บทความวิจัย

นายสุธี ดีกลั่น - thaied

Current Record: นายสุธี ดีกลั่น

นายสุธี ดีกลั่น

                ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โรงเรียนมีการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยการสำรวจชุมชนการจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ด้านการให้บริการชุมชน โรงเรียนให้บริการชุมชนด้านอาคาร สถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ โดยทุกโรงเรียนสนับสนุนให้ชุมชนใช้สถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ของโรงเรียนจัดกิจกรรมของชุมชน ด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนในด้านทุนทรัพย์ และวัสดุอุปกรณ์และด้านบริการ การเสนอขอความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆในชุมชน โดยจัดทำโครงการเสนอไปยังองค์กรที่จะขอความช่วยเหลือ ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ โรงเรียนให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์แก่ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ นำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมในงานของชุมชน เช่น วันเข้าพรรษา, วันวิสาขบูชา, วันพ่อ, วันแม่, แห่เทียนวันเข้าพรรษา ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดกิจกรรมสำคัญต่างๆ ร่วมกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนพัฒนาประจำปีของสถานศึกษา และให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา ด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรใดๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงเรียน องค์กรในชุมชนที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คือ วัด และองค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล ด้านการประชาสัมพันธ์ โรงเรียนเผยแพร่ข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์โรงเรียน โดยการประกาศให้นักเรียนนำข่าวสารไปแจ้งแก่ผู้ปกครองและจัดทำจดหมายข่าวแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโรงเรียน























ปัญหาที่พบด้านการวางแผนงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน คือ โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ปัญหาด้านการให้บริการแก่ชุมชน คือ โรงเรียนขาดวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการแก่ชุมชน และโรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นในการพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพที่เหมาะสมแก่ชุมชน ปัญหาด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชนคือ ชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน และชุมชนเข้าใจว่าการสนับสนุนภารกิจของโรงเรียนเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว อีกทั้งแหล่งวิทยาการในชุมชนมีน้อย ขาดวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถในชุมชน บุคลากรในชุมชนจึงไม่สามารถเป็นวิทยากรและไม่มีภูมิปัญญาในท้องถิ่น ปัญหาด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ คือ การติดต่อกับหน่วยงานอื่นมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า สถาบัน/หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและไม่ให้ความสำคัญในการร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน และผู้ปกครองและประชาชนเข้าใจว่าการดำเนินงานภายในโรงเรียนเป็นเรื่องของทางราชการเท่านั้น ปัญหาด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานคือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตน และไม่เห็นถึงความสำคัญของการประชุม ซึ่งคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่มีคุณวุฒิต่ำกว่าครู จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาแนะนำแก่โรงเรียนเกรงว่าเป็นการก้าวก่ายงานของโรงเรียนและต้องประกอบอาชีพส่วนตัวจึงไม่มีเวลาให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและประสานงาน ปัญหาด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธินั้น ปัญหาที่พบคือ โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ  โดยผู้ปกครองและประชาชนยังไม่ให้ความสนใจในการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ เนื่องจากเห็นว่าการจัดตั้งมีขั้นตอนยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูง ประกอบกับโรงเรียนขาดการติดต่อและประสานงานกับศิษย์เก่าหรือบุคลากรในชุมชน  ด้านการประชาสัมพันธ์ มีปัญหา คือ การประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนไม่ได้รับความสนใจจากชุมชน ขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการจัดทำสิ่งพิมพ์และเอกสารในการประชาสัมพันธ์






















อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 























 






















ด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ในการดำเนินงานก่อนที่จะมีการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ขั้นตอนสำคัญ คือ การสำรวจชุมชน ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจชุมชนจะช่วยให้ผู้ทำหน้าที่วางแผนสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจน ยิ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนมีความละเอียด รอบคอบ และครอบคลุมเพียงใด ยิ่งทำให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ส่งผลให้การวางแผนมีความสมบูรณ์และเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น สามารถดำเนินการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุด ซึ่งสอดคล้องกับ สุพิชญา ธีระกุล (2521) ที่กล่าวว่า “การทราบสภาพข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ การหยั่งรู้มากขึ้นเท่าไรโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินงานก็มีมากขึ้นเท่านั้น” และ พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ (2532) ได้แนะนำว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบครอบและแจ้งชัด ควรเริ่มจากสภาพข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ รู้สภาพความเป็นอยู่ ตลอดจนสภาพการณ์ของคน ทรัพยากร และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงรายละเอียดต่างๆด้านสังคม เศรษฐกิจ” เมื่อข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องสมบูรณ์ นำมาวิเคราะห์และนำมาศึกษาหาแนวทางในการประสานความร่วมมือกับชุมชนย่อมก่อให้เกิดผลในทางที่ดี ประชาชนก็จะเข้าใจบทบาทของโรงเรียน เห็นประโยชน์ของโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ ประชาชนยอมรับว่าสถานศึกษาหรือโรงเรียนเป็นสถาบันสำคัญของชุมชนเป็นสิ่งมีค่าของทุกคนช่วยทำให้การเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นประชาชนในชุมชนย่อมมีความรู้สึกร่วมกันในการเป็นเจ้าของโรงเรียน ยินดีจะให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือโรงเรียน






















ข้อสังเกต หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานส่วนมากแล้วโรงเรียนจะตั้งผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน คือ คณะกรรมการงานความสัมพันธ์ชุมชนหรือฝ่ายบริหารทั่วไป ซึ่งเป็นกิจกรรมหรือโครงการหนึ่งในงานของฝ่ายบริหารทั่วไป โดยครูเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่มีตัวแทนของชุมชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ผู้วิจัยเห็นว่า คณะกรรมการควรจะได้เชิญตัวแทนของชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเสียสละ เป็นผู้กว้างขวางในชุมชน เพราะการกำหนดแผนการดำเนินการใดๆ โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อาจไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนหรือแผนงานไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน ดังที่ ยนต์ ชุ่มจิต (2528) กล่าวว่า  “ความร่วมมือของประชาชนมีความสำคัญยิ่งต่องานของโรงเรียน กล่าวคืองานของโรงเรียนจะดำเนินไปด้วยดีและมีความสมบูรณ์ขึ้นหากได้รับความร่วมมือจากชุมชน ฉะนั้นจึงควรให้ประชาชนได้มีส่วนรู้เห็นการดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียนด้วย






















ด้านการให้บริการชุมชน โรงเรียนให้บริการชุมชนในด้านต่างๆทุกด้าน แต่ที่เน้นเป็นพิเศษ คือ การให้บริการด้านอาคารสถานที่ ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าโรงเรียนมีอาคารสถานที่พร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการกระจายเสียง จึงดึงดูดให้ชุมชนเข้ามาสู่โรงเรียน ซึ่ง อุทัย ธรรมเตโช (2531) กล่าวถึง การบริการที่โรงเรียนอาจจัดให้ชุมชน คือ “เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาได้ใช้อาคารสถานที่และสิ่งของโรงเรียนได้ตามสมควร” ฉะนั้นการอนุญาตให้ชุมชนเข้ามาใช้อาคารสถานที่ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ของโรงเรียนนับว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของโรงเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วดังงานวิจัยของ สุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่วิจัยเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนกลาง พบว่า “อาคารสถานที่ในการให้บริการชุมชนทรุดโทรม หรือถูกทำลาย






















ด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน คือ สภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่มีความยากจน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโรงเรียนมัธยมศึกษาดีเด่นในส่วนกลาง พบปัญหาว่า “ผู้ปกครองมีฐานะยากจนไม่สามารถให้การสนับสนุนโรงเรียน” และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ เพ็ญรำไพ รามบุตร (2537) ที่ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก เขตการศึกษา 8 พบปัญหาว่า “ผู้ปกครองและประชาชนมีฐานะยากจน” อย่างไรก็ตามนอกจากการขอรับความสนับสนุนด้านทุนทรัพย์ โรงเรียนยังต้องแสวงหาความร่วมมือต่างๆ จากชุมชน เพราะชุมชนมีศักยภาพด้านอื่นๆ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือโรงเรียนได้ หากโรงเรียนมีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับชุมชนก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรในชุมชนและสามารถดึงมาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาได้ เพราะ “ชุมชนมีทรัพยากรต่างๆ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บุคล สถาบัน และวัฒนธรรมพื้นบ้านมากมาย ทรัพยากรเหล่านี้ย่อมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาในโรงเรียนได้” สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524)






















 ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ พบว่า โรงเรียนให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และสร้างเสริมความสัมพันธ์กับชุมชนโดยร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น และกระตุ้นให้ชุมชนพัฒนาท้องถิ่น ด้วยข้อจำกัดในด้านเวลาที่ทำให้ชุมชนไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนากับโรงเรียนได้ เนื่องจากภาระที่ต้องประกอบอาชีพ การร่วมกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นอีกรูปแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลา ได้แก่ การให้นักเรียนเป็นสื่อกลาง เพราะนักเรียนเป็นสมาชิกของชุมชน สิ่งที่โรงเรียนถ่ายทอดปลูกฝังให้กับนักเรียน เมื่อนักเรียนนำไปใช้ในชีวิตจริง นำไปถ่ายทอดให้กับบุคคลในครอบครัวนับได้ว่าเป็นการพัฒนาชุมชนอีกทางหนึ่ง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน คือ นักเรียน เป็นสื่อกลางในการพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับ สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524) ที่กล่าวว่า “นักเรียนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน นักเรียนต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียน จึงถือว่าโรงเรียนให้การศึกษาโดยอ้อมแก่บุคคคลในชุมชนนั่นเอง” ในการให้ชุมชนร่วมงานกับโรงเรียน นอกจากโรงเรียนต้องทำความเข้าใจกับชุมชนให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่แล้วโรงเรียนจะต้องยอมรับในความคิดและข้อเสนอแนะจากชุมชน ดังที่ พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ (2532)กล่าวไว้ว่า “โรงเรียนต้องให้สิทธิต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็น” ดังนั้นการร่วมพัฒนาชุมชนจึงไม่ใช่การกำหนดแผนงานโดยโรงเรียนแล้วให้ชุมชนปฏิบัติตาม แต่ต้องเป็นการร่วมกันกำหนดแผนงานจากทั้งสองฝ่าย แผนงานนั้นจึงจะได้รับการยอมรับและร่วมมือปฏิบัติ






















โรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน โดยนำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมในงานของชุมชน เช่น วันเข้าพรรษา, วันวิสาขบูชา, วันพ่อ, วันแม่ อาจเป็นเพราะวันสำคัญต่างๆ นั้น เป็นวันหยุดที่ทุกคนทราบโดยทั่วกัน และกิจกรรมที่ชุมชนจะออกมาร่วมกันทำในวันดังกล่าว คือ การพัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชน ดังนั้นการเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวนอกจากเป็นการให้ความร่วมมือกับชุมชนและยังเป็นโอกาสในการพบปะกับบุคคลในชุมชนอย่างไม่เป็นทางการ อันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งสองฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด กุลยา ตันติผลาชีวะ (2537) ได้กล่าวถึงวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนว่า “ โรงเรียนควรเข้าร่วมสาธารณกิจของชุมชน เช่น งานพัฒนาหมู่บ้าน งานทำความสะอาดท้องที่ นอกจากชุมชนจะเห็นใจแล้ว นักเรียนยังได้ฝึกการเรียนรู้กับชุมชน”






















ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิจัยพบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันแม่ ฯลฯ และร่วมประชุมเพื่อรับทราบและกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมต่างๆ อาจเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ โรงเรียนต้องการให้ชุมชนมาเข้าร่วมกิจกรรมจึงต้องร่วมกับตัวแทนของชุมชนในการกำหนดกิจกรรม ด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ โรงเรียนส่วนใหญ่จัดหาเอกสารเกี่ยวกับระเบียบบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ศึกษาด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะว่าเป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีงานประจำ ไม่มีเวลาว่างที่จะเข้ารวมอบรมสัมมนา สอดคล้องกับงานวิจัยของ เตือนใจ แก้วประเสริฐ (2544)ที่พบว่า โรงเรียนมีการดำเนินการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนที่ดำเนินการน้อยที่สุดคือ การอบรมสัมมนาโดยเชิญวิทยากรจากภายนอก อาจเป็นเพราะโรงเรียนมีงบประมาณจำกัดที่ต้องบริหารจัดการ จึงต้องให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่มีความสำคัญเร่งด่วนตามลำดับ






















สำหรับการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่โรงเรียนดำเนินการประชุม ปีละ 2 – 4 ครั้งนั้น มีความสอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2543 ข้อ 14 ที่กำหนดว่า ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีการดำเนินการตามระเบียบ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2543)






















ด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ  พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรใดๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงเรียน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าสภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินการจัดตั้งองค์ใดๆ และประชาชนในชุมชนต้องประกอบอาชีพทำให้ไม่มีเวลาและไม่สนใจในการเข้าร่วมกับโรงเรียนในการจัดตั้งองค์กรสนับสนุนภารกิจของโรงเรียนหรืออาจเป็นเพราะขาดผู้นำที่เข้มแข้ง องค์กรในชุมชนที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คือ วัด และองค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล อาจเนื่องจากท้องถิ่นโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลหรือทศบาลเป็นหน่วยงานการปกครองที่เล็กที่สุดที่มีหน้าที่ดูแลชุมชนโดยตรงและบุคลากรก็เป็นบุคคลในชุมชน อีกทั้งยังมีงบประมาณและหน่วยงานหรือฝ่ายที่รับผิดชอบทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะ มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนทางด้านการศึกษา จึงเป็นองค์กรในชุมชนที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ แก่โรงเรียน






















ด้านการประชาสัมพันธ์ โรงเรียนประชาสัมพันธ์การดำเนินงานและเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล โดยการประกาศให้นักเรียนนำข่าวสารไปแจ้งแก่ผู้ปกครองและจัดทำจดหมายข่าวแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโรงเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว และสามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยตรง คือ การสื่อสารผ่านตัวนักเรียนให้นำข่าวสารไปแจ้งแก่พ่อแม่และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ที่สะดวก ประหยัด รวดเร็วและลงทุนน้อยที่สุด แต่ควรพึงระวังความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดได้ เนื่องจากการสื่อสารผ่านคำพูดอาจมีปัญหาการตีความหรือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลเมื่อถึงผู้รับสาร ดังที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541ข) กล่าวไว้ว่างานประชาสัมพันธ์เป็นงานที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นงานเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินงานของโรงเรียนให้ชุมชนทราบ






















ปัญหาด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน พบว่า มีปัญหาในด้านการขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับ เตือนใจ แก้วประเสริฐ (2544) ที่พบว่า โรงเรียนประสบปัญหามากในเรื่องขาดแคลนงบประมาณ ทั้งนี้เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้จัดสรรงบประมาณในด้านนี้ไว้ จึงทำให้โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณที่จะนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน






















ปัญหาด้านการให้บริการแก่ชุมชน พบว่า โรงเรียนขาดวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนเป็นศูนย์รวมของชุมชน ประชาชนจึงหวังที่จะได้รับการบริการจากโรงเรียนในด้านอุปกรณ์เครื่องใช้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่โรงเรียนมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่และเนื่องจากโรงเรียนเป็นหน่วยงานราชการจึงต้องดูแลมิให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย สอดคล้องกับงานวิจัยของ นิวัฒน์ วงษ์ชอุ่ม(2536) พบว่า โรงเรียนมีวัสดุครุภัณฑ์ในการบริหารไม่เพียงพอ






















ปัญหาด้านการขอรับความช่วยเหลือจากชุมชน พบว่า ชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วไปตั้งอยู่ในชุมชนที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ต่ำ ทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่โรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่พบว่า โรงเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ประสบปัญหาชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน






















ปัญหาด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ พบว่า การดำเนินการติดต่อขอความร่วมมือมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า อาจเนื่องมาจากระบบราชการซึ่งต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการตามลำดับขั้น จึงก่อให้เกิดความล่าช้า ผู้วิจัยเห็นว่า การบริการในลักษณะ One stop service เป็นรูปแบบการบริการที่เมาะสมในการลดปัญหาความยุ่งยากล่าช้า






















ปัญหาด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คณะกรรมการไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ คณะกรรมการมีงานประจำ ไม่มีเวลาให้กับโรงเรียน เนื่องจากผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้มีฐานะดี มีความรู้ความสามารถ หรือเป็นผู้นำในชุมชน จึงไม่ค่อยมีเวลา และการจัดหาเอกสารให้ศึกษาด้วยตนเองประกอบกับไม่มีเวลา อาจส่งผลความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร






















ปัญหาด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ พบว่า โรงเรียนไม่มีการจัดตั้ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดตั้งองค์กรใดๆ ต้องใช้เวลา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองไม่มีเวลาจึงยังไม่เห็นความจำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับ ทิพทยา สุวรรณภูมิ(2544)ที่พบว่า โรงเรียนไม่มีการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ






















ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ พบว่า โรงเรียนขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตสื่อ ทั้งนี้เนื่องมาจากโรงเรียนไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะ การบริหารจัดการจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในทุกชุมชนมีอุปกรณ์เสียงตามสาย ซึ่งการประชาสัมพันธ์โดยการใช้เสียงตามสายเป็นจึงน่าจะเหมาะสใ ประหยัด และไม่ต้องลงทุนใดๆเลย

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 781
ชื่อบทความ(title) การศึกษาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ชื่อบทความ(eng) A STUDY OF THE ADMINISTRATION OF SCHOOL-COMMUNITY RELATIONSHIP OF EDUCATIONAL OPPORTUNITY EXPANSION SCHOOLS UNDER THE OFFICE OF THE BASIC EDUCATION COMMISSION IN PRACHUAB KHIRI KHAN PROVINCE
ชื่อผู้เขียน นายสุธี ดีกลั่น
ชื่อผู้เขียน(eng) SUTEE DEEKLAN
สถานที่ติดต่อ 159 ม.12 ตำบลดอนยาง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี 76000
เนื้อหา(content)

 























โรงเรียนเป็นสถาบันทางสังคมที่ทำหน้าที่ให้การศึกษาอบรมและถ่ายทอดขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมให้แก่เยาวชน เพื่อให้เป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม สามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ซึ่งในการจัดการศึกษานั้นเป็นภาระหน้าที่ที่มีความสำคัญยิ่งที่โรงเรียนจะต้องดำเนินการ แต่การจัดการศึกษาจะบรรลุผลสำเร็จได้นั้น จำเป็นจะต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ที่สำคัญ คือ ชุมชน เนื่องจากการที่โรงเรียนจะอาศัยงบประมาณจากรัฐเพียงด้านเดียวย่อมไม่เพียงพอต่อการจัดการศึกษา และจะไม่สามารถพัฒนาชุมชนได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนในการเข้ามาร่วมจัดการศึกษาในฐานะที่โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 79 (4) ที่กำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์การทางศาสนา และเอกชน จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรฐานและคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมและสอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่ (สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550) นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 ยังได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษากับชุมชนไว้ใน มาตรา8 มาตรา9 มาตรา24 มาตรา29 และมาตรา58 โดยมีสาระพอสังเขปว่า “การจัดการศึกษาให้ยึดหลักให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา”






















จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติชี้ให้เห็นว่าโรงเรียนและชุมชนต้องพึ่งพาอาศัยกัน การจัดการศึกษาต้องจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชนและสังคมโดยพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนและให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาอันต้องพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สถานศึกษาต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนและชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษาในปัจจุบัน ดังนั้นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนนับว่าจำเป็นในการจัดการศึกษา






















นอกจากนั้นแผนการศึกษาแห่งชาติ (2545-2559) อันเป็นแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว 15 ปี ก็ระบุเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยระบุในด้านการพัฒนาสภาพแวดล้อมของสังคมเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาคนและสร้างสังคม คุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ มีการเน้นสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการจัดและสนับสนุนการจัดการศึกษา รวมทั้งการระดมทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษาด้วยการให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพและประสิทธิภาพสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545: 7-9)






















จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และแผนการศึกษาแห่งชาติดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการจึงกำหนดแนวทางการดำเนินการที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยกำหนดในนโยบายการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ    ปี พ.ศ. 2550-2551 ไว้ในข้อที่ 5 ให้มีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนภาคเอกชนและท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายให้มีการจัดการศึกษาสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2550) สืบเนื่องจากนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ปี พ.ศ. 2550 – 2551 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงกำหนดแนวนโยบายใช้ในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ ปี 2551 เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ไว้ในข้อที่ 5 โดยกำหนดให้มีกลยุทธ์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและท้องถิ่นในการจัดการศึกษา เพื่อจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น โดยปี 2551 มีจุดเน้น   ดังนี้1) ทุกสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาพัฒนาความร่วมมือขององค์คณะบุคคลให้สามารถกำกับ สนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาและสอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของชุมชนและท้องถิ่น2) ทุกสถานศึกษาปรับและพัฒนาบทบาทการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน การจัดการศึกษาของเครือข่ายผู้ปกครอง ชมรมครู สมาคม และองค์กรนักเรียน (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2550)






















สำหรับสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ก็ได้มีการกำหนดเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกของสถานศึกษา ซึ่งมีตัวบ่งชี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนไว้ด้วยในมาตรฐานที่ 14 ซึ่งกำหนดให้สถานศึกษาส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา มีตัวบ่งชี้ 2 ตัว คือ ตัวบ่งชี้ที่ 14.1 สถานศึกษามีระบบและกลไกในการส่งเสริมความสัมพันธ์ และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา และตัวบ่งชี้ที่ 14.2 สถานศึกษามีกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือกับชุมชนในการพัฒนาการศึกษา เห็นได้ว่าสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ก็ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน






















นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการกำหนดไว้ในมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ปรากฏชัดในมาตรฐานด้านการพัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ในมาตรฐานที่ 17 สถานศึกษามีการสนับสนุนและใช้แหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาในท้องถิ่น ตัวบ่งชี้ที่ 17.2 สนับสนุนให้แหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญา และชุมชน เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรระดับสถานศึกษา มาตรฐานที่ 18 สถานศึกษามีการร่วมมือกันระหว่างบ้าน องค์กรทางศาสนา สถาบันทางวิชาการ และองค์กรภาครัฐและเอกชน เพื่อพัฒนาวิถีการเรียนรู้ในชุมชน ตัวบ่งชี้ที่ 18.2 มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และมาตรฐานด้านการบริหารและการจัดการศึกษา ในมาตรฐานที่ 14 สถานศึกษามีการจัดหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีตัวบ่งชี้ 14.2 มีรายวิชา/กิจกรรมที่หลากหลายให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความสนใจ และตัวบ่งชี้ 14.7  มีการนำแหล่งเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการเรียนการสอน (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา     (สมศ.), 2548)






















จากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติตลอดจนแนวนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการและเกณฑ์การประเมินของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการจัดการศึกษาของโรงเรียนในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน สอดคล้องกับแนวคิดของ(ทัศนา แสวงศักดิ์, 2548) ซึ่งกล่าวว่าโรงเรียนจะต้องได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากชุมชน เนื่องจากการศึกษามีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในชุมชนทุกคน และชุมชนก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการศึกษา การจัดการศึกษาที่ดีจะต้องคำนึงถึงชุมชนท้องถิ่น สนองความต้องการของคนในท้องถิ่น บุคคลที่อยู่ในชุมชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของสถานศึกษา






















จากสภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว เป็นผลทำให้การจัดการศึกษาของไทยต้องปรับเปลี่ยน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน โดยการประกาศการศึกษาภาคบังคับเป็น 9 ปี มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนที่จบการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ทางด้านวิชาการและวิชาอาชีพที่เหมาะสมกับวัย ความต้องการความสนใจและความถนัด รวมทั้งยังเป็นพื้นฐานที่จะศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น ดังนั้น รัฐจึงได้ดำเนินการขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนประถมศึกษาที่มีความพร้อม โดยให้เปิดสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อรองรับนักเรียนที่ด้อยโอกาสทางการศึกษา บทบาทของโรงเรียนขยายโอกาสนั้นนอกจากการดำเนินการเพื่อส่งเสริมการศึกษาให้แก่เยาวชนในระดับรากหญ้าของประเทศแล้ว ยังส่งผลต่อการพัฒนาบุคลากรในระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้ได้รับการพัฒนาและได้รับการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น เป็นการเพิ่มคุณภาพของประชากรและลดปัญหาสังคมอันเนื่องมาจากความเหลื่อมล้ำของการจัดการศึกษาอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศต่อไปอย่างเต็มศักยภาพ( ไพรัตน์ อธิกพันธุ์, 2548) และการที่โรงเรียนจะประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนต้องมีความเข้าใจงานและกระบวนการบริหารการศึกษาจึงจะสามารถบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน นับว่าจำเป็นในการจัดการศึกษาเพราะโรงเรียนต้องอาศัยการระดมทรัพยากรต่าง ๆ ในชุมชนมาช่วยในการพัฒนาโรงเรียน โดยเฉพาะการจัดการศึกษาในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งเป็นการศึกษาที่รัฐจัดให้เปล่าโดยมุ่งหวังในการพัฒนาคุณภาพประชากรให้มีความรู้ มีประสบการณ์ขั้นพื้นฐานที่จะพัฒนาตนเองด้านร่างกาย จิตใจ คุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญาคิดเป็นแก้ปัญหาเป็น โรงเรียนถือว่าเป็นองค์การของรัฐที่อยู่ใกล้ชิดกับชุมชน โดยเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษา ดังนั้นลักษณะความสัมพันธ์ของโรงเรียนประถมศึกษากับชุมชนจึงมีความสำคัญอย่างมาก สอดคล้องกับแนวคิดของ ภิญโญ สาธร (2526: 438) ซึ่งกล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาในปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งระดับประถมศึกษา การให้ทางราชการเป็นผู้ให้แต่ฝ่ายเดียวนั้นจะไม่สามารถพัฒนาชุมชนได้รวดเร็วเท่าที่ควร ทางที่ดีแล้วชุมชนควรจะมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาด้วย เพื่อจะได้เป็นไปตามความต้องการของชุมชนมากที่สุด การมีส่วนรวมในการทำงานนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีของทุกฝ่าย โรงเรียนและชุมชนจึงต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน






















สำหรับการจัดการศึกษาในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้แบ่งพื้นที่เขตการศึกษาออกเป็น 2 เขต เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่เป็นแนวยาวขนาบด้วยทิวเขาตะนาวศรีเป็นเขตแดนประเทศทางด้านทิศตะวันตกติดชายแดนประเทศพม่า ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดเพชรบุรีทางด้านทิศเหนือและจรดเขตจังหวัดชุมพรทางด้านทิศใต้ ด้านทิศตะวันออกเป็นแนวชายฝั่งทะเลอ่าวไทย จึงกล่าวได้ว่าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นประตูสู่ภาคใต้ ด้วยลักษณะทางภูมิประเทศดังกล่าวจึงเหมาะสมต่อการประกอบอาชีพประมงและเกษตรกรรม






















จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ทั้งหมด 6,367.62 ตารางกิโลเมตร ประชากรรวม 494,588 คน (ข้อมูลทะเบียนราษฎร์ ณ ธันวาคม 2550)แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 8 อำเภอ 45 ตำบล จึงเป็นจังหวัดที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงเนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีแหล่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังมีสินค้าในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมอีกมากมาย เช่น สับปะรด มะพร้าว อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อุตสาหกรรมเหล็ก และการประมง เป็นต้น (สำนักงานคลังจังหวัดประจวบคีรีขันธ์, 2550) จึงถือได้ว่าสภาพชุมชนโดยทั่วไปของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีปัจจัยที่เกื้อหนุนต่อการส่งเสริมและสนับสนุนในการจัดการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของชุมชนซึ่งถือได้ว่าเป็นจังหวัดที่มีองค์กรทางชุมชนที่เข้มแข็งอันเกิดจากการรวมตัวกันของประชาชนในนามของกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 6 องค์กร ประกอบด้วยกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง, กลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   บ้านกรูด, กลุ่มรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก-กุยบุรี, กลุ่มอนุรักษ์ทับสะแก, กลุ่มรักษ์บ้านเกิดอ่าวน้อย และกลุ่มรักษ์ท้องถิ่นกุยบุรีสามร้อยยอด เพื่อต่อต้านโครงการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กของเครือสหวิริยาในพื้นที่อำเภอบางสะพาน นอกจากนั้นในพื้นที่ตำบลบ่อนอก อำเภอกุยบุรีและบริเวณชายทะเลบ้านกรูด อำเภอบางสะพาน อันเป็นพื้นที่ในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่สามแห่ง ต่อเนื่องกันตามชายทะเลฝั่งอ่าวไทย คือ โรงไฟฟ้าบ่อนอก ตำบลบ่อนอก อำเภอกุยบุรี ของบริษัทกัลฟ์ พาวเวอร์ เจนเนอเรชั่น จำกัด กำลังการผลิต ๗๓๔ เมกะวัตต์, โรงไฟฟ้าทับสะแก ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังการผลิต ๒,๐๐๐ เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าหินกรูด ตำบลธงชัย อำเภอบางสะพาน กำลังการผลิต ๑,๔๐๐ เมกะวัตต์ จากโครงการดังกล่าวส่งผลให้เกิดการรวมตัวกันของประชาชนในพื้นที่เพื่อต่อต้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินข้างต้น เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เกรงว่าจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมก่อให้เกิดมลภาวะ ซึ่งจะไปทำลายระบบนิเวศและจนทำให้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ได้รับผลกระทบ (ผู้จัดการ, 29 มกราคม 2543) จากลักษณะของชุมชนที่มีความเข้มแข็งและความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมดังกล่าว โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในฐานะที่เป็นองค์กรหนึ่งในสังคมซึ่งทำหน้าที่ให้การศึกษาแก่เยาวชนเพื่อให้ทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพและสามารถดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ดังนั้นการจัดการศึกษาจึงต้องมีความสอดคล้องกับความต้องการและความเป็นไปในสังคมและชุมชน เพี่อให้การพัฒนามีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของชุมชน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงเรียนจะต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชน โดยเฉพาะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่มุ่งขยายโอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ด้อยโอกาสและด้อยฐานะทางเศรษฐกิจเป็นประการสำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2539) ด้วยเหตุผลความสำคัญและลักษณะของขุมชนดังกล่าวข้างต้น จึงทำให้ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์






















วัตถุประสงค์   






















1. เพื่อศึกษาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์






















2. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์






















วิธีดำเนินการวิจัย   






















1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และผู้แทนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โรงเรียนละ 3 คน จำนวน 59 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 177 คน






















2. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามมีจำนวน 1 ชุด แบ่งออกเป็น 3 ตอน ดังนี้ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบเลือกตอบ (Checklist)และตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารงานความสัมพันธ์ชุมชน เป็นแบบเลือกตอบ การวิเคราะห์ข้อมูลนำมาแจกแจงความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงาน เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) นำมาหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)นำเสนอผลในรูปตารางประกอบความเรียง






















        3. การเก็บรวบรวมข้อมูล ส่งและรับคืนแบบสอบถามทางไปรษณีย์

ผลสรุป(summary)

                ผลการศึกษาวิจัยครั้งนี้ ด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โรงเรียนมีการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน โดยการสำรวจชุมชนการจัดทำปฏิทินปฏิบัติงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ด้านการให้บริการชุมชน โรงเรียนให้บริการชุมชนด้านอาคาร สถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ต่าง ๆ โดยทุกโรงเรียนสนับสนุนให้ชุมชนใช้สถานที่และวัสดุครุภัณฑ์ของโรงเรียนจัดกิจกรรมของชุมชน ด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน โรงเรียนได้รับความช่วยเหลือจากชุมชนในด้านทุนทรัพย์ และวัสดุอุปกรณ์และด้านบริการ การเสนอขอความช่วยเหลือจากองค์กรต่างๆในชุมชน โดยจัดทำโครงการเสนอไปยังองค์กรที่จะขอความช่วยเหลือ ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ โรงเรียนให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์แก่ชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ นำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมในงานของชุมชน เช่น วันเข้าพรรษา, วันวิสาขบูชา, วันพ่อ, วันแม่, แห่เทียนวันเข้าพรรษา ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการสถานศึกษามีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดกิจกรรมสำคัญต่างๆ ร่วมกำหนดนโยบาย เป้าหมาย และแผนพัฒนาประจำปีของสถานศึกษา และให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการประจำปีของสถานศึกษา ด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรใดๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงเรียน องค์กรในชุมชนที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คือ วัด และองค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล ด้านการประชาสัมพันธ์ โรงเรียนเผยแพร่ข่าวสารเพื่อประชาสัมพันธ์โรงเรียน โดยการประกาศให้นักเรียนนำข่าวสารไปแจ้งแก่ผู้ปกครองและจัดทำจดหมายข่าวแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโรงเรียน























ปัญหาที่พบด้านการวางแผนงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน คือ โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ปัญหาด้านการให้บริการแก่ชุมชน คือ โรงเรียนขาดวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการแก่ชุมชน และโรงเรียนไม่ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นในการพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพที่เหมาะสมแก่ชุมชน ปัญหาด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชนคือ ชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน และชุมชนเข้าใจว่าการสนับสนุนภารกิจของโรงเรียนเป็นหน้าที่ของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว อีกทั้งแหล่งวิทยาการในชุมชนมีน้อย ขาดวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถในชุมชน บุคลากรในชุมชนจึงไม่สามารถเป็นวิทยากรและไม่มีภูมิปัญญาในท้องถิ่น ปัญหาด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ คือ การติดต่อกับหน่วยงานอื่นมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า สถาบัน/หน่วยงานต่าง ๆ ไม่มีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมของโรงเรียนและไม่ให้ความสำคัญในการร่วมกิจกรรมกับโรงเรียน และผู้ปกครองและประชาชนเข้าใจว่าการดำเนินงานภายในโรงเรียนเป็นเรื่องของทางราชการเท่านั้น ปัญหาด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานคือ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานยังไม่เข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตน และไม่เห็นถึงความสำคัญของการประชุม ซึ่งคณะกรรมการฯ ส่วนใหญ่มีคุณวุฒิต่ำกว่าครู จึงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นหรือให้คำปรึกษาแนะนำแก่โรงเรียนเกรงว่าเป็นการก้าวก่ายงานของโรงเรียนและต้องประกอบอาชีพส่วนตัวจึงไม่มีเวลาให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและประสานงาน ปัญหาด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธินั้น ปัญหาที่พบคือ โรงเรียนส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ  โดยผู้ปกครองและประชาชนยังไม่ให้ความสนใจในการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม มูลนิธิ เนื่องจากเห็นว่าการจัดตั้งมีขั้นตอนยุ่งยากและค่าใช้จ่ายสูง ประกอบกับโรงเรียนขาดการติดต่อและประสานงานกับศิษย์เก่าหรือบุคลากรในชุมชน  ด้านการประชาสัมพันธ์ มีปัญหา คือ การประชาสัมพันธ์ของโรงเรียนไม่ได้รับความสนใจจากชุมชน ขาดแคลนวัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือในการผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณในการจัดทำสิ่งพิมพ์และเอกสารในการประชาสัมพันธ์






















อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 























 






















ด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ผลการวิจัยพบว่า ในการดำเนินงานก่อนที่จะมีการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ขั้นตอนสำคัญ คือ การสำรวจชุมชน ซึ่งข้อมูลที่ได้มาจากการสำรวจชุมชนจะช่วยให้ผู้ทำหน้าที่วางแผนสามารถวางแผนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และชัดเจน ยิ่งข้อมูลที่ได้จากการสำรวจชุมชนมีความละเอียด รอบคอบ และครอบคลุมเพียงใด ยิ่งทำให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง ส่งผลให้การวางแผนมีความสมบูรณ์และเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น สามารถดำเนินการพัฒนาและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุด ซึ่งสอดคล้องกับ สุพิชญา ธีระกุล (2521) ที่กล่าวว่า “การทราบสภาพข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ การหยั่งรู้มากขึ้นเท่าไรโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในการดำเนินงานก็มีมากขึ้นเท่านั้น” และ พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ (2532) ได้แนะนำว่า เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างรอบครอบและแจ้งชัด ควรเริ่มจากสภาพข้อเท็จจริงที่มีอยู่ในชุมชนนั้นๆ รู้สภาพความเป็นอยู่ ตลอดจนสภาพการณ์ของคน ทรัพยากร และสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น รวมถึงรายละเอียดต่างๆด้านสังคม เศรษฐกิจ” เมื่อข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องสมบูรณ์ นำมาวิเคราะห์และนำมาศึกษาหาแนวทางในการประสานความร่วมมือกับชุมชนย่อมก่อให้เกิดผลในทางที่ดี ประชาชนก็จะเข้าใจบทบาทของโรงเรียน เห็นประโยชน์ของโรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524) กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “ ประชาชนยอมรับว่าสถานศึกษาหรือโรงเรียนเป็นสถาบันสำคัญของชุมชนเป็นสิ่งมีค่าของทุกคนช่วยทำให้การเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ดังนั้นประชาชนในชุมชนย่อมมีความรู้สึกร่วมกันในการเป็นเจ้าของโรงเรียน ยินดีจะให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือโรงเรียน






















ข้อสังเกต หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดำเนินงานส่วนมากแล้วโรงเรียนจะตั้งผู้รับผิดชอบในการดำเนินงาน คือ คณะกรรมการงานความสัมพันธ์ชุมชนหรือฝ่ายบริหารทั่วไป ซึ่งเป็นกิจกรรมหรือโครงการหนึ่งในงานของฝ่ายบริหารทั่วไป โดยครูเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่มีตัวแทนของชุมชนเข้าร่วมเป็นคณะกรรมการ ผู้วิจัยเห็นว่า คณะกรรมการควรจะได้เชิญตัวแทนของชุมชนที่มีความรู้ ความสามารถ มีความเสียสละ เป็นผู้กว้างขวางในชุมชน เพราะการกำหนดแผนการดำเนินการใดๆ โดยเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อาจไม่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนหรือแผนงานไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน ดังที่ ยนต์ ชุ่มจิต (2528) กล่าวว่า  “ความร่วมมือของประชาชนมีความสำคัญยิ่งต่องานของโรงเรียน กล่าวคืองานของโรงเรียนจะดำเนินไปด้วยดีและมีความสมบูรณ์ขึ้นหากได้รับความร่วมมือจากชุมชน ฉะนั้นจึงควรให้ประชาชนได้มีส่วนรู้เห็นการดำเนินงานต่างๆ ของโรงเรียนด้วย






















ด้านการให้บริการชุมชน โรงเรียนให้บริการชุมชนในด้านต่างๆทุกด้าน แต่ที่เน้นเป็นพิเศษ คือ การให้บริการด้านอาคารสถานที่ ทั้งนี้คงเป็นเพราะว่าโรงเรียนมีอาคารสถานที่พร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ในการกระจายเสียง จึงดึงดูดให้ชุมชนเข้ามาสู่โรงเรียน ซึ่ง อุทัย ธรรมเตโช (2531) กล่าวถึง การบริการที่โรงเรียนอาจจัดให้ชุมชน คือ “เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาได้ใช้อาคารสถานที่และสิ่งของโรงเรียนได้ตามสมควร” ฉะนั้นการอนุญาตให้ชุมชนเข้ามาใช้อาคารสถานที่ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ของโรงเรียนนับว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่ทั้งนี้ต้องระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับทรัพย์สินของโรงเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วดังงานวิจัยของ สุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่วิจัยเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโรงเรียนมัธยมศึกษาในส่วนกลาง พบว่า “อาคารสถานที่ในการให้บริการชุมชนทรุดโทรม หรือถูกทำลาย






















ด้านการรับความช่วยเหลือสนับสนุนจากชุมชน คือ สภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่มีความยากจน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่ศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโรงเรียนมัธยมศึกษาดีเด่นในส่วนกลาง พบปัญหาว่า “ผู้ปกครองมีฐานะยากจนไม่สามารถให้การสนับสนุนโรงเรียน” และยังสอดคล้องกับงานวิจัยของ เพ็ญรำไพ รามบุตร (2537) ที่ศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน ของโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก เขตการศึกษา 8 พบปัญหาว่า “ผู้ปกครองและประชาชนมีฐานะยากจน” อย่างไรก็ตามนอกจากการขอรับความสนับสนุนด้านทุนทรัพย์ โรงเรียนยังต้องแสวงหาความร่วมมือต่างๆ จากชุมชน เพราะชุมชนมีศักยภาพด้านอื่นๆ ที่สามารถให้ความช่วยเหลือโรงเรียนได้ หากโรงเรียนมีสัมพันธ์ภาพที่ดีกับชุมชนก็จะสามารถเข้าถึงแหล่งทรัพยากรในชุมชนและสามารถดึงมาใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาได้ เพราะ “ชุมชนมีทรัพยากรต่างๆ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ บุคล สถาบัน และวัฒนธรรมพื้นบ้านมากมาย ทรัพยากรเหล่านี้ย่อมนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาในโรงเรียนได้” สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524)






















 ด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ พบว่า โรงเรียนให้การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์และสร้างเสริมความสัมพันธ์กับชุมชนโดยร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น และกระตุ้นให้ชุมชนพัฒนาท้องถิ่น ด้วยข้อจำกัดในด้านเวลาที่ทำให้ชุมชนไม่สามารถมาเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนากับโรงเรียนได้ เนื่องจากภาระที่ต้องประกอบอาชีพ การร่วมกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นอีกรูปแบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและเวลา ได้แก่ การให้นักเรียนเป็นสื่อกลาง เพราะนักเรียนเป็นสมาชิกของชุมชน สิ่งที่โรงเรียนถ่ายทอดปลูกฝังให้กับนักเรียน เมื่อนักเรียนนำไปใช้ในชีวิตจริง นำไปถ่ายทอดให้กับบุคคลในครอบครัวนับได้ว่าเป็นการพัฒนาชุมชนอีกทางหนึ่ง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน คือ นักเรียน เป็นสื่อกลางในการพัฒนาชุมชน สอดคล้องกับ สุวัฒน์ มุทธเมธา (2524) ที่กล่าวว่า “นักเรียนนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ในการดำรงชีวิตประจำวัน นักเรียนต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคลอื่น รวมทั้งพ่อแม่ ผู้ปกครองของนักเรียน จึงถือว่าโรงเรียนให้การศึกษาโดยอ้อมแก่บุคคคลในชุมชนนั่นเอง” ในการให้ชุมชนร่วมงานกับโรงเรียน นอกจากโรงเรียนต้องทำความเข้าใจกับชุมชนให้เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่แล้วโรงเรียนจะต้องยอมรับในความคิดและข้อเสนอแนะจากชุมชน ดังที่ พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์ (2532)กล่าวไว้ว่า “โรงเรียนต้องให้สิทธิต่อประชาชนในการแสดงความคิดเห็น” ดังนั้นการร่วมพัฒนาชุมชนจึงไม่ใช่การกำหนดแผนงานโดยโรงเรียนแล้วให้ชุมชนปฏิบัติตาม แต่ต้องเป็นการร่วมกันกำหนดแผนงานจากทั้งสองฝ่าย แผนงานนั้นจึงจะได้รับการยอมรับและร่วมมือปฏิบัติ






















โรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน โดยนำนักเรียนไปร่วมกิจกรรมในงานของชุมชน เช่น วันเข้าพรรษา, วันวิสาขบูชา, วันพ่อ, วันแม่ อาจเป็นเพราะวันสำคัญต่างๆ นั้น เป็นวันหยุดที่ทุกคนทราบโดยทั่วกัน และกิจกรรมที่ชุมชนจะออกมาร่วมกันทำในวันดังกล่าว คือ การพัฒนาหมู่บ้านหรือชุมชน ดังนั้นการเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าวนอกจากเป็นการให้ความร่วมมือกับชุมชนและยังเป็นโอกาสในการพบปะกับบุคคลในชุมชนอย่างไม่เป็นทางการ อันจะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีให้เกิดขึ้นแก่บุคคลทั้งสองฝ่าย ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด กุลยา ตันติผลาชีวะ (2537) ได้กล่าวถึงวิธีการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนว่า “ โรงเรียนควรเข้าร่วมสาธารณกิจของชุมชน เช่น งานพัฒนาหมู่บ้าน งานทำความสะอาดท้องที่ นอกจากชุมชนจะเห็นใจแล้ว นักเรียนยังได้ฝึกการเรียนรู้กับชุมชน”






















ด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการวิจัยพบว่า คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีบทบาทในการให้คำปรึกษาแก่ครูและผู้บริหารโรงเรียนในการจัดกิจกรรมวันสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ วันแม่ ฯลฯ และร่วมประชุมเพื่อรับทราบและกำหนดแนวทางการจัดกิจกรรมต่างๆ อาจเนื่องจากกิจกรรมต่างๆ โรงเรียนต้องการให้ชุมชนมาเข้าร่วมกิจกรรมจึงต้องร่วมกับตัวแทนของชุมชนในการกำหนดกิจกรรม ด้านการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ โรงเรียนส่วนใหญ่จัดหาเอกสารเกี่ยวกับระเบียบบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้ศึกษาด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะว่าเป็นวิธีการที่สะดวกรวดเร็ว ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณตลอดจนคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีงานประจำ ไม่มีเวลาว่างที่จะเข้ารวมอบรมสัมมนา สอดคล้องกับงานวิจัยของ เตือนใจ แก้วประเสริฐ (2544)ที่พบว่า โรงเรียนมีการดำเนินการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนที่ดำเนินการน้อยที่สุดคือ การอบรมสัมมนาโดยเชิญวิทยากรจากภายนอก อาจเป็นเพราะโรงเรียนมีงบประมาณจำกัดที่ต้องบริหารจัดการ จึงต้องให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่มีความสำคัญเร่งด่วนตามลำดับ






















สำหรับการประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่โรงเรียนดำเนินการประชุม ปีละ 2 – 4 ครั้งนั้น มีความสอดคล้องกับระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2543 ข้อ 14 ที่กำหนดว่า ให้มีการประชุมคณะกรรมการอย่างน้อยภาคเรียนละ 2 ครั้ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโรงเรียนส่วนใหญ่มีการดำเนินการตามระเบียบ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2543)






















ด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ  พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่มีการจัดตั้งองค์กรใดๆ เพื่อสนับสนุนภารกิจของโรงเรียน ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าสภาพเศรษฐกิจของชุมชนที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินการจัดตั้งองค์ใดๆ และประชาชนในชุมชนต้องประกอบอาชีพทำให้ไม่มีเวลาและไม่สนใจในการเข้าร่วมกับโรงเรียนในการจัดตั้งองค์กรสนับสนุนภารกิจของโรงเรียนหรืออาจเป็นเพราะขาดผู้นำที่เข้มแข้ง องค์กรในชุมชนที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนมากที่สุด คือ วัด และองค์การบริหารส่วนตำบล/เทศบาล อาจเนื่องจากท้องถิ่นโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลหรือทศบาลเป็นหน่วยงานการปกครองที่เล็กที่สุดที่มีหน้าที่ดูแลชุมชนโดยตรงและบุคลากรก็เป็นบุคคลในชุมชน อีกทั้งยังมีงบประมาณและหน่วยงานหรือฝ่ายที่รับผิดชอบทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะ มีหน้าที่ในการส่งเสริมสนับสนุนทางด้านการศึกษา จึงเป็นองค์กรในชุมชนที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือในด้านต่างๆ แก่โรงเรียน






















ด้านการประชาสัมพันธ์ โรงเรียนประชาสัมพันธ์การดำเนินงานและเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล โดยการประกาศให้นักเรียนนำข่าวสารไปแจ้งแก่ผู้ปกครองและจัดทำจดหมายข่าวแจ้งความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโรงเรียน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อที่โรงเรียนมีอยู่แล้ว และสามารถเข้าถึงชุมชนได้โดยตรง คือ การสื่อสารผ่านตัวนักเรียนให้นำข่าวสารไปแจ้งแก่พ่อแม่และผู้ปกครอง ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์ที่สะดวก ประหยัด รวดเร็วและลงทุนน้อยที่สุด แต่ควรพึงระวังความคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดได้ เนื่องจากการสื่อสารผ่านคำพูดอาจมีปัญหาการตีความหรือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลเมื่อถึงผู้รับสาร ดังที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541ข) กล่าวไว้ว่างานประชาสัมพันธ์เป็นงานที่ผู้บริหารต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นงานเผยแพร่ข่าวสารการดำเนินงานของโรงเรียนให้ชุมชนทราบ






















ปัญหาด้านการวางแผนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน พบว่า มีปัญหาในด้านการขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับ เตือนใจ แก้วประเสริฐ (2544) ที่พบว่า โรงเรียนประสบปัญหามากในเรื่องขาดแคลนงบประมาณ ทั้งนี้เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ได้จัดสรรงบประมาณในด้านนี้ไว้ จึงทำให้โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณที่จะนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินงานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน






















ปัญหาด้านการให้บริการแก่ชุมชน พบว่า โรงเรียนขาดวัสดุอุปกรณ์ในการให้บริการ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนเป็นศูนย์รวมของชุมชน ประชาชนจึงหวังที่จะได้รับการบริการจากโรงเรียนในด้านอุปกรณ์เครื่องใช้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย แต่โรงเรียนมีงบประมาณจำกัดไม่สามารถตอบสนองได้เต็มที่และเนื่องจากโรงเรียนเป็นหน่วยงานราชการจึงต้องดูแลมิให้ทรัพย์สินของทางราชการเสียหาย สอดคล้องกับงานวิจัยของ นิวัฒน์ วงษ์ชอุ่ม(2536) พบว่า โรงเรียนมีวัสดุครุภัณฑ์ในการบริหารไม่เพียงพอ






















ปัญหาด้านการขอรับความช่วยเหลือจากชุมชน พบว่า ชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาโดยทั่วไปตั้งอยู่ในชุมชนที่ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้ต่ำ ทำให้ไม่มีกำลังเพียงพอในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนแก่โรงเรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุพัตรา สุมโนมหาอุดม (2534) ที่พบว่า โรงเรียนประถมศึกษาส่วนใหญ่ประสบปัญหาชุมชนมีฐานะทางเศรษฐกิจยากจน






















ปัญหาด้านการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นๆ พบว่า การดำเนินการติดต่อขอความร่วมมือมีขั้นตอนยุ่งยากและล่าช้า อาจเนื่องมาจากระบบราชการซึ่งต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการตามลำดับขั้น จึงก่อให้เกิดความล่าช้า ผู้วิจัยเห็นว่า การบริการในลักษณะ One stop service เป็นรูปแบบการบริการที่เมาะสมในการลดปัญหาความยุ่งยากล่าช้า






















ปัญหาด้านการดำเนินการเกี่ยวกับคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า คณะกรรมการไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ คณะกรรมการมีงานประจำ ไม่มีเวลาให้กับโรงเรียน เนื่องจากผู้ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้มีฐานะดี มีความรู้ความสามารถ หรือเป็นผู้นำในชุมชน จึงไม่ค่อยมีเวลา และการจัดหาเอกสารให้ศึกษาด้วยตนเองประกอบกับไม่มีเวลา อาจส่งผลความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ไม่ดีเท่าที่ควร






















ปัญหาด้านการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ พบว่า โรงเรียนไม่มีการจัดตั้ง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการจัดตั้งองค์กรใดๆ ต้องใช้เวลา ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเองไม่มีเวลาจึงยังไม่เห็นความจำเป็น ซึ่งสอดคล้องกับ ทิพทยา สุวรรณภูมิ(2544)ที่พบว่า โรงเรียนไม่มีการจัดตั้งกลุ่ม ชมรม สมาคม หรือมูลนิธิ






















ปัญหาด้านการประชาสัมพันธ์ พบว่า โรงเรียนขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการผลิตสื่อ ทั้งนี้เนื่องมาจากโรงเรียนไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นการเฉพาะ การบริหารจัดการจึงเป็นหน้าที่ของผู้บริหารจะต้องคำนึงถึง ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ในทุกชุมชนมีอุปกรณ์เสียงตามสาย ซึ่งการประชาสัมพันธ์โดยการใช้เสียงตามสายเป็นจึงน่าจะเหมาะสใ ประหยัด และไม่ต้องลงทุนใดๆเลย
เอกสารอ้างอิง(reference)

 

ภาษาไทย
การปกครอง, กรม. 2542ก. กฎหมายระเบียบข้อบังคับองกรปกครองส่วนท้องถิ่น. ประมวล
        กฎหมายองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพมหานคร : อาสารักษาดินแดง.
 
        คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สำนักงาน). 2545. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ.
        กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค.
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (สำนักงาน). 2545. แผนการศึกษาแห่งชาติ (2545-2559).
        กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิค.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงาน. ( ม.ป.ป.). นโยบายสพฐ. ปี 2551. กรุงเทพมหานคร:
        วี.ที.ซี.คอมมิวนิเคเช่น.
จุฑารัตน์ อินทะแสน.2545.การศึกษาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนนำร่องการใช้หลักสูตร
        การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา
        แห่งชาติ เขตการศึกษา 5. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะ
        ครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เตือนใจ แก้วประเสริฐ.2544.ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนประถมศึกษา
        สังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดนครราชสีมา.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขา
        วิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
ทัศนา แสวงศักดิ์. 2548. ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับชุมชนตามแนวปฏิรูปการศึกษา.
วารสารวิชาการ. 8, 1. กรุงเทพมหานคร : ชวนพิมพ์.
ทิพทยา สุวรรณภูมิ. 2544. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนตามการรับรู้ของ
คณะกรรมการโรงเรียนกลุ่มศรีนครินทร์ สังกัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
นพพงษ์ บุญจิตราดุลย์. 2525. หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: เอส เอ็ม เอ็ม.
นิวัฒน์ วงษ์ชอุ่ม. 2536. การศึกษาการจัดกิจกรรมการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดฉะเทริงเทรา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
ปรีชา เศรษฐิธร. 2524. การศึกษากับการพัฒนาชุมชน. กำแพงเพชร: วิทยาลัยครูกำแพงเพชร.
พนิจดา วีระชาติ. 2542. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน. กรุงเทพมหานคร:
 
        โอเดียนสโตร์.
พิมพ์พรรณ เทพสุเมธานนท์. 2532. โรงเรียนกับชุมชน. กรุงเทพมหานคร: ชวนพิมพ์.
เพ็ญรำไพ รามบุตร. การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของ
        โรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดเล็ก สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 8. วิทยานิพนธ์ปริญญา
        มหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ภิญโญ สาธร. 2526. หลักการบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร : คุรุสภา.
ภูวนารถ คงแก้ว. 2539. การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน
        กับชุมชนของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดสมุทรปราการ. วิทยา
        นิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ยนต์ ชุ่มจิต. 2528. สังคมวิทยาการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
วิทยากร เชียงกุล. 2550. สภาวะการศึกษาไทย ปี 2549/2550 "การแก้ปัญหาและการปฏิรูปการ
        ศึกษาอย่างเป็นระบบองค์รวม". กรุงเทพมหานคร : วี.ที.ซี.คอมมิวนิเคเช่น.
สนานจิตร สุคนธทรัพย์. (ม.ป.ป). การบริหาร หลักการ แนวคิดและการประยุกต์ทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมประสงค์ วิทยาเกียรติ. 2537. ชุมชนกับการประถมศึกษา ประมวลสาระชุดวิชาสัมมนาการประถมศึกษา หน่วยที่ 1-4. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สุพัตรา สุมโนมหาอุดม. 2534. การศึกษากระบวนการบริหารงานความสัมพันธ์ ระหว่างโรงเรียนกับชุมชนของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาดีเด่นขนาดใหญ่ สังกัดกรมสามัญศึกษา ในส่วนกลาง. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. สาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สุวัฒน์ มุทธเมธา. 2524. ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน. กรุงเทพมหานคร: โอเดียนสโตร์.
อัจฉรา โพธิยานนท์. 2539. การศึกษากับการพัฒนาชุมชน. กรุงเทพมหานคร : เทคนิคพริ้นติ้ง.
อุทัย ธรรมเตโช. 2531. หลักบริหารการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: เจ้าพระยาการพิมพ์.
อุทุมพร จามรมาน. 2536. เทคนิคการสำรวจความต้องการ การบริหารและการจัดการการวัดและ
        ประเมินผลการศึกษา หน่วยที่ 8-15. นนทบุรี. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
 
ภาษาอังกฤษ
Harris, B. M.. 1975. Supervisory Behavior in Education. 2d ed. Englewood Cliffs.       New York : Prentice-Hall.
Herzbrerg F., Mausner B. and Synderman BB. 1959. The Motivation to Work. 2nded. NewYork : John Wiley & Sons.
Jacobson, P. B & Other. 1963. The Effective School Principal. 2d ed. Englewood Cliffs. New York : Prentice-Hall.
Maslow, A. 1954. Motivation and personality. New York : Harper and Raw Publishers.
 
Sergiovanni, T. J., Krlleher, M., and Wirt. M. 2004. Educational Governance and Administration. 5 rd. ed. United States. Pearson Education.
Stoop, E. and Rafferty, M. L. 1961. Practices and Trends in School Administration.    New York : Ginn.
Yamane, T. 1973. Statistics: an introductory analysis. New York: Harper and Row.
 
คำสำคัญ(keyword) ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน/โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved