บทความวิจัย

- thaied

Current Record:

1.นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01












































2.นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

























































































อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

























































































การอภิปรายผลการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์ และ 2) ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา ซึ่งได้อภิปรายตามลำดับ ดังนี้












































1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์












































ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ 2 และสอดคล้องกับผลการวิจัยของโอภาส เกาไศยาภรณ์ (2006) ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ เรื่อง การจัดพิพิธภัณฑ์ในสถานศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนเว็บเควสท์ในระดับมาก และสอดคล้องกับปิยะรัตน์ คัญทัพ (2546) ที่พบว่า การเรียนการสอนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง อีกทั้งเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเนื้อหาวิชา และความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้กูอันนูวาร์ ศรีระเด่น (2549) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนเว็บเควสท์หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก บทเรียนเว็บเควสท์ช่วยให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ ช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากนักเรียนบางคนเรียนรู้ไม่ทัน นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา












































สาเหตุที่สนับสนุนให้นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ มีดังนี้












































1. นักเรียนได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ในขั้นอภิปรายหลังการทดลอง เป็นการฝึกนำความรู้จากการทดลองไปใช้ในการแก้ปัญหา ดังนั้น นักเรียนจึงเกิดทักษะทางสติปัญญา ได้แก่ การให้เหตุผล ทักษะการแก้ปัญหา การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ และยังส่งผลต่อความสามารถในการเลือกใช้แหล่งข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามผลการวิจัยของ Gregoire (1996) ที่พบว่า การนำระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอนส่งผลต่อทักษะทางสติปัญญาที่หลากหลาย












































2. นักเรียนมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นในการเรียนรู้หลังจากได้เรียนรู้ข้อมูลจากบทเรียนเว็บเควสท์ ซึ่งเป็นสื่อที่แปลกใหม่ (MacGregor และ Lou, 2004) เว็บเควสท์ที่ใช้เป็นสื่อที่มีแหล่งข้อมูลที่มีภาพเคลื่อนไหวทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ทำให้นักเรียนมองเห็นเป็นรูปธรรม












































3. นักเรียนมีความสามารถคิดวิเคราะห์ เมื่อได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ อีกทั้งได้ปฏิบัติการทดลอง สรุปผล การทดลองในรูปของความสัมพันธ์ของตัวแปรในการทดลอง นอกจากนี้ในขณะดำเนินการวิจัย พบว่า นักเรียนสามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาก่อนการคำนวณได้ ซึ่งสนับสนุนผลการวิจัยของ Dodge (1998) ที่พบว่า หลังเรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ นักเรียนจะเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์












































4. นักเรียนได้สร้างคำอธิบายจากผลการทดลอง และได้ใช้บทเรียนเว็บเควสท์ที่ประกอบด้วยงาน การประเมินผล และสรุปความรู้ จึงส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบค้นพบความรู้ด้วย ตนเอง และเมื่อนำบทเรียนเว็บเควสท์มาใช้ร่วมกับการจัดการเรียน การสอนแบบสืบสอบจะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของปิยะรัตน์ คัญทัพ (2546) ที่พบว่า กระบวนการเรียนการสอนแบบเว็บเควสท์ส่งผลให้นักเรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

























































































2. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา












































ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาเป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากผลการวิจัย พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 แสดงว่าบทเรียนเว็บเควสท์ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา เนื่องจากนักเรียนได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ ซึ่งมีแหล่งข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว มีทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ อีกทั้งยังมีงานที่กระตุ้นให้นักเรียนคิดเพื่อหาคำตอบของปัญหา นักเรียนกลุ่มทดลองได้ฝึกมองภาพความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งต่างๆ จากแหล่งข้อมูลที่กำหนดให้ อีกทั้งยังได้ฝึกการหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุกับเวลา และนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติการทดลองในขั้นการทดลอง ส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับ สเปสและสเปสกับเวลา ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของวิโรจน์ เฉลยสุข (2541) ที่พบว่า การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีการฝึกให้นักเรียนได้ใช้ความคิดและลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง โดยการนำทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ใน การสืบค้นหาความรู้ จะมีผลทำให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นกว่าการสอนที่ไม่ได้รับการฝึก และ สอดคล้องกับผลการวิจัยของวนา ชลประเวส (2526 อ้างถึงใน เขมิกาญจน์ ทองมา, 2540) ที่พบว่า วิธีสอนแบบปฏิบัติ การทดลองทำให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา ส่วนการสอนแบบใช้เกมทำให้นักเรียนเกิดทักษะการสังเกต การจำแนกประเภท การตั้งสมมติฐาน การจัดกระทำข้อมูล และการสื่อความหมาย



















































































































































































Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 353
ชื่อบทความ(title) ผลของการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
ชื่อบทความ(eng) EFFECTS OF INQUIRY INSTRUCTION WITH WEBQUEST LESSONS ON PHYSICS LEARNING ACHIEVEMENT AND SCIENCE PROCESS SKILLS
ชื่อผู้เขียน อนุสรา เสนไสย
ชื่อผู้เขียน(eng) Anootsara Sensai
เนื้อหา(content) บทคัดย่อ












































วัตถุประสงค์ของการวิจัย มีดังนี้ เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาของนักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ระหว่างก่อนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาหลังเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์กับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนสืบสอบแบบแนะแนวทาง การวิจัยครั้งนี้มีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 จำนวน 2 ห้องเรียน โดยกลุ่มทดลองจำนวน 46 คน เรียนโดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ และกลุ่มควบคุม จำนวน 46 คน เรียนด้วยวิธีการสอนสืบสอบแบบแนะแนวทาง จากผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

























































































วิธีดำเนินการวิจัย












































การวิจัยเรื่อง ผลของการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง (quasi-experimental research) มีการแบ่งกลุ่มตัวอย่างออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลองมีการจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ และกลุ่มควบคุมมีการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ มีการเก็บข้อมูลก่อนและหลัง การทดลอง (pretest-posttest)












































การวิจัยครั้งนี้มีขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ดังนี้












































1. การศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง












































1.1 ศึกษาสาระการเรียนรู้พื้นฐานและเพิ่มเติม ฟิสิกส์ เพื่อวิเคราะห์เนื้อหาสาระการเรียนรู้ฟิสิกส์ ช่วงชั้นที่ 4 ในเนื้อหาเรื่องการเคลื่อนที่แบบต่างๆ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ และสร้างบทเรียนเว็บเควสท์












































1.2 ศึกษาข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร วารสาร และงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศที่เกี่ยวกับหลักการพื้นฐาน และทฤษฎีการสร้างบทเรียนเว็บเควสท์ และการจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์












































1.3 ศึกษาหลักและวิธีการสร้างแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์ และแบบวัดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา












































2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย












































ประชากร












































ในการวิจัยครั้งนี้ ประชากร คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน












































กลุ่มตัวอย่าง












































ในการวิจัยครั้งนี้กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2549 โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ สังกัดสำนักบริหารงาน คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน












































3. เครื่องมือในการวิจัย












































เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย












































1. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่












































1.1 แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์












































1.2 แบบวัดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา












































2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่












































2.1 แผนการจัดการเรียนรู้เน้นการใช้วิธีแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์












































2.2 แผนการจัดการเรียนรู้เน้นการใช้วิธีสอนแบบสืบสอบแบบแนะแนวทาง












































4. การดำเนินการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล












































ผู้วิจัยจะดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้












































1. ขั้นเตรียมนักเรียนก่อนดำเนินการทดลอง












































1.1 ทำการทดสอบนักเรียนทั้งในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมก่อนเรียน โดยใช้แบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในวิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบต่างๆ ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาทีและแบบวัดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาใช้เวลา 40 นาที












































1.2 แนะนำกลุ่มทดลองเกี่ยวกับวิธีการเข้าสู่เว็บเควสท์ และวิธีการเรียนรู้จากบทเรียนเว็บเควสท์ที่ครูได้สร้างขึ้น พร้อมทั้งแจ้งจุดประสงค์ในการเรียนและเงื่อนไขในการเรียน และแนะนำกลุ่มทดลองเกี่ยวกับวิธีการทำชิ้นงานส่งครู ส่วนกลุ่มควบคุมสั่งงานโดยให้คิดแก้โจทย์ปัญหาจากใบงานและหนังสือลงในสมุดเท่านั้น ใช้เวลา 20 นาที












































1.3 แนะนำกลุ่มควบคุมเกี่ยวกับบทเรียนที่จะสอนทั้งหมด ใช้เวลา 20 นาที












































2. ขั้นดำเนินการทดลอง












































2.1 ผู้วิจัยดำเนินการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์กับนักเรียนกลุ่มทดลอง โดยนักเรียนได้ทำงานและทบทวนบทเรียนเว็บเควสท์ด้วยตนเอง และดำเนิน การเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติกับกลุ่มควบคุม โดยเริ่มจัดการเรียนการสอนตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2549 ถึงวันที่ 27 กันยายน 2549 เป็นเวลาเรียนทั้งสิ้น 5 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 4 คาบ คาบละ 50 นาที ซึ่งในการสอนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม มีขั้นตอนการสอนดังตารางต่อไปนี้

























































































ตาราง เปรียบเทียบขั้นตอนในการเรียนการสอนระหว่างการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์และวิธีการสอนแบบปกติ

























































































การเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับ การใช้บทเรียนเว็บเควสท์ การเรียนการสอนแบบปกติ

























































































1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูเป็นผู้นำอภิปรายโดยกำหนดปัญหาหรือตั้งสถานการณ์และทบทวนความรู้เดิมที่เกี่ยวข้อง

























































































1. ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ครูเป็นผู้นำอภิปรายโดยกำหนดปัญหาหรือตั้งสถานการณ์และทบทวนความรู้เดิมที่เกี่ยวข้อง












































2. ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้












































2.1 ขั้นอภิปรายก่อนการทดลอง












































1) นักเรียนตั้งสมมติฐานโดยครูใช้คำถามนำ












































2) ครูแนะนำและสาธิตการใช้เครื่องมือการทดลอง












































2.2 ขั้นปฏิบัติการทดลอง












































1) นักเรียนปฏิบัติการทดลองตามที่กำหนดในใบงาน












































2) นักเรียนบันทึกผลการทดลอง












































3) นักเรียนวิเคราะห์ และสรุป ความสัมพันธ์ของตัวแปรจาก การทดลอง












































2. ขั้นกิจกรรมการเรียนรู้












































2.1 ขั้นอภิปรายก่อนการทดลอง












































1) นักเรียนตั้งสมมติฐานโดยครูใช้คำถามนำ












































2) ครูแนะนำและสาธิตการใช้เครื่องมือการทดลอง












































2.2 ขั้นปฏิบัติการทดลอง












































1) นักเรียนปฏิบัติการทดลองตามที่กำหนดในใบงาน












































2) นักเรียนบันทึกผลการทดลอง












































3) นักเรียนวิเคราะห์ และสรุป ความสัมพันธ์ของตัวแปรจากการทดลอง
































































































































































































































การเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์ วิธีการสอนแบบปกติ

























































































2.3 ขั้นอภิปรายหลังการทดลอง












































1) นักเรียนสร้างคำอธิบายจากผล การทดลองด้วยตนเอง












































2) ครูตรวจสอบคำอธิบาย และผล การทดลองของนักเรียนแต่ละกลุ่มพร้อมกับเสนอแนะวิธีการนำความรู้ที่นักเรียนสร้างด้วยตนเองไปใช้ใน การแก้ปัญหา












































3) นักเรียนใช้บทเรียนเว็บเควสท์












































4) นักเรียนทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์และทำแบบฝึกหัดในหนังสือแบบเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี












































2.3 ขั้นอภิปรายหลังการทดลอง












































1) นักเรียนสร้างคำอธิบายจากผล การทดลองด้วยตนเอง












































2) ครูตรวจสอบคำอธิบาย และผล การทดลองของนักเรียนแต่ละกลุ่มพร้อมกับเสนอแนะวิธีการนำความรู้ที่นักเรียนสร้างด้วยตนเองไปใช้ใน การแก้ปัญหา












































3) นักเรียนทำแบบฝึกหัดในหนังสือแบบเรียนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี












































3. ขั้นสรุป ครูนำสรุปวิธีการนำความรู้ไปใช้ และครูนำเสนองานที่นักเรียนได้ทำส่ง โดยครูชี้ให้นักเรียนเห็นประเด็นที่ทำถูกและประเด็นที่ทำผิด 3. ขั้นสรุป ครูนำสรุปวิธีการนำความรู้ไปใช้ และครูนำเสนองานที่นักเรียนได้ทำส่ง โดยครูชี้ให้นักเรียนเห็นประเด็นที่ทำถูกและประเด็นที่ทำผิด

























































































3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล












































3.1 เมื่อดำเนินการเรียนการสอนครบตามจำนวนที่กำหนดไว้ ผู้วิจัยดำเนินการทดสอบนักเรียนกลุ่มทดลองและนักเรียนกลุ่มควบคุมด้วยแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์ในบทเรียนนั้น ๆ และแบบวัดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา












































3.2 นำคะแนนที่ได้จากแบบสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และคะแนนที่ได้มาจากแบบวัดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลามาวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐาน












































5. การวิเคราะห์ข้อมูล












































1. หาคุณภาพเครื่องมือ โดยแบบวัดในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการหาค่าความยาก (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) และค่าความเที่ยงโดยใช้สูตร KR-20 ของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน วิเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรม Excel












































2. ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนและหลังเรียน ด้วยสถิติทดสอบค่าที (t-test) โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS FOR WINDOWs












































3. ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยการวิเคราะห์ด้วยวิธี ANCOVA โดยใช้โปรแกรม Excel

























































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































































ภาพ แผนผังสรุปขั้นตอนการดำเนินการวิจัย



















































































































































































ผลสรุป(summary) 1.นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01












































2.นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์และทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

























































































อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

























































































การอภิปรายผลการวิจัย แบ่งเป็น 2 ประเด็น คือ 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์ และ 2) ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา ซึ่งได้อภิปรายตามลำดับ ดังนี้












































1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์












































ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ 2 และสอดคล้องกับผลการวิจัยของโอภาส เกาไศยาภรณ์ (2006) ซึ่งพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ เรื่อง การจัดพิพิธภัณฑ์ในสถานศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนและผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนเว็บเควสท์ในระดับมาก และสอดคล้องกับปิยะรัตน์ คัญทัพ (2546) ที่พบว่า การเรียนการสอนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ และเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง อีกทั้งเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในเนื้อหาวิชา และความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์ นอกจากนี้กูอันนูวาร์ ศรีระเด่น (2549) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนที่เรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อบทเรียนเว็บเควสท์หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก บทเรียนเว็บเควสท์ช่วยให้การเรียนการสอนมีความน่าสนใจ ช่วยลดปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอันเนื่องจากนักเรียนบางคนเรียนรู้ไม่ทัน นักเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ตลอดเวลา












































สาเหตุที่สนับสนุนให้นักเรียนที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีผลสัมฤทธิ์สูงกว่าก่อนเรียนและสูงกว่ากลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ มีดังนี้












































1. นักเรียนได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ในขั้นอภิปรายหลังการทดลอง เป็นการฝึกนำความรู้จากการทดลองไปใช้ในการแก้ปัญหา ดังนั้น นักเรียนจึงเกิดทักษะทางสติปัญญา ได้แก่ การให้เหตุผล ทักษะการแก้ปัญหา การเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ และยังส่งผลต่อความสามารถในการเลือกใช้แหล่งข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งเป็นไปตามผลการวิจัยของ Gregoire (1996) ที่พบว่า การนำระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการเรียนการสอนส่งผลต่อทักษะทางสติปัญญาที่หลากหลาย












































2. นักเรียนมีความตื่นตัวและกระตือรือร้นในการเรียนรู้หลังจากได้เรียนรู้ข้อมูลจากบทเรียนเว็บเควสท์ ซึ่งเป็นสื่อที่แปลกใหม่ (MacGregor และ Lou, 2004) เว็บเควสท์ที่ใช้เป็นสื่อที่มีแหล่งข้อมูลที่มีภาพเคลื่อนไหวทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ ทำให้นักเรียนมองเห็นเป็นรูปธรรม












































3. นักเรียนมีความสามารถคิดวิเคราะห์ เมื่อได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ อีกทั้งได้ปฏิบัติการทดลอง สรุปผล การทดลองในรูปของความสัมพันธ์ของตัวแปรในการทดลอง นอกจากนี้ในขณะดำเนินการวิจัย พบว่า นักเรียนสามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาก่อนการคำนวณได้ ซึ่งสนับสนุนผลการวิจัยของ Dodge (1998) ที่พบว่า หลังเรียนด้วยบทเรียนเว็บเควสท์ นักเรียนจะเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์












































4. นักเรียนได้สร้างคำอธิบายจากผลการทดลอง และได้ใช้บทเรียนเว็บเควสท์ที่ประกอบด้วยงาน การประเมินผล และสรุปความรู้ จึงส่งผลให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบค้นพบความรู้ด้วย ตนเอง และเมื่อนำบทเรียนเว็บเควสท์มาใช้ร่วมกับการจัดการเรียน การสอนแบบสืบสอบจะช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได้ดี ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของปิยะรัตน์ คัญทัพ (2546) ที่พบว่า กระบวนการเรียนการสอนแบบเว็บเควสท์ส่งผลให้นักเรียนเกิดการพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง

























































































2. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา












































ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาเป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จากผลการวิจัย พบว่า นักเรียนกลุ่มที่เรียนฟิสิกส์โดยจัดการเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์มีทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลาสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และสูงกว่านักเรียนกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 และ ข้อที่ 2 แสดงว่าบทเรียนเว็บเควสท์ช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา เนื่องจากนักเรียนได้ทำงานในบทเรียนเว็บเควสท์ ซึ่งมีแหล่งข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพเคลื่อนไหว มีทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติ อีกทั้งยังมีงานที่กระตุ้นให้นักเรียนคิดเพื่อหาคำตอบของปัญหา นักเรียนกลุ่มทดลองได้ฝึกมองภาพความสัมพันธ์ระหว่างตำแหน่งต่างๆ จากแหล่งข้อมูลที่กำหนดให้ อีกทั้งยังได้ฝึกการหาความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนตำแหน่งของวัตถุกับเวลา และนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติการทดลองในขั้นการทดลอง ส่งผลให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับ สเปสและสเปสกับเวลา ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของวิโรจน์ เฉลยสุข (2541) ที่พบว่า การเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ที่มีการฝึกให้นักเรียนได้ใช้ความคิดและลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง โดยการนำทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ใน การสืบค้นหาความรู้ จะมีผลทำให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงขึ้นกว่าการสอนที่ไม่ได้รับการฝึก และ สอดคล้องกับผลการวิจัยของวนา ชลประเวส (2526 อ้างถึงใน เขมิกาญจน์ ทองมา, 2540) ที่พบว่า วิธีสอนแบบปฏิบัติ การทดลองทำให้นักเรียนเกิดทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา ส่วนการสอนแบบใช้เกมทำให้นักเรียนเกิดทักษะการสังเกต การจำแนกประเภท การตั้งสมมติฐาน การจัดกระทำข้อมูล และการสื่อความหมาย



















































































































































































เอกสารอ้างอิง(reference) ภาษาไทย กูอันนูวาร์ ศรีระเด่น. 2549. การพัฒนาบทเรียนแสวงรู้บนเว็บ หน่วยการจัดสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี [Online]. Available from: www.grad.psu.ac.th/grad_research/apply_file/ab3949900106322.doc [Febuary 28, 2007] เขมิกาญจน์ ทองมา. 2540. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการสอนโดยฝึกสร้างเกมวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์กับ การสอนตามแนวของ สสวท. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต วิชาเอกวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัย ศรีนครินวิโรฒ. ชมรมบัณฑิตแนะแนว. 2547. คู่มือเลือกคณะและจัดอันดับ Ent
คำสำคัญ(keyword) การเรียนการสอนแบบสืบสอบร่วมกับการใช้บทเรียนเว็บเควสท์/ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฟิสิกส์/ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์/ ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved