โดยแบ่งระดับ ม.4 , ม.5, และ ม.6 ตามลำดับโดยการเก็บข้อมูลจากนักเรียนทั้งห้องทุกระดับชั้น เพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่ต้องการ
ตัวแปร(variable) a. ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด

b. ทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติด
c. พฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดของนักเรียน
คำนิยาม(defination) 1. ยาเสพติดให้โทษ หมายถึง สารหรือยาที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเสพย์เข้าสู่ร่างกายไม่ว่าจะโดยรับประทาน ดม ฉีด สูบหรือด้วยประการใด ๆ แล้วทำให้มีผลต่อร่างกายและจิตในในลักษณะสำคัญ เช่น ต้องเพิ่มขนาดและการเสพย์มากขึ้น เกิดอาการถอนยาเมื่อหยุดใช้ยา เกิดความต้องการเสพย์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ อย่างรุนแรงตลอดเวลาและสุขภาพร่างกายทรุดโทรม

2. ความรู้ หมายถึง ความสามารถของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในการจดจำและระลึกได้ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ลักษณะอาการ ความรุนแรง การป้องกัน การบำบัดรักษายาเสพติดให้โทษ ที่ได้รับจากการเรียนรู้ จากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึงวัดได้จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยใช้เก็บข้อมูล
3. ทัศนคติ ศักยภาพภายใน ค่านิยม ความรู้สึก ความคิดเห็นความเชื่อ ซึ่งมีอารมณ์เป็นส่วนประกอบของนักเรียนที่มีต่อยาเสพติดให้โทษ ซึ่งพิจารณาได้จากคะแนนรวมของแบบวัดทัศนคติที่ผู้วิจัยใช้เก็บข้อมูล
4. พฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด หมายถึง การปฏิบัติตัวของนักเรียนในการป้องกันการใช้ยาเสพติดได้อย่างถูกต้อง ได้แก่ การเลือกคบเพื่อน ไม่ทดลองใช้สารเสพติดใด ๆ การชักจูงผู้เสพย์สารเสพติดให้เลิกเสพย์ การใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ซึ่งวัดได้จากแบบสอบถามที่ผู้วิจัยใช้เก็บข้อมูล
5. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาในเขตจังหวัดชัยภูมิ
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยปรับปรุงจากเครื่องมือของรัชนี พลแสน (2535) ประกอบด้วยคำถาม 4 ส่วน คือ

1.ข้อมูลทั่วไปของนักเรียน
2.แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับยาเสพติด
3.แบบวัดทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติด
4.แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด โดยได้ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 6 ท่าน หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ ใช้สูตร คูเดิร์ริชาร์คสัน (KR - 20) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 แบบวัดทัศนคติและแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์ดอัลบฟาของครอนบาช (Cronbach's Alpha Coefficient) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 และ 0.86 ตามลำดับ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

1. จัดเตรียมแบบสอบถามให้ครบตามจำนวนกลุ่มตัวอย่าง
2. ผู้วิจัยนำหนังสือที่ทำขึ้นจากบัณฑิตวิทยาลัย ถึงผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มตัวอย่าง เพื่อขออนุญาตและขอความร่วมมือจากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดกรมสามัญศึกษาจังหวัดชัย๓มิ ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
3. ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ตามวัน เวลาที่ผู้วิจัยกำหนด นำคำตอบมาตรวจให้คะแนนตามเกณฑ์ของแบบสอบถามแต่ละฉบับ และนำคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ต่อไป
การวิเคราะห์(analysis) มีขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ตามลำดับดังนี้

1. แจกแจงความถี่และค่าร้อยละ ของข้อคำถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
2. คำนวณหาค่าเฉลี่ย (X) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนรายข้อของแบบวัดทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ และพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษ
3. วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ กับทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติด ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษ และความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษโดยการปาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมาพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation Coefficient) ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05
ข้อสรุป(summary) พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.44 มีทัศนคติเกี่ยวกบยาเสพติดในระดับดี ค่าเฉลี่ยเทากับ 4.16 และมีพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.13 สำหรับการวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ พบว่า

1. ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดมีความสัมพันธ์ทางบวกกับทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.17
2. ทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติด มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.46
3. ความรู้เกี่ยวกับยาเสพติดไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการป้องกันยาเสพติดให้โทษ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ด้านการศึกษา

ควรจัดโครงการป้องกันยาเสพติดให้โทษในสถานศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการติดสิ่งเสพติดให้โทษของนักเรียน เพื่อเป็นการส่งเสริมเพิ่มพูนความรู้ เนื่องจากผลการวิจัยพบว่านักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย มีความรู้เฉลี่ยผ่านเกณฑ์
ด้านทัศนคติ

1. ด้านทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของนักเรียนดีอยู่แล้ว ควรมีการส่งเสริมและปลูกฝังทัศนคติให้ดียิ่งขึ้นและทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ถูกต้องในการป้องกันยาเสพติดให้โทษต่อไป
2. การรณรงค์ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งในระบบรูปแบบการศึกษา และนอกระบบการศึกษา ซึ่งจะต้องสอดแทรกการสร้างจิตสำนึกที่ดี จึงจะส่งผลให้เกิดความรู้และพฤติกรรมที่ดีตามไปด้วย
ด้านการปฏิบัติ

โรงเรียนควรจัดให้มีการทัศนะศึกษาในสถานบำบัดยาเสพติดด้วย เพื่อที่จะให้นักเรียนมีประสบการณ์ตรงในเรื่องของโทษและการบำบัดยาเสพติด
ด้านการวิจัย

1. ควรจัดอบรมให้ความรู้เรื่องยาเสพติดให้โทษแกนักเรียน และนักศึกษาการเปรียบเทียบความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับยาเสพติดก่อนและหลังการอบรม
2. ควรศึกษาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ของปัจจัยที่มีผลต่อความรู้ในการป้องกันยาเสพติด
ปี 2541
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved