ผลงานวิจัย

นี ผุดผ่อง - thaied

Current Record: นี ผุดผ่อง

นี ผุดผ่อง

 

1. ผู้วิจัยได้พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราที่มีความสอดคล้องและเหมาะสม  โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้จากแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นประสบการณ์ 2) ขั้นถกคิดและอภิปราย 3) ขั้นสรุปความคิด 4) ขั้นนำไปปรับใช้

2. ผลการทดลองจัดกิจกรรม พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทดลองมีระดับความรู้ ทักษะ ทัศนคติในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ผลการทดลองจัดกิจกรรม  พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราอยู่ในระดับมากที่สุด

Click to minimize this section Details

ยอมรับเงื่อนไข 1
ลำดับที่ 8809
ชื่อผลงานวิจัย ผลของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา
หัวข้อ(Eng) EFFECTS OF ORGANIZING NON-FORMAL EDUCATION ACTIVITIES BASED ON PARTICIPATORY LEARNING CONCEPT ON SELF-CARE ABILITY FOR NONCOMMUNICABLE DISEASES OF ELDERLY FEMALES IN THE HOME FOR THE AGED
คำสำคัญ(keyword) กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน/ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม/ ความสามารถในการดูแลตนเอง/ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง/ ผู้สูงอายุหญิง/ สถานสงเคราะห์คนชรา
ชื่อผู้วิจัย นี ผุดผ่อง
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Nee Pudpong
ตำแหน่ง นิสิต/นักศึกษา
การศึกษา ครุศาสตร์มหาบัณฑิต
สถานที่ติดต่อ โรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน 124 ถ.สีลม เขตบางรัก กทม 10500
สถานศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552
ประเภท วิทยานิพนธ์
ประวัติความเป็นมา(history) การเปลี่ยนแปลงในทศวรรษที่ผ่านมา พบว่า ประชากรผู้สูงอายุซึ่งมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทั้งขนาดและสัดส่วนของประชากรทั้งหมด ทั้งนี้เนื่องจากอัตราการตายและอัตราการเจริญพันธุ์ลดลงกล่าวคือใน พ.ศ. 2518 ประชากรโลกมีจำนวน 4,100 ล้านคนมีประชากรผู้สูงอายุ จำนวน 350 ล้านคน สำหรับข้อมูลประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทย พบว่าปี พ.ศ.2503 พ.ศ.2523 และพ.ศ.2543 มีประชากรผู้สูงอายุ ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 1.21 ล้านคน 2.44 ล้านคนและ5.79ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนต่อประชากรทั้งหมดร้อยละ 4.61 ร้อยละ 5.46และร้อยละ 9.15 ตามลำดับ (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2550) โดยเป็นผู้สูงอายุหญิงมากกว่าผู้สูงอายุชายและผู้สูงอายุหญิงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 54.4 ในปี พ.ศ 2546 เป็น 55.4 ในปี พ.ศ .2550 แต่ผู้สูงอายุชายมีแนวโน้มลดลงจากร้อยละ 45.6 ในปี พ.ศ.2546 เหลือ 44.6 ในปี พ.ศ. 2550 (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2550)
จากแนวโน้มของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น อันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้ประชากรมีอายุยืนยาวขึ้นกว่าแต่ก่อน ย่อมจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเมื่อมีประชากรสูงอายุมากสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาทางด้านสุขภาพตามวัย การเจ็บป่วยบ่อย ปัญหาโรคต่างๆ เช่น ปวดตามข้อ ปวดหลัง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ เป็นต้น แต่สิ่งที่สำคัญจากรายงานการสำรวจต่างๆจะเห็นได้ว่า โรคที่พบบ่อยดังกล่าวทุกโรคเป็นโรคเรื้อรังทั้งสิ้นและส่วนใหญ่มีอัตรา ความชุกในประชากรผู้สูงอายุหญิงมากกว่าประชากรผู้สูงอายุชาย
สุพรชัย กองพัฒนากูล (2542) ทำการศึกษาพบว่าโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุการตายและ ทุพลภาพที่สำคัญ จากแนวโน้มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะนำมาซึ่งความเสี่ยงของภาวะเจ็บป่วยต่างๆ โดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งจากข้อมูลแสดงจำนวนประชากรและอัตราป่วยของผู้ป่วยในต่อประชากร 100,000 คนของโรคความดันโลหิตสูง ปี พ.ศ. 2548-2551 ของสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2551 พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังในประเทศไทยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มมากขึ้นทุกปีเป็นลำดับมีการคาดการณ์ขององค์การอนามัยโลกว่าในอีก 16 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ. 2568 จะมีภาวะความดันโลหิตสูงจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5 พันล้านคน โรคความดันโลหิตสูงป็นโรคที่พบมานาน เป็นกลุ่มโรคเรื้อรังในกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (Non-Communicable Disease) ที่บั่นทอนสุขภาพของผู้ป่วยให้ลดน้อยลง ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ แก่ร่างกายทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง เป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดถ้าผู้ป่วยมีภาวะความดันโลหิตสูงต่อเนื่องกันนานๆจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆตามมามาก เช่น โรคหัวใจ ไตวาย ตาบอด เส้นเลือดในสมองตีบ เป็นอัมพาตครึ่งซีก เป็นต้น ซึ่งโรคแทรกซ้อนดังกล่าวเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ภาวะทุพลภาพต่อไป (โครงการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงแบบองค์รวม, 2550)
ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อให้ความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงเพราะถือว่าเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบมากที่สุดและเป็นปัญหามากในขณะนี้ โดยกิจกรรมที่จัดเน้นกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อให้ผู้สูงอายุหญิงเกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอนของการสอน เน้นกระบวนการกลุ่มเพื่อให้ผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือในการทำกิจกรรม เนื้อหาในการสอนเน้นการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูงเพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถพึ่งตนเองได้มากที่สุด เน้นการดูแลตนเองแบบธรรมชาติบำบัดทั้งการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร เพื่อลดการใช้ยาและพึ่งพาบุคคลากรทางแพทย์ให้น้อยที่สุด เพราะการดูแลตนเองนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุ
ดังนั้นผู้วิจัยจึงนำรูปแบบกิจกรรมและแนวการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมมาใช้ในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนเพื่อเพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์ เพื่อให้ผู้สูงอายุที่เป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังโดยเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงเกิดการเรียนรู้ มีความเข้าใจในการดูแลตนเอง เพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ พึ่งตนเองให้ได้มากที่สุด การที่ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ จะทำให้เกิดความรู้สึกมีคุณค่า มีกำลังใจเอาใจใส่ตนเอง สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อน ส่งผลให้มีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
แนวคิด(concept) 1. แนวคิดในการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียน
วัตถุประสงค์(objective)

 

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

 

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      1. เพื่อพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

      2. เพื่อเปรียบเทียบความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติในการดูแลตนเองระหว่างก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

 

สมมุติฐาน(assumption)

 

การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ( Participatory Learning) เป็นการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เกิดจากความเชื่อที่ว่า การเรียนรู้ของคนเป็นกระบวนการสร้างความรู้ด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยมีผู้สอนจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เอื้ออำนวยให้เกิดการสร้างความรู้มากกว่าการถ่ายทอดความรู้จากผู้สอนสู่ผู้เรียนแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นกระบวนการสร้างความรู้จึงต้องอ้างอิงประสบการณ์ของผู้เรียน เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนเป็นฝ่ายกระทำ อันจะทำให้การเปลี่ยนแปลงไปสู่การเรียนรู้ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ลักษณะนี้จึงย้ำถึงลักษณะทางสังคมของการเรียนรู้ที่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนด้วยกันเองและระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน ทำให้เกิดการขยายเครือข่ายการเรียนรู้ออกไปอย่างกว้างขวาง

สอดคล้องกับ สุมณฑา  พรหมบุญ และอรพรรณ  พรสีมา (2549) กล่าวว่า การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมช่วยเตรียมผู้เรียนให้พร้อมที่จะเผชิญกับชีวิตจริงเพราะลักษณะของการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเอง ได้ลงมือปฏิบัติ ทำกิจกรรมกลุ่ม ฝึกฝนทักษะการเรียนรู้ทักษะการบริหาร การจัดการ การเป็นผู้นำผู้ตามและที่สำคัญเป็นการเรียนรู้ที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้เรียน มากที่สุดวิธีหนึ่ง อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ดี ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนความเป็นประชาธิปไตย ฝึกการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีต่อการเรียน ต่อผู้สอน ต่อสถานศึกษาและต่อสังคม ซึ่งสอดคล้องกับ Knowles (1978) ที่กล่าวว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่นั้นควรมีลักษณะดังนี้ คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ควรให้ผู้ใหญ่เรียนเป็นกลุ่มย่อย ควรเตรียมความพร้อมของผู้ใหญ่ทั้งทางด้านสติปัญญา ความสนใจ และความรู้พื้นฐานทำให้เกิดการเรียนรู้ง่ายขึ้น ควรกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ให้ชัดเจน ผู้ใหญ่ต้องการการเรียนรู้โดยการนำตนเอง โดยผู้สอนเป็นเพียงผู้อำนวยความสะดวก ควรใช้ประสบการณ์ของผู้ใหญ่เป็นทรัพยากรการเรียนรู้ การสร้างความคิดรวบยอดจำเป็นต้องมีการยกตัวอย่างมากๆ การสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ จัดหาทรัพยากรสนับสนุนการเรียนรู้ให้เหมาะสม พฤติกรรมที่ได้รับการผลักดันหรือยกย่องชมเชย (Reinforcement) จะช่วยให้พฤติกรรมนั้นเกิดซ้ำขึ้นอีก กิจกรรมที่จัดต้องไม่มีข้อจำกัดทางด้านเวลา หรือควรจัดเวลาให้เหมาะสมกับวัยและควรเป็นกิจกรรมการเรียนที่เกี่ยวกับปัญหาแวดล้อมในชีวิตประจำวันของผู้เรียน

สอดคล้องกับผลงานวิจัยของ สว่างจิตต์ จันทร (2544) ได้ศึกษาผลของการสอนโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมต่อความรู้เรื่องโรคความดันโลหิตสูงและความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่มารับการตรวจรักษาที่หน่วยพยาบาลปฐมภูมิ สถานีอนามัยตำบลนางแล อำเภอเมืองจังหวัดเชียงราย จำนวน 44 คนแบ่งเป็น กลุ่มทดลอง 22 คนและกลุ่มควบคุม 22 คน ผลการวิจัยพบว่า ความรู้และความสามารถของผู้ป่วยสูงอายุโรคความดันโลหิตสูงที่ได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ชุติมา ผังชัยมงคล (2544) ได้ศึกษาผลของการแบบมีส่วนร่วมในการดูแลตนเองต่อความรู้และความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตาย กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้ารับการรักษาเป็นผู้ป่วยหออายุรกรรมของโรงพยาบาลและอยู่ในช่วงวางแผนจำหน่ายกลับบ้าน จำนวน 30 คนสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยวิธีการจับคู่ ได้กลุ่มทดลอง 15 คนและกลุ่มควบคุม 15 คน ผลการวิจัยพบว่า ความรู้และความสามารถของผู้ป่วยสูงอายุโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายที่ได้รับการสอนโดยใช้โปรแกรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนตามปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

 

จากแนวคิดและงานวิจัย ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงได้กำหนดสมมติฐานของการวิจัย ดังนี้

ผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติในการดูแลตนเองหลังการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน และมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

แนวทางการปฏิบัติ(regulation)

 

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

 

ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

 

ขั้นตอนที่ 4 วิเคราะห์ข้อมูล

ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล

กลุ่มตัวอย่าง(sample)

 

กลุ่มตัวอย่างในการจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างเพื่อเป็นตัวแทนของประชากรโดยการเลือกแบบเจาะจง (purposive sampling) โดยการเลือกผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี(หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)    จำนวน 30 คน ซึ่งมีเกณฑ์คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ดังนี้

- ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง

- เป็นผู้สูงอายุหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป

- มีความเต็มใจในการทดลอง

- หน่วยงานที่ดูแลให้การสนับสนุนในการทดลอง

ตัวแปร(variable)

ตัวแปรที่ศึกษา คือ กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม และความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

คำนิยาม(defination)

 

กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน หมายถึง การจัดกิจกรรมที่ให้ความรู้ ความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพื่อตอบสนองความต้องการ ความสนใจและปัญหาของผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) โดยเนื้อหาและหลักสูตรมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา และความต้องการของผู้สูงอายุ ลักษณะของการจัดกิจกรรมมีความยืดหยุ่นสูง ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ สถานที่และบุคคล

    แนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม หมายถึง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยเน้นดึงความสามารถของผู้สูงอายุหญิงออกมาในรูปของการปฎิบัติและการกระทำ โดยผู้เรียนที่เป็นผู้สูงอายุหญิงมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนมากขึ้น ผู้วิจัยเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้เรียนคิดและแก้ปัญหามากขึ้น และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรม การเรียน การสอน ควบคู่กับกระบวนการกลุ่มเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน โดยผู้เรียนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรม ซึ่งมีรูปแบบและขั้นตอนดังนี้

ขั้นที่ 1 ประเมินปัญหาความต้องการของผู้เข้าร่วม

ขั้นที่ 2 กำหนดวัตถุประสงค์ของการจัดกระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 3 เลือกกำหนดเนื้อหาและจัดลำดับเนื้อหา

ขั้นที่ 4 เลือกวิธีการในการจัดการเรียนรู้

ขั้นที่ 5 จัดทำโครงการจัดการเรียนรู้

ขั้นที่ 6 การออกแบบการจัดกระบวนการเรียนรู้ ประกอบด้วยกระบวนการเรียนรู้ ดังนี้

- ขั้นประสบการณ์ เป็นขั้นตอนของการเริ่มต้น ของการเรียนรู้ที่ให้ผู้สูงอายุหญิงได้รวบรวมประสบการณ์เดิม ทบทวนถึงสิ่งที่ได้เคยเห็นและประสบมา ผู้วิจัยจะเป็นผู้ช่วยให้ผู้สูงอายุหญิงนำประสบการณ์เดิมนี้ มาพัฒนาจนเกิดเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ชัดเจน และมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น โดยผู้วิจัยมีการใช้สื่อต่างๆ เช่น รูปภาพ แผ่นพับ พาวเวอร์พ้อย และการตั้งคำถามเข้าร่วมในกิจกรรมการสอน

- ขั้นถกคิดและอภิปราย เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุหญิงแต่ละท่านได้แสดงความคิดเห็น และมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยมีส่วนร่วมให้ผู้สูงอายุหญิงทุกคนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น โดยการวิเคราะห์สถานการณ์ตัวอย่างที่ผู้วิจัยได้กำหนดขึ้น แล้วให้ผู้สูงอายุหญิงได้ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ เป็นการได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม

- ขั้นสรุปความคิด จากกการสะท้อนความคิดและอภิปรายภายในกลุ่มแล้ว ผู้วิจัยให้ผู้สูงอายุหญิงส่งตัวแทนกลุ่ม นำเสนอข้อสรุปเกี่ยวกับสาระสำคัญ ในเนื้อหา ทำให้ผู้สูงอายุหญิงเกิดความเข้าใจ และนำไปสู่การเกิดความคิดรวบยอด โดยผู้วิจัยช่วยชี้แนะและยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น

- ขั้นนำไปปรับใช้ ผู้วิจัยให้ผู้สูงอายุหญิงนำความรู้ที่เกิดขึ้นใหม่มากำหนดเป็นแนวทางในการปฏิบัติของตนเอง และสามรถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ตลอดจน ปรับเปลี่ยนให้ตรงกับแผนการดำเนินชีวิตของตนเอง

ขั้นที่ 7 จัดกระบวนการเรียนรู้

ขั้นที่ 8 การประเมินผล

ความสามารถในการดูแลตนเอง หมายถึง ความรู้ ทักษะการปฏิบัติ ทัศนคติของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์ในการกระทำ การดูแลตนเองอย่างจงใจ การดูแลตนเองที่จำเป็น เกี่ยวกับโรคความดันโลหิตสูง เพื่อที่จะรักษาไว้ซึ่งชีวิต สุขภาพ สวัสดิภาพของตนเอง เป็นการกระทำที่จงใจและมีเป้าหมาย สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน การเกิดโรค การรักษาพยาบาลตนเองเมื่อเจ็บป่วย พึ่งตนเองให้ได้มากที่สุดและสามารถดูแลตนเองได้ตลอดไป

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หมายถึง โรคความดันโลหิตสูง เกิดการเจ็บป่วยเรื้อรัง ที่ไม่ติดต่อเมื่อเป็นแล้วจะส่งผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ เป็นโรคที่รักษาหายยากใช้เวลาในการรักษานานเกิน 3 เดือน การรักษาเป็นเพียงการพยุงไม่ให้มีการสูญเสียการทำงานของร่างกายมากขึ้น

ผู้สูงอายุหญิง หมายถึง บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เฉพาะเพศหญิง อาศัยอยู่ในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)  

สถานสงเคราะห์คนชรา หมายถึง สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)  บริเวณหมู่ที่ 3 ต.วัดสำโรงเหนือ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม

ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกชอบ พอใจ ของผู้สูงอายุหญิงที่เข้าร่วมกิจกรรมในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ในด้านผู้สอน สถานที่ ระยะเวลา ลักษณะของกิจกรรม เนื้อหาหลักสูตร ซึ่งตรงตามความคาดหวัง สนองตอบความต้องการและวัตถุประสงค์ในการเรียนรู้

 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

1. สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) สามารถนำแผนการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาความรู้ต่อไป

2. ทำให้เกิดการพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์ต่อไป

3. ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เกิดความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการพัฒนาผู้สูงอายุต่อไป

4. เป็นแหล่งข้อมูลพื้นฐานที่ช่วยให้ผู้วิจัยท่านอื่นสามารถนำเอาแนวทางการวิจัยครั้งนี้ไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์ หรือกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ ต่อไป

 

เครื่องมือ(tool)

1.แผนกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชรา

2.แบบทดสอบความรู้ในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

3.แบบวัดทัศนตคติในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

4.แบบวัดทักษะในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

5.แบบประเมินความพึงพอใจ

การรวบรวมข้อมูล(gathering)

 

เมื่อได้แผนกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนแล้ว ผู้วิจัยจึงได้ดำเนินการทดลองโดยใช้กิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ได้สร้างขึ้น โดยดำเนินการทดลอง และเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นก่อนการทดลอง

1.  ผู้วิจัยดำเนินการติดต่อขอความอนุเคราะห์กับทางสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี(หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) เพื่อขอจัดการสนทนากลุ่ม ข้อมูล และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

2.  ผู้วิจัยขอความร่วมมือกับทางสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี(หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)เพื่อขอกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยตามเกณฑ์ที่ผู้วิจัยได้กำหนดไว้ เพื่อมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการสนทนากลุ่มและการวิจัยครั้งนี้ จำนวน 20 คน

3.  ผู้วิจัยนำแบบทดสอบความรู้ ทัศนคติ ทักษะในการดูแลตนเองที่สร้างขึ้น ไปวัดความรู้ ทัศนคติ ทักษะในการดูแลตนเองกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน เพื่อเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างก่อนเข้าร่วมกิจกรรมฯ (Pre-test)

4.  ผู้วิจัยได้เข้าไปชี้แจงวัตถุประสงค์การเรียนการสอน การดำเนินการจัดกิจกรรม การประเมินผล  ระยะเวลาที่จัดกิจกรรมและประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดกิจกรรม

ขั้นทดลอง

5.  ดำเนินการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคเรื้อรัง ที่เป็นผู้สูงอายุหญิง อายุ 60 ปีขึ้นไป ในสถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี(หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์)  ซึ่งใช้เวลาทั้งสิ้น 5 วัน รวมทั้งสิ้น 50 ชั่วโมง ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 15 กิจกรรม ณ อาคารเอนกประสงค์สถานสงเคราะห์คนชราเฉลิมราชกุมารี (หลวงพ่อเปิ่นอุปถัมภ์) ซึ่งขั้นตอนและกิจกรรมมีในรายละเอียดการจัดกระบวนการรียนรู้

ขั้นหลังการทลอง

6.  หลังจากการดำเนินการทดลอง ผู้วิจัยนำแบบทดสอบความรู้ในการดูแลตนเองไปวัดระดับความรู้ ในการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่าง 30 คน เพื่อเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหลังการเข้าร่วมกิจกรรมฯ (post-test)

7.  ผู้วิจัยนำแบบวัดทักษะการปฏิบัติในการดูแลตนเองไปวัดระดับการปฏิบัติตนในการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่าง 30 คน เพื่อเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหลังการเข้าร่วมกิจกรรมฯ

8.  ผู้วิจัยนำแบบวัดทัศนคติในการดูแลตนเองไปวัดระดับความคิดเห็นในการดูแลตนเองของกลุ่มตัวอย่าง 30 คน เพื่อเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างหลังการเข้าร่วมกิจกรรมฯ

9.    ผู้วิจัยนำแบบประเมินผลการจัดกิจกรรมให้กลุ่มตัวอย่างทั้ง 30 คน ประเมินความพึงพอใจหลังการเข้าร่วมกิจกรรมฯ

ขั้นการเก็บรวบรวมข้อมูล

10.             ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลคะแนนความรู้ในการดูแลตนเองก่อนการทดลอง (Pre-test) คะแนนความรู้ในการดูแลตนเองหลังการทดลอง (Post-test) คะแนนแบบวัดทักษะการปฏิบัติในการดูแลตนเอง  คะแนนแบบวัดทัศนคติในการดูแลตนเองและผลความพึงพอใจจากการเข้าร่วมกิจกรรมฯ

11.                        วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย (Mean), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบที (t-test)

การวิเคราะห์(analysis)

 

ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติเพื่อการวิจัยทางสังคมสาสตร์ SPSS for Window Version 17.0 โดยกำหนดขั้นตอนดังนี้

1.   วิเคราะห์ข้อมูล แจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละของผู้เข้าร่วมกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

2.   หาค่าเฉลี่ย ( )และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนนจากแบบทดสอบความรู้ ทัศนคติทักษะ ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมฯของกลุ่มตัวอย่าง

3.   เปรียบเทียบความแตกต่างค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนและหลังการทดลองจากแบบทดสอบความรู้ ทัศนคติ ทักษะ ของกลุ่มทดลองด้วยค่าสถิติที (t-test)  ที่ระดับนัยสำคัญ  .05

4.      หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมจากแบบประเมินผลการจัดกิจกรรมฯ

ข้อสรุป(summary)

 

1. ผู้วิจัยได้พัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราที่มีความสอดคล้องและเหมาะสม  โดยอาศัยกระบวนการเรียนรู้จากแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งมี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นประสบการณ์ 2) ขั้นถกคิดและอภิปราย 3) ขั้นสรุปความคิด 4) ขั้นนำไปปรับใช้

2. ผลการทดลองจัดกิจกรรม พบว่า หลังเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มทดลองมีระดับความรู้ ทักษะ ทัศนคติในการดูแลตนเองสูงกว่าก่อนเข้าร่วมกิจกรรม  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

3. ผลการทดลองจัดกิจกรรม  พบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจในการจัดกิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์คนชราอยู่ในระดับมากที่สุด

ข้อเสนอแนะ(suggestion)

 

ข้อเสนอแนะ 

ข้อเสนอแนะสำหรับการนำกิจกรรมไปใช้

1.    จากผลการดำเนินการจัดกิจกรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการศึกษาถึงลักษณะ ภูมิหลัง และข้อจำกัดในการเรียนรู้ของผู้สูงอายุหญิง เพราะปัจจัยดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการเปิดรับความรู้และมุมมองใหม่ๆของผู้สูงอายุหญิง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความสนใจในการเข้าร่วมกิจกรรมและผลสัมฤทธิ์ในการจัดกิจกรรมด้วย

2.    จากผลการดำเนินการจัดกิจกรรม ควรมีการจัดกิจกรรมด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ซึ่งเทคนิคต่างๆ เหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุหญิงมีส่วนร่วม มีความสุขและสนุกกับการเข้าร่วมกิจกรรมและรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในการทำกิจกรรม อีกทั้งยังเป็นการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ร่วมกันและสร้างเสริมสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกัน เทคนิคที่สำคัญและเหมาะสมที่จะนำไปใช้ประกอบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม คือ การอภิปรายกลุ่ม เพราะเป็นเทคนิควิธีที่จะทำให้เกิดการดึงเอาความรู้ที่มีของแต่ละบุคคลมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ทั้งนี้ในการจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุ

3.    จากผลการดำเนินการจัดกิจกรรมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคัดเลือกเนื้อหาสาระที่จะนำมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมและมีความสอดคล้องกับลักษณะ บริบทและความต้องการของผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการร่วมทำกิจกรรม โดยต้องเน้นให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดมุมมองใหม่ ได้รับความรู้ที่ถูกต้อง มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และสิ่งที่เรียนรู้จากกิจกรรมต้องสามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ได้จริงในการดำเนินชีวิตประจำวัน

ข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยครั้งต่อไป

1.    ควรมีการติดตามผลการจัดกิจกรรมกับกลุ่มทดลองต่อไปอีกในระยะเวลาที่นานขึ้น เพื่อจะได้รู้ถึงความคงทนของความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก และควรมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพิ่มมากขึ้น เช่น แบบสอบถามการติดตามผล แบบสัมภาษณ์ โดยพัฒนากิจกรรมควบคู่ไปด้วย

2.    ควรศึกษาลักษณะหรือความต้องการของผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์รวมทั้งปัจจัยที่ส่งเสริม สนับสนุน ตลอดจนอุปสรรคต่างๆที่มีต่อการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนากิจกรรมให้มีความทันสมัยตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุหญิงและเป็นประโยชน์กับผู้สูงอายุหญิงในสถานสงเคราะห์อย่างแท้จริง

3.    ควรมีการพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังให้กับกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ อาทิ กลุ่มผู้สูงอายุทั้งหญิงและชายในสถานสงเคราะห์ โรงพยาบาล เป็นต้น เพื่อเป็นการพัฒนากิจกรรมการศึกษานอกระบบโรงเรียนตามแนวคิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมที่มีต่อความสามารถในการดูแลตนเองเกี่ยวกับโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในหน่วยงานอื่นๆต่อไป

ปี 2552
ผู้วิจัยร่วม ผศ.ดร.วรรัตน์ อภินันท์กูล
ผู้วิจัยร่วม(Eng) Asst. Prof. Worarat Apinankul, Ph.D.
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved