ผลงานวิจัย

นางสาวอรอนงค์ รู้บุญ - thaied

Current Record: นางสาวอรอนงค์ รู้บุญ

นางสาวอรอนงค์ รู้บุญ

1 การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการ แก้ปัญหา พบว่าการสอนวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนขยายกว้างขวางขึ้น นักเรียนชอบการเรียนแบบนี้ ทำให้นักเรียนเรียนด้วยความสนุกสนาน และให้ความสนใจตลอดจนให้ความร่วมมือในการเรียนดีมาก
2 การพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการพัฒนาการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า สามารถช่วยให้ นักเรียนมีการพัฒนาความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นและยังช่วยลดมโนมติที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์
3 การจัดการเรียนการสอนจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนพบว่า นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ครูผู้สอนสอนแบบบรรยายทำให้ไม่น่าสนใจ นักเรียนจะเป็นฝ่ายรับความรู้จากครูโดยครูเป็นผู้บอกความรู้ให้ นักเรียนไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนเป็นผู้ที่คอยปฏิบัติตามครูผู้สอน เป็นต้น แต่จากการสัมภาษณ์หลังจากการจัดการเรียนการสอน พบว่า เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการเรียนการสอน นักเรียนทุกคนได้คิด ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและครู ครูผู้สอนมีบทบาทน้อยลงคือเป็นเพียงคนให้คำแนะนำ นักเรียนได้เรียนตามที่นักเรียนต้องการมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนมีความสนุกสนานในการเรียนการสอน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 110
ชื่อผลงานวิจัย การพัฒนาการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการ แก้ปัญหาในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
หัวข้อ(Eng) THE DEVELOPMENT OF A CONSTRUCTIVIST TEACHING APPROACH AFTER THE PROBLEM-CENTERED LEARNING MODEL THROUGH THE TEACHING OF MATHAYOM SUKSA III SCIENCE SUBJECT ON THE TOPIC OF HOUSEHOLD ELECTRIC APPLIANCES
คำสำคัญ(keyword) รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 วิชาวิทยาศาสตร์ การพัฒนา ทฤษฎีการสร้างความรู้








ชื่อผู้วิจัย นางสาวอรอนงค์ รู้บุญ
ชื่อผู้วิจัย(Eng) MISS ON-ANONG RUBOON
สถานที่ติดต่อ โรงเรียนบ้านพังงู อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
สถานศึกษา ผู้ร่วมวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย ผู้วิจัย ครูผู้ร่วมวิจัย จำนวน 2 คน คือ หัวหน้าหมวดวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นครูผู้สอนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และครูผู้สอนคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 44 คน โรงเรียนบ้านพังงู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ปีที่ทำการวิจัยเสร็จ 2542




ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน ภาควิชาจิตวิทยาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ห้องสมุด คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ประวัติความเป็นมา(history) วิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์แขนงหนึ่งที่มีกระบวนการที่เป็นระบบ มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ช่วยให้มนุษย์มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวเกี่ยวกับปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้น และมีความสำคัญในการพัฒนาความสามารถ การตัดสินใจ การใช้เหตุผล ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นำความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ไปใช้ในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ การที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น จะต้องอาศัยการศึกษาเป็นรากฐานในการพัฒนา ดังปรากฏในแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540-2544) ว่า การศึกษาเป็นกระบวนการที่มุ่งพัฒนา "คน" ให้เป็น "มนุษย์" ที่มีคุณภาพ มีความสามารถตามศักยภาพ มีพัฒนาการสมดุลทั้ง ปัญญา จิตใจ ร่างกายและสังคม ดังนั้นสังคมไทยต้องเป็นสังคมแห่งวิทยาศาสตร์ คือ เป็นสังคมที่รู้จักใช้เหตุและผล และมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างวัฒนธรรมเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นสังคมที่พัฒนา และสร้างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้ เพื่อเป็นฐานในการผลิตเทคโนโลยีที่เหมาะสมขึ้นใช้เองได้ (คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2539)

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) มีหน้าที่พัฒนา และ ส่งเสริมการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพสูงขึ้น จึงมีการค้นคว้าวิจัยความรู้ใหม่ๆเพื่อปรับปรุงหลักสูตรวิทยาศาสตร์ให้เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียน ดังหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของวิชาวิทยาศาสตร์ ลักษณะ ขอบเขต และข้อจำกัดของวิชาวิทยาศาสตร์ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้บรรลุจุดมุ่งหมาย ครูผู้สอนจะต้องเน้นการสอนให้นักเรียนเกิดมโนมติ หรือ ความคิดรวบยอด (สสวท, 2534) เนื่องจากมโนมติเป็นรากฐานของความคิด มนุษย์จะคิดไม่ได้ ถ้าไม่มีมโนมติที่เป็นพื้นฐานของเรื่องนั้นๆ เพราะมโนมติจะช่วยในการตั้งกฏเกณฑ์ หลักการต่างๆ และสามารถที่จะแก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการสื่อความหมายที่จะให้คนเรามีปฏิสัมพันธ์กัน (สุรางค์ โค้วตระกูล, 2541) วิชาวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน เป็นเนื้อหาที่มีความสำคัญกับผู้เรียน เพราะปัจจุบันไฟฟ้าได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ ดังนั้น ผู้ใช้ไฟฟ้าจึงควรมีความรู้เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้า (สสวท, 2534) ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว ก็เพราะ "พลังงานไฟฟ้า" เครื่องจักรและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ต้องใช้ไฟฟ้ามีมากมาย ส่วนอยู่ที่บ้านก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกนานาชนิดที่เสริมคุณภาพชีวิตล้วนก็ใช้ไฟฟ้าทั้งสิ้น(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, 2537)

จากประสบการณ์การสอนของผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย และจากการวัดมโนมติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2540 ของโรงเรียนบ้านพังงู สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี โดยใช้แบบทดสอบมโนมติวิทยาศาสตร์เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ซึ่งวัฒนา อัคพราหมณ์ (2540) ได้สร้างขึ้น พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความเข้าใจในมโนมติวิทยาศาสตร์ที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านทุกหัวข้อ

นอกจากนี้ ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยได้สำรวจสภาพการจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่3ของโรงเรียนบ้านพังงู ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา2540 พบว่า นักเรียนไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ครูผู้สอนจะสอนแบบบรรยายทำให้ไม่น่าสนใจ นักเรียนจะเป็นฝ่ายรับความรู้โดยมีครูเป็นผู้บอก ดังนั้นผู้วิจัยจึงมีความสนใจรูปแบบการสอนตามแนว Constructivism โดยใช้ Problem-Centered Learning Model มาใช้ในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ขณะเดียวกันก็จะศึกษาการพัฒนาการสอนรูปแบบดังกล่าวโดยใช้ขั้นตอนของการวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของเคมมิส และ แมคแทคการ์ท (Kemmis และ McTaggart,ed. อ้างถึงในยาใจ พงษ์บริบูรณ์ , 2537) เพื่อช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจมโนมติ วิทยาศาสตร์เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้สูงขึ้นต่อไป





วัตถุประสงค์(objective) 1 พัฒนาความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 ที่ได้รับการสอนตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา
2 พัฒนาการสอนตามแนวทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการสอนการเรียนรู้ จากการแก้ปัญหา ในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ผู้วิจัยได้นำหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนดังนี้
1.) ขั้นวางแผนการปฏิบัติ (Plan)
1.1 ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัย ร่วมกันวิเคราะห์มโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของนักเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดมโนมติวิทยาศาสตร์ พบว่า นักเรียนมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับมโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน จึงร่วมกันวางแผนว่า จะทำให้ผู้เรียนมีมโนมติที่ถูกต้องได้อย่างไร
1.2 ผู้วิจัยและผู้ร่วมวิจัยร่วมกัน วิเคราะห์สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์การสอน การสังเกตการจัดกิจกรรม และการใช้แบบสำรวจ
1.3 วิเคราะห์หลักสูตรวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น กำหนดเนื้อหาที่จะนำมาใช้สอนซึ่งเป็นเนื้อหาเรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่กำหนดไว้ในหลักสูตi
ร 1.4 ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร วรรณกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบการสอนที่เน้นให้นักเรียนเป็นผู้ที่สร้างความรู้และเกิดมโนมติด้วยตนเองโดยอาศัยการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาเพื่อนำมาใช้ร่วมกับการวิจัยเชิงปฏิบัติการ
1.5 สร้างแผนการสอน
2.) ขั้นปฏิบัติการ (Act) ผู้วิจัยใช้แผนการสอนที่สร้างขึ้นในขั้นวางแผน นำมาปฏิบัติการสอน
3.) ขั้นสังเกตการณ์ (Observe) สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการเรียนการสอน เช่น พฤติกรรม และความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องจะถูกเก็บรวบรวมไว้เป็นข้อมูลในการแปลผล
4.) สะท้อนผลการปฏิบัติ (Reflect) นำข้อมูลที่ได้จากขั้นที่ 3 (สังเกต) มาศึกษาวิเคราะห์ ตีความ และปรึกษากับผู้ร่วมวิจัย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแผนการสอนต่อๆ ไป
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การเก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการดังนี้ 1) ทดสอบวัดมโนมติก่อนเรียน 2) ดำเนินการสอนตามรูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา ซึ่งมี 6 ขั้นตอน คือ ขั้นเตรียมการ ขั้นสร้างงานปัญหา ขั้นแก้ปัญหาเป็นกลุ่ม ขั้นแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ขั้นสรุป และ ขั้นมอบหมายงาน ในระหว่างการดำเนินการสอนแต่ละแผนการสอน ได้นำการสะท้อนผลการปฏิบัติจากผู้ร่วมวิจัยมาใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแผนการสอนถัดไป เพื่อพัฒนายุทธศาสตร์การสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 3) ทดสอบวัดมโนมติวิทยาศาสตร์หลังเรียน
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ตีความ สรุป และ ตรวจสอบความเที่ยงตรง แล้วรายงานผลในลักษณะการบรรยาย ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ค่าความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย
ข้อสรุป(summary) 1 การจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการ แก้ปัญหา พบว่าการสอนวิทยาศาสตร์ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียนขยายกว้างขวางขึ้น นักเรียนชอบการเรียนแบบนี้ ทำให้นักเรียนเรียนด้วยความสนุกสนาน และให้ความสนใจตลอดจนให้ความร่วมมือในการเรียนดีมาก
2 การพัฒนามโนมติวิทยาศาสตร์ เรื่องเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการพัฒนาการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหาในวิชาวิทยาศาสตร์ เรื่อง เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า สามารถช่วยให้ นักเรียนมีการพัฒนาความเข้าใจมโนมติวิทยาศาสตร์ให้ถูกต้องยิ่งขึ้นและยังช่วยลดมโนมติที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์
3 การจัดการเรียนการสอนจากการสัมภาษณ์ความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ก่อนจะมีการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฎีการสร้างความรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้จากการแก้ปัญหา มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนพบว่า นักเรียนไม่มีส่วนร่วมในการเรียนการสอน ครูผู้สอนสอนแบบบรรยายทำให้ไม่น่าสนใจ นักเรียนจะเป็นฝ่ายรับความรู้จากครูโดยครูเป็นผู้บอกความรู้ให้ นักเรียนไม่มีโอกาสในการแสดงความคิดเห็นในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนเป็นผู้ที่คอยปฏิบัติตามครูผู้สอน เป็นต้น แต่จากการสัมภาษณ์หลังจากการจัดการเรียนการสอน พบว่า เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในการเรียนการสอน นักเรียนทุกคนได้คิด ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อนและครู ครูผู้สอนมีบทบาทน้อยลงคือเป็นเพียงคนให้คำแนะนำ นักเรียนได้เรียนตามที่นักเรียนต้องการมากยิ่งขึ้น ทำให้นักเรียนมีความสนุกสนานในการเรียนการสอน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) 1.) การจัดการเรียนการสอนเน้นให้นักเรียน ได้คิด ปฏิบัติ ทำความเข้าใจ สร้างความหมายด้วยตนเอง
2.) ควรชี้แจงบทบาทของนักเรียนในแต่ละขั้นตอนการสอนให้นักเรียนเข้าใจบทบาทของตนเองมากที่สุดก่อนดำเนินการสอน
3.) การจัดการเรียนการสอนควรใช้เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของนักเรียน หรือ เป็นเรื่องที่ผู้เรียนมีประสบการณ์เดิม เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้กว้างขวาง และหลากหลาย
4.) ควรจัดเตรียมแหล่งวิทยาการที่สมบูรณ์ไว้ให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า
5.) ครูผู้สอนควรศึกษาบทบาทของตนเองให้เข้าใจ คือมีหน้าที่คอยให้คำปรึกษาและคอยอำนวยความสะดวกให้กับนักเรียนในการเรียนการสอน
6.) ควรเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการวางแผนทุกขั้นตอนของการสอน
7.) การจัดการเรียนการสอนควรส่งเสริมให้นักเรียนกล้าแสดงออก โดยการพูดกระตุ้นให้นักเรียนทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็น เปิดโอกาสให้ได้อภิปรายต่อทั้งชั้น และแนะนำให้นักเรียนศึกษาการอภิปรายจากวิทยุ โทรทัศน์ เป็นต้น
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved