ผลงานวิจัย

นางสาววาสนา แกล้วกล้า - thaied

Current Record: นางสาววาสนา แกล้วกล้า

นางสาววาสนา แกล้วกล้า

1. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของน้ำหนักก่อนฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 52.42 และ 7.39 51.61 และ 7.49 50.99 และ 7.32 กิโลกรัม ตามลำดับ น้ำหนักก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปริมาณไขมันในร่างกายก่อนการฝึกหลังการ ฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 27.10 และ 6.81 25.75 และ 6.81 24.92 และ 6.55 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ปริมาณไขมันในร่างกายก่อนกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราชีพจรก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 83.87 และ 11.09 76.13 และ 9.66 72.40 และ 9.06 ครั้งต่อนาที ตามลำดับ อัตราชีพจรก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความอดทนก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 803.73 และ 80.23 851.67 และ 79.48 909.00 และ 105.19 เมตร ตามลำดับ ความอดทนก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 652
ชื่อผลงานวิจัย ผลการออกกำลังกายที่มีต่อน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจร และความอดทน
หัวข้อ(Eng) The Effect of Exercise upon the Weight, Body Fat, Pulse Rate and Endurance
คำสำคัญ(keyword) การออกกำลังกาย

น้ำหนัก

ปริมาณไขมันในร่างกาย

อัตราชีพจร

ความอดทน

ปี2544
ชื่อผู้วิจัย นางสาววาสนา แกล้วกล้า
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Miss Wassana Kleawkla
ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป (ผู้ฝึกสอน)
การศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต วิชาเอกพลศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
สถานที่ติดต่อ (ที่บ้าน) 40 ถ.เทศบาล 4 ต.ปากเพรียว อ.เมือง จ.สระบุรี 18000

(ที่ทำงาน) สถานกีฬาและสุขภาพ ม.เทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา 30000
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) พ.ศ. 2544
ประเภท ปริญญานิพนธ์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
สถานที่จัดเก็บผลงาน สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร
ประวัติความเป็นมา(history) การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตอวัยวะต่าง ๆ เจริญขึ้นพร้อม กันไปทั้งขนาด รูปร่าง และหน้าที่การทำงาน ช่วยป้องกันและรักษาการเสียทรวดทรง แล้วยังช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพทางกายทุก ๆ ด้าน เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความอ่อนตัว ความอดทน เป็นต้น (ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา. 2521 : 10-12) การออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดทำให้ร่างกายแข็งแรงอย่างแท้จริง คือ การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เพราะจะเป็นการออกกำลังกายที่จะทำให้ปอด หัวใจ หลอดเลือด ตลอดจนระบบไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายแข็งแรง อดทน และทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การออกกำลังกายแบบแอโรบิคมิได้หมายถึง การเต้นแอโรบิคแต่เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงการออกกำลังกายอย่างอื่นด้วย เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะ ๆ ขี่จักรยาน เต้นรำ กระโดดเชือก ว่ายน้ำ เป็นต้น การออกำลังกายชนิดนี้ร่างกายจะได้รับออกซิเจนเต็มที่ กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตทำให้หัวใจและปอดแข็งแรงขึ้นและยังเป็นการช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจขาดเลือดอีกด้วย หลักการของการออกกำลังกายแบบแอโรบิคนั้น ต้องการให้ร่างกายได้มีการใช้ออกซิเจน หรือต้องการให้ออกกำลังจนเหนื่อยพอควรเพื่อให้หัวใจเต้นแรงและเร็วขึ้น จนถึงอัตราที่เป็นเป้าหมาย การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเกี่ยวกับการถีบจักรยานเป็นวิธีที่เหมาะสมมากสำหรับผู้สูงอายุ คนหนุ่มสาว ตลอดจนผู้ที่ไม่ต้องการให้ข้อเข่าต้องรับแรงกระแทกมากเกินไป (สุรชัย พันะกำเนิด. 2541 : 40) สำหรับการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานวัดงานยังเหมาะสำหรับการออกกำลังกายในพื้นที่ ๆ ไม่กว้างมากนัก เช่น ในบริเวณห้องพัก ในบ้าน และในปัจจุบันตามสถานออกกำลังกายทั่ว ๆ ไป ก็นิยมกันอย่างแพร่หลายเป็นวิธีการออกกำลังกายอย่างง่าย ๆ สะดวกสบายสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยทุกเวลาและความสนใจของผู้วิจัยได้พิจารณาลงไปยังเครื่องมือที่มีอยู่ ก็น่าจะนำมาประกอบการออกกำลังกายได้นั่นคือ การออกกำลังกาย ด้วยการขี่จักรยานวัดงานที่มีผลต่อน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจรและความอดทน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงผลของการออกกำลังกาย และยังเป็นการส่งเสริมปลูกฝังให้มีทัศนคติที่ดีต่อการออกกำลังกายของบุคคลทั่ว ๆ ไปได้
แนวคิด(concept) 1.น้ำหนัก

2.ปริมาณไขมันในร่างกาย+

3.ชีพจรกับการออกกำลังกาย

4.ความอดทน
วัตถุประสงค์(objective) 1.เพื่อทราบผลของการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานวัดงานที่มีต่อน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจร และความอดทน
2.เพื่อทราบผลการออกกำลังกายที่มีต่อน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจรและความอดทนของกลุ่มตัวอย่าง ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6
3.เพื่อเปรียบเทียบน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจร และความอดทนก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6
สมมุติฐาน(assumption) น้ำหนัก ปริมาณไขมัน อัตราชีพจร และความอดทน ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกัน
แนวทางการปฏิบัติ(regulation) วิจัยเชิงทดลอง
กลุ่มตัวอย่าง(sample) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักศึกษาหญิงที่มีสุขภาพดี อายุระหว่าง 18 - 22 ปี ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จำนวน 30 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
ตัวแปร(variable) ตัวแปรอิสระ คือ การออกกำลังกาย
ตัวแปรตาม คือ การเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ได้แก่ น้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจร ความอดทน
คำนิยาม(defination) ปริมาณไขมันในร่างกาย หมายถึง ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังที่ได้จากการคำนวณจากสูตรการคำนวณปริมาณไขมันในร่างกาย
อัตราชีพจร หมายถึง จำนวนครั้งของชีพจรภายในระยะเวลา 1 นาที
ความอดทน หมายถึง ความสามารถในการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้กล้ามเนื้อใหญ่ทั้งหมดได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งได้แก่ ความสามารถในการวิ่ง 5 นาที
เครื่องมือ(tool) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่
1.เครื่องมือวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง (Skinfold Caliper) มีหน่วยเป็นมิลิเมตร
2.แบบทดสอบวิ่ง 5 นาที (5 Minutes Distance Run) ใช้วัดความอดทนของระบบไหวเวียน
3.เครื่องชั่งน้ำหนักมาตรฐาน หน่วยเป็นกิโลกรัม 1 เครื่อง
4.นาฬิกาจับเวลา
5.จักรยานวัดงาน
6.การอบอุ่นร่างกาย
7.การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
8.ใบบันทึกผลการทดสอบ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) 1. อธิบายให้ผู้ช่วยในการเก็บข้อมูลได้เข้าใจถึงวิธีการ ก่อนการเก็บข้อมูล
2. อธิบายชี้แจง รายละเอียด การชั่งน้ำหนัก การวัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง วัดชีพ จร และวัดความอดทนของระบบไหลเวียนเลือดให้กับผู้ช่วยและกลุ่มตัวอย่าง
3. ดำเนินการชั่งน้ำหนัก วัดความหนาของไขมันใต้ผิวหนัง วัดชีพจร และทำการทดสอบ ความอดทนโดยการทดสอบวิ่ง 5 นาที
4. ดำเนินการโดยให้กลุ่มตัวอย่างขี่จักรยานวัดงาน 6 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 50 นาที
5. ดำเนินการชั่งน้ำหนัก วัดปริมาณไขมันใต้ผิวหนัง วัดชีพจร และวัดความอดทน โดย การทดสอบวิ่ง 5 นาที ภายหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6
การวิเคราะห์(analysis) 1. หาปริมาณไขมันร่างกายของแต่ละบุคคล
2. หาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพ จร และความอดทน ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6
3. ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของน้ำหนัก ปริมาณไขมันในร่างกาย อัตราชีพจร และความอดทนโดยใช้สถิติ ที (t-test Dependent) ก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6
ข้อสรุป(summary) 1. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของน้ำหนักก่อนฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 52.42 และ 7.39 51.61 และ 7.49 50.99 และ 7.32 กิโลกรัม ตามลำดับ น้ำหนักก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
2. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของปริมาณไขมันในร่างกายก่อนการฝึกหลังการ ฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 27.10 และ 6.81 25.75 และ 6.81 24.92 และ 6.55 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ปริมาณไขมันในร่างกายก่อนกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5
3. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของอัตราชีพจรก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 83.87 และ 11.09 76.13 และ 9.66 72.40 และ 9.06 ครั้งต่อนาที ตามลำดับ อัตราชีพจรก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4. ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของความอดทนก่อนการฝึก หลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 มีค่าเท่ากับ 803.73 และ 80.23 851.67 และ 79.48 909.00 และ 105.19 เมตร ตามลำดับ ความอดทนก่อนการฝึกกับหลังการฝึกสัปดาห์ที่ 4 และ 6 แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำการวิจัยเรื่องนี้กับกลุ่มตัวอย่างอื่นที่แตกต่างกันหลายกลุ่ม เช่น เพศ ต่างกัน อายุต่างกัน อาชีพต่างกัน
2. ควรมีการศึกษาผลของการขี่จักรยานที่มีผลต่อตัวแปรด้านอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิต และการขับออกซิเจนสูงสุด
3. ควรมีการศึกษาการออกกำลังกายด้วยการขี่จักรยานเปรียบเทียบกับการออกกำลังกาย ชนิดอื่น ๆ ว่าให้ผลการเปลี่ยนแปลงด้านใดบ้าง ที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน
ปี 2544
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved