ผลงานวิจัย

นายตรีพินิจ พินิจมนตรี - thaied

Current Record: นายตรีพินิจ พินิจมนตรี

นายตรีพินิจ พินิจมนตรี

1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีพฤติกรรมประชาธิปไตย อยู่ในระดับสูง การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับประชาธิปไตยจากสื่อสารมวลชน และได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยอยู่ในระดับมาก แต่นักเรียนได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันอยู่ในระดับน้อย
2. มโนทัศน์ประชาธิปไตย การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน การสื่อสารมวลชน และแบบของการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมประชาธิปไตยขอนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
3. ระดับการศึกษา รายได้ครอบครัว ที่ตั้งของโรงเรียนและขนาดของโรงเรียนกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่สำหรับปัจจัยด้านอาชีพของบิดาหรือมารดา และเพศกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ ไม่มีความสัมพันธ์กัน

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 521
ชื่อผลงานวิจัย ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม ประชาธิปไตยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
หัวข้อ(Eng) Factors Related to Democratic Behaviors of Prathomsuksa 6 Students under the Jurisdiction of Chaiyaphum Provincial Office of Primary Education


คำสำคัญ(keyword) ประถมศึกษา ประชาธิปไตย พฤติกรรมประชาธิปไตย สังคมวิทยากับการศึก
ชื่อผู้วิจัย นายตรีพินิจ พินิจมนตรี
ชื่อผู้วิจัย(Eng) Mr. Treephinit Phinitmontree
สถานที่ติดต่อ สำนักงานประถมศึกษาอำเภอบ้านแก่น อำเภอบ้านแก่น จังหวัดชัยภูมิ
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ทำวิจัยเสร็จปี 2537
ประเภท วิทยานิพนธ์
สถานที่จัดเก็บผลงาน หอสมุดพระราชวังสนามจันทร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ประวัติความเป็นมา(history) การปกครองระบอบประชาธิปไตย ต้องการคุณภาพของประชาชนในระดับค่อนข้างสูง ดังนั้นคุณภาพของประชาชนจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสำเร็จ หรือความล้มเหลวของระบบ ดังกล่าว และคุณภาพของประชาชนสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการให้การศึกษา การให้การเรียน และการสร้างเจตคติต่อระบอบประชาธิปไตย โรงเรียนถือเป็นสถาบันหลักในการปลูกฝังประชาธิปไตยให้กับประชาชน กระบวนการประชาธิปไตยเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการเรียนและการปฏิบัติ การเริ่มต้นของการเรียนรู้และการปฏิบัตินี้ ต้องเริ่มตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเด็ก ซึ่งสามารถซึมซาบสิ่งที่ได้รับการสั่งสอนอบรมโดยง่าย ดังนั้น นักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา และโรงเรียนประถมศึกษา จึงเป็นกลุ่มบุคคลและเป็นสถาบันที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกฝังวิถีชีวิตแบบประชาธิปไตยนอกเหนือจากสถาบันทางสังคมและครอบครัว ถ้าโรงเรียนประถมศึกษาได้จัดกิจกรรมที่เสริมสร้างประชาธิปไตยอย่างจริงจังแล้ว ก็คาดได้ว่าเมื่อนักเรียนจบจากชั้นประถมศึกษาไปแล้ว จะสามารถมีชีวิตอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้เป็นอย่างดี และสามารถช่วยเสริมสร้างสังคมให้เป็นสังคมประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งในการสร้างให้นักเรียนมีวิถีชีวิตประชาธิปไตยนั้น โรงเรียนจะต้องสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยขึ้นในโรงเรียน โดยสอดแทรกในกิจกรรมทุกอย่างที่ทางโรงเรียนจัดขึ้น ทั้งกิจกรรมตามหลักสูตรประถมศึกษาแห่งชาติ 2521 และกิจกรรมเสริมหลักสูตร (สำนักงานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ 2528 : 49-51) ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาพฤติกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนของนักเรียน ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย ทั้งนี้เพราะได้จัดให้มีการเรียนการสอนกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนโดยเลือกศึกษาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เพราะนักเรียนที่เรียนอยู่ในระดับนี้เป็นเด็กที่อยู่ในโรงเรียน และถือว่าเป็นเด็กชั้นสุดท้ายของการศึกษาภาคบังคับ ก่อนที่จะออกไปสู่สังคมประชาธิปไตยภายนอก และจะศึกษาจากนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ เนื่องจากเป็นจังหวัดหนึ่งที่มีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรค่อนข้างสูง อยู่ในอันดับนำของประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาและวางรากฐานความเป็นนักประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ต่อไป


วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อศึกษาระดับของพฤติกรรมประชาธิปไตย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
2. เพื่อศึกษามโนทัศน์ประชาธิปไตย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
3. เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ
สมมุติฐาน(assumption) 1. มโนทัศน์ประชาธิปไตยมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
2. การใช้กระบวนการกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
3. แบบการอบรมเลี้ยงดูมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
4. การรับรู้ข่าวสารจากสื่อมวลชนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
5. การศึกษาของบิดาหรือมารดามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
6. อาชีพของบิดาหรือมารดามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
7. รายได้ของครอบครัวมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
8. ขนาดของโรงเรียนมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
9. ที่ตั้งของโรงเรียนทั้งในและนอกเขตสุขาภิบาลมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
10. เพศมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2536 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 15 อำเภอ รวม 756 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 19,086 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage random sampling) ดังนี้
ขั้นที่ 1 แบ่งอำเภอที่มีพื้นที่ใกล้เคียงและมีลักษณะภูมิศาสตร์คล้ายคลึงกัน ออกเป็นกลุ่ม ๆ (Strata) ได้ทั้งหมด 4 กลุ่ม
ขั้นที่ 2 สุ่มอำเภอตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) มากลุ่มละ 1 อำเภอ
ขั้นที่ 3 แต่ละอำเภอที่สุ่มได้แบ่งโรงเรียนออกเป็น 3 ขนาดตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ใช้ในโครงการติดตามประเมินผลการใช้ หลักสูตรของสถานศึกษา 2533
ขั้นที่ 4 สุ่มตัวอย่างโรงเรียนและนักเรียนในแต่ละอำเภอตามขนาดของโรงเรียนด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Single random sampling) ได้ตัวอย่างประกอบด้วย โรงเรียนขนาดใหญ่ 1 โรง จำนวน 135 คน โรงเรียนขนาดกลาง 6 โรง จำนวน 173 คน โรงเรียนขนาดเล็ก 5 โรง จำนวน 84 คน รวมตัวอย่างทั้งสิ้น 392 คน และให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทุกคนที่อยู่ในโรงเรียนดังกล่าวเป็นตัวอย่าง ตัวแปร
ตัวแปร(variable) 5.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่
5.2.1.1 มโนทัศน์ประชาธิปไตย
5.2.1.2 การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน
5.2.1.3 แบบการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่
5.2.1.4 การรับรู้ข่าวสารจากสื่อสารมวลชน
5.2.1.5 การศึกษาของบิดาหรือมารดา
5.2.1.6 อาชีพของบิดาหรือมารดา
5.2.1.7 รายได้ของครอบครัวต่อเดือน
5.2.1.8 ขนาดของโรงเรียน
5.2.1.9 ที่ตั้งของโรงเรียน
5.2.1.10 เพศ
5.2.2 ตัวแปรตาม คือ พฤติกรรมประชาธิปไตย
เครื่องมือ(tool) 1. แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามและแบบเลือกตอบ (Check list)
2. แบบสอบถามมโนทัศน์ประชาธิปไตย สร้างเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ (Objective Multiple Choice) จำนวน 40 ข้อ แต่ละข้อคำถามมี 4 ตัวเลือก และมีคำตอบที่สุดเพียงคำตอบเดียว โดยมุ่งวัดเนื้อหาดังต่อไปนี้
- ความหมายประชาธิปไตย
- หลักการประชาธิปไตย
- ประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน
- สิทธิและหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตย
- ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
- ความรู้ความเข้าใจในการปกครองระบอบประชาธิปไตย
3. แบบวัดพฤติกรรมประชาธิปไตย จำนวน 40 ข้อ แบบวัดชุดนี้เป็นแบบวัดเชิงพฤติกรรมด้านการปฏิบัติจริงของนักเรียน ซึ่งมุ่งวัดใน 3 ด้าน คือ ด้านคารวะธรรม ด้านสามัคคีธรรม และด้านปัญญาธรรม
4. แบบสอบถามการใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอนแบบสอบถามชุดนี้เกี่ยวกับการใช้กระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน โดยมุ่งจัดในเรื่องกระบวนการกลุ่มกับการเรียนการสอน องค์ประกอบของกลุ่ม กระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม บรรยากาศของกลุ่มบทบาทของสมาชิกในกลุ่ม และประโยชน์ของกระบวนการกลุ่ม จำนวน 30 ข้อ
5. แบบสอบถามการอบรมเลี้ยงดู ผู้วิจัยดัดแปลงปรับปรุงแบบสอบถามการ อบรมเลี้ยงดูของกองวิจัยทางการศึกษา กรมวิชาการ โดยการจำแนกการอบรมเลี้ยงดูออกเป็น 3 แบบ คือ แบบประชาธิปไตย แบบปล่อยปละละเลย และแบบเข้มงวดกวดขัน จำนวนแบบละ 15 ข้อ รวม 45 ข้อ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า
6. แบบสอบถามการรับรู้ข่าวสารจากสื่อสารมวลชน เป็นแบบสอบถามที่มุ่งวัดถึงบทบาทของสื่อสารมวลชนตามการรับรู้ของนักเรียนจากการได้เห็น ได้ฟัง ได้ศึกษา โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์ จำนวน 30 ข้อ ในการสร้างเครื่องมือได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอนดังนี้
6.1 ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎี และผลงานการวิจัยที่เกี่ยวกับมโนทัศน์ประชาธิปไตย พฤติกรรมประชาธิปไตย การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน แบบของการอบรมเลี้ยงดู และบทบาทของสื่อมวลชนที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย โดยเฉพาะประชาธิปไตยในโรงเรียน จากคู่มือ เอกสาร ตำรา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พร้อมศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการสร้างแบบสอบถาม
6.2 กำหนดขอบเขตของแบบสอบถามในแต่ละชุดให้ครอบคลุมทุกเนื้อหา
6.3 สร้างแบบทดสอบและแบบสอบถามในแต่ละชุดให้ครอบคลุมตามเนื้อหาที่กำหนดแล้วนำเสนอต่ออาจารย์ที่ควบคุมวิทยานิพนธ์ เพื่อพิจารณาให้คำแนะนำแก้ไขเพื่อให้มีความถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น
6.4 นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และสื่อมวลชน อาจารย์ผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านจิตวิทยา พิจารณาตรวจสอบความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) ของแบบทดสอบและแบบสอบถามเพื่อให้ข้อเสนอแนะตามเกณฑ์ คือ การใช้ภาษาในแบบสอบถามชัดเจนเข้าใจง่ายหรือไม่ คำถามครอบคลุมตามเนื้อหาหรือไม่ และข้อเสนอแนะอื่น ๆ
6.5 นำแบบทดสอบและแบบสอบถามที่ปรับปรุงแล้วนั้นไปทดลองใช้(try out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 100 คน ของโรงเรียนวัดพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม
การหาคุณภาพของเครื่องมือ
1. แบบทดสอบมโนทัศน์ประชาธิปไตย
1.1 วิเคราะห์ความยากง่าย (p) ค่าอำนาจจำแนก (r) ของข้อสอบเป็นรายข้อ โดยคิดเอาเฉพาะ ค่าความยากง่าย ระหว่าง .20 ถึง .08 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .20 ขึ้นไป จำนวน 40 ข้อ
1.2 วิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบโดยวิธีของ คูเดอร์ ริชาร์ด (Kuder Richardson) โดยใช้สูตร KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .71
2. วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นตามวิธีการของ ครอนบาค (Cronbach) โดยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟา (a - coefficient) ของแบบวัดพฤติกรรมประชาธิปไตย แบบสอบถามการใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน แบบสอบถามการรับรู้ข่าวสารจากสื่อสารมวลชน และแบบสอบถามการอบรมเลี้ยงดู ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .87, .84, .70, .71 ตามลำดับ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) การรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการวิจัย เพื่อให้ได้ขั้นความร่วมมือในการเก็บข้อมูลและได้ข้อมูลตามความเป็นจริง ผู้วิจัยได้ดำเนินการโดยลำดับขั้นดังนี้
1. ทำหนังสือถึงบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ไปถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ เพื่อออกหนังสือขอความร่วมมือในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล
2. นำหนังสือของบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสิลปากร พร้อมแบบสอบถามพบผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการจัดเก็บข้อมูลจากหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอเมืองชัยภูมิ อำเภอจัตุรัส อำเภอหนองบัวระเหว และหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอภูเขียว ซึ่งเป็นกลุ่มอำเภอตัวอย่าง
3. นำแบบสอบถามไปวัดกับนักเรียนของโรงเรียนในกลุ่มอำเภอตัวอย่างดังกล่าวพร้อมทั้งเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการวัดด้วยตนเอง
การวิเคราะห์(analysis) เมื่อได้รับข้อมูลผลการทดสอบและการตอบแบบสอบถามของนักเรียน ผู้วิจัยได้ ลงรหัสข้อมูลแล้ววิเคราะห์ผลด้วยคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ (Statistical Package for the Social Sciences) โดยมีรายละเอียดการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลทางด้านสภาพพื้นฐานทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม คิดเป็นร้อยละ และนำเสนอในรูปแบบตารางและความเรียง
2. ค่าสถิติพื้นฐานของตัวแปรที่ศึกษาโดยใช้ค่าเฉลี่ย ของแบบสอบถาม แต่ละข้อและการแปรความหมายของค่าเฉลี่ย ได้กำหนดค่าตามเกณฑ์ของเบสท์ (Best 1970 : 190) ดังนี้
1.00 - 1.49 หมายถึง แสดงพฤติกรรม / ปฏิบัติน้อยที่สุด
1.50 - 2.49 หมายถึง แสดงพฤติกรรม / ปฏิบัติน้อย
2.50 - 3.49 หมายถึง แสดงพฤติกรรม / ปฏิบัติปานกลาง
3.50 - 4.49 หมายถึง แสดงพฤติกรรม / ปฏิบัติมาก
4.50 - 5.00 หมายถึง แสดงพฤติกรรม / ปฏิบัติมากที่สุด
3. คำนวณหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เพื่อจะทราบการกระจายข้อมูล แต่ละข้อ
4. วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียน
โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson's Product Moment Correlation) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบ tau ของ เคนดอล (Kendall'a tau Coefficient) และแบบ V ของ เครเมอร์ (Cramer's V Coefficient)
ข้อสรุป(summary) 1. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีพฤติกรรมประชาธิปไตย อยู่ในระดับสูง การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน การรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับประชาธิปไตยจากสื่อสารมวลชน และได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบประชาธิปไตยอยู่ในระดับมาก แต่นักเรียนได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบเข้มงวดกวดขันอยู่ในระดับน้อย
2. มโนทัศน์ประชาธิปไตย การใช้กระบวนการกลุ่มในกิจกรรมการเรียนการสอน การสื่อสารมวลชน และแบบของการอบรมเลี้ยงดูกับพฤติกรรมประชาธิปไตยขอนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001
3. ระดับการศึกษา รายได้ครอบครัว ที่ตั้งของโรงเรียนและขนาดของโรงเรียนกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่สำหรับปัจจัยด้านอาชีพของบิดาหรือมารดา และเพศกับพฤติกรรมประชาธิปไตยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ ไม่มีความสัมพันธ์กัน
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ครูผู้สอนควรให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อง แนวคิด อุดมการณ์ หลักประชาธิปไตย รูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งสิทธิหน้าที่ในระบอบประชาธิปไตยแก่ นักเรียนมากขึ้น สนับสนุนให้นักเรียนได้ดูงานที่เป็นของจริง เช่น การประชุมรัฐสภา เป็นต้น
2. รัฐควรจะเน้นการสร้างงานอย่างจริงจังในชนบท เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับผู้ปกครอง ของนักเรียน ซึ่งมีรายได้ต่ำ นอกจากนี้ควรมีการวางแผนการจัดการศึกษาเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านอาชีพ การเมือง การปกครอง และด้านเศรษฐกิจ โดยมีโรงเรียนเป็นศูนย์ฝึกอาชีพเสริมให้กับชุมชนและเป็นองค์กรประสานงานระหว่างนักเรียนและชุมชน ซึ่งเมื่อชุมชนมีคุณภาพ ที่ดีย่อมส่งผลต่อการพัฒนาในด้านต่าง ๆ ให้เป็นทิศทางที่ดีอีกด้วย
3. ในการจัดมวลประสบการณ์ต่าง ๆ ให้กับผู้เรียน ควรสอดแทรกการใช้กระบวนการกลุ่มในการวางแผน การทำงาน ในการประเมินผลงานและรับผลแห่งการทำงานร่วมกัน โรงเรียนควรมีบทบาทในการวางแผน สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยระหว่างโรงเรียน นักเรียนและครอบครัว นอกจากนี้หน่วยงานทางการศึกษาและหน่วยงานทางการสาธารณสุข ควรร่วมกันวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจให้กับพ่อแม่ในการเลี้ยงดูบุตรที่ถูกต้อง เพราะพื้นฐานเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องหล่อหลอมให้เด็กเป็นนักประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้
4. พฤติกรรมการแสดงออกในด้านคารวะธรรม สามัคคีธรรม และปัญญาธรรม ถือเป็นบุคลิกภาพประชาธิปไตยที่แท้จริง จึงควรมีการปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่ออนาคตที่ดีสำหรับเยาวชนในสังคมประชาธิปไตยโดยต่อไป
ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการ การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยทุกระดับชั้นในโรงเรียนประถมศึกษา
2. ควรศึกษาต่อไปว่ายังมีปัจจัยใดบ้างที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมประชาธิปไตย ของนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษา เช่น การจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน วุฒิทางการศึกษาของครู ทักษะการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียน เป็นต้น
3. ควรมีการศึกษาวิจัยในลักษณะนี้ในจังหวัดอื่น ๆ หรือขยายวงกว้างไปถึงระดับเขตการศึกษา และในระดับประเทศ
ปี 2537
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved