ผลงานวิจัย

ณัฐธิดา จันทรมณี - thaied

Current Record: ณัฐธิดา จันทรมณี

ณัฐธิดา จันทรมณี

 

จากการดำเนินการวิจัยเรื่อง การนำเสนอแนวทางการจัดการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย โดยแบ่งออกเป็น 8 ตอน ดังนี้

 

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

            โดยภาพรวม ทั้งในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูลนั้น ไม่มีการจัดการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยโดยเฉพาะเนื่องมาจากโครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีโครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจตามพื้นที่ คือ มีสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละจังหวัด และในแต่ละจังหวัดมีสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละอำเภอรับผิดชอบและบริหารงานในอำเภอนั้น ๆ และในแต่ละสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละอำเภอ มีครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนแต่ละตำบล ปฏิบัติและรับผิดชอบพื้นที่ในแต่ละตำบล 

            ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดกระบี่มีชาวอูรักลาโว้ยซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น หรืออายุประมาณ 17-20 ปี เข้ามาเรียนกับศูนย์การเรียนชุมชน แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก โดยหลักสูตรที่เรียน คือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เหตุผลในการเข้าเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ ต้องการได้วุฒิทางการศึกษา เพื่อใช้ในการสมัครงาน หรือ เพิ่มค่าจ้าง แรงงาน ทั้งนี้สืบเนื่องจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดและจังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทำให้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพอยู่ในภาคบริการทั้งในและนอกชุมชน และปัญหาที่พบคือนักศึกษาทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย  บางครั้งทำให้ก็ไม่สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่จังหวัดสตูลนั้นพบว่าที่ผ่านมาไม่มีนักศึกษาที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนการศึกษานอกระบบเลย เนื่องจาก ในจังหวัดสตูล มีชาวอูรักลาโว้ยอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านอาดัง-ราวี-หลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ห่างไกล การเดินทางไม่สะดวก แต่มีจัดการศึกษานอกระบบในรูปแบบของการศึกษาทางไกลให้กับผู้ที่อยู่ในอาศัยในอยู่บนเกาะห่างไกล โดยการให้ผู้เรียนนำหนังสือเรียนไปศึกษาด้วยตนเองและมีการพบกลุ่มเพียงเดือนละ  1  ครั้ง

            ในด้านผู้สอนพบว่าทั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ผู้สอนเข้าใจวิถีชีวิตของ และลักษณะของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยและถึงแม้ว่าผู้สอนถึงแม้ว่าผู้สอนไม่เข้าใจภาษาอูรักลาโว้ย แต่ไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย เนื่องจากในการเรียนการสอนใช้ภาษาไทยกลางทั้งหมด และไม่พบปัญหาใดเกี่ยวกับผู้สอนในทั้งสองพื้นที่

            ในด้านเนื้อหาหลักสูตรพบว่าทั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ไม่มีการจัดหลักสูตรเนื้อหาให้กับชาวชาวอูรักลาโว้ยโดยเฉพาะ หลักสูตรที่มีนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนคือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในจังหวัดภูเก็ตพบว่าสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพให้กับชาวอูรักลาโว้ยในชุมชน แต่ในจังหวัดกระบี่ไม่มีการจัดหลักสูตรดังกล่าว

            ในด้านกิจกรรมการเรียนการสอน สืบเนื่องจากเนื้อหาหลักสูตรที่ชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลักษณะการกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการพบกลุ่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน สอนแบบบรรยาย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามลักษณะของเนื้อหาวิชา คือ สอนแบบบรรยายเน้นผู้สำคัญสลับการจัดกิจกรรมในวิชาทั่วไปผู้เรียนจะต้องเรียนคอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง และ ต้องปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง จึงจะจบแต่ละหลักสูตร สำหรับการฝึกทักษะอาชีพนั้น ผู้สอนซึ่งเป็นวิทยากรจากภายนอกจะสอนโดยการสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ปัญหาที่พบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคือ นักศึกษามักจะมาเรียนไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากต้องประกอบอาชีพ และสถานที่จัดการฝึกอาชีพนั้นพบข้อจำกัดของสถานที่ในการจัดกิจกรรม

            ในด้านสื่อการสอน ด้านการใช้สื่อการสอนสำหรับนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยนั้นไม่แตกต่างจากการใช้สื่อการสอนสำหรับนักศึกษาทั่วไปซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาวิชา สื่อการสอนที่ใช้ คือหนังสือเรียน  เอกสารประกอบการสอนและใบงานที่ครูจัดทำขึ้น

ในด้านการวัดและประเมินผลด้านการวัดและประเมินผลนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยนั้นไม่แตกต่างจากการวัดและประเมินผลนักศึกษาทั่วไป การเก็บคะแนนการเข้าพบกลุ่ม การเก็บคะแนนจากรายงาน และงานที่ได้รับมอบหมาย และการสอบเมื่อจบภาคเรียน ประกอบกับการวัดความพึงพอใจของนักศึกษาหลังจากเรียนจบแล้ว สำหรับการวัดและประเมินผลการฝึกทักษะอาชีพนั้นผู้สอนพิจารณาจากผลงานที่ทำ และมีการติดตามการทำอาชีพนั้น ๆ ต่อ

 

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในภาพรวม

 

2.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม

ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นชาวอูรักลาโว้ยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป จำนวน 355 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 47.32 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 52.68 โดยผู้ตอบแบบสอบถาม มีอายุอยู่ในช่วง 15-19 ปี และ ช่วงอายุ 25-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 20-24 ปี ในช่วง 30-34 ปี โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุตั้งแต่ 15-34 ปี เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด มีสถานภาพเป็นหม้าย น้อยที่สุด

            ผู้ตอบแบบสอบถาม มีอาชีพรับจ้าง และอาชีพประมง มากที่สุดเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน มีอาชีพค้าขายและมีอาชีพค้าขายน้อยที่สุด

ผู้ตอบแบบสอบส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้ 5,000-10,000 บาท และไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือนนั้นมีน้อยมาก

ผู้ตอบแบบสอบถามเรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ และมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และจบปริญญาตรี น้อยมาก

 

2.2  ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ย

2.2.1        ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย และผู้สอนเป็นผู้มองโลกในแง่ดี

2.2.2        ชาวอูรักลาโว้ยมีความต้องการนอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ และ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และเทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

2.2.3        กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดอย่างมีระบบ และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

2.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และสื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน

2.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต

 

3.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต

ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 200 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 45.00 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 55.00 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี  รองลงมาคือ มีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือมีสถานภาพโสด และสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต มีอาชีพรับจ้าง มากที่สุด รองลงมาคือมีอาชีพประมง รองลงมาคือไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน และมีอาชีพค้าขายน้อยที่สุด ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน และมีผู้ที่ไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต เรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ และเคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา

 

3.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต

3.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนเป็นผู้มองโลกในแง่ดี และผู้สอนให้ความเป็นกันเอง

3.2.1        ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตความต้องการนอกระบบโรงเรียน ด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และการฝึกอบรมทักษะการทำอาหารและขนม

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และเทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

3.2.3         กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดอย่างมีระบบ และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

3.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน และ สื่อที่เป็นของจริง

3.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่

4.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่

ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ จำนวน 95 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.58 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 48.42 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด และ มีสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ มีอาชีพประมงและมีอาชีพรับ จ้างมากที่สุด เป็นสัดส่วนเท่ากัน รองลงมาคือมีอาชีพค้าขาย และ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดกระบี่ มีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน และ มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือนมากที่สุด เป็นสัดส่วนใกล้เคียง รองลงมาคือไม่มีรายได้ต่อเดือน และมีรายได้10,001-15,000 บาทต่อเดือนน้อยที่สุด ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ เรียนจบชั้นประถมศึกษาและเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มากที่สุดเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ และ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา เป็นสัดส่วนเท่ากัน และมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เรียนจบปริญญาตรี ร้อยละ 6.32

 

 

4.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่

4.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย รองลงมาคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และผู้สอนมีความรู้และความชำนาญในเรื่องที่สอน

4.2.2  ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่มีความต้องการนอกระบบโรงเรียนด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมากที่สุด โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ต้น

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์และงานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน และ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

4.2.3        กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

4.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และ สื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน

4.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเองและต้องการการประเมินผลตามสภาพจริง

 

ตอนที่ 5 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล

5.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล

ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูลจำนวน 60 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 48.33 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.67 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี และมีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด และ มีสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล มีอาชีพรับ จ้างมากที่สุด รองลงมาคือมีอาชีพประมง รองลงมาคือมีอาชีพค้าขาย และ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน เป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดสตูล มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และมีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือนมากที่สุด เป็นสัดส่วนใกล้เคียง รองลงมาคือไม่มีรายได้ต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้10,001-15,000 บาทต่อเดือน กับ มีรายได้ มากกว่า 15,000  บาทต่อเดือนเป็นสัดส่วนเท่ากัน ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล เรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

 

 

 

 

 

 

 

5.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล

5.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนที่มองโลกในแง่ดี และผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย

5.2.2  ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลมีความต้องการนอกระบบโรงเรียนด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมากที่สุด โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์และงานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น    รองลงมาคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดและการดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ และ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

5.2.3 กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

5.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และ สื่อการสอนมีจำนวนที่เพียงพอกับผู้เรียน

5.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 6 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

มีความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย 4 ประเด็นคือ

1) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีสถานที่จัดการจัดการเรียนสอนในชุมชนชาวอูรักลาโว้ย หรือต้องการให้มีสถานที่จัดการเรียนการสอนอยู่ใกล้ชุมชนชาวอูรักลาโว้ย และในกรณีที่ในชุมชนชาวอูรักลาโว้ยมีศูนย์การเรียนชุมชนอยู่แล้วผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการจัดการเรียนการเรียนการสอนในศูนย์การเรียนที่มีอยู่ เพื่อความสะดวกในการเดินทางและเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความสม่ำเสมอ

2) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการจัดการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ การฝึกทักษะอาชีพ และเนื้อหาที่เกี่ยวกับท้องถิ่นและชุมชนชาวอูรักลาโว้ย มากที่สุด รองลงมาคือ ต้องการให้มีการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ และ เนื้อหาที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน

3) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการให้ข้อมูลกับชาวอูรักลาโว้ยเกี่ยวกับแนวทางในการเข้าเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียน

4) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ผู้สอนสอนออกมาจากใจจริง ถ่ายทอดได้ดี เข้าใจผู้เรียน ให้ความเป็นกันเองมีความตั้งใจในการสอน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีเหตุผล มองโลกในแง่ดี

 

 

 

 

 

ตอนที่ 7 แนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อหา แนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ในด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล สามารถสรุปได้ดังนี้ 

      

7.1 ด้านผู้สอน

ในการจัดกิจกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยนั้น ผู้สอนควรเป็นคนในพื้นที่ หรือ เป็นชาวอูรักลาโว้ย เพราะคนในพื้นที่เองหรือชาวอูรักลาโว้ยย่อมเข้าใจสภาพชุมชนและสังคมของชาวอูรักลาโว้ยได้ดีกว่าคนจากภายนอก และนอกจากนี้หากผู้สอนเป็นคนในพื้นที่หรือคนในชุมชน ก็จะทำให้เกิดความสะดวกในการทำงาน สามารถประสานงานกับชุมชนได้ดีกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดคุณลักษณะของผู้สอนได้โดยตรง แต่หากผู้สอนของเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ก็มีช่องทางในการรับผู้สอนกฎระเบียบตรงนี้เอื้อต่อการรับคนในพื้นที่ หรือการรับเป็นกรณีเฉพาะ หรือการให้คัดเลือกเข้ามาทำหน้าที่ครูอาสาในพื้นที่ และเมื่อได้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นครูประจำศูนย์การเรียนหรือครูอาสาในพื้นที่แล้ว เพื่อให้การทำหน้าที่สอนและทำงานประสานกับชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอนและการทำงานร่วมกับชุมชนและเป้าหมายเฉพาะกลุ่มนี้

 

7.2 ด้านเนื้อหาหลักสูตร

สำหรับหลักสูตรสายสามัญ ต้องปรับเนื้อหาแกนกลางที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยในปัจจุบันที่ได้ผสมกลมกลืนกับชาวไทยทั่วไป และปรับเปลี่ยนจากวิถีชาวประมงมาอยู่ในภาคบริการและการท่องเที่ยว อีกทั้งต้องเน้นการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมในปัจจุบันอีกด้วย สำหรับหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพนั้นหลักสูตรระยะสั้น และเน้นการรวมกลุ่ม และความต้องการที่มาจากชาวบ้านจริง ๆ โดยต้องมีการสำรวจความต้องการก่อน และหากเป็นไปได้ควรดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรเหล่านั้นให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น

 

7.3 ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนควรปรับให้เข้ากับวิถีชีวิต สภาพ ปัญหา และความต้องการของชาวอูรักลาโว้ย หากมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่และการเดินทาง ก็ต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามข้อจำกัดดังกล่าว โดยผู้สอนและผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยต้องมีการหารือ ทำความตกลง ถึงรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นความสะดวกและสอดรับกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย โดยกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคมไปด้วย และให้ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังทักษะการวางแผนไปด้วยเนื่องจากทักษะการวางแผนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคม ไปพร้อม ๆ กับการได้รับการปลูกฝังทักษะการวางแผนก็คือการเรียนการสอนโดยโครงงาน ซึ่งผู้เรียนจะต้องเป็นผู้วางแผนการดำเนินโครงการเองทั้งหมด ส่วนการทำโครงงานนั้นจะมีการบูรณาการเนื้อหาสาระของแต่ละวิชาเข้ากันหรือไม่นั้นก็ต้องพิจารณาตามสภาพและลักษณะของวิชานั้น ๆ

 

7.4 ด้านสื่อการสอน

ต้องใช้ประโยชน์จากสื่อการเรียนการสอนที่ กศน. มีอยู่แล้วอย่างเพียงพอทั้ง สื่อที่เป็นเอกสารและหนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นวีซีดีฝึกทำอาชีพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คือหาแนวทางหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงศูนย์การเรียนชุมชนซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสื่อเหล่านี้ เพื่อทำให้ชาวอูรักลาโว้ยเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนหน้าที่ของศูนย์การเรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังต้องมีการดึงทรัพยากรในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยนำสิ่งที่ท้องถิ่นมีอยู่มาประยุกต์ให้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยพิจารณาความเหมาะสมจากเนื้อหาวิชา

 

7.5 ด้านการวัดและประเมินผล

ควรยึดหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรแต่ต้องให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยให้มากที่สุด โดยการปรับวิธีการในการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาประเมิน

 

ตอนที่ 8 การนำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

 

8.1     ด้านผู้สอน

            ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้สอนควรเป็นชาวอูรักลาโว้ย หรือเป็นคนในพื้นที่ ผู้สอนควรทำความเข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอูรักลาโว้ย ทั้งสภาพในอดีตและสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนชาวอูรักลาโว้ยโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของชาวอูรักลาโว้ย ผู้สอนควรเข้าใจความแตกต่างทางชาติพันธุ์และไม่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้เรียนที่เป็นชาวไทยทั่วไปกับชาวอูรักลาโว้ย โดยต้องยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะนิสัยเฉพาะของชาวอูรักลาโว้ยและหาวิธีการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนที่เป็นชาวอูรัก   ลาโว้ยเข้าใจง่าย  นอกจากนี้ผู้สอนควรเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานกับชาวอูรักลาโว้ย รวมทั้งควรเป็นผู้มองโลกในแง่ดี สำหรับการจัดกิจกรรมการการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตนั้น นอกเหนือจากลักษณะของผู้สอนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้สอนควรให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน โดยการทำความรู้จักกับผู้เรียนเป็นการส่วนตัว ติดต่อผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ สอบถามทุกข์สุข และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาทั้งเรื่องการเรียนและการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และสำหรับการจัดกิจกรรมการการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่นั้น นอกเหนือจากลักษณะของผู้สอนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้สอนควรมีความรู้และความชำนาญในเรื่องที่สอน โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยควรศึกษาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ ในพื้นที่เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานให้ผู้มีความชำนาญนั้น ๆ นั้นเข้าไปเป็นวิทยากรในการจัดกิจกรรมต่างๆ  ให้กับชาวอูรักลาโว้ย

 

8.2  ด้านเนื้อหาหลักสูตร

ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยสำหรับหลักสูตรสายสามัญ ต้องอยู่สอดคล้องและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยในปัจจุบันที่ได้ผสมกลมกลืนกับชาวไทยทั่วไป โดยเนื้อหาหลักสูตรที่ควรจัดให้แก่ชาวอูรักลาโว้ยในแต่ละจังหวัดมีดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ปลาย การฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การฝึกอบรมทักษะการทำอาหารและขนม การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่นๆ  การดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความรู้ด้านสิทธิและเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ต้นการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่นๆ การรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือนความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ความรู้เรื่องการเสียภาษี ความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย การฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็งโรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่น  ๆ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ และ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือนความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

 

8.3  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนควรปรับให้เข้ากับวิถีชีวิต สภาพ ปัญหา และความต้องการของชาวอูรักลาโว้ย โดยผู้สอนและผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยต้องมีการหารือ ทำความตกลง ถึงรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นความสะดวกและสอดรับกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยโดยกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยควรมีทั้งรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายและสอดคล้องกับเนื้อหาที่จัด ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนที่ควรจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ย ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน โดยการให้โอกาสผู้เรียนแต่ละคนได้นำความรู้และประสบการณ์ของตนเองที่มีอยู่มาใช้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง และต้องเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนี้ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการวางแผนและทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ โดยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผู้สอนต้องใช้กิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้วางแผนและคิดอย่างเป็นระบบไว้ หรือจะต้องสอดแทรกเทคนิคเหล่านี้ไว้ในกิจกรรมที่จัดขึ้น ส่วนในจังหวัดสตูลนั้น ที่ตั้งของชุมชนชาวอูรักลาโว้ยตั้งอยู่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ทำให้การปฏิบัติงานของครูเป็นไปอย่างยากลำบาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยควรพิจารณางบประมาณในการดำเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบในพื้นที่ที่มีความยากลำบากดังกล่าวตามสภาพจริงเป็นกรณีๆ ไป เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถเกิดขึ้นได้จริงและผู้สอน/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามข้อจำกัดดังกล่าว ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเนื้อหาหลักสูตรอื่นๆ ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

 

8.4 ด้านสื่อการสอน

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่จัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ย ควรมีเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรการเรียนรู้ในชุมชน เช่น ข้อมูลบุคคลสำคัญของชุมชนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ในด้านต่างๆ   จัดทำแผนที่ชุมชนเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแหล่งการเรียนรู้ในชุมชน โดยต้องดึงทรัพยากรในท้องถิ่นเหล่านี้มาประยุกต์ให้เป็นสื่อการเรียนการสอน และใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยพิจารณาความเหมาะสมจากเนื้อหาวิชา และในการจัดการเรียนการสอนนั้นสื่อที่ใช้ควรเป็นของจริง มีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน ส่วนในจังหวัดภูเก็ต ควรหาแนวทางหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงศูนย์การเรียนชุมชนซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสื่อ ที่มีอยู่แล้วอย่างเพียงพอทั้ง สื่อที่เป็นเอกสารและหนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นวีซีดีฝึกทำอาชีพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ชาวอูรักลาโว้ยเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนหน้าที่ของศูนย์การเรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่วนในจังหวัดสตูลนั้นสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดควรมีจัดเตรียมสื่อสื่อการสอนมีจำนวนที่เพียงพอกับผู้เรียน

 

8.5  ด้านการวัดและประเมินผล

            ในด้านการวัดและประเมินผลนั้น ควรยึดหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรแต่ต้องให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยให้มากที่สุด โดยการปรับวิธีการในการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาประเมิน เช่น การให้นายจ้างของผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผล  ซึ่งในการประเมินผู้เรียนนั้น ควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ ควรมีการทำความเข้าใจกับผู้เรียนว่าการวัดประเมินในแต่ละครั้งนั้นเป็นการวัดและประเมินเพื่ออะไร มีวิธีการวัดอย่างไร และมีเกณฑ์ในการประเมินผลอย่างไร โดยการวัดและประเมินผลควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการเรียนของตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจในการเรียน และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำผลการประเมินไปปรับปรุงตนเองเพื่อทำให้ตนเองวางแผนในการเรียนได้อย่างเหมาะสม และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่นั้น ควรมีการพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงของผู้เรียน สภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้การประเมินผลสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงดังกล่าวมากที่สุด

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8812
ชื่อผลงานวิจัย การนำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย
หัวข้อ(Eng) PROPOSED GUIDELINES FOR ORGANIZING NON-FORMAL EDUCATION ACTIVITIES FOR URAK LAWOI
คำสำคัญ(keyword) Non-formal education/Non-formal education activities/Urak Lawoi
ชื่อผู้วิจัย ณัฐธิดา จันทรมณี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Nattida Chantarmanee
การศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ 41 ซอย 8 ถนนโชคสมาน 5 ต.หาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90110
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) มีนาคม 2552-เมษายน 2553
ประเภท การวิจัยเชิงสำรวจ
สถานที่จัดเก็บผลงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประวัติความเป็นมา(history) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ให้ความหมายของการศึกษานอกระบบโรงเรียน (Non-formal Education) ว่าเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการจัดการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม สอดคล้องกับความหมายของการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ที่ว่า การศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นกิจกรรมการศึกษาที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้รับบริการและวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ที่ชัดเจน มีรูปแบบ หลักสูตร วิธีการจัดการและระยะเวลาเรียนหรือฝึกอบรมที่ยืดหยุ่นและหลากหลายตามสภาพความต้องการและศักยภาพในการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมายนั้น และมีวิธีการวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานเพื่อรับคุณวุฒิทางการศึกษา หรือเพื่อจัดระดับผลการเรียนรู้ สุมาลี สังข์ศรี (2551) ได้ให้ความหมายของการศึกษานอกระบบโรงเรียนไว้ว่าหมายถึง ประสบการณ์และกิจกรรมทางการศึกษาทุกรูปแบบที่จัดให้แก่ประชาชนที่อยู่นอกระบบโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ประชากรก่อนวัยเรียน ประชากรที่อยู่ในวัยเรียนแต่พลาดโอกาสเข้าศึกษาในระดับต่าง ๆ และประชากรที่มีอายุพ้นวัยเรียนในระบบโรงเรียนไปแล้วที่ต้องการที่ต้องการความรู้เพิ่มเติม เช่น ประชากรวัยแรงงาน จนถึงผู้สูงอายุ โดยไม่จำกัดวัย เพศ พื้นฐานการศึกษา อาชีพ ประสบการณ์ ความสนใจ ฯลฯ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนได้รับความรู้ทั้งในด้านความรู้ที่เป็นพื้นฐานแก่การดำรงชีวิต การอ่าน การเขียน ความรู้ทางด้านทักษะอาชีพและข่าวสารข้อมูลที่เป็นปัจจุบันในเรื่องต่าง ๆ เพื่อเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตและการปรับตัวเข้ากับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม การศึกษาประเภทนี้มีความยืดหยุ่นในเรื่องระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านอายุของผู้เรียน ระยะเวลาเรียนหลักสูตร วิธีการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผล สถานที่เรียน ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนได้เมื่อมีความพร้อม หยุดเรียนได้เมื่อมีภาระความจำเป็นและกลับมาเรียนใหม่ได้เมื่อต้องการ เป็นการศึกษาที่จัดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนและสอดคล้องกับสภาพท้องถิ่นและสังคม หน่วยงานที่รับผิดชอบจัดการศึกษาประเภทนี้ไม่จำกัดเฉพาะสถาบันการศึกษา อาจจะเป็นหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน
ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 นั้นได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข โดยมีหลักการในการจัดการศึกษาคือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนและให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และให้มีแนวทางในการจัดโดยยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ส่วนในพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 หลักการในการส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษานอกระบบโรงเรียน คือ ความเสมอภาคในการเข้าถึงและได้รับการศึกษาอย่างกว้างขวาง ทั่วถึง เป็นธรรม และมีคุณภาพเหมาะสมกับสภาพชีวิตของประชาชน และมีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาศักยภาพกำลังคนและสังคม ที่ใช้ความรู้ และภูมิปัญญาเป็นฐานในการพัฒนา ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงและคุณภาพชีวิต ทั้งนี้ตามแนวทางการพัฒนาประเทศการดำเนินงานการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อจัดกิจกรรมการศึกษาให้สอดคล้องกับแนวทางของพระราชบัญญัติทั้งสองฉบับนี้มีความจำเป็นและมีความสำคัญมากเนื่องจากกลุ่มเป้าหมายของการศึกษานอกระบบโรงเรียนนั้นมีจำนวนมากและกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ก็มีความหลากหลายในด้านสภาพปัญหา ความสนใจ ความต้องการเรียนรู้และวัฒนธรรมการเรียนรู้ รูปแบบการจัดกิจกรรมจึงต้องหลากหลาย เหมาะสม น่าสนใจเพื่อส่งเสริมให้บุคคลเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง สามารถพัฒนาตนเอง ครอบครัวและสังคม ได้ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัตินี้ (อุดม เชยกีวงศ์, 2544)
กลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลายนี้ แต่ละกลุ่มล้วนมีสภาพและความต้องการที่แตกต่างกัน ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายเฉพาะซึ่งหมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีลักษณะ มีโลกทัศน์ มีความรู้ ความเข้าใจในกลุ่มของตนเองคล้ายคลึงกัน หากมีความแตกต่างจากกลุ่มบุคคลอื่น ๆ เช่น กลุ่มเด็กเร่ร่อน กลุ่มลูกกรรมกร กลุ่มโสเภณี กลุ่มชุมชนแออัด กลุ่มชาวไทยภูเขา กลุ่มชาวเล เป็นต้น (อาชัญญา รัตนอุบล,2542)
ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มอาศัยอยู่รวมกัน และแต่ละกลุ่มก็มีวัฒนธรรม ภาษา ศาสนา ฯลฯ เป็นของตนเอง กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้มีลักษณะพิเศษแตกต่างกันไป สามารถรักษาเอกลักษณ์เฉพาะกลุ่มที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษไปยังรุ่นลูกรุ่นหลานได้ ดังเช่น กลุ่มชาติพันธุ์ทางภาคใต้ ที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก คือ ชาวเล หรือ ชาวน้ำ (Chaonam or Sea Gypsies-Gipsies) ชาวเลหรือชาวน้ำเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทางใต้ของประเทศไทย อาศัยตามเกาะชายฝั่งในมหาสมุทรอินเดียแถบภูเก็ต และทะเลอันดามัน ชาวเลอพยพเคลื่อนย้ายเร่ร่อนทำมาหากินอยู่ในบริเวณนับตั้งแต่จังหวัด ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล แต่เนื่องจากชาวเลมีอยู่เพียงจำนวนน้อย กระจายอยู่หลายแห่ง ไม่มีปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและได้รับความช่วยเหลือจากโลกภายนอกเท่าที่ควร แต่ชาวเลมีแบบแผน ประเพณี วิถีชีวิตและภาษาเป็นของตัวเอง ซึ่งล้วนแล้วแต่น่าศึกษาด้วยกันทั้งสิ้น (ประเทือง เครือหงส์, 2541)
ชาวอูรักลาโว้ย (Urak Lawoi) เป็นชาวเลกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในทะเลอันดามัน จากการเก็บรวบรวมจำนวนประชากรชาวอูรักลาโว้ยของหน่วยงานต่าง ๆ พบว่า มีชาวอูรักลาโว้ยประมาณ 7,000 คน (Wongbusarakam, 2007) กระจายอยู่ตามจังหวัดและพื้นที่ต่าง ๆ ดังนี้

ตารางที่ 1.1 แสดงจังหวัดและพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ยตั้งถิ่นฐานอยู่

จังหวัด พื้นที่
ภูเก็ต หาดสะปำ
เกาะสิเหร่
หาดราไวย์
หาดฉลอง
กระบี่ เกาะพีพีดอน
เกาะลันตาใหญ่
สตูล เกาะบุโหลนดอนและเกาะบุโหลนเล
เกาะอาดัง-ราวี

ชาวอูรักลาโว้ยใช้ภาษาอูรักลาโว้ยเป็นภาษาพูด ไม่มีตัวเขียน ภาษาอูรักลาโว้ยเป็นภาษาหนึ่งในตระกูลภาษามาลาโย-โพลีนีเซียน หรือตระกูลออสโตรนีเซียน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับภาษามาเลย์มาตรฐานในด้านคำและเสียง แต่มีความแตกต่างกันบ้างในลักษณะทางไวยากรณ์ โดยลักษณะทางภาษาศาสตร์จัดเป็นภาษาถิ่น ๆ หนึ่ง ของภาษามาเลย์ เช่นเดียวกับภาษาพื้นเมืองของชาวไทยมุสลิมทางภาคใต้ของประเทศไทย (หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2549)
ชาวอูรักลาโว้ยดั้งเดิมเป็นกลุ่มชนไม่มีศาสนา นับถือผีและวิญญาณ การเผยแพร่ของศาสนาพุทธและอิสลามในกลุ่มชาวเลนั้นเป็นเพียงการประกอบพิธีกรรมและประเพณีบางอย่างเท่านั้น ส่วนความเชื่อในเรื่องผีและวิญญาณยังคงฝังแน่น และในทางปฏิบัติ คนส่วนใหญ่ยังบูชาภูตผี ผีในความเชื่อของชาวเล คือ ฮาตู (Hatu) ผีของชาวเลไม่ได้มีเฉพาะแต่วิญญาณของคนที่ตายไปแล้วเท่านั้น หากยังมีผีที่เกิดขึ้นเองจากธรรมชาติรอบตัวอีกด้วย (เช่น วิญญาณของถ้ำ ภูเขา เกาะ อ่าว น้ำ สัตว์ทะเล) และสิ่งที่เหนือธรรมชาติ นอกจากนี้ชาวเลยังเชื่อว่า “เคราะห์” คือ ความชั่วร้ายและอัปมงคล ในปีหนึ่ง ๆ จึงมีพิธีกรรมการลอยเคราะห์ให้พ้นจากตัวเองและครอบครัวไป ซึ่งเรียกว่า “พิธีลอยเรือ” พิธีและงานเทศกาลลอยเรือจัดว่าเป็นประเพณีที่สำคัญที่สุดของชาวอูรักลาโว้ย แม้ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แต่ก็ยังเป็นพิธีกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ ไม่มีหลักฐานว่าพิธีกรรมดังกล่าวมีกำเนิดมาจากที่ใด แต่กระนั้นก็เชื่อว่ามีการประกอบพิธีกรรมครั้งแรกที่บ้านหัวแหลม เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ก่อนเป็นแห่งแรก ตอนแรกชาวเลที่อยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็จะพากันไปร่วมพิธีทุกปี ภายหลังคงเพราะความไม่สะดวกในการเดินทาง จึงขยับขยายไปจัดทำตามที่อื่น จนถึงหมู่เกาะอาดัง-ราวี พิธีลอยเรือจะจัดขึ้น 2 ครั้งต่อปี คือในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือน 6 และเดือน 11ตามปฏิทินจันทรคติ ชาวอูรักลาโว้ยจะใช้โอกาสนี้ในการแสดงความเคารพบรรพบุรุษและปล่อยเคราะห์ร้ายไปกับการลอยเรือ เรือดังกล่าวทำจากไม้ระกำที่สร้างขึ้นสำหรับพิธีนี้โดยเฉพาะ (หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2549)
ในอดีตนั้น วิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยมีความสัมพันธ์กับท้องทะเลเป็นอย่างมาก ตามความหมายชื่ออูรักลาโว้ย แปลว่า ชาวทะเล ชาวอูรักลาโว้ยเก่งในการเดินเรือ และสามารถดำน้ำได้เป็นเยี่ยม และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการประมง ชาวอูรักลาโว้ยได้รับการกล่าวขานว่าเป็นชาวประมงที่มีความกล้าหาญ มีความสามารถที่จะเก็บกักอากาศไว้ในปอดทำให้สามารถดำน้ำได้นาน ๆ และยังจับปลาด้วยมือเปล่า (หน่วยวิจัยสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 2549) ชาวอูรักลาโว้ยเป็นนักเก็บหาทางทะเล โดยงมปลิง เปลือกหอยมีค่า และหาปลาชนิดต่าง ๆ เพื่อยังชีพและเพื่อค้าขายแลกเปลี่ยน วิธีการเก็บล่าทรัพยากรชายฝั่งนั้นต้องอาศัยความรู้พื้นบ้านทางทะเล การเดินเรือ การว่ายน้ำ ดำน้ำลึก ความรู้เรื่องแหล่งที่อยู่อาศัยและลักษณะนิสัยของสัตว์ทะเลชนิดต่าง ๆ ส่วนวัตถุดิบสำหรับการสร้างเรือ สร้างบ้าน ทำเครื่องมือ เครื่องใช้ ยารักษาโรค ถ่านหุงต้ม และพืชผักผลไม้ที่นำมากินกันนั้นก็ได้จากป่าตามเกาะและชายฝั่งทะเลนั่นเอง (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2550) ในฤดูแล้งครอบครัวชาวอูรักลาโว้ยเดินทางอพยพโยกย้ายไปตามเกาะต่าง ๆ โดยใช้เรือ ช่วงเวลาเดินทางเร่ร่อนนี้อาจใช้เวลา 1-3 วัน ไปจนถึงหลายเดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระยะทาง สภาพอากาศ และอาหารที่หาได้ การเดินทางไปพักแรมเป็นระยะยาวนี้ภาษาอูรักลาโว้ยเรียกว่า “บากัด” ในระหว่างการบากัดชาวอูรักลาโว้ยสร้างเพิงพักเป็นกระท่อมเล็ก ๆ ไว้เป็นที่พักชั่วคราวบนชายหาดเพื่อหลับนอนและทำอาหาร โดยปกติแล้วสมาชิกในครอบครัวจะเดินทางไปด้วยกันหมด แหล่งบากัดที่ได้รับความนิยมมักเป็นที่หลบลมได้ดีและมีแหล่งน้ำจืด (Wongbusarakum, 2002) ส่วนใหญ่ในช่วงฤดูฝนนั้นชาวอูรักลาโว้ยจะตั้งหมู่บ้านอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่ และในฤดูกาลนี้ก็มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรในป่า บางกลุ่มมีการปลูกข้าวไร่ด้วย เช่น ชุมชนอูรักลาโว้ยที่เกาะลันตาเคยมีการทำนาข้าวเพื่อการบริโภคเองได้ก็ไม่ค่อยเพียงพอ ในการปลูกข้าวนั้นใช้แรงงานคนเป็นหลัก ไม่ได้ใช้ควายหรือสัตว์อื่นในการไถนา
ระยะเวลา 30 – 40 ปีที่ผ่าน ชาวอูรักลาโว้ยมีการตั้งถิ่นฐานอย่างถาวร และได้เปลี่ยนแปลงจากพรานผู้เก็บหา-ล่าสัตว์ทะเล (hunter-gatherers) มาเป็นชาวประมงพื้นบ้าน (traditional fishers) ที่ต้องอาศัยเครื่องยนต์และเครื่องมือประมง ทั้งนี้ก็เป็นผลมาจากที่ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้เป็นช่วงที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเป็นอย่างมาก ส่งผลให้วิถีชีวิตของชาวเลกลุ่มนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ก็ยังคงมีรูปแบบทางวัฒนธรรมหลงเหลือให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนได้ในปัจจุบัน (ประคอง เอี่ยมศิริ, 2535) ทั้งนี้เป็นเพราะพื้นฐานความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังมีสำนึกในบรรพบุรุษร่วมกัน มีความเป็นเครือญาติในชุมชน จึงทำให้ชาวเลรักษาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ผ่านทางความเชื่อ ประเพณี พิธีกรรม ภาษา และวิถีการดำรงชีวิต สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่เข้มข้นเหมือนในอดีต แต่ก็ยังเป็นแรงยึดเหนี่ยวทางสังคมที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชุมชนเป็นไปอย่างไม่รวดเร็วนัก (เยาวลักษณ์ ศรีสุกใส, 2545)
ในปัจจุบันชาวอูรักลาโว้ยไม่ได้ออกทะเลไปพักแรมตามที่ต่าง ๆ เพื่อทำมาหากินทั้งครอบครัว(บากัด) อีกต่อไป แล้วผู้ที่ออกทะเลส่วนใหญ่เป็นผู้ชายซึ่งยึดอาชีพประมงชายฝั่งแทนการเก็บหาอาหาร นั่นหมายถึงว่ามีการใช้เรือหัวโทงติดเครื่องยนต์ และใช้อุปกรณ์เครื่องมือจับปลาที่หลากหลายขึ้นและทันสมัยขึ้นแทนที่จะใช้เครื่องมือเรียบง่าย หรือเน้นการเก็บหาด้วยมือเปล่า เท้าเปล่า และแว่นดำน้ำอย่างในสมัยก่อน อุปกรณ์ที่สำคัญในปัจจุบันคือเครื่องอัดอากาศหรือเครื่องปั๊มลม ต่อท่อยาวเพื่อที่จะให้ต่อกับหน้ากากดำน้ำและลงไปในน้ำลึกเพื่อทำประมงได้ง่ายขึ้นเพราะอยู่ใต้น้ำได้นานขึ้นแต่เครื่องปั๊มลมและการดำน้ำลึกก็ยังเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายสำหรับผู้ชายชาวอูรักลาโว้ย ในแตละชุมชนมีคนพิการจากโรค “น้ำหนีบ” หรือ “น้ำบีบ” หรือโรคที่เกิดจากความกดดันน้ำ (caisson หรือ decompression sickness) หลายคน (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2550)
จากการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับอาชีพเสริมและอาชีพทางเลือกของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต โดย นฤมล อรุโณทัย และคณะ (2550) ซึ่งเป็นการสรุปและวิเคราะห์ถึงบทเรียนที่ผ่านมาในการสนับสนุนอาชีพเสริมและอาชีพทางเลือกและเสนอแนวทางเพื่อการสนับสนุนอาชีพในอนาคต ผลการศึกษาพบว่า งานหลักของชาวอูรักลาโว้ยคือประมงพื้นบ้านและชาวอูรักลาโว้ยยังไม่วุฒิการศึกษาสูงพอที่จะไปสมัครงานอื่น ๆ ชาวอูรักลาโว้ยเผชิญความท้าทายทางด้านอาชีพมากขึ้นเพราะอาชีพประมงมีข้อจำกัดคือกฎระเบียบเกี่ยวกับการคุ้มครองและหวงห้ามมีมากขึ้น ต้นทุนการทำประมงสูงขึ้น ส่งผลให้ได้รับแรงกดดันที่ทำให้หันเหออกจากอาชีพประมงในขณะที่มีโอกาสในการทำอาชีพอื่นเพิ่มขึ้นด้วย และสิ่งที่ทำให้การส่งเสริมอาชีพที่ผ่านมาไม่ประสบความสำเร็จมากนัก ส่วนหนึ่งคือกิจกรรมหรือโครงการมีระยะสั้นเกินไป ไม่ต่อเนื่องครบวงจร ไม่มีตลาดรองรับ และปัจจัยในชุมชนที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมอาชีพ คือ ชาวบ้านขาดความสนใจอย่างจริงจัง ขาดการวางแผนระยะยาว และขาดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ถึงแม้ว่าในช่วงหลังสึนามิจะมีองค์กรเข้ามาให้การสนับสนุนมาก แต่ขาดการประสานงานกันและเงื่อนไขความช่วยเหลือแตกต่างกัน
ในด้านการศึกษาของชาวเลกลุ่มนี้พบว่า มีปัญหาดังนี้ คือ ในอดีตเด็กมีปัญหาเรื่องการศึกษาและการเข้าโรงเรียนอย่างมาก เนื่องจากอุปสรรคในการสื่อสาร ทั้งผู้ใหญ่และเด็กไม่พยายามพูดภาษาไทย เกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะ และถูกล้อเลียน ทำให้ขาดความมั่นใจ ส่งผลให้ไม่อยากไปเรียนหนังสือ แต่ปัจจุบันปัญหานี้ได้หมดลงไปแล้ว (ยุพดี จันทร์ดวง, 2533) ปัจจุบันเยาวชนมีปัญหาเรียนหนังสือแต่ไม่มีประสบการณ์การออกเรือเท่ารุ่นพ่อแม่ และเรียนไม่สูง ไม่มีคุณวุฒิพอ ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ความสนใจในการเรียนรู้มีน้อย ขาดความกระตือรือร้นในการเรียน เพราะเป็นชุมชนที่มีพื้นฐานที่คนเฒ่าคนแก่ไม่รู้หนังสือ ดังนั้นการส่งเสริมด้านการศึกษา เป็นปัจจัยอีกหนึ่งที่จะทำให้การพัฒนาที่เกี่ยวเนื่องกับอาชีพของชาวอูรักลาโว้ยสามารถประสบความสำเร็จได้โดยสิ่งที่ควรส่งเสริมเพิ่มเติมคือการศึกษานอกระบบโรงเรียน เช่น การศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับเด็กและวัยรุ่นที่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ (นฤมล อรุโณทัย และคณะ, 2550) ตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าชาวอูรักลาโว้ยขาดความกระตือรือร้นในการเรียน คือ เมื่อศูนย์บริการการศึกษานอกระบบโรงเรียนได้ให้การสนับสนุนเรื่องการศึกษานอกระบบโรงเรียน และอาชีพแก่ชุมชนราไวย์ แต่ก็พบว่าผู้ที่สนใจมีจำนวนลดลงในแต่ละปี (จันทิราย์ พิบาลฆ่าสัตว์,สัมภาษณ์,13 มกราคม 2552) สอดคล้องกับผลการศึกษาด้านการส่งเสริมอาชีพและอาชีพทางเลือกให้กับชาวอาอูรักลาโว้ย ของ นฤมล อรุโณทัย และคณะ (2550) ที่พบว่า ที่ผ่านมา มีหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักงานแรงงานและสวัสดิการสังคมจังหวัดภูเก็ต สำนักงานพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต มูลนิธิศุภนิมิต มูลนิธิทรัพยากรเอเชีย สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท โดยกิจกรรมที่จัด มีหลากหลาย เช่น การซ่อมเครื่องยนต์เรือ การทำผ้าบาติก การทำหัตถกรรมหรือผลิตภัณฑ์จากวัสดุในท้องถิ่น การสอนตัดเย็บเสื้อผ้า การสอนทำอาหารและขนม แต่เกือบทุกกิจกรรมพบปัญหาคือ ชาวบ้านไม่สนใจอย่างจริงจัง มีคนเข้ารับเรียนหรือเข้ารับการอบรมจำนวนน้อย เช่นกัน
ประกอบกับ สภาพเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลต่อวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก การขยายตัวของเศรษฐกิจเชิงพาณิชย์ การขยายตัวของอำนาจรัฐและธุรกิจท่องเที่ยวอันเป็นผลมาจากการพัฒนาไปสู่ความทันสมัย ทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบยังชีพภายในชุมชนเปลี่ยนไปเป็นระบบการผลิตเพื่อการค้ามากขึ้นทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจแบบทวิลักษณ์ขึ้นในชุมชน ส่งผลทำให้แบบแผนชีวิตทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไปหลายประการ ดังที่ นฤมล อรุโณทัย และ คณะ (2550) ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ย ไว้ว่า “การมีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ไม่กระตือรือร้นมากเกินไปน่าจะเป็นสิ่งที่ดีและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แต่ในขณะที่ชาวอูรักลาโว้ยยังยึดถือวิธีการผลิตแบบเรียบง่ายและดั้งเดิม คือการประมงพื้นบ้าน แต่ทว่าวิถีการบริโภคและการใช้จ่ายกลับไม่เป็นไปตามแนวทางสันโดษเพราะถูกกลืนไปในวิถีทุนนิยมที่ส่งเสริมการบริโภคที่ซับซ้อน ล้นเกิน และต้องการมีการโอ้อวดและแข่งขัน ปัญหาอื่นๆ จึงตามมา เช่น ปัญหาหนี้สิน ปัญหาทุจริต ฯลฯ ซึ่งชุมชนไม่มีภูมิต้านทานมาก่อน”
ผู้วิจัยเห็นว่าการศึกษานอกระบบโรงเรียนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การดำเนินชีวิตตามวิถีชีวิตดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมภายใต้กระแสการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงที่ยากเดินสวนกระแสได้นั้น เป็นไปได้อย่างเป็นปกติสุขมากขึ้น เนื่องจาก การศึกษานอกระบบโรงเรียนมีเป้าหมายมุ่งจัดบริการการศึกษาให้แก่บุคคลทุกเพศ ทุกวัย ทุกสภาพความเป็นอยู่ ทุกถิ่นที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึงและเสมอภาค เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพ ได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์ มีคุณธรรมจริยธรรม รู้ถึงสิทธิและหน้าที่พลเมือง สามารถแสวงหาความรู้และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้ในการเผชิญปัญหาและปรับตัวต่อสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้นการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ยนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่มุ่งเน้นการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ครอบครัว และสังคมต่อไป
เนื่องจากการศึกษาความต้องการ เป็นการดำเนินการขั้นแรกในการที่จะวางแนวทางในการจัดกิจกรรมการศึกษา และแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะนั้น ควรมีการสำรวจความต้องการ ความสนใจ และความพร้อมของผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจะเป็นกลุ่มที่มีลักษณะเฉพาะของตนไม่ว่าจะเป็นลักษณะทางด้านร่างกาย ลักษณะทางด้านจิตใจ นักการศึกษานอกระบบโรงเรียน จึงจำเป็นต้องวินิจฉัย วิเคราะห์ภูมิหลัง พื้นฐานกลุ่มเหล่านี้เป็นพิเศษ (อาชัญญา รัตนอุบล, 2542) และการจัดกิจกรรมการศึกษาที่เหมาะสมนั้น จะต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของบุคคล และชุมชนนั่นเอง
ผลการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวกับความต้องการทางด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียนของกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน หญิงบริการ เยาวชน ประชาชนในชุมชนแออัด แต่สำหรับงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาวอูรักลาโว้ยพบว่า ในอดีตนั้นงานวิจัยส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชาวอูรักลาโว้ยเป็นงานวิจัยประวัติความเป็นมา สังคมและวัฒนธรรม ต่อมาจึงมีการศึกษาในด้านการให้บริการต่าง ๆ ที่รัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ให้กับคนกลุ่มนี้
ในส่วนของเนื้อหานั้นจากการศึกษาแนวทางการจัดการศึกษาจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษาตามการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 แนวคิดทฤษฎีและเอกสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ผู้วิจัยสนใจจะศึกษาสภาพ ปัญหา ความต้องการทางการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านผู้สอน 2. ด้านเนื้อหาหลักสูตร 3. กิจกรรมการเรียนการสอน 4. ด้านสื่อการสอน และ 5.ด้านการวัดและประเมินผล จากการศึกษาประเภทของกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยได้แบ่งสภาพ ปัญหา ความต้องการทางการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ในด้านเนื้อหาหลักสูตรออกเป็น 6 ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาด้านทักษะอาชีพ การศึกษาด้านสุขอนามัย การศึกษาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การศึกษาด้านเศรษฐกิจและสังคม และการศึกษาด้านสังคม ผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการการศึกษานอกระบบของชาวอูรักลาโว้ยในด้านต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว และนำเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับชาวอูรักลาโว้ยต่อไป

วัตถุประสงค์(objective)

 

1.   เพื่อศึกษาสภาพและปัญหา ในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาว  อูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล   

2.   เพื่อศึกษาความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล   

3.   เพื่อนำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

 

การนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม ดังนี้

 

2.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา สภาพ และปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

ประชากร

ประชากรใช้ในการศึกษา สภาพ และปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

1)        ครูศูนย์การเรียนชุมชนในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย

2)        นักศึกษาของศูนย์การเรียนชุมชนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย ที่เรียนหรือเคยเรียนใน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน

 

 

 

กลุ่มตัวอย่าง

ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้

1)        กำหนดผู้ให้ข้อมูลเป็นครูศูนย์การเรียนชุมชนในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย อย่างน้อย อำเภอละ 1 คน

2)        กำหนดผู้ให้ข้อมูลเป็นนักศึกษาของศูนย์การเรียนชุมชนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย ที่เรียนหรือเคยเรียนใน ศูนย์การเรียนรู้ชุมชน อย่างน้อย อำเภอละ 2 คน

 

            2.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา ความต้องการการศึกษานอกระบบของชาวอูรักลาโว้ย

            ประชากร

                        ประชารที่ใช้ในการศึกษา ความต้องการการศึกษานอกระบบของชาวอูรักลาโว้ยคือชาวอูรักลาโว้ยที่มีถิ่นฐานอยู่เป็นหลักแหล่ง กระจายอยู่ ในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 5,315 คน โดยคำนวณจำนวนของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปของชาวอูรักลาโว้ย จากสัดส่วนของประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปของประชากรทั้งประเทศ ที่มีร้อยละ 77.95 (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2552) จากจำนวนประชากรของชาวอูรักลาโวยประมาณ 6,819 คน  (Wongbusarakam, 2007) โดยมีรายละเอียดดังนี้   

 

ตารางที่ 3.1    จำนวนประชากรชาวอูรักลาโว้ย

 

จังหวัด

พื้นที่

จำนวนประชากร(คน)

แหล่งที่มาของข้อมูล

ภูเก็ต    (3,639 คน)

 

หาดสะปำ

196

field surveys by Asia Resource Foundation (2006)

 

เกาะสิเหร่

1,231

 

หาดราไวย์

2,112

 

หาดฉลอง

100

Makboon (1981)

กระบี่    (2,100 คน)

 

เกาะพีพีดอน

100

an estimate based on the village sign for Urak Lawoi’ village in (1998)

 

เกาะลันตาใหญ่

2,000

Granbom (2005)

สตูล     (1,080 คน)

 

เกาะบุโหลนดอนและเกาะบุโหลนเล

200

a field survey in (2006)

 

เกาะอาดัง-ราวี

880

the statistics of the sub-district administration office (TAO 2005)

ตารางที่ 3.2    จำนวนประชากรชาวอูรักลาโว้ยที่ใช้ในการวิจัย

 

จังหวัด

จำนวนประชากร(คน)

เทียบสัดส่วน

จำนวนประชากร

ที่มีอายุตั่งแต่15 ปีขึ้นไป (คน)

ภูเก็ต

3,639

2,837

กระบี่

2,100

1,637

สตูล

1,080

842

รวม

6,819

5,315

 

                   กลุ่มตัวอย่าง

            ผู้วิจัยกำหนดจำนวนกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ ตารางสำเร็จรูปของ Yamane (Yamane, 1973) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ให้มีความคลาดเคลื่อน 5% จากจำนวนประชากร  5,315 คน ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง  372 คน  กำหนดกลุ่มตัวอย่างในแต่ละในแต่ละจังหวัด โดยคิดตามสัดส่วนของประชากรในพื้นที่กับประชากรทั้งหมด  ซึ่งได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละพื้นที่ดังต่อไปนี้

 

ตารางที่ 3.3    จำนวนประชากรและกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย

 

จังหวัด

จำนวนประชากร(คน)

เทียบสัดส่วน

จำนวนกลุ่มตัวอย่าง(คน)

ภูเก็ต

2,837

199

กระบี่

1,637

115

สตูล

842

59

รวม

5,315

373

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2.3 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา แนวทางในการการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

ประชากร

ประชากรที่ใช้ในการศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบสำหรับชาว   อูรักลาโว้ยคือ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย

กลุ่มตัวอย่าง

ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย พื้นที่ละ 1 คน

คำนิยาม(defination)

 

สภาพการจัดการศึกษาศึกษานอกระบบโรงเรียน หมายถึง ลักษณะทั่วไปของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน คือ ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล 

 

ปัญหาการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน หมายถึง อุปสรรค หรือข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน คือ ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล   

 

ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน หมายถึง ความต้องการหรือความจำเป็น หรือความสนใจด้านการศึกษาของชาวอูรักลาโว้ยแต่ละคน เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบโรงเรียนใน 5 ด้าน คือ ด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล 

 

          เนื้อหาหลักสูตร หมายถึง ความต้องการด้านหลักสูตรเนื้อหาหรือที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนในการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการ ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ประเภทของการศึกษานอกระบบโรงเรียนและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับชาวอูรักลาโว้ย แบ่งเป็น 6 ด้าน ได้แก่การศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาด้านทักษะอาชีพ การศึกษาด้านสุขอนามัย การศึกษาด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้านการศึกษาด้านเศรษฐกิจ และการศึกษาด้านสังคม

 

แนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน หมายถึง แนวทางในการดำเนินการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่สอดคล้องกับความต้องการของชาวอูรักลาโว้ยในด้านผู้สอน ด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและการประเมินผล

 

          ชาวอูรักลาโว้ย หมายถึง ชาวอูรักลาโว้ย ในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูล

เครื่องมือ(tool)

 

การนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในมีเครื่องมือและขั้นตอนในการสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ดังนี้

 

          3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชาวอูรักลาโว้ย มี 3 ชุด คือ

3.1.1  แบบสัมภาษณ์ สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ยเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง แบ่งออกเป็น 2 ตอน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 เป็นแบบสัมภาษณ์ เกี่ยวกับสภาพในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ใน 5 ด้าน ดังนี้

1)      สภาพด้านผู้สอน

2)      สภาพด้านเนื้อหาหลักสูตร

3)      สภาพด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

4)      สภาพด้านสื่อการสอน

5)      สภาพด้านการวัดและประเมินผล

ตอนที่ 2 เป็นแบบสัมภาษณ์ เกี่ยวกับปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

1)      ปัญหาด้านผู้สอน

2)      ปัญหาด้านเนื้อหาหลักสูตร

3)      ปัญหาด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

4)      ปัญหาด้านสื่อการสอน

5)      ปัญหาด้านการวัดและประเมินผล

3.1.2 แบบสอบถามความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

แบ่งออกเป็น 4 ตอน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ได้แก่ เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ รายได้ต่อเดือน และระดับการศึกษา มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check list)

ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ในด้านผู้สอนด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล มีลักษณะเป็นแบบมาตรประมาณค่า (Rating Scales) 5 ระดับ  ดังนี้

5          หมายถึง            มีความต้องการมากที่สุด

4          หมายถึง            มีความต้องการมาก

            3          หมายถึง            มีความต้องการปานกลาง

2          หมายถึง            มีความต้องการน้อย

1          หมายถึง            มีความต้องการน้อยที่สุด

ตอนที่ 3  เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน มีลักษณะเป็นแบบปลายเปิด (Open-Ended)

 

3.1.3 แบบสัมภาษณ์แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง เกี่ยวกับแนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ดังนี้

1) แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยด้านผู้สอน

2) แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในด้านเนื้อหาหลักสูตร

3) แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

4) แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในด้านสื่อการสอน

5) แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในด้านการวัดและประเมินผล

 

 

 

3.2 ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ

    ในขั้นตอนการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยจะดำเนินการดังขั้นตอนต่อไปนี้

3.2.1     ขั้นตอนในการสร้างแบบสัมภาษณ์ สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ย

1)      ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หนังสือ บทความ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยการวิจัยนี้ผู้วิจัยได้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน จาก จากการสังเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 และทฤษฎีและเอกสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ดังต่อไปนี้

1.1)           ด้านผู้สอน

1.2)           ด้านเนื้อหา

1.3)           ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

1.4)           ด้านสื่อการสอน

1.5)           ด้านการวัดและประเมินผล  

2)      สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย มีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview)

3)      นำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อปรับปรุงแก้ไขทางด้านเนื้อหาและภาษาที่ใช้ให้ชัดเจน

4)      นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (Content Validity) และสำนวนภาษา รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไข

5)      สรุปรวบรวมข้อเสนอแนะ และแก้ไขปรับปรุง โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

6)      นำผลที่ได้จากการทดลองใช้แบบสอบถามปรับปรุงแก้ไขแก้ไขแบบสอบถามให้มีความสมบูรณ์

7)      นำแบบสอบถามมาตรวจทานแก้ไขปรับปรุงให้เป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้วนำส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจทานอีกครั้งก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

 

 

 

3.2.2     ขั้นตอนในการสร้างแบบสอบถามความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

1)      ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หนังสือ บทความ ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน เพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย โดยการวิจัยนี้ผู้วิจัยได้กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน จาก จากการสังเคราะห์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2)  พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 และทฤษฎีและเอกสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ดังต่อไปนี้

1.1)            ด้านผู้สอน

1.2)            ด้านเนื้อหา

1.3)            ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

1.4)            ด้านสื่อการสอน

1.5)            ด้านการวัดและประเมินผล   

2)      สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แบบสอบถาม (Questionnaire) ลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check List) แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า ( Rating Scale) และแบบสอบถามแบบปลายเปิด (Open-Ended) และ 2) แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง

3)      นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อปรับปรุงแก้ไขทางด้านเนื้อหาและภาษาที่ใช้ให้ชัดเจน

4)      นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความตรงของเนื้อหา (Content Validity) และสำนวนภาษา รวมทั้งเสนอแนวทางแก้ไข

5)      สรุปรวบรวมข้อเสนอแนะ และแก้ไขปรับปรุง โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

6)      นำแบบสอบถามที่ผ่านการพิจารณาจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ไปทดลองใช้( Try Out) กับกลุ่มชาวอูรักลาโว้ย ในพื้นที่ หมู่ 4 ตำบลเกาะสิเหร่  อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ในระหว่างเดือนมกราคม 2553 จำนวน 20 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง เพื่อตรวจสอบความเข้าใจและภาษาในแบบสอบถาม จากนั้นนำมาหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบสอบถาม โดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อัลฟ่า (Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach, 1972  อ้างถึงใน ประคอง กรรณสูตร, 2542) ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.96 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์เหมาะสมสามารถนำไปใช้เก็บข้อมูลได้

7)      นำผลที่ได้จากการทดลองมาตรวจสอบคุณภาพแบบสอบถามแล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข

8)      นำแบบสอบถามมาตรวจทานแก้ไขปรับปรุงให้เป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้วนำส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจทานอีกครั้งก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

 

ตารางที่ 3.4    ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

 

มาตรวัด

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อัลฟ่า

1.

ความต้องการด้านผู้สอน

0.84

2.

ความต้องการด้านเนื้อหาหลักสูตร

0.84

3.

ความต้องการด้านกิจกรรมการเรียนการการสอน

0.90

4.

ความต้องการด้านสื่อการสอน

0.92

5.

ความต้องการด้านการวัดและประเมินผล

0.96

ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ

0.96

 

3.2.3     ขั้นตอนในการสร้างแบบสัมภาษณ์แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

1)       ผู้วิจัย สรุปผลการศึกษา สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย และความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

2)       สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาวโว้ย มีลักษณะเป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview)

3)       นำแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้นไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ เพื่อปรับปรุงแก้ไขทางด้านเนื้อหาและภาษาที่ใช้ให้ชัดเจน

4)       สรุปรวบรวมข้อเสนอแนะ และแก้ไขปรับปรุง โดยผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์

5)       นำแบบสอบถามมาตรวจทานแก้ไขปรับปรุงให้เป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์แล้วนำส่งให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจทานอีกครั้งก่อนนำไปใช้เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่าง

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

ผู้วิจัยยื่นหนังสือคำร้องต่อบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อขอให้ออกหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เมืองภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เกาะลันตา และ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เมืองสตูล เพื่อขอความร่วมมือในการในเก็บข้อมูลวิจัย โดยมีรายละเอียดในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้

 

4.1 การเก็บรวมรวบข้อมูล สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ย

ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลสภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ยด้วยตนเอง โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย จำนวน 4 คน และนักศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยที่เรียนหรือเคยเรียนในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน จำนวน 5 คน  โดยใช้แบบสัมภาษณ์สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ย โดยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่  เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ 2553

 

4.2 การเก็บรวมรวบข้อมูล ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย ด้วยตนเอง โดยการลงพื้นที่ ถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย เนื่องกลุ่มตัวอย่างบางส่วนเป็นผู้ไม่รู้หนังสือ โดยใช้แบบสอบถามความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย โดยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลตั้งแต่  เดือนมกราคม กุมภาพันธ์ 2553 และเก็บรวบรวมข้อมูลได้เป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์จำนวน 355 ฉบับ

 

4.3 การเก็บรวบรวมข้อมูล แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

             ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ด้วยตนเอง โดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย จำนวน 3 คน โดยได้ทำการเก็บรวมรวมข้อมูลในระหว่างเดือน มีนาคม 2553

 

การวิเคราะห์(analysis)

 

การนำเสนอแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยมีรายละเอียดในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้

 

5.1 การวิเคราะห์ข้อมูล สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ย

             ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับชาวอูรักลาโว้ย ที่ได้จากการสัมภาษณ์ ครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย และนักศึกษาของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยที่เรียนหรือเคยเรียนในศูนย์การเรียนรู้ชุมชน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในรูปความเรียง

 

5.2 การวิเคราะห์ข้อมูล ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย

     ผู้วิจัยวิเคราะห์ต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ย โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป โดยมีรายละเอียดดังนี้

ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม ด้วยการแจกแจงความถี่ (Frequencies Distribution) และหาค่าร้อยละ (Percentage) แล้วนำเสนอในรูปตารางและความเรียง

ตอนที่ 2  วิเคราะห์ข้อมูลความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ในด้านเนื้อหา และวิธีการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน โดยใช้สถิติแบบบรรยาย ด้วยการหาค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) แล้วนำเสนอในรูปตารางและความเรียง โดยแปลความหมายค่าเฉลี่ยที่ได้จากมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ดังนี้

4.50 - 5.00       หมายถึง            มีความต้องการมากที่สุด

3.50 - 4.49       หมายถึง            มีความต้องการมาก

            2.50 - 3.49       หมายถึง            มีความต้องการปานกลาง

1.50 - 2.49       หมายถึง            มีความต้องการน้อย

1.00 - 1.49       หมายถึง            มีความต้องการน้อยที่สุด

ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนด้วยการสรุปประเด็นเนื้อหา แล้วนำเสนอในรูปความเรียง

 

 

 

 

5.3 การวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล แนวทางในการจัดการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยที่ได้จากการสัมภาษณ์ ผู้อำนวยการ และเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอในรูปความเรียง

ข้อสรุป(summary)

 

จากการดำเนินการวิจัยเรื่อง การนำเสนอแนวทางการจัดการกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยสรุปผลการวิจัย โดยแบ่งออกเป็น 8 ตอน ดังนี้

 

ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์สภาพและปัญหาในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

            โดยภาพรวม ทั้งในจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ และจังหวัดสตูลนั้น ไม่มีการจัดการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยโดยเฉพาะเนื่องมาจากโครงสร้างการบริหารงานของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีโครงสร้างการบริหารแบบกระจายอำนาจตามพื้นที่ คือ มีสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละจังหวัด และในแต่ละจังหวัดมีสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละอำเภอรับผิดชอบและบริหารงานในอำเภอนั้น ๆ และในแต่ละสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของแต่ละอำเภอ มีครูประจำศูนย์การเรียนชุมชนแต่ละตำบล ปฏิบัติและรับผิดชอบพื้นที่ในแต่ละตำบล 

            ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และจังหวัดกระบี่มีชาวอูรักลาโว้ยซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น หรืออายุประมาณ 17-20 ปี เข้ามาเรียนกับศูนย์การเรียนชุมชน แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก โดยหลักสูตรที่เรียน คือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เหตุผลในการเข้าเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานคือ ต้องการได้วุฒิทางการศึกษา เพื่อใช้ในการสมัครงาน หรือ เพิ่มค่าจ้าง แรงงาน ทั้งนี้สืบเนื่องจากสภาพพื้นที่ของจังหวัดและจังหวัดกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจากทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ทำให้คนในพื้นที่ส่วนใหญ่มีอาชีพอยู่ในภาคบริการทั้งในและนอกชุมชน และปัญหาที่พบคือนักศึกษาทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย  บางครั้งทำให้ก็ไม่สามารถเรียนได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนในพื้นที่จังหวัดสตูลนั้นพบว่าที่ผ่านมาไม่มีนักศึกษาที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนการศึกษานอกระบบเลย เนื่องจาก ในจังหวัดสตูล มีชาวอูรักลาโว้ยอาศัยอยู่ในพื้นที่หมู่ 7 บ้านอาดัง-ราวี-หลีเป๊ะ ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองสตูล ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ห่างไกล การเดินทางไม่สะดวก แต่มีจัดการศึกษานอกระบบในรูปแบบของการศึกษาทางไกลให้กับผู้ที่อยู่ในอาศัยในอยู่บนเกาะห่างไกล โดยการให้ผู้เรียนนำหนังสือเรียนไปศึกษาด้วยตนเองและมีการพบกลุ่มเพียงเดือนละ  1  ครั้ง

            ในด้านผู้สอนพบว่าทั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ ผู้สอนเข้าใจวิถีชีวิตของ และลักษณะของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยและถึงแม้ว่าผู้สอนถึงแม้ว่าผู้สอนไม่เข้าใจภาษาอูรักลาโว้ย แต่ไม่มีปัญหาในการสื่อสารกับผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย เนื่องจากในการเรียนการสอนใช้ภาษาไทยกลางทั้งหมด และไม่พบปัญหาใดเกี่ยวกับผู้สอนในทั้งสองพื้นที่

            ในด้านเนื้อหาหลักสูตรพบว่าทั้งในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตและจังหวัดกระบี่ไม่มีการจัดหลักสูตรเนื้อหาให้กับชาวชาวอูรักลาโว้ยโดยเฉพาะ หลักสูตรที่มีนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนคือ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และในจังหวัดภูเก็ตพบว่าสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยมีหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพให้กับชาวอูรักลาโว้ยในชุมชน แต่ในจังหวัดกระบี่ไม่มีการจัดหลักสูตรดังกล่าว

            ในด้านกิจกรรมการเรียนการสอน สืบเนื่องจากเนื้อหาหลักสูตรที่ชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายลักษณะการกิจกรรมการเรียนการสอนเป็นการพบกลุ่มสัปดาห์ละ 1-2 วัน สอนแบบบรรยาย จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามลักษณะของเนื้อหาวิชา คือ สอนแบบบรรยายเน้นผู้สำคัญสลับการจัดกิจกรรมในวิชาทั่วไปผู้เรียนจะต้องเรียนคอมพิวเตอร์ไม่น้อยกว่า 50 ชั่วโมง และ ต้องปฏิบัติกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิต (กพช.) ไม่น้อยกว่า 100 ชั่วโมง จึงจะจบแต่ละหลักสูตร สำหรับการฝึกทักษะอาชีพนั้น ผู้สอนซึ่งเป็นวิทยากรจากภายนอกจะสอนโดยการสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติจริง ปัญหาที่พบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนคือ นักศึกษามักจะมาเรียนไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากต้องประกอบอาชีพ และสถานที่จัดการฝึกอาชีพนั้นพบข้อจำกัดของสถานที่ในการจัดกิจกรรม

            ในด้านสื่อการสอน ด้านการใช้สื่อการสอนสำหรับนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยนั้นไม่แตกต่างจากการใช้สื่อการสอนสำหรับนักศึกษาทั่วไปซึ่งขึ้นอยู่กับเนื้อหาวิชา สื่อการสอนที่ใช้ คือหนังสือเรียน  เอกสารประกอบการสอนและใบงานที่ครูจัดทำขึ้น

ในด้านการวัดและประเมินผลด้านการวัดและประเมินผลนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยนั้นไม่แตกต่างจากการวัดและประเมินผลนักศึกษาทั่วไป การเก็บคะแนนการเข้าพบกลุ่ม การเก็บคะแนนจากรายงาน และงานที่ได้รับมอบหมาย และการสอบเมื่อจบภาคเรียน ประกอบกับการวัดความพึงพอใจของนักศึกษาหลังจากเรียนจบแล้ว สำหรับการวัดและประเมินผลการฝึกทักษะอาชีพนั้นผู้สอนพิจารณาจากผลงานที่ทำ และมีการติดตามการทำอาชีพนั้น ๆ ต่อ

 

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในภาพรวม

 

2.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม

ผู้ตอบแบบสอบถามเป็นชาวอูรักลาโว้ยที่มีอายุตั้งแต่ 15 ขึ้นไป จำนวน 355 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 47.32 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 52.68 โดยผู้ตอบแบบสอบถาม มีอายุอยู่ในช่วง 15-19 ปี และ ช่วงอายุ 25-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 20-24 ปี ในช่วง 30-34 ปี โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีอายุตั้งแต่ 15-34 ปี เกินกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด มีสถานภาพเป็นหม้าย น้อยที่สุด

            ผู้ตอบแบบสอบถาม มีอาชีพรับจ้าง และอาชีพประมง มากที่สุดเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน มีอาชีพค้าขายและมีอาชีพค้าขายน้อยที่สุด

ผู้ตอบแบบสอบส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้ 5,000-10,000 บาท และไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนมีผู้ตอบแบบสอบถามที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทต่อเดือนนั้นมีน้อยมาก

ผู้ตอบแบบสอบถามเรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นสัดส่วนใกล้เคียงกันคือ และมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และจบปริญญาตรี น้อยมาก

 

2.2  ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ย

2.2.1        ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย และผู้สอนเป็นผู้มองโลกในแง่ดี

2.2.2        ชาวอูรักลาโว้ยมีความต้องการนอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ และ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และเทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

2.2.3        กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดอย่างมีระบบ และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

2.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และสื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน

2.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต

 

3.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต

ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต จำนวน 200 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 45.00 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 55.00 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี  รองลงมาคือ มีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือมีสถานภาพโสด และสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต มีอาชีพรับจ้าง มากที่สุด รองลงมาคือมีอาชีพประมง รองลงมาคือไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน และมีอาชีพค้าขายน้อยที่สุด ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดภูเก็ต ส่วนใหญ่มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน และมีผู้ที่ไม่มีรายได้ต่อเดือน ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดภูเก็ต เรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ และเคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา

 

3.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต

3.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนเป็นผู้มองโลกในแง่ดี และผู้สอนให้ความเป็นกันเอง

3.2.1        ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตความต้องการนอกระบบโรงเรียน ด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน และการฝึกอบรมทักษะการทำอาหารและขนม

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และเทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

3.2.3         กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดอย่างมีระบบ และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

3.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน และ สื่อที่เป็นของจริง

3.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่

4.1  ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่

ผู้ตอบแบบสอบถามที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ จำนวน 95 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 51.58 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 48.42 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี และมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด และ มีสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ มีอาชีพประมงและมีอาชีพรับ จ้างมากที่สุด เป็นสัดส่วนเท่ากัน รองลงมาคือมีอาชีพค้าขาย และ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดกระบี่ มีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือน และ มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือนมากที่สุด เป็นสัดส่วนใกล้เคียง รองลงมาคือไม่มีรายได้ต่อเดือน และมีรายได้10,001-15,000 บาทต่อเดือนน้อยที่สุด ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดกระบี่ เรียนจบชั้นประถมศึกษาและเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น มากที่สุดเป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน รองลงมาคือ ไม่ได้เรียนหนังสือ และ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา เป็นสัดส่วนเท่ากัน และมีผู้ตอบแบบสอบถามที่เรียนจบปริญญาตรี ร้อยละ 6.32

 

 

4.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่

4.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย รองลงมาคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และผู้สอนมีความรู้และความชำนาญในเรื่องที่สอน

4.2.2  ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่มีความต้องการนอกระบบโรงเรียนด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมากที่สุด โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ต้น

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์และงานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด  รองลงมาคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น  ๆ และการรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัย

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน และ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

4.2.3        กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง และกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

4.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และ สื่อการสอนมีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน

4.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเองและต้องการการประเมินผลตามสภาพจริง

 

ตอนที่ 5 ผลการวิเคราะห์ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล

5.1 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล

ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูลจำนวน 60 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 48.33 และเป็นเพศหญิง ร้อยละ 51.67 โดยผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล มีอายุอยู่ในช่วง 15-29 ปี มากที่สุด รองลงมาคือมีอายุอยู่ในช่วง 30-44 ปี และมีอายุอยู่ในช่วง 45-59 ปี ด้านสถานภาพการสมรสนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ มีสถานภาพสมรส รองลงมาคือ มีสถานภาพโสด และ มีสถานภาพเป็นหม้าย ในด้านการประกอบอาชีพนั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล มีอาชีพรับ จ้างมากที่สุด รองลงมาคือมีอาชีพประมง รองลงมาคือมีอาชีพค้าขาย และ ไม่ได้ประกอบอาชีพหรือเป็นแม่บ้าน เป็นสัดส่วนใกล้เคียงกัน ผู้ตอบแบบสอบในจังหวัดสตูล มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาทต่อเดือน และมีรายได้ 5,000-10,000 บาทต่อเดือนมากที่สุด เป็นสัดส่วนใกล้เคียง รองลงมาคือไม่มีรายได้ต่อเดือน รองลงมาคือ มีรายได้10,001-15,000 บาทต่อเดือน กับ มีรายได้ มากกว่า 15,000  บาทต่อเดือนเป็นสัดส่วนเท่ากัน ส่วนในด้านระดับการศึกษานั้นพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามในจังหวัดสตูล เรียนจบชั้นประถมศึกษา มากที่สุด รองลงมาคือ เคยเรียนแต่ไม่จบประถมศึกษา และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น

 

 

 

 

 

 

 

5.2 ความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียน ของชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล

5.2.1 ลักษณะของผู้สอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ผู้สอนยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รองลงมาคือ ผู้สอนที่มองโลกในแง่ดี และผู้สอนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่าย

5.2.2  ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลมีความต้องการนอกระบบโรงเรียนด้านหลักสูตรเนื้อหา ดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยรวมมีความต้องการในระดับมากที่สุด โดยเนื้อหาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร รองลงมาคือ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสารและหลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ปลาย

เนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย รองลงมาคือ การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์และงานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน

เนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัย โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสุขอนามัยที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง, โรคเอดส์, และโรคติดต่ออื่น    รองลงมาคือ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิดและการดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ และ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

เนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รองลงมาคือ การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรเศรษฐกิจและสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ รองลงมาคือ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ และ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน

เนื้อหาหลักสูตรสังคม โดยรวมมีความต้องการในระดับมาก โดยเนื้อหาหลักสูตรสังคมที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ รองลงมาคือ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน และความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

5.2.3 กิจกรรมการเรียนการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน รองลงมาคือกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง และ กิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติจริง

5.2.4        ลักษณะของสื่อการสอนที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องการมากที่สุดคือ มีการใช้สื่อในท้องถิ่นมาใช้ประกอบการเรียนการสอน รองลงมาคือสื่อที่เป็นของจริง และ สื่อการสอนมีจำนวนที่เพียงพอกับผู้เรียน

5.2.5        ลักษณะการวัดและประเมินผลที่ชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ต้องการมากที่สุดคือ ต้องการทราบผลการประเมินเพื่อทราบความก้าวหน้าในการเรียนของตน รองลงมาคือ ต้องการทราบวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผล และต้องการทราบผลการประเมินเพื่อปรับปรุงตนเอง

 

ตอนที่ 6 ผลการวิเคราะห์ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

มีความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย 4 ประเด็นคือ

1) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีสถานที่จัดการจัดการเรียนสอนในชุมชนชาวอูรักลาโว้ย หรือต้องการให้มีสถานที่จัดการเรียนการสอนอยู่ใกล้ชุมชนชาวอูรักลาโว้ย และในกรณีที่ในชุมชนชาวอูรักลาโว้ยมีศูนย์การเรียนชุมชนอยู่แล้วผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการจัดการเรียนการเรียนการสอนในศูนย์การเรียนที่มีอยู่ เพื่อความสะดวกในการเดินทางและเพื่อให้การจัดการเรียนการสอนมีความสม่ำเสมอ

2) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการจัดการฝึกอบรมภาษาอังกฤษ การฝึกทักษะอาชีพ และเนื้อหาที่เกี่ยวกับท้องถิ่นและชุมชนชาวอูรักลาโว้ย มากที่สุด รองลงมาคือ ต้องการให้มีการฝึกอบรมคอมพิวเตอร์ และ เนื้อหาที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน

3) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้มีการให้ข้อมูลกับชาวอูรักลาโว้ยเกี่ยวกับแนวทางในการเข้าเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียน

4) ผู้ตอบแบบสอบถามต้องการให้ผู้สอนสอนออกมาจากใจจริง ถ่ายทอดได้ดี เข้าใจผู้เรียน ให้ความเป็นกันเองมีความตั้งใจในการสอน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนมีเหตุผล มองโลกในแง่ดี

 

 

 

 

 

ตอนที่ 7 แนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อหา แนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ในด้านผู้สอน ด้านเนื้อหาหลักสูตร ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล สามารถสรุปได้ดังนี้ 

      

7.1 ด้านผู้สอน

ในการจัดกิจกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยนั้น ผู้สอนควรเป็นคนในพื้นที่ หรือ เป็นชาวอูรักลาโว้ย เพราะคนในพื้นที่เองหรือชาวอูรักลาโว้ยย่อมเข้าใจสภาพชุมชนและสังคมของชาวอูรักลาโว้ยได้ดีกว่าคนจากภายนอก และนอกจากนี้หากผู้สอนเป็นคนในพื้นที่หรือคนในชุมชน ก็จะทำให้เกิดความสะดวกในการทำงาน สามารถประสานงานกับชุมชนได้ดีกว่า ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถกำหนดคุณลักษณะของผู้สอนได้โดยตรง แต่หากผู้สอนของเป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ก็มีช่องทางในการรับผู้สอนกฎระเบียบตรงนี้เอื้อต่อการรับคนในพื้นที่ หรือการรับเป็นกรณีเฉพาะ หรือการให้คัดเลือกเข้ามาทำหน้าที่ครูอาสาในพื้นที่ และเมื่อได้ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นครูประจำศูนย์การเรียนหรือครูอาสาในพื้นที่แล้ว เพื่อให้การทำหน้าที่สอนและทำงานประสานกับชุมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผู้สอนจำเป็นต้องได้รับการฝึกอบรมทักษะที่จำเป็นสำหรับการสอนและการทำงานร่วมกับชุมชนและเป้าหมายเฉพาะกลุ่มนี้

 

7.2 ด้านเนื้อหาหลักสูตร

สำหรับหลักสูตรสายสามัญ ต้องปรับเนื้อหาแกนกลางที่มีอยู่แล้วให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยในปัจจุบันที่ได้ผสมกลมกลืนกับชาวไทยทั่วไป และปรับเปลี่ยนจากวิถีชาวประมงมาอยู่ในภาคบริการและการท่องเที่ยว อีกทั้งต้องเน้นการให้ความรู้ที่เกี่ยวกับการดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมในปัจจุบันอีกด้วย สำหรับหลักสูตรการฝึกทักษะอาชีพนั้นหลักสูตรระยะสั้น และเน้นการรวมกลุ่ม และความต้องการที่มาจากชาวบ้านจริง ๆ โดยต้องมีการสำรวจความต้องการก่อน และหากเป็นไปได้ควรดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำหลักสูตรเหล่านั้นให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น

 

7.3 ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนควรปรับให้เข้ากับวิถีชีวิต สภาพ ปัญหา และความต้องการของชาวอูรักลาโว้ย หากมีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่และการเดินทาง ก็ต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามข้อจำกัดดังกล่าว โดยผู้สอนและผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยต้องมีการหารือ ทำความตกลง ถึงรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นความสะดวกและสอดรับกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ย โดยกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคมไปด้วย และให้ผู้เรียนได้รับการปลูกฝังทักษะการวางแผนไปด้วยเนื่องจากทักษะการวางแผนเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยกิจกรรมการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาสังคม ไปพร้อม ๆ กับการได้รับการปลูกฝังทักษะการวางแผนก็คือการเรียนการสอนโดยโครงงาน ซึ่งผู้เรียนจะต้องเป็นผู้วางแผนการดำเนินโครงการเองทั้งหมด ส่วนการทำโครงงานนั้นจะมีการบูรณาการเนื้อหาสาระของแต่ละวิชาเข้ากันหรือไม่นั้นก็ต้องพิจารณาตามสภาพและลักษณะของวิชานั้น ๆ

 

7.4 ด้านสื่อการสอน

ต้องใช้ประโยชน์จากสื่อการเรียนการสอนที่ กศน. มีอยู่แล้วอย่างเพียงพอทั้ง สื่อที่เป็นเอกสารและหนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นวีซีดีฝึกทำอาชีพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ คือหาแนวทางหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงศูนย์การเรียนชุมชนซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสื่อเหล่านี้ เพื่อทำให้ชาวอูรักลาโว้ยเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนหน้าที่ของศูนย์การเรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นอกจากนี้ยังต้องมีการดึงทรัพยากรในท้องถิ่นให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยนำสิ่งที่ท้องถิ่นมีอยู่มาประยุกต์ให้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยพิจารณาความเหมาะสมจากเนื้อหาวิชา

 

7.5 ด้านการวัดและประเมินผล

ควรยึดหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรแต่ต้องให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยให้มากที่สุด โดยการปรับวิธีการในการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาประเมิน

 

ตอนที่ 8 การนำเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย

 

8.1     ด้านผู้สอน

            ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้สอนควรเป็นชาวอูรักลาโว้ย หรือเป็นคนในพื้นที่ ผู้สอนควรทำความเข้าใจสภาพสังคมและวัฒนธรรมของชาวอูรักลาโว้ย ทั้งสภาพในอดีตและสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน รวมถึงต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนชาวอูรักลาโว้ยโดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของชาวอูรักลาโว้ย ผู้สอนควรเข้าใจความแตกต่างทางชาติพันธุ์และไม่ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้เรียนที่เป็นชาวไทยทั่วไปกับชาวอูรักลาโว้ย โดยต้องยอมรับและเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ผู้สอนควรศึกษาและทำความเข้าใจลักษณะนิสัยเฉพาะของชาวอูรักลาโว้ยและหาวิธีการถ่ายทอดความรู้ให้ผู้เรียนที่เป็นชาวอูรัก   ลาโว้ยเข้าใจง่าย  นอกจากนี้ผู้สอนควรเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานกับชาวอูรักลาโว้ย รวมทั้งควรเป็นผู้มองโลกในแง่ดี สำหรับการจัดกิจกรรมการการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ตนั้น นอกเหนือจากลักษณะของผู้สอนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้สอนควรให้ความเป็นกันเองกับผู้เรียน โดยการทำความรู้จักกับผู้เรียนเป็นการส่วนตัว ติดต่อผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ สอบถามทุกข์สุข และให้คำแนะนำในการแก้ปัญหาทั้งเรื่องการเรียนและการแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต และสำหรับการจัดกิจกรรมการการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่นั้น นอกเหนือจากลักษณะของผู้สอนที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ผู้สอนควรมีความรู้และความชำนาญในเรื่องที่สอน โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยควรศึกษาและจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ ในพื้นที่เพื่อความสะดวกในการติดต่อประสานให้ผู้มีความชำนาญนั้น ๆ นั้นเข้าไปเป็นวิทยากรในการจัดกิจกรรมต่างๆ  ให้กับชาวอูรักลาโว้ย

 

8.2  ด้านเนื้อหาหลักสูตร

ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยสำหรับหลักสูตรสายสามัญ ต้องอยู่สอดคล้องและเหมาะสมกับการดำรงชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยในปัจจุบันที่ได้ผสมกลมกลืนกับชาวไทยทั่วไป โดยเนื้อหาหลักสูตรที่ควรจัดให้แก่ชาวอูรักลาโว้ยในแต่ละจังหวัดมีดังนี้

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ปลาย การฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การฝึกอบรมทักษะการทำอาหารและขนม การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่นๆ  การดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือน ความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความรู้ด้านสิทธิและเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่ ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับ ม.ต้นการฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านการวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่นๆ การรับประทานอาหารที่ถูกสุขอนามัยผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือนความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ความรู้เรื่องการเสียภาษี ความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

เนื้อหาหลักสูตรที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูล ได้แก่ การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาอังกฤษ เพื่อการสื่อสาร การฟัง พูด อ่าน เขียนภาษาไทย เพื่อการติดต่อสื่อสาร หลักสูตรสายสามัญระดับม.ปลาย การฝึกอบรมการดำน้ำอย่างปลอดภัย การฝึกอบรมภาษาต่างประเทศและมัคคุเทศก์ งานที่เกี่ยวกับศิลปะการแสดงพื้นบ้าน การป้องกันโรค เช่น โรคมะเร็งโรคเอดส์ และโรคติดต่ออื่น  ๆ การวางแผนครอบครัวและการคุมกำเนิด การดูแลผู้ป่วยโรคน้ำหนีบ และ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผลกระทบจากภาวะโลกร้อน การคัดแยกและกำจัดขยะจากครัวเรือนความรู้ด้านการหาแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพ ความรู้เกี่ยวกับการรวมกลุ่มและจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ เทคนิคและวิธีการแก้ปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ความรู้เรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน ความรู้ด้านสิทธิ และเสรีภาพในการเป็นพลเมืองของประเทศ

 

8.3  ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน

ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนควรปรับให้เข้ากับวิถีชีวิต สภาพ ปัญหา และความต้องการของชาวอูรักลาโว้ย โดยผู้สอนและผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยต้องมีการหารือ ทำความตกลง ถึงรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นความสะดวกและสอดรับกับการดำรงชีวิตในปัจจุบันของผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยโดยกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยควรมีทั้งรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลายและสอดคล้องกับเนื้อหาที่จัด ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนที่ควรจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ย ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียน โดยการให้โอกาสผู้เรียนแต่ละคนได้นำความรู้และประสบการณ์ของตนเองที่มีอยู่มาใช้เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่แท้จริง และต้องเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง นอกจากนี้ลักษณะของกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องควรจัดหรือควรประสานงานให้เกิดการจัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดภูเก็ต ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนมีทักษะในการวางแผนและทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ โดยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนผู้สอนต้องใช้กิจกรรมที่ทำให้ผู้เรียนได้วางแผนและคิดอย่างเป็นระบบไว้ หรือจะต้องสอดแทรกเทคนิคเหล่านี้ไว้ในกิจกรรมที่จัดขึ้น ส่วนในจังหวัดสตูลนั้น ที่ตั้งของชุมชนชาวอูรักลาโว้ยตั้งอยู่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ทำให้การปฏิบัติงานของครูเป็นไปอย่างยากลำบาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยควรพิจารณางบประมาณในการดำเนินกิจกรรมการศึกษานอกระบบในพื้นที่ที่มีความยากลำบากดังกล่าวตามสภาพจริงเป็นกรณีๆ ไป เพื่อให้การปฏิบัติงานสามารถเกิดขึ้นได้จริงและผู้สอน/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดสตูลต้องปรับวิธีการเรียนการสอนให้สามารถยืดหยุ่นได้ตามข้อจำกัดดังกล่าว ส่วนกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับเนื้อหาหลักสูตรอื่นๆ ควรเป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง

 

8.4 ด้านสื่อการสอน

สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่จัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบให้กับชาวอูรักลาโว้ย ควรมีเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับทรัพยากรการเรียนรู้ในชุมชน เช่น ข้อมูลบุคคลสำคัญของชุมชนที่สามารถถ่ายทอดความรู้ในด้านต่างๆ   จัดทำแผนที่ชุมชนเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลแหล่งการเรียนรู้ในชุมชน โดยต้องดึงทรัพยากรในท้องถิ่นเหล่านี้มาประยุกต์ให้เป็นสื่อการเรียนการสอน และใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด โดยพิจารณาความเหมาะสมจากเนื้อหาวิชา และในการจัดการเรียนการสอนนั้นสื่อที่ใช้ควรเป็นของจริง มีความหลากหลาย สอดคล้องกับเรื่องที่เรียน ส่วนในจังหวัดภูเก็ต ควรหาแนวทางหรือปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าถึงศูนย์การเรียนชุมชนซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมสื่อ ที่มีอยู่แล้วอย่างเพียงพอทั้ง สื่อที่เป็นเอกสารและหนังสือ สื่ออิเล็กทรอนิกส์เช่นวีซีดีฝึกทำอาชีพ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อทำให้ชาวอูรักลาโว้ยเข้าถึงสื่อเหล่านี้ได้ง่ายมากขึ้น เช่น การปรับเปลี่ยนหน้าที่ของศูนย์การเรียนให้มีความหลากหลายมากขึ้น นอกเหนือจากการเป็นสถานที่สำหรับจัดกิจกรรมการเรียนการสอนส่วนในจังหวัดสตูลนั้นสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบโรงเรียนและ/หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการจัดควรมีจัดเตรียมสื่อสื่อการสอนมีจำนวนที่เพียงพอกับผู้เรียน

 

8.5  ด้านการวัดและประเมินผล

            ในด้านการวัดและประเมินผลนั้น ควรยึดหลักเกณฑ์การวัดและประเมินผลตามหลักสูตรแต่ต้องให้ความสำคัญกับสภาพความเป็นจริงและวิถีชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยให้มากที่สุด โดยการปรับวิธีการในการวัดและประเมินผลให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด และเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาประเมิน เช่น การให้นายจ้างของผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินผล  ซึ่งในการประเมินผู้เรียนนั้น ควรมีการแจ้งวัตถุประสงค์ของการวัดและประเมินผลให้ผู้เรียนทราบ ควรมีการทำความเข้าใจกับผู้เรียนว่าการวัดประเมินในแต่ละครั้งนั้นเป็นการวัดและประเมินเพื่ออะไร มีวิธีการวัดอย่างไร และมีเกณฑ์ในการประเมินผลอย่างไร โดยการวัดและประเมินผลควรเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการเรียนของตนเอง เพื่อให้ผู้เรียนเกิดกำลังใจในการเรียน และเพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำผลการประเมินไปปรับปรุงตนเองเพื่อทำให้ตนเองวางแผนในการเรียนได้อย่างเหมาะสม และสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ด้านการวัดและประเมินผลผู้เรียนที่เป็นชาวอูรักลาโว้ยในจังหวัดกระบี่นั้น ควรมีการพิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงของผู้เรียน สภาพความเป็นจริงทางเศรษฐกิจและสังคม และสิ่งแวดล้อมของชุมชน เพื่อให้การประเมินผลสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงดังกล่าวมากที่สุด

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

          จากผลการวิจัยเรื่องแนวทางการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะจากการวิจัยดังต่อไปนี้

1.        ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบสำหรับชาวอูรักลาโว้ยนั้นต้องมีการประสานความร่วมกัน ของหน่วยงานที่จัดการกิจกรรมการศึกษา โดยต้องทำให้งานในขั้นตอนก่อนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน ทั้ง การสำรวจความต้องการ การทำประชาคม และการเขียนโครงการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด เพื่อให้กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนซึ่งเป็นผลผลิตของกระบวนการดังกล่าวได้เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของชาวอูรักลาโว้ยและเพื่อชาวอูรักลาโว้ยที่เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนมากขึ้น

2.        จุดมุ่งหมายหลักในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบควรเป็นไปเพื่อชาวอูรักลาโว้ยรุ่นใหม่ได้รับการพัฒนาอย่างเสมอภาคเช่นเดียวกับคนไทยทั่วไป เท่าทันกระแสโลกและการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมในขณะที่มีความภาคภูมิใจในความเป็นชาวอูรักลาโว้ยและมีความต้องการที่จะรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้

3.        จากลักษณะการดำรงชีวิตของชาวอูรักลาโว้ยในปัจจุบันที่ถึงแม้ว่าจะมีความผสมกลมกลืนกับสังคมและวัฒนธรรมหลักของไทยแต่ก็ยังคงรักษาประเพณี และความเชื่อของตนเองไว้ ดังนั้นแนวทางในการจัดการศึกษาให้กับชาวอูรักลาโว้ยควรมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่ไม่แตกต่างจากชาวไทยทั่วไปที่ยึดหลักความยืดหยุ่นในการจัดและพิจารณาสภาพความเป็นจริงและเงื่อนไขของผู้เรียนแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่ม แต่ในเนื้อหาหลักสูตรจะต้องให้ความเคารพในความแตกต่างทางวัฒนธรรมและต้องมีกระบวนการในการทำให้เกิดความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของตน เน้นให้เกิดความรักและความเคารพตนเอง

4.        ควรมีการประชาสัมพันธ์ แนะนำ และสร้างความเข้าใจให้ชาวอูรักลาโว้ยได้ทราบเกี่ยวกับงานทางด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน ทั้งจุดมุ่งหมายของการศึกษานอกระบบโรงเรียน หลักสูตรที่เปิดสอน วิธีการสมัครเข้าเรียน ค่าใช้จ่าย วิธีการเรียนการสอน นอกจากนี้จากผลการวิจัยที่พบว่าถึงแม้ว่าจะมีวัยรุ่นชาวอูรักลาโว้ยเข้ามาเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนก็ตามแต่ก็มีจำนวนน้อยมาก แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ก็ควรให้นักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยเหล่านี้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนระหว่างศูนย์การเรียนชุมชนกับชุมชน

5.        ในชุมชนชาวอูรักลาโว้ยที่มีศูนย์การเรียนชุมชนอยู่แล้ว ควรมีการปรับปรุง แก้ไข และเปลี่ยนแปลงฟังก์ชั่นการทำงานของศูนย์การเรียนเหล่านี้ให้สามารถทำหน้าที่ของศูนย์กลางของการเรียนรู้สำหรับคนในชุมชนได้จริง ส่วนพื้นที่ที่ยังไม่มีศูนย์การเรียนชุมชน นอกจากการพิจารณาสร้างศูนย์การเรียนชุมชนตามความเหมาะสมเพื่อรับผิดชอบงานการศึกษานอกระบบในพื้นที่แต่ละตำบลแล้ว ก็ควรมีศูนย์การเรียนในชุมชนของชาวอูรักลาโว้ยด้วยเพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการรับและส่งข้อมูลข่าวสารในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน และเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ให้ชาวอูรักลาโว้ยได้เกิดการรับรู้ว่าการศึกษานอกระบบโรงเรียนนั้นเป็นการศึกษาไม่ได้ไกลเกินกว่าที่ชาวอูรักลาโว้ยจะเข้าถึงได้

 

ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป

            จากการดำเนินการศึกษาแนวทางในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยมี ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไปดังต่อไปนี้

1.        ถึงแม้ว่าชาวอูรักลาโว้ยจะมีวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของตนเอง แต่จากสภาพสังคมและลักษณะการรวมกลุ่มของชุมชนในปัจจุบันนั้นก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและสภาพสังคม ทำให้ชุมชนชาวอูรักลาโว้ยในแต่ละชุมชนมีความสภาพความเป็นอยู่และปัญหาที่ชุมชนเผชิญที่แตกต่างกัน ซึ่งอาจจะนำมามาซึ่งความต้องการการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่แตกต่างกัน ดังนั้นจึงควรมีการศึกษาแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ยสำหรับแต่ละชุมชน

2.         จากผลการวิจัยที่พบว่า มีชาวอูรักลาโว้ยหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานกับศูนย์การเรียนชุมชน แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่า ถึงแม้ว่าจำนวนชาวอูรักลาโว้ยที่เข้ามาเรียนจะมีจำนวนน้อย แต่ก็นับได้ว่ายังมีคนที่สนใจและให้ความสำคัญกับศึกษา ดังนั้น ควรมีศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเข้าศึกษา แรงจูงใจ สภาพ ปัญหาและอุปสรรค และปัจจัยอื่น ๆ ของนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยเหล่านี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนการดำเนินงานเพื่อเพิ่มจำนวนนักศึกษาชาวอูรักลาโว้ยให้มีจำนวนมากขึ้น

3.        ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ยอยู่นับได้ว่าเป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างงานศึกษานอกระบบโรงเรียนกับชุมชนชาวอูรักลาโว้ย ผู้วิจัยมีความคิดเห็นว่าประสิทธิภาพและทัศนคติของผู้ปฏิบัติมีส่วนสำคัญที่ทำให้กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่จัดให้กับชาวอูรักลาโว้ยเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ควรมีการศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการทำงานของบุคลากรทางด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนสำหรับชาวอูรักลาโว้ย และควรมีการศึกษาทัศนคติของบุคลากรทางการศึกษานอกระบบโรงเรียนที่มีต่อชาวอูรักลาโว้ยและการทำงานในพื้นที่ที่มีชาวอูรักลาโว้ย

ปี 2553
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved