บทความวิจัย

ขนิษฐา จิรานันท์ - thaied

Current Record: ขนิษฐา จิรานันท์

ขนิษฐา จิรานันท์

 

ผลการวิจัย
1.    บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวม
 

กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของการวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมากที่สุดโดยด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของการวิจัยในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน และด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ตามลำดับ ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้านและด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็

ของการทำวิจัยในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ด้าน คือ ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน และด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน และด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ตามลำดับกลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารในด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2ข้อคือ ผู้บริหารให้เกียรติบัตรหรือรางวัลแก่ครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารสนับสนุนให้ครูเข้าร่วมประชุม สัมมนาด้านการวิจัยในชั้นเรียน รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 3 ข้อ คือ ผู้บริหารยกย่อง ชมเชยครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียนในที่ประชุมทั้งในโรงเรียนและที่อื่นๆทุกครั้งที่มีโอกาสเหมาะสมผู้บริหารส่งเสริมให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันได้ร่วมกันจัดทำการวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารจัดให้ครูมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความรู้และประสบการณ์การวิจัยในชั้นเรียน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสนับสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
    ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารในด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม
อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารกำหนดนโยบายสนับสนุนการวิจัยในชั้นเรียน  รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ข้อ คือ ผู้บริหารให้เกียรติบัตรหรือรางวัลแก่ครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนผู้บริหารจัดให้ครูมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความรู้และประสบการณ์การวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารส่งเสริมให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันได้ร่วมกันจัดทำการวิจัยในชั้นเรียน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสนับสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ     
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้าน ในภาพรวม พบว่าไม่แตกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ข้อ 10 ผู้บริหารสนับบสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
2.3 ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า รายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2ข้อ  คือ ผู้บริหารจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้บริหารปฏิบัติการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูในกลุ่มสาระเดียวกัน รองลงมา คือ ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีการวิจัยในชั้นเรียนหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน   และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีวิทยากรมาบรรยายเสริมความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า   บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ข้อ คือ ผู้บริหารจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูและผู้บริหารปฏิบัติการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูในกลุ่มสาระเดียวกัน รองลงมา คือ ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีการวิจัยในชั้นเรียนหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียน      การสอนและข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีวิทยากรมาบรรยายเสริมความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน     
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อเช่นเดียวกันทั้งสองกลุ่ม
2.4 ด้านการให้ความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน
ผู้บริหารจัดระบบงานในโรงเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครู เช่น มีความเป็นอิสระ กล้าคิด ค้นคว้าและวิจัย
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า   บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีครูผู้นำ    การวิจัยเพื่อจูงใจครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมา คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมในการนิเทศครูเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน ทดลองความคิดใหม่ๆและข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมแสวงหาแนวทางใหม่ๆในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีครูผู้นำการวิจัยเพื่อจูงใจครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียน  รองลงมา คือ ผู้บริหารจัดระบบงานในโรงเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครู เช่น มีความเป็นอิสระ กล้าคิด ค้นคว้าและวิจัยทดลองความคิดใหม่ๆ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมแสวงหาแนวทางใหม่ๆในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน
 
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน   ในภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อเช่นเดียวกัน
 
2.5 ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือผู้บริหารจัดให้ครูที่มีผลงานวิจัยในชั้นเรียนให้ได้รับการเลือกเป็นผู้นำทางวิชาการ     รองลงมา คือ  ผู้บริหารจัดให้ครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนส่งผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตนให้สูงขึ้น และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือผู้บริหารนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้ครูที่มีผลงานวิจัยในชั้นเรียนให้ได้รับการเลือกเป็นผู้นำทางวิชาการ รองลงมา ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพโดยมีผลงานวิจัยในชั้นเรียน และผู้บริหารจัดให้ครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนส่งผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตนให้สูงขึ้น   และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบ
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ทุกข้อไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ยกเว้น ข้อ 2และ3 ที่กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
 
 
แห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ปิยะ วงศ์คำจันทร์ (2550:  บทคัดย่อ) ที่ศึกษาสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดสอนช่วงชั้นที่ 1-3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต3   พบว่าสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา   โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก          นอกจากนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่าวุฒิการศึกษาของผู้บริหารมีผลต่อบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อพิจารณาจากผล      การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้บริหารสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 99.34    ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 บัญญัติไว้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องได้รับใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารและมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ในหมวด 4 มาตรา 30 ได้กำหนดให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา   จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องส่งเสริมให้ครูทำการวิจัยชั้นเรียน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำ นิเทศ กำกับ ติดตาม และส่งเสริมครูผู้สอนให้สามารถทำการวิจัยในชั้นเรียนมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   
นอกจากนี้จากการพิจารณาในด้านนโยบายหรือกลยุทธ์หลักของการดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพ (SMART SCHOOL) สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ได้จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาไปสู่วิสัยทัศน์ โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา คือ “การสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานสำหรับคนทุกวัย” เมื่อพิจารณาในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและปัจจัยสนับสนุนการศึกษาตลอดจน      การบริหารจัดการศึกษาที่เอื้อต่อการให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชน กล่าวคือ ความสำเร็จของโรงเรียนคุณภาพตามเจตนารมณ์และทิศทางที่ตั้งไว้จะบรรลุผลได้ด้วยกลยุทธ์หลัก 5 ประการ คือ 1) พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) พัฒนาเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ประสบการณ์และเทคนิคการจัดการเรียน    การสอนทุกระดับ  3) มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสู่กระบวนการเรียนการสอน   โดยอาจอยู่ในรูปของสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนและการกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน    4) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมจัดการและสนับสนุนการศึกษา และ 5) ส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การจัดการศึกษา และให้ได้ผลงานที่สามารถนำมาเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2551: 5-6)      จากกลยุทธ์หลัก ทั้ง 5 ประการดังกล่าวข้างต้นบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการปฏิบัติตรงตามกลยุทธ์หลักที่ 1 และ กลยุทธ์หลักที่ 5 ในการดำเนินการโรงเรียนคุณภาพ ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน    ทีมุ่งส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ   สามารถพัฒนาสู่โรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น     ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการประเมินคุณภาพมาตรฐานโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร SMART SCHOOL    ที่กล่าวถึงผลการประเมินพบว่าบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอบรมพัฒนาด้านการวิจัย ปี พ.ศ.2548 และพ.ศ.2549 ร้อยละ70 และร้อยละ100  (กรุงเทพมหานคร, สำนักการศึกษา,2551: 6) และการส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การจัดการศึกษา และให้ได้ผลงานที่สามารถนำมาเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2551: 5-6)      นอกจากนี้จากการประเมินโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานกรุงเทพมหานคร ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบด้านครู ในตัวชี้วัด (A3) พบว่า ครูมีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และนำผลไปใช้พัฒนานักเรียน ปี พ.ศ. 2549 ร้อยละ 72.18 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2549: 64-65)  แล ปี พ.ศ. 2551        ร้อยละ 90 ตามลำดับ (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2552: 68-69)      นอกจากการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในประการที่ 1 และ 5 แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษายังมี
ผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นำในการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งสู่โรงเรียนคุณภาพเพื่อเข้ารับการประเมินเป็นโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ระดับกรุงเทพมหานคร   และพบว่า ทุกโรงเรียนสามารถผ่านการรับรองเป็นโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ระดับกรุงเทพมหานคร มีผลการประเมินว่าเป็นโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดแต่ละเครือข่ายและมีผลคะแนน O-NET ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับ 3 ขึ้นไป ตามเกณฑ์การประเมินโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นที่สำนักการศึกษากรุงเทพมหานครกำหนดไว้    จากที่กล่าวมาย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น   สังกัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลายพร้อมที่จะดำเนินงานบริหารโรงเรียนตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานครกำหนดตามแนวทางจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ       พ.ศ.2542(ฉบับที่ 2 ) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545  มาตรา 30 ซึ่งได้กำหนดให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน นั่นเอง
 
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ปิยะ วงศ์คำจันทร์ (2550:  บทคัดย่อ)    ที่ศึกษาสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดสอนช่วงชั้นที่ 1-3  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต3   พบว่าผลการเปรียบเทียบสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา    ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน   และถนัดวิทย์ ทองคำ (2547: 96)   ที่ศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด   พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาต่อการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมไม่แตกต่างกัน    ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่า   ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนต่างมีความเห็นว่าการวิจัยในชั้นเรียนได้รับการส่งเสริมไปในทิศทางเดี่ยวกัน     เนื่องจากทั้งผู้บริหารและครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในการวิจัยในชั้นเรียน    มีความตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน และมีแนวปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน จึงส่งผลให้การดำเนินงานต่างๆ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และอาจเนื่องจากว่าโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร มีนโยบายการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนที่ชัดเจน    เมื่อพิจารณาจากบทบาทของผู้บริหารการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการปฏิบัติตรงตามกลยุทธ์หลักที่ 1 และ กลยุทธ์หลักที่ 5 ในการดำเนินการโรงเรียนคุณภาพ    ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนทีมุ่งส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูให้เกิดห้องเรียนคุณภาพสามารถพัฒนาสู่โรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นทุกโรงเรียน          นอกจากนี้ผู้วิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า อาจเนื่องมาจากว่าผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานต่างๆของผู้บริหารสถานศึกษาให้ครูทราบโดยการสื่อสารภารกิจต่างที่ดำเนินภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษา ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา อันส่งผลให้ผู้บริหารและครูเข้าใจตรงกันและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันและมีแนวปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การดำเนินงานต่างๆบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้    ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของภารดี อนันต์นาวี (2551: 138) ที่กล่าวว่า “การติดต่อสื่อสารมีความสำคัญมากในการบริหารสำหรับผู้บริหารทุกระดับ เพราะเป็นการติดต่อสื่อข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างในองค์การและบุคคลต่างๆไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลที่มาติดต่อขอรับบริการ   เพื่อให้เข้าใจข่าวสารที่ส่งโดยต้องมีการใช้เทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้รับข่าวสารเข้าใจจึงจะทำงานได้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล”     จากที่กล่าวมาจึงทำให้กลุ่มผู้บริหารและกลุ่มครูมีความคิดเห็นต่อบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนไม่แตกต่างกัน  นั่นเอง
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1.         สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดอบรมพัฒนา
ผู้บริหารสถานศึกษา สามารถนำผลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้จัดทำหลักสูตรในการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้บริหารต่อไป
2.         สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกศ.)
ควรนำบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนมาประกอบการพิจารณาการเลื่อนวิทยฐานะหรือเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพต่อไป
3.         สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรมีนโยบายให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัด
ประสานความร่วมมือการพัฒนาและเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การวิจัยในชั้นเรียนในลักษณะเครือข่ายบุคคล เครือข่ายภายในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา หรือหน่วยงานสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนในลักษณะของรูปแบบเครือข่ายการวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ
4.          สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ควรมีนโยบายเพื่อประสานความร่วมมือใน
การทำงานโดยให้ผู้บริหารสถานศึกษากำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อการบริหารงาน โดยสร้างเครือข่ายระบบงานวิจัยในชั้นเรียนร่วมกัน มีการสร้างครูผู้นำและครูวิทยากรด้านการวิจัยในชั้นเรียน การประชุม สัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการทำวิจัยในชั้นเรียน การจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครู การมอบเกียรติบัตรแก่ครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียนและการประกวดผลงานวิจัยของครู การส่งเสริมโดยจัดให้ครูได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ อาทิ เวทีแสดงผลงาน symposium บทความ วารสารวิชาการ เป็นต้น
5.         สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ทุกเขต ควรกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร
สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ ในการวางแผน และกำหนดนโยบาย เป้าหมายการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนเพื่อพัฒนา ปรุงปรุงและแก้ปัญหาการวิจัยในชั้นเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
6.         ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ในรุ่น ปีการศึกษา 2551 สามารถนำผลการวิจัย
ไปใช้โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักในการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐในการบริหารส่งเสริมงานวิจัย โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำวิจัยในชั้นเรียน การบริหารสารสนเทศสำหรับการวิจัยในชั้นเรียน การสร้างเครือข่ายการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาครูและการเผยแพร่ผลงาน การสร้างกลยุทธ์จูงใจ การส่งเสริมให้มีการำนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบ การยกระดับวิทยฐานะครู รวมทั้งการส่งเสริมให้ครูเป็นผู้นำวิชาการทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา เพื่อให้การวิจัยในชั้นเรียนบรรลุผลสำเร็จตามนโยบายที่รัฐกำหนดไว้ต่อไป
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1.           ควรศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริม การวิจัยในชั้นเรียนใน
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานระหว่างของรัฐและของเอกชน
2.          ควรศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน
ตามสภาพที่เป็นจริงและตามความคาดหวังของครูผู้สอน
3.          ควรศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
4.          ควรศึกษาแนวทางการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นเชิงคุณภาพ
 
อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 
กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 678
ชื่อบทความ(title) การศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น
ชื่อบทความ(eng) A STUDY OF THE ROLES OF SCHOOL ADMINISTRATORS IN PROMOTING CLASSROOM ACTION RESEARCH IN SCHOOLS RECEIVING OUTSTANDING STANDARD QUALITY UNDER BANGKOK METROPOLITAN ADMINISTRATION
ชื่อผู้เขียน ขนิษฐา จิรานันท์,รศ.ดร.ชญาพิมพ์ อุสาโห
ชื่อผู้เขียน(eng) Khanittha Jiranan,Asst. Prof. Chayapim Usaho, Ph.D.
สถานที่ติดต่อ สาขาวิชาบริหารการศึกษา ภาควิชานโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา
คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เนื้อหา(content)

บทนำ

            ปัจจุบันประเทศไทยยังต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหลายบริบท ทั้งที่เป็นโอกาสและข้อจำกัดต่อการพัฒนาประเทศ จึงต้องมีการเตรียมความพร้อมของคนและระบบให้สามารถปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและแสวงหาประโยชน์อย่างรู้เท่าทันโลกาภิวัฒน์การพัฒนาประเทศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10  (พ.ศ. 2550 - 2554)  ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา  ยุทธศาสตร์การพัฒนาคนและสังคมไทยจึงให้ความสำคัญลำดับสูงกับการพัฒนาคุณภาพคน   เนื่องจาก คน  เป็นทั้งเป้าหมายสุดท้ายที่จะได้รับผลประโยชน์และผลกระทบจากการพัฒนา   ขณะเดียวกันเป็นผู้ขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อไปสู่เป้าประสงค์ที่ต้องการ จึงจำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพคนในทุกมิติอย่างสมดุล ทั้งจิตใจ ร่างกายความรู้และทักษะความสามารถ(สำนักคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,2549: 49)     รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550  หมวด 3 ซึ่งว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของคนไทย มาตรา 50  บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการ ย่อมได้รับความคุ้มครอง  ทั้งนี้ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน  และหมวด 5  แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ  มาตรา 80(5)  ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยในศิลปวิทยาการแขนงต่างๆ และเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาวิจัยจากรัฐ   (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ,2550: 18-29) จากบทบัญญัติในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ได้บัญญัติในมาตรา 24(5)ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ   สร้างสภาพแวดล้อม  สื่อการเรียนการสอนและอำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้   รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้   ทั้งนี้เพราะผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมๆกัน จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ และมาตรา 30 ให้สถานศึกษาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ  รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2545: 12-14)      สาระสำคัญประการหนึ่งของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กำหนดมาตรฐานความรู้และวิชาชีพครูไว้ดังนี้ คือ มาตรฐานความรู้ 9 ข้อ    ได้กล่าวถึงการวิจัยทางการศึกษา โดยกำหนดในสาระความรู้และสมรรถนะของครูตามมาตรฐานความรู้  ได้แก่ ทฤษฎีการวิจัย  รูปแบบการวิจัย  การออกแบการวิจัย  กระบวนการวิจัยสถิติเพื่อการวิจัย        การวิจัยในชั้นเรียน  การฝึกปฏิบัติการวิจัย  การนำเสนอผลงานการวิจัย  การค้นคว้า  ศึกษางานวิจัยในการพัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้  การใช้กระบวนการวิจัยในการแก้ปัญหา  การเสนอโครงการเพื่อทำวิจัย  และกำหนดสมรรถนะไว้ได้แก่  สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ใน   การจัดการเรียนการสอนและสามารถทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและพัฒนาผู้เรียน  (สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา,2550: 20-23)  และจากมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานด้าน การจัดการเรียนรู้  ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานด้านการจัดการเรียนรู้  มาตรฐานที่ 10.7 มีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและนำผลไปพัฒนาผู้เรียน  โดยครูต้องมีความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน มีการทำวิจัยในชั้นเรียนเพื่อแก้ปัญหาและหรือพัฒนาผู้เรียนอย่างน้อยปีละ   1 รายการ   ในกลุ่มสาระที่ตนเองสอน  ผลจากการวิจัยในชั้นเรียนช่วยแก้ปัญหาปรับพฤติกรรมและหรือยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนได้งานวิจัยในชั้นเรียนได้รับการยอมรับและขยายผล (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,2551: 11-12)     การบริหารงานวิชาการเป็นงานหลัก เป็นหัวใจของการบริหารโรงเรียน เป็นงานสำคัญยิ่ง เพราะงานวิชาการช่วยพัฒนา สติปัญญา ความนึกคิดของผู้เรียน ทำให้ผู้เรียนมีคุณค่าในสังคม   การบริหารงานวิชาการ จะดีมีคุณค่าหรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้บริหารและครู  (ไกรเลิศ โพธิ์นอก,2542: 15)     การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นขอบข่ายและภารกิจหนึ่งของการบริหารงานวิชาการ  มีความเกี่ยวข้องต่อการบริหารการศึกษา เนื่องจากการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นการศึกษา วิเคราะห์ วิจัยการบริหารการจัดการและการพัฒนาคุณภาพงาน วิชาการในภาพรวมของสถานศึกษา  ส่งเสริมให้ครูศึกษา วิเคราะห์ วิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ให้แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้  และประสานความร่วมมือในสถานศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ตลอดจน   การเผยแพร่ ผลงานการวิจัยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน และงานวิชาการกับสถานศึกษา บุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงานและสถาบันอื่น (คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ,2550: 33 – 38)       การวิจัยในชั้นเรียนจึงเปรียบเสมือนหัวใจของการพัฒนาการศึกษา เพราะเป็นวิทยาการต่างๆ ในปัจจุบันได้เจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การที่มนุษย์จะศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เรื่องใด   ก็ตาม ย่อมต้องอาศัยการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพัฒนาเป็นพื้นฐาน ซึ่ง  พยุงศักดิ์ จันทร์สุรินทร์ (2541: 2-3)     ได้กล่าวว่า การที่จะศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ใดๆ ก็ตาม โดยเฉพาะครูผู้สอนจำเป็นต้องอาศัยพื้นฐาน การค้นคว้าวิจัยและทดลองเพื่อแสวงหาความรู้ใหม่ๆ การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน รวมทั้งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในด้านการศึกษานั้นทุกประเทศทั่วโลกต่างให้ความสำคัญในการวิจัยเพื่อพัฒนาการศึกษา เพื่อให้ครูได้ค้นหารูปแบบวิธีการสอนแบบใหม่ๆ อันนำไปสู่การพัฒนาการเรียนรู้ในห้องเรียน เรียกว่า การวิจัยในชั้นเรียน (CAR : Classroom Action Research)    ซึ่งหมายถึงการแสวงหาความรู้และวิธีการใหม่ๆ ในการจัดการเรียนการสอนโดยครูผู้สอนในห้องเรียน ขณะที่จัดการเรียนการสอนเพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนาการเรียนการสอนในวิชาที่ครู รับผิดชอบ กระบวนการจัดการเรียนรู้ เทคนิควิธีสอนหรือการส่งเสริมสนับสนุนแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือ ผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จทางการเรียน เป็นต้น ครูมีบทบาทสำคัญในการเป็นนักวิจัยและดำเนินการวิจัยให้เป็นกิจกรรมสำคัญที่จะส่งเสริมการเรียนการสอน ซึ่งเป็น  การพัฒนาผลงานทางวิชาการในโรงเรียนบนพื้นฐานของการวิจัยอย่างต่อเนื่อง   

ในปี พ.ศ. 2550-2551 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) จึงได้นำแนวคิดเรื่อง “ห้องเรียนคุณภาพ” (The Complete Classroom/Quality Classroom) ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้สถานศึกษา บริหารจัดการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณภาพในระดับปฏิบัติ คือ ระดับห้องเรียน   หากการจัดการเรียนการสอนระดับรายวิชามีคุณภาพตามเกณฑ์ห้องเรียนคุณภาพแล้วสถานศึกษาแห่งนั้นก็น่าจะกลายเป็นสถานศึกษาที่มีคุณภาพหรือมีความเป็นเลิศ(Excellence  School) ในที่สุด   การวิจัยในชั้นเรียน (CAR)เป็นหนึ่งในจุดเน้นสำคัญของแนวคิด ห้องเรียนคุณภาพ ให้ความสำคัญกับการสร้างนวัตกรรมที่เหมาะสมกับธรรมชาติของผู้เรียนหรือเนื้อหาวิชา เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่อง              (สุพักตร์  พิบูลย์, 2551)         การพัฒนาโรงเรียนจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลมาเป็นฐานในการตัดสินใจ การทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นกระบวนการที่ทำให้ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพ สมารถนำไปใช้ในการวางแผนพัฒนาโรงเรียน อย่างถูกทิศทาง ครูจึงเป็นนักวิจัยในโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญเป็นผู้ทำวิจัยเพื่อนำไปสู่ข้อความรู้ใหม่ๆ ที่มีคุณภาพและเป็นข้อมูลสารสนเทศในการพัฒนาโรงเรียนให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้เป็นบ่อเกิดของผลผลิตที่ดีๆ สู่สังคม สำหรับครูหน้าที่หลักคือการสอน สอนอย่างไรให้ผู้เรียนเกิด     การเรียนรู้มีคุณธรรม และเป็นคนดีของสังคม การคิดพัฒนาหาวิธีสอนเหล่านี้ ทำให้ครูต้องทำวิจัย  (สุวิมล ว่องวาณิช,2545: 1 - 5)    ในการจัดการเรียนการสอนครูผู้สอนเป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด ย่อมมีการรับรู้เข้าใจถึงสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนรวมทั้งสภาพปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของตนเองมากกว่าผู้อื่น   ซึ่งแนวคิดที่สนับสนุนให้ครูมีบทบาทในฐานะนักวิจัย(Teacher as Researcher)  ที่ทำให้ครูเข้าใจปัญหาและแนวทางในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนได้ดีขึ้น     (Bissex 1987 อ้างถึงในปราณี นุ่นน้อย 2540: 1)  นอกจากนี้การวิจัยในชั้นเรียนเกี่ยวข้องกับมาตรฐานและการประกันคุณภาพ ซึ่งเมื่อปัญหาต่างๆ ถูกแก้ไขไปผู้สอนก็สามารถสอนได้อย่างเต็มที่   ผู้เรียน     ก็เรียนรู้ได้อย่างมีความสุข กระบวนการเรียนรู้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนก็จะเกิดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา การนำผลการวิจัยไปช่วยในการเรียนการสอนจะทำให้ผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย  ครูจะเกิดความรู้และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเป็นการพัฒนาวิชาชีพควบคู่กันไปด้วย  (ทัศนา แสวงศักดิ์ 2543 : 73)การวิจัยในชั้นเรียนมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการจัดการเรียนการสอน   เพราะว่าครูผู้สอนสามารถนำผลการวิจัยที่ได้มาใช้เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้ประสบผลสำเร็จและใช้เป็นผลงานทางวิชาการเพื่อการขอเลื่อนตำแหน่งและส่งเสริมครูนักวิจัยสู่การเป็นครูมืออาชีพต่อไป ซึ่งในการส่งเสริมการทำวิจัยในโรงเรียนผู้บริหารโรงเรียนจะต้องให้การสนับสนุนและช่วยเหลือให้ครูได้มีการศึกษาค้นคว้าด้านการวิจัย เพื่อหาความรู้ใหม่ๆ และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาและแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรค ต่อการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (บัญชา อึ๋งสกุล 2537: 18) ดังนั้นบทบาทหน้าที่ของผู้บริหารโรงเรียนที่ส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนนับเป็นการปฏิบัติงานของผู้บริหารที่มุ่งหวังที่จะส่งเสริมให้การเรียนการสอนมีคุณภาพ     ในยุคปฏิรูปการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ  จึงจำนำโรงเรียนบรรลุความสำเร็จตามภารกิจและบทบาทหน้าที่ของโรงเรียน  (ธีระ  รุญเจริญ,2546: 1)     งานวิจัยในชั้นเรียนจึงยังเป็นปัจจัยเกื้อหนุนปัจจัยหนึ่งที่ จะส่งผลให้การจัดการเรียนรู้ประสบผลสำเร็จ ฉะนั้นจึงถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาหรือผู้บริหาร โรงเรียนที่จะต้องให้ความสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูทำการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน     กรุงเทพมหานครได้จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาไปสู่วิสัยทัศน์  โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา  คือ  การสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานสำหรับคนทุกวัย  ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3  การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและปัจจัยสนับสนุนการศึกษา  ตลอดจนการบริหารจัดการศึกษาที่เอื้อต่อการให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชน  ผลการดำเนินงานปี พ.ศ.2548 – 2550  มีผลงานตามกลยุทธ์หลักในการดำเนินงานในกลยุทธ์หลักที่ 1  พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่สูงขึ้น  รวมทั้งสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ผลการประเมินพบว่าบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอบรมพัฒนาด้านต่างๆ พบว่า     ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านการบริหาร ร้อยละ 100   ด้านการวิจัย ปี พ.ศ.2548 และ 2549  ร้อยละ 70 และ 100   และกลยุทธ์หลักที่ 5  ส่งเสริมการวิจัยทุกระดับ             เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน  การจัดการศึกษา  และให้ได้ผลงานที่สามารถนำมาเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2551: 5-6)    นอกจากนี้จากการประเมินโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานกรุงเทพมหานคร ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบด้านครู ในตัวชี้วัด (A3) พบว่า  ครูมีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และนำผลไปใช้พัฒนานักเรียน ปี พ.ศ. 2549  ร้อยละ 72.18  (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2549: 64-65) และ ปี พ.ศ. 2551  ร้อยละ 90 ตามลำดับ (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2552: 68-69)       จากการบริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครที่กล่าวมาแล้วเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า ผู้บริหารในสังกัดกรุงเทพมหานครต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลายพร้อมที่ดำเนินงานบริหารโรงเรียนตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานครกำหนดตามแนวทางจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 2 ) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545 การจะบริหารโรงเรียนให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายในการจัดการศึกษานั้น ผู้บริหารโรงเรียนต้องเป็น ผู้นำในการสร้างความตระหนักแก่ครู พัฒนาครูให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ต้องอาศัยความรู้ความสามารถรวมถึงคุณลักษณะที่เอื้อโดยเฉพาะและอาศัย

กระบวนการบริหารที่เน้นการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายให้ผู้ร่วมงานและประชาชนในชุมชนเกิดความศรัทธาในตัวผู้บริหาร    (ธีระ  รุญเจริญ,2546: 1)  การสนับสนุนการวิจัยในโรงเรียนถือได้ว่าเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้บริหารโรงเรียน เพราะผู้บริหารเป็นบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำขององค์การ มีอำนาจตามตำแหน่งที่ได้รับอย่างเป็นทางการและต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การโดยต้องทำหน้าที่ประสานให้สมาชิกในกลุ่มอยู่ด้วยกันอย่างสามัคคี    กลมเกลียว รับผิดชอบต่อเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของกลุ่มหรือองค์การ อำนวยความสะดวกและสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดแก่กลุ่มเพื่อให้ทำงานได้บรรลุเป้าหมาย   และเนื่องจากผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในโรงเรียน มีอำนาจในการตัดสินใจและปฏิบัติงานให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของการศึกษา เป็นผู้ประสานงานในโรงเรียนอีกทั้งเป็นกลไกสำคัญใน   การกำกับ ติดตาม และนิเทศการปฏิบัติงานของครูในโรงเรียน เป็นผู้ที่มีบทบาทและมีความสำคัญยิ่งต่อการดำเนินงาน ในฐานะที่เป็นผู้ควบคุมบังคับบัญชาและริเริ่มกิจการต่างๆ ของโรงเรียนให้เป็นไปตามเป้าหมาย เป็นผู้นำนโยบายและโครงการต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติและเป็นผู้ชี้นำความสำเร็จของโรงเรียนถ้าผู้บริหารโรงเรียนมีคุณลักษณะและความสามารถที่เหมาะสมก็ได้รับความร่วมมือ     ร่วมใจจากจากผู้ร่วมงาน การบริหารก็ย่อมประสบผลสำเร็จ

                จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  จะเห็นว่าการส่งเสริมการทำวิจัยของครูจึงเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สถานศึกษาที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพมหานครมีคุณภาพการศึกษาที่ดีขึ้น   ดังนั้นผู้วิจัยจึงอยากทราบว่า ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูมากน้อยเพียงใด     ซึ่งผลการวิจัยนี้จะสามารถนำไปเผยแพร่ให้สถานศึกษา หรือหน่วยงานทีเกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจนำไปเป็นข้อมูลในการพิจารณาหาแนวทางในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในสถานศึกษาเพิ่มมากขึ้นอันจะนำไปสู่ห้องเรียนคุณภาพ (Quality classroom) และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนและประเทศชาติสืบไป

วัตถุประสงค์   

1. เพื่อศึกษาบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร

2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น  สังกัดกรุงเทพมหานคร เกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน

วิธีดำเนินการวิจัย   

การวิจัยในครั้งนี้  เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีรายละเอียดในการดำเนินการวิจัย ดังนี้

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร  คือ  ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ระดับกรุงเทพมหานคร  จาก 59 โรงเรียน (สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร,2551:53)  ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน  จำนวน  59 คน  รองผู้อำนวยการฝ่ายต่างๆ จำนวน  111  คน และครู จำนวน  2,802 คน  รวมจำนวนประชากรทั้งสิ้น  2,972 คน

กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้วิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารสถานศึกษา โดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling)ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 174 คน  และกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างครู โดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan (1970:608-609)ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%  ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นครู  338 คน  รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน  512 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  เป็นแบบสอบถาม (Questionnaire) สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาและครู  จำนวน 2 ชุด แบ่งเป็น 2 ตอน ดังนี้

ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม  มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list)

ตอนที่ 2  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร  ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale)  ของลิเคอร์ท (John W. Best,1970: 175)

การเก็บรวบรวมข้อมูล  

 ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  และไปรับแบบสอบถามคืนด้วยตนเอง  ได้ดำเนินการเก็บข้อมูล ดังนี้

1. ขอหนังสือราชการจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือจากผู้อำนวยการสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานครในการเก็บข้อมูล

2. ขอหนังสือราชการจากบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลไปยังผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง

3. ผู้วิจัยจัดส่ง-รับคืนแบบสอบถามทางไปรษณีย์และเดินทางไปเก็บข้อมูลด้วยตนเองในบางส่วน

การวิเคราะห์ข้อมูล   

ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ SPSS (Statistical Package for Social Science) Version 15.0 สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

ตอนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ (Frequencies Distribution) และหาค่าร้อยละ (Percentage) นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยตารางประกอบความเรียง

ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครู     วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู  โดยการทดสอบค่า(t-test)    นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ทำในรูปตารางประกอบความเรียง 

 

ผลสรุป(summary)

 

ผลการวิจัย
1.    บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวม
 

กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษามีความคิดเห็นว่าบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของการวิจัยในชั้นเรียน อยู่ในระดับมากที่สุดโดยด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็จของการวิจัยในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน และด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ตามลำดับ ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้านและด้านการส่งเสริมให้เกิดความสำเร็

ของการทำวิจัยในชั้นเรียนมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ด้าน คือ ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน และด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการยอมรับนับถือครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน และด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียน ตามลำดับกลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารในด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2ข้อคือ ผู้บริหารให้เกียรติบัตรหรือรางวัลแก่ครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารสนับสนุนให้ครูเข้าร่วมประชุม สัมมนาด้านการวิจัยในชั้นเรียน รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 3 ข้อ คือ ผู้บริหารยกย่อง ชมเชยครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียนในที่ประชุมทั้งในโรงเรียนและที่อื่นๆทุกครั้งที่มีโอกาสเหมาะสมผู้บริหารส่งเสริมให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันได้ร่วมกันจัดทำการวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารจัดให้ครูมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความรู้และประสบการณ์การวิจัยในชั้นเรียน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสนับสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ 
    ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารในด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม
อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้การยอมรับนับถือครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารกำหนดนโยบายสนับสนุนการวิจัยในชั้นเรียน  รองลงมา มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน ข้อ คือ ผู้บริหารให้เกียรติบัตรหรือรางวัลแก่ครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนผู้บริหารจัดให้ครูมีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านความรู้และประสบการณ์การวิจัยในชั้นเรียนและผู้บริหารส่งเสริมให้ครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้เดียวกันได้ร่วมกันจัดทำการวิจัยในชั้นเรียน และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารสนับสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศ     
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้าน ในภาพรวม พบว่าไม่แตกแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ยกเว้น ข้อ 10 ผู้บริหารสนับบสนุนให้นำผลการวิจัยไปเผยแพร่ในวารสารวิชาการทั้งในประเทศและต่างประเทศที่กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  
2.3 ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า รายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2ข้อ  คือ ผู้บริหารจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูผู้บริหารปฏิบัติการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูในกลุ่มสาระเดียวกัน รองลงมา คือ ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีการวิจัยในชั้นเรียนหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียนการสอน   และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีวิทยากรมาบรรยายเสริมความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียนส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า   บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากัน 2 ข้อ คือ ผู้บริหารจัดให้มีการอบรมเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูและผู้บริหารปฏิบัติการการวิจัยในชั้นเรียนเพื่อพัฒนาความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูในกลุ่มสาระเดียวกัน รองลงมา คือ ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีการวิจัยในชั้นเรียนหรือค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเรียน      การสอนและข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีวิทยากรมาบรรยายเสริมความรู้เรื่องการวิจัยในชั้นเรียน     
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความสำคัญกับการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อเช่นเดียวกันทั้งสองกลุ่ม
2.4 ด้านการให้ความรับผิดชอบต่อครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน
ผู้บริหารจัดระบบงานในโรงเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครู เช่น มีความเป็นอิสระ กล้าคิด ค้นคว้าและวิจัย
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า   บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมากเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีครูผู้นำ    การวิจัยเพื่อจูงใจครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียน รองลงมา คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมในการนิเทศครูเกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน ทดลองความคิดใหม่ๆและข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมแสวงหาแนวทางใหม่ๆในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน ส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้มีครูผู้นำการวิจัยเพื่อจูงใจครูให้ทำวิจัยในชั้นเรียน  รองลงมา คือ ผู้บริหารจัดระบบงานในโรงเรียนให้เอื้อต่อการปฏิบัติหน้าที่ของครู เช่น มีความเป็นอิสระ กล้าคิด ค้นคว้าและวิจัยทดลองความคิดใหม่ๆ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารมีส่วนร่วมแสวงหาแนวทางใหม่ๆในการแก้ปัญหา เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน
 
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน   ในภาพรวม พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาและครูมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทุกข้อเช่นเดียวกัน
 
2.5 ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน
กลุ่มผู้บริหารมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือผู้บริหารจัดให้ครูที่มีผลงานวิจัยในชั้นเรียนให้ได้รับการเลือกเป็นผู้นำทางวิชาการ     รองลงมา คือ  ผู้บริหารจัดให้ครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนส่งผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตนให้สูงขึ้น และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือผู้บริหารนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบส่วนกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่า บทบาทของผู้บริหารของผู้บริหารสถานศึกษา ในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับ เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่ารายการบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่งการงานของครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียนในข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ผู้บริหารจัดให้ครูที่มีผลงานวิจัยในชั้นเรียนให้ได้รับการเลือกเป็นผู้นำทางวิชาการ รองลงมา ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูมีความก้าวหน้าทางวิชาชีพโดยมีผลงานวิจัยในชั้นเรียน และผู้บริหารจัดให้ครูที่ทำวิจัยในชั้นเรียนส่งผลงานทางวิชาการเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตนให้สูงขึ้น   และข้อที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ผู้บริหารนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครูมาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบ
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารด้านการให้ความรับผิดชอบครูผู้ทำการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวม พบว่าไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า ทุกข้อไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ยกเว้น ข้อ 2และ3 ที่กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
 
 
แห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ปิยะ วงศ์คำจันทร์ (2550:  บทคัดย่อ) ที่ศึกษาสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดสอนช่วงชั้นที่ 1-3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต3   พบว่าสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา   โดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก          นอกจากนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่าวุฒิการศึกษาของผู้บริหารมีผลต่อบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อพิจารณาจากผล      การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผู้บริหารสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 99.34    ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 บัญญัติไว้ว่า ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องได้รับใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารและมีวุฒิการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ในหมวด 4 มาตรา 30 ได้กำหนดให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา   จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องส่งเสริมให้ครูทำการวิจัยชั้นเรียน ดังนั้นผู้บริหารสถานศึกษาจึงพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจ เพื่อจะได้ให้คำแนะนำ นิเทศ กำกับ ติดตาม และส่งเสริมครูผู้สอนให้สามารถทำการวิจัยในชั้นเรียนมาพัฒนาคุณภาพการศึกษาแก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ   
นอกจากนี้จากการพิจารณาในด้านนโยบายหรือกลยุทธ์หลักของการดำเนินงานโรงเรียนคุณภาพ (SMART SCHOOL) สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ได้จัดทำยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาไปสู่วิสัยทัศน์ โดยมีเป้าหมายยุทธศาสตร์ด้านการศึกษา คือ “การสร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพมาตรฐานสำหรับคนทุกวัย” เมื่อพิจารณาในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาและปัจจัยสนับสนุนการศึกษาตลอดจน      การบริหารจัดการศึกษาที่เอื้อต่อการให้บริการทางการศึกษาแก่ประชาชน กล่าวคือ ความสำเร็จของโรงเรียนคุณภาพตามเจตนารมณ์และทิศทางที่ตั้งไว้จะบรรลุผลได้ด้วยกลยุทธ์หลัก 5 ประการ คือ 1) พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่สูงขึ้น รวมทั้งสามารถนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) พัฒนาเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ประสบการณ์และเทคนิคการจัดการเรียน    การสอนทุกระดับ  3) มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาสู่กระบวนการเรียนการสอน   โดยอาจอยู่ในรูปของสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนและการกระตุ้นการเรียนรู้ของผู้เรียน    4) เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนร่วมจัดการและสนับสนุนการศึกษา และ 5) ส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การจัดการศึกษา และให้ได้ผลงานที่สามารถนำมาเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2551: 5-6)      จากกลยุทธ์หลัก ทั้ง 5 ประการดังกล่าวข้างต้นบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการปฏิบัติตรงตามกลยุทธ์หลักที่ 1 และ กลยุทธ์หลักที่ 5 ในการดำเนินการโรงเรียนคุณภาพ ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน    ทีมุ่งส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูให้เกิดห้องเรียนคุณภาพ   สามารถพัฒนาสู่โรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น     ซึ่งสอดคล้องกับรายงานการประเมินคุณภาพมาตรฐานโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร SMART SCHOOL    ที่กล่าวถึงผลการประเมินพบว่าบุคลากรทางการศึกษาได้รับการอบรมพัฒนาด้านการวิจัย ปี พ.ศ.2548 และพ.ศ.2549 ร้อยละ70 และร้อยละ100  (กรุงเทพมหานคร, สำนักการศึกษา,2551: 6) และการส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน การจัดการศึกษา และให้ได้ผลงานที่สามารถนำมาเผยแพร่ใช้ประโยชน์ได้ ร้อยละ 100 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2551: 5-6)      นอกจากนี้จากการประเมินโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานกรุงเทพมหานคร ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบด้านครู ในตัวชี้วัด (A3) พบว่า ครูมีการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้และนำผลไปใช้พัฒนานักเรียน ปี พ.ศ. 2549 ร้อยละ 72.18 (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2549: 64-65)  แล ปี พ.ศ. 2551        ร้อยละ 90 ตามลำดับ (กรุงเทพมหานคร,สำนักการศึกษา,2552: 68-69)      นอกจากการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในประการที่ 1 และ 5 แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษายังมี
ผลงานเป็นที่ประจักษ์ที่เด่นชัดอีกประการหนึ่ง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้นำในการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มุ่งสู่โรงเรียนคุณภาพเพื่อเข้ารับการประเมินเป็นโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ระดับกรุงเทพมหานคร   และพบว่า ทุกโรงเรียนสามารถผ่านการรับรองเป็นโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ระดับกรุงเทพมหานคร มีผลการประเมินว่าเป็นโรงเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดแต่ละเครือข่ายและมีผลคะแนน O-NET ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ อยู่ในระดับ 3 ขึ้นไป ตามเกณฑ์การประเมินโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นที่สำนักการศึกษากรุงเทพมหานครกำหนดไว้    จากที่กล่าวมาย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น   สังกัดกรุงเทพมหานครเป็นผู้ที่มีความสามารถหลากหลายพร้อมที่จะดำเนินงานบริหารโรงเรียนตามนโยบายและวัตถุประสงค์ที่สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานครกำหนดตามแนวทางจัดการศึกษาของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ       พ.ศ.2542(ฉบับที่ 2 ) แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545  มาตรา 30 ซึ่งได้กำหนดให้สถานศึกษาส่งเสริมให้ผู้สอนสามารถวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในแต่ละระดับการศึกษา จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษาที่จะต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนได้เป็นอย่างดี จึงทำให้กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนในภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน นั่นเอง
 
เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาและครูเกี่ยวกับบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน ในภาพรวมและรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05   ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ปิยะ วงศ์คำจันทร์ (2550:  บทคัดย่อ)    ที่ศึกษาสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดสอนช่วงชั้นที่ 1-3  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต3   พบว่าผลการเปรียบเทียบสภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา    ตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน   และถนัดวิทย์ ทองคำ (2547: 96)   ที่ศึกษาบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด   พบว่า บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาต่อการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียนตามความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมไม่แตกต่างกัน    ทั้งนี้ผู้วิจัยมีความเห็นว่า   ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนต่างมีความเห็นว่าการวิจัยในชั้นเรียนได้รับการส่งเสริมไปในทิศทางเดี่ยวกัน     เนื่องจากทั้งผู้บริหารและครูผู้สอนมีความรู้ความเข้าใจในการวิจัยในชั้นเรียน    มีความตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน และมีแนวปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน จึงส่งผลให้การดำเนินงานต่างๆ ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และอาจเนื่องจากว่าโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น สังกัดกรุงเทพมหานคร มีนโยบายการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนที่ชัดเจน    เมื่อพิจารณาจากบทบาทของผู้บริหารการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนเป็นการปฏิบัติตรงตามกลยุทธ์หลักที่ 1 และ กลยุทธ์หลักที่ 5 ในการดำเนินการโรงเรียนคุณภาพ    ที่มุ่งพัฒนาบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและส่งเสริมการวิจัยทุกระดับเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนทีมุ่งส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของครูให้เกิดห้องเรียนคุณภาพสามารถพัฒนาสู่โรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นทุกโรงเรียน          นอกจากนี้ผู้วิจัยมีความเห็นเพิ่มเติมว่า อาจเนื่องมาจากว่าผู้บริหารสถานศึกษาสามารถสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานต่างๆของผู้บริหารสถานศึกษาให้ครูทราบโดยการสื่อสารภารกิจต่างที่ดำเนินภายในสถานศึกษาและภายนอกสถานศึกษา ทำให้เกิดความเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา อันส่งผลให้ผู้บริหารและครูเข้าใจตรงกันและเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันและมีแนวปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน ส่งผลให้การดำเนินงานต่างๆบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้    ซึ่งสอดคล้องกับความคิดเห็นของภารดี อนันต์นาวี (2551: 138) ที่กล่าวว่า “การติดต่อสื่อสารมีความสำคัญมากในการบริหารสำหรับผู้บริหารทุกระดับ เพราะเป็นการติดต่อสื่อข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างในองค์การและบุคคลต่างๆไม่ว่าจะเป็นระหว่างผู้บริหาร ผู้ใต้บังคับบัญชาและบุคคลที่มาติดต่อขอรับบริการ   เพื่อให้เข้าใจข่าวสารที่ส่งโดยต้องมีการใช้เทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อให้ผู้รับข่าวสารเข้าใจจึงจะทำงานได้สำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล”     จากที่กล่าวมาจึงทำให้กลุ่มผู้บริหารและกลุ่มครูมีความคิดเห็นต่อบทบาทการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนไม่แตกต่างกัน  นั่นเอง
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
1.         สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดอบรมพัฒนา
ผู้บริหารสถานศึกษา สามารถนำผลจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไปประยุกต์ใช้จัดทำหลักสูตรในการฝึกอบรมพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเพิ่มศักยภาพผู้บริหารต่อไป
2.         สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกศ.)
ควรนำบทบาทของผู้บริหารในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนมาประกอบการพิจารณาการเลื่อนวิทยฐานะหรือเป็นส่วนหนึ่งของความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริหารพัฒนาตนเองให้มีความเป็นมืออาชีพต่อไป
3.         สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ควรมีนโยบายให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัด
ประสานความร่วมมือการพัฒนาและเผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้การวิจัยในชั้นเรียนในลักษณะเครือข่ายบุคคล เครือข่ายภายในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา หรือหน่วยงานสถาบันอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการวิจัยในชั้นเรียนในลักษณะของรูปแบบเครือข่ายการวิจัยในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ
4.          สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ควรมีนโยบายเพื่อประสานความร่วมมือใน
การทำงานโดยให้ผู้บริหารสถานศึกษากำหนดแนวทางร่วมกัน เพื่อการบริหารงาน โดยสร้างเครือข่ายระบบงานวิจัยในชั้นเรียนร่วมกัน มีการสร้างครูผู้นำและครูวิทยากรด้านการวิจัยในชั้นเรียน การประชุม สัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการทำวิจัยในชั้นเรียน การจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยในชั้นเรียนของครู การมอบเกียรติบัตรแก่ครูผู้ทำวิจัยในชั้นเรียนและการประกวดผลงานวิจัยของครู การส่งเสริมโดยจัดให้ครูได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ อาทิ เวทีแสดงผลงาน symposium บทความ วารสารวิชาการ เป็นต้น
5.         สำนักงานเขตกรุงเทพมหานคร ทุกเขต ควรกำหนดให้ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานคร
สามารถนำผลการวิจัยไปใช้ ในการวางแผน และกำหนดนโยบาย เป้าหมายการทำวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนเพื่อพัฒนา ปรุงปรุงและแก้ปัญหาการวิจัยในชั้นเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
6.         ผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น ในรุ่น ปีการศึกษา 2551 สามารถนำผลการวิจัย
ไปใช้โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักในการพัฒนาตนเองให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐในการบริหารส่งเสริมงานวิจัย โดยผู้บริหารสถานศึกษาควรตระหนักถึงความสำคัญของการทำวิจัยในชั้นเรียน การบริหารสารสนเทศสำหรับการวิจัยในชั้นเรียน การสร้างเครือข่ายการวิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาครูและการเผยแพร่ผลงาน การสร้างกลยุทธ์จูงใจ การส่งเสริมให้มีการำนำผลงานวิจัยในชั้นเรียนที่มีคุณภาพ มาเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาความดีความชอบ การยกระดับวิทยฐานะครู รวมทั้งการส่งเสริมให้ครูเป็นผู้นำวิชาการทั้งในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา เพื่อให้การวิจัยในชั้นเรียนบรรลุผลสำเร็จตามนโยบายที่รัฐกำหนดไว้ต่อไป
ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
1.           ควรศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริม การวิจัยในชั้นเรียนใน
ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานระหว่างของรัฐและของเอกชน
2.          ควรศึกษาเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียน
ตามสภาพที่เป็นจริงและตามความคาดหวังของครูผู้สอน
3.          ควรศึกษาการพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของผู้บริหารสถานศึกษา
ในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน
4.          ควรศึกษาแนวทางการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่นเชิงคุณภาพ
 
อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 
กลุ่มผู้บริหารสถานศึกษาและกลุ่มครูมีความคิดเห็นว่าบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการส่
เอกสารอ้างอิง(reference)

 

ไกรเลิศ โพธิ์นอก. 2542.  แนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางวิชาการ สังกัด

สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา      คณะศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

คณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, สำนักงาน. 2549.  แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ฉบับที่ 1-10.  [online]. เข้าถึงได้จาก  http://www.nesdb.go.th/  [10 .ย. 2552]

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. 2550.  แนวทางการกระจายอำนาจบริหาร และการจัดการศึกษาให้

คณะกรรมการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา   ตามกฏกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ

                กระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา พ.ศ.2550. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์

                การเกษตรแห่งประเทศ จำกัด.

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,สำนักงาน. 2551. แนวทางการนำมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่การปฏิบัติ.

               กรุงเทพฯ:  โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. 2542.  พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542. กรุงเทพฯ:

               พริกหวานกราฟฟิค.

ถนัดวิทย์  ทองคำ.2547.บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาที่มีต่อการส่งเสริมการทำวิจัยในชั้นเรียน 

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาร้อยเอ็ด.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต  คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม

ทัศนา แสวงศักดิ์. 2543. การวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: ภาพพิมพ์.

ธีระ  รุญเจริญ .2546.  การบริหารโรงเรียนในยุคปฏิรูปการศึกษา.  กรุงเทพฯ:  บริษัทแอล ที เพรสจำกัด.

บัญชา อึ๋งสกุล. 2537. บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาที่มีต่อการส่งเสริมการวิจัยในโรงเรียน สังกัด

            กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 12. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์

             มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร.

ปราณี นุ่นน้อย. 2540. การพัฒนาองค์ประกอบการประเมินงานวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน.วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต

            สาขาวิจัยการศึกษา คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ปิยะ  วงศ์คำจันทร์. 2550. สภาพการส่งเสริมการวิจัยในชั้นเรียนของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เปิดสอนช่วงชั้นที่ 1-3

            สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสกลนคร เขต3.  วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต   คณะครุศาสตร์ สาขาวิชา

            บริหารการศึกษ  มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคม

พยุงศักดิ์ จันทรสุรินทร์. 2541, สิงหาคม. การวิจัยในชั้นเรียนทางเลือกใหม่ของการนิเทศ การสอนเพื่อพัฒนาคุณภาพ.

             วารสารวิชาการ, 2(มกราคม): 5-16.

ไพฑูรย์  ลินลารัตน์ และคณะ. 2548.  เอกสารประกอบการสอน วิชา 2701699 หลักและพื้นฐานการศึกษาไทย. ภาควิชา

            นโยบาย การจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ภารดี  อนันต์นาวี .2551.  หลักการแนวคิด ทฤษฎีทางการบริหารการศึกษา. ชลบุรี: สำนักพิมพ์มนตรี.  

เลขาธิการคุรุสภา, สำนักงาน. 2550. กฏหมายเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพทางการศึกษา  เล่ม 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์

             สกสค.ลาดพร้าว.

เลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงาน. 2551. รายงานการติดตามและประเมินผลการจัดการเรียนรู้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน.  

              กรุงเทพฯ:  เพลินสตูดิโอ.

เลขาธิการสภาการศึกษา, สำนักงาน. 2549. รายงานการติดตามและประเมินความก้าวหน้าการปฏิรูปการศึกษาด้าน

             การเรียนรู้.  กรุงเทพฯ: เซ็นซูรี่.

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร,  สำนักงาน. 2550. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550.  กรุงเทพฯ:

             สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร.

วรภัทร์  ภู่เจริญ. 2541. แนวทางการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ:  พิมพ์ดี.

สุพักตร์ พิบูลย์.. 2551. การขับเคลื่อนแนวคิด “ห้องเรียนคุณภาพ” สู่การปฏิบัติ. [online].   

              เข้าถึงได้จาก:  http://www. www.neo-2.net/attachments/744_08.doc  [22 กรกฎาคม 2552]

สุวิมล ว่องวาณิช .2545.  เคล็ดลับการทำวิจัยในชั้นเรียน.  กรุงเทพฯ :  โรงพิมพ์อักษรไทย.

สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, 2551. การประเมินคุณภาพมาตรฐานโรงเรียนคุณภาพมาตรฐานโรงเรียนสังกัด

             กรุงเทพมหานคร SMART SCHOOL. กรุงเทพฯ:  ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.

 

 

คำสำคัญ(keyword) บทบาท/ ผู้บริหารสถานศึกษา/ การส่งเสริม/ วิจัยในชั้นเรียน/ โรงเรียนคุณภาพมาตรฐานดีเด่น
Blacklist 1
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved