ผลงานวิจัย

ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน - thaied

Current Record: ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน

ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน

1. ในการวิจัยนี้ได้พบว่า เด็กนักเรียนจากครอบครัวฐานะค่อนข้างต่ำในกรุงเทพฯ จำนวน 4,590 คน ที่ศึกษานั้น 1,509 คน (33%)เป็นเด็กที่ขาดบิดาหรือมารดา หรือไม่ ได้อยู่กับทั้งบิดา และมารดา ซึ่งเรียกว่าเด็กในครอบครัวแตก ในจำนวน 44% อยู่กับ มารดา 18% อยู่กับบิดา อีก 38% ไม่ได้อยู่บิดาและมารดา นอกจากนั้นยังมีอีก 13% ของครอบครัวปกติที่จัดว่า เป็นครอบครัวที่ เครียดมาก จึงรวมเป็นครอบครัวที่มีสภาวะ เสี่ยงที่พบในการวิจัยนี้
2. ในการวิจัยนี้ได้พบผลอย่างเด่นชัดว่า ครอบครัวแตกมีผลเสียต่อเด็กหลายด้าน เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวปกติที่บิดามารดามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ครอบครัว แตกโสด คือ ครอบครัวที่มีแต่บิดา หรือมารดาอยู่ตามลำพังกับเด็ก มีผลเสียต่อจิตใจ และพฤติกรรมของเด็กในหลายด้านมากที่สุด และการขาดมารดาด้วยสาเหตุที่สังคมไม่ ยอมรับ เช่น ทอดทิ้ง หรือไปมีสามีใหม่ มีผลเสียต่อเด็กหลายด้าน กล่าวคือ เด็กในครอบ ครัวแตกแยกดังกล่าวจะมีสุขภาพจิตด้อยกว่า มีความเชื่ออำนาจในตนน้อยกว่า มุ่ง อนาคตน้อยกว่า ก้าวร้าวมากกว่า และคบเพื่อนอย่างเหมาะสมน้อยกว่าเด็กในครอบ ครัวที่ขาดมารดาเพราะเสียชีวิตหรือไปทำงานในที่ห่างไกล ส่วนเด็กในครอบครัวที่มีบิดามารดาแท้อยู่พร้อมกัน แต่บิดามารดามีความ สัมพันธ์อันดีต่อ กันน้อยเรียกว่า ครอบครัวเครียดนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบ ครัวแตก และครอบครัวปกติที่ บิดามารดามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากนั้น ปราก ฎอย่างชัดเจนว่า ครอบครัวเครียดมีผลเสียต่อจิตใจ และพฤติกรรมของเด็กในทั้ง 7 ด้าน ที่ศึกษา และเด็กในครอบครัวเครียดมีผลเสียรุนแรงมากกว่าเด็ก ในครอบครัวแตกใน ทุกกรณีด้วย
3.ในการวิจัยนี้ได้พบอย่างชัดเจนว่า ในครอบครัวเครียด และครอบครัวแตกนั้น มี การ อบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวปกติ กล่าวคือ ใน ครอบครัวเสี่ยง ทั้งหลายนี้ เด็กรายงานว่า ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนน้อย และแบบใช้เหตุผลน้อยด้วย นอกจากนั้นในครอบครัวเครียดนี้ เด็กมีความสัมพันธ์อัน ดีกับบิดามารดาและกับพี่น้องน้อยกว่าในครอบ ครัวปกติ นอกจากนั้นยังพบว่า ใน ครอบครัวเครียดเด็กได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากบุคคลนอก ครอบครัวน้อยที่สุด ด้วย
4.ผลวิจัยส่วนสุดท้ายได้ชี้ให้เห็นว่า การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และความสัมพันธ์ระหว่าง เด็กกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว เป็นตัวทำนายที่สำคัญของจิตลักษณะ และพฤติกรรม ของเด็กในครอบครัวแตก และครัวครัวเครียดอย่างเด่นชัดมากกว่าในครอบครัวปกติใน กรณีส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงว่าการอบรม เลี้ยงดูอย่างเหมาะสม 2 แบบนี้ และความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวดังกล่าว อาจใช้เป็นข้ออธิบายว่า ทำไมครอบครัวเสี่ยงมีผลต่อเด็ก และในขณะเดียวกันก็อาจใช้ผลส่วนนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ทางป้องกันผล เสียของครอบครัว เสี่ยงต่อเด็กได้ด้วย

Click to minimize this section Details

ลำดับที่ 3981
ชื่อผลงานวิจัย ลักษณะทางจิตและพฤติกรรมของนักเรียนวัยรุ่นที่อยู่ในสภาวะเสี่ยง ในครอบครัวและทางป้องกัน
หัวข้อ(Eng) Psychological and Behavioral Characteristics of School Adolescents from At-Risk Families and Preventive Factors
คำสำคัญ(keyword) พฤติกรรมของนักเรียน
ชื่อผู้วิจัย ดร.ดวงเดือน พันธุมนาวิน
ตำแหน่ง ศาสตราจารย์
สถานที่ติดต่อ คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ .
3779660-9 ต่อ 613
สถานศึกษา ผศ.งามตา วนินทานนท์
ช่วงระยะเวลาที่ทำวิจัย(duration) ธันวาคม 2533 - พฤศจิกายน 2536
ประเภท ผลงานวิจัยส่วนบุคคล
ประวัติความเป็นมา(history) การวิจัยเรื่องนี้ได้ศึกษาสภาวะเสี่ยงในครอบครัว ซึ่งหมายถึง ความแตกแยก และ ความ เครียดในครอบครัว ว่าจะส่งผลเสียต่อจิตใจและพฤติกรรมของเด็กวัยรุ่นหรือไม่ และอาจจะเป็นเพราะเหตุใด โดยการทำการวิจัยเปรียบเทียบเด็กในครอบครัวเสี่ยงใน ลักษณะต่าง ๆ กับเด็กจากครอบครัวปกติ จุดมุ่งหมายของการวิจัยนี้มี 4 ประการ หนึ่ง เพื่อให้ทราบว่า เด็กนักเรียนวัยรุ่นไทยในกรุงเทพฯ จากครอบครัวฐานะค่อนข้างต่ำอยู่ ในครอบครัวเสี่ยงในลักษณะใดบ้าง เป็นสัดส่วนอย่างไร สอง ครอบครัวเสี่ยงต่าง ๆ มี ผลเสียต่อจิตใจและพฤติกรรมที่สำคัญ 7 ด้าน ของเด็กหรือไม่ และจะปรากฎผลเสียที่ ชัดเจนที่สุดในกลุ่มเด็กประเภทใด สาม ครอบครัวเสี่ยงประเภทใดบ้าง ที่ส่งผลเสียต่อ การอบรมเลี้ยงดูเด็ก 2 แบบ และความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับสมาขิกในครอบครัว 2 ด้าน รวมทั้งการได้รับการสนับสนุนทางสังคมจากนอกครอบครัวของเด็ก รวมเป็น 5 เหตุ และสา เหตุทั้ง 5 นี้ เกี่ยวข้องกับจิตลักษณะและพฤติกรรมแต่ละด้านทั้ง 7 ด้าน ของเด็กหรือไม่ และในครอบครัวเสี่ยงประเภทใดที่ปรากฎความเกี่ยวข้องดังกล่าวที่ ชัดเจนที่สุด ทั้งนี้เพื่อที่จะได้ข้อมูลที่ชี้แนวทางการป้องกันและแก้ไขผลเสียที่จะเกิดกับ เด็กและบิดามารดาต่อไป
วัตถุประสงค์(objective) 1. เพื่อให้ทราบว่าเด็กวัยรุ่นในครอบครัวแตกแยกในลักษณะต่าง ๆ เด็กวัยรุ่นใน ครอบครัวที่มีความเครียดสูง และเด็กวัยรุ่นจากครอบครัวปกติ มีลักษณะทางจิตและ พฤติกรรมบางประการแตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด
2. เพื่อให้ทราบว่า เยาวชนจากครอบครัวที่มีลักษณะและปริมาณการเสี่ยงที่ต่างกัน รู้สึกว่าครอบครัวของตนมีความเครียดและถูกอบรมเลี้ยงดูแตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด
3. เยาวชนที่รายงานว่าถูกอบรมเลี้ยงดูต่างกัน และได้รับการสนับสนุนทางสังคมที่ ต่างกัน มีจิตลักษณะและพฤติกรรมบางประการที่แตกต่างกันหรือไม่ เพียงใด
4. ลักษณะของครอบครัวบางประการ ลักษณะของเด็ก ปริมาณความเครียดใน ครอบครัวและการถูกอบรมเลี้ยงดู 2 แบบ จะทำนายจิตลักษณะและพฤติกรรมของ เยาวชนได้มากน้อยเพียงใด
5. เพื่อให้ทราบว่ามีปัจจัยใดบ้างที่จะลดผลเสียของครอบครัวแตกแยกและการแยก กันอยู่ต่างหากจากครอบครัวที่มีต่อเยาวชนไทย
กลุ่มตัวอย่าง(sample) ประชากรที่ศึกษาคือ นักเรียนในระดับประถมปลาย และ มัธยมต้น ผู้มาจากครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างต่ำและต่ำในกรุงเทพนมหานครเท่า การสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการ สุ่มแบบแบ่งชั้น โดยมีตัวแปรในการสุ่มตัวอย่าง 5 ตัวแปร คือ จำนวนเขต จำนวน โรงเรียน ระดับชั้น จำนวนห้องเรียน และจำนวนนักเรียน
ตัวแปร(variable) ตัวแปรที่ศึกษามี 4 กลุ่มคือ
1. สภาพที่เสี่ยงในครอบครัว ฐานะ ขนาดของครอบครัว โครงสร้างของครอบครัว และ ลักษณะของบิดามารดา รวม 7 ตัวแปร เด็กตอบ โดยการขีดถูกหรือเติมคำ
2. จิตลักษณะ 3 ด้าน คือ สุขภาพจิต ความเชื่ออำนาจในตน และลักษณะมุ่งอนาคต เป็น แบบวัดชนิดมาตรประเมินมีตัวแปรละ 20 ข้อ แต่ละข้อมีมาตร 6 หน่วยประกอบ ให้เลือกตอบจาก "จริงที่สุด" ถึง "ไม่จริงเลย" ส่วนเหตุผลเชิงจริยธรรมมี 12 ข้อ แต่ละ ข้อเด็กจะต้องเลือก 1 คำ ตอบจาก 6 คำตอบที่ให้ ส่วนพฤติกรรม 2 ด้าน คือ พฤติกรรม ก้าวร้าวและการคบเพื่อนอย่างเหมาะ สมเป็นแบบวัดชนิดมาตรประเมิน มีตัวแปรละ 15 ข้อ แต่ละข้อจะมีมาตร 6 หน่วยประกอบ ส่วนผล การเรียนในภาคเรียนที่ผ่านมา ให้เด็ก เขียนตอบเกรดเฉลี่ยจาก 0 ถึง 4.00 คะแนน ตัวแปรกลุ่มนี้ มี 7 ตัว
3. ตัวแปรสภาวะสังคมในครอบครัวมี 7 ตัวเช่นกัน ประกอบด้วย การถูกอบรมเลี้ยง ดูแบบ รักสนับสนุน และแบบใช้เหตุผล ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับบิดามารดา ความ สัมพันธ์ระหว่างเด็ก กับพี่น้อง และความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาหรือผู้ปกครอง ด้วยกัน และการสนับสนุนทางสังคม จาก นอกครอบครัวที่เด็กรายงานว่าได้รับ ทุกตัว แปรมีการวัดชนิดใช้มาตรประเมิน มีจำนวน 10-15 ข้อ แต่ละข้อมีมาตร 6 หน่วย ประกอบ
4. ตัวแปรชุดลักษณะทางชีวสังคมและภูมิหลังของเด็กผู้ตอบ อันประกอบด้วย เพศ อายุ ชั้น เรียน อายุที่ขาดบิดา และหรือมารดา ระยะเวลาที่ขาดนาน เป็นต้น จำนวน 6 ตัวแปร ให้เด็กขีด ตอบหรือเติมคำ รวมเป็นตัวแปร ทั้งสิ้น 27 ตัว
เครื่องมือ(tool) นักเรียนเหล่านี้ได้ตอบแบบวัด และแบบสอบถามซึ่งเย็บรวมเล่ม ในชั้นเรียนภายใต้ การอำนวยการของคณะผู้วิจัยและครูประจำชั้น เด็กเหล่านี้จะได้รับเล่มแบบวัดซึ่งจะมี การเรียงลำดับเรื่องที่วัดต่างกันเป็น 4 แบบ
การรวบรวมข้อมูล(gathering) ในการวิจัยนี้ได้ขอให้เด็กนักเรียนชายหญิง อายุตั้งแต่ 10 ถึง 17 ปี จำนวนทั้งสิ้น 4,590 คน จาก 38 โรงเรียนในกรุงเทพมหานคร ตอบแบบวัด เด็กเหล่านี้กำลังเรียนอยู่ ใน 3 ระดับการศึกษา คือ เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในโรงเรียนสังกัด กทม. จาก 10 เขต จำนวน 25 โรงเรียน เป็นจำนวนนักเรียน 2,186 คน และจากโรงเรียน มัธยมศึกษาในละแวกเดียวกันอีก 13 แห่ง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 1,284 คน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนเดียวกันอีกจำนวน 1,120 คน เป็นชาย 2,159 คน หญิง 2,431 คน มีอายุโดยเฉลี่ย 12.68 ปี
การวิเคราะห์(analysis) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ในการวิจัยนี้ ได้กระทำหลายวิธีตั้งแต่การ วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบ 3 ทาง 2 ทาง และทางเดียว ทั้งในกลุ่มรวมและกลุ่มย่อย การวิเคราะห์แบบถดถอยพหุคูณเป็นขั้นและรวมทั้งในกลุ่มตัวอย่างโดยรวม และกลุ่มที่ แยกย่อยตามลักษณะของเด็ก และครอบครัว ตลอดจนการหาค่าสัมประสิทธิ์สห สัมพันธ์แคนอนนิเคิ้ล และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของตัวแปรทีละ 2 กลุ่ม หรือทีละคู่ ทั้งในกลุ่มรวมและกลุ่มย่อยต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลตามสมมติฐาน 7 ข้อ และมีการวิเคราะห์ข้อมูลในรายละเอียดอีกด้วย
ข้อสรุป(summary) 1. ในการวิจัยนี้ได้พบว่า เด็กนักเรียนจากครอบครัวฐานะค่อนข้างต่ำในกรุงเทพฯ จำนวน 4,590 คน ที่ศึกษานั้น 1,509 คน (33%)เป็นเด็กที่ขาดบิดาหรือมารดา หรือไม่ ได้อยู่กับทั้งบิดา และมารดา ซึ่งเรียกว่าเด็กในครอบครัวแตก ในจำนวน 44% อยู่กับ มารดา 18% อยู่กับบิดา อีก 38% ไม่ได้อยู่บิดาและมารดา นอกจากนั้นยังมีอีก 13% ของครอบครัวปกติที่จัดว่า เป็นครอบครัวที่ เครียดมาก จึงรวมเป็นครอบครัวที่มีสภาวะ เสี่ยงที่พบในการวิจัยนี้
2. ในการวิจัยนี้ได้พบผลอย่างเด่นชัดว่า ครอบครัวแตกมีผลเสียต่อเด็กหลายด้าน เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวปกติที่บิดามารดามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ครอบครัว แตกโสด คือ ครอบครัวที่มีแต่บิดา หรือมารดาอยู่ตามลำพังกับเด็ก มีผลเสียต่อจิตใจ และพฤติกรรมของเด็กในหลายด้านมากที่สุด และการขาดมารดาด้วยสาเหตุที่สังคมไม่ ยอมรับ เช่น ทอดทิ้ง หรือไปมีสามีใหม่ มีผลเสียต่อเด็กหลายด้าน กล่าวคือ เด็กในครอบ ครัวแตกแยกดังกล่าวจะมีสุขภาพจิตด้อยกว่า มีความเชื่ออำนาจในตนน้อยกว่า มุ่ง อนาคตน้อยกว่า ก้าวร้าวมากกว่า และคบเพื่อนอย่างเหมาะสมน้อยกว่าเด็กในครอบ ครัวที่ขาดมารดาเพราะเสียชีวิตหรือไปทำงานในที่ห่างไกล ส่วนเด็กในครอบครัวที่มีบิดามารดาแท้อยู่พร้อมกัน แต่บิดามารดามีความ สัมพันธ์อันดีต่อ กันน้อยเรียกว่า ครอบครัวเครียดนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กในครอบ ครัวแตก และครอบครัวปกติที่ บิดามารดามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมากนั้น ปราก ฎอย่างชัดเจนว่า ครอบครัวเครียดมีผลเสียต่อจิตใจ และพฤติกรรมของเด็กในทั้ง 7 ด้าน ที่ศึกษา และเด็กในครอบครัวเครียดมีผลเสียรุนแรงมากกว่าเด็ก ในครอบครัวแตกใน ทุกกรณีด้วย
3.ในการวิจัยนี้ได้พบอย่างชัดเจนว่า ในครอบครัวเครียด และครอบครัวแตกนั้น มี การ อบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างไม่เหมาะสม เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัวปกติ กล่าวคือ ใน ครอบครัวเสี่ยง ทั้งหลายนี้ เด็กรายงานว่า ได้รับการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนน้อย และแบบใช้เหตุผลน้อยด้วย นอกจากนั้นในครอบครัวเครียดนี้ เด็กมีความสัมพันธ์อัน ดีกับบิดามารดาและกับพี่น้องน้อยกว่าในครอบ ครัวปกติ นอกจากนั้นยังพบว่า ใน ครอบครัวเครียดเด็กได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากบุคคลนอก ครอบครัวน้อยที่สุด ด้วย
4.ผลวิจัยส่วนสุดท้ายได้ชี้ให้เห็นว่า การอบรมเลี้ยงดูเด็ก และความสัมพันธ์ระหว่าง เด็กกับสมาชิกอื่นๆ ในครอบครัว เป็นตัวทำนายที่สำคัญของจิตลักษณะ และพฤติกรรม ของเด็กในครอบครัวแตก และครัวครัวเครียดอย่างเด่นชัดมากกว่าในครอบครัวปกติใน กรณีส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงว่าการอบรม เลี้ยงดูอย่างเหมาะสม 2 แบบนี้ และความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวดังกล่าว อาจใช้เป็นข้ออธิบายว่า ทำไมครอบครัวเสี่ยงมีผลต่อเด็ก และในขณะเดียวกันก็อาจใช้ผลส่วนนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ทางป้องกันผล เสียของครอบครัว เสี่ยงต่อเด็กได้ด้วย
ข้อเสนอแนะ(suggestion) ประการแรก ควรมีการช่วยเหลือเด็กในครอบครัวเครียดเป็นกลุ่มแรกโดยการใช้ ดัชนีความ สัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาที่สร้างขึ้นในการวิจัยนี้เป็นเครื่องมือวัดจากเด็ก หรือใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อกำหนดกลุ่มเด็ก และครอบครัวเป้าหมาย แล้วจัดกิจกรรมทางด้าน ครอบครัวบำบัด ให้การพัฒนาบิดา มารดาทางด้านสุขภาพจิตและลดความเครียดที่ ต้นเหตุ นอกจากนั้นควรพัฒนาบิดามารดาให้อบรม เลี้ยงดูลูกอย่างเหมาะสม โดย เฉพาะการอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนมาก และแบบใช้เหตุผลมาก กว่าอารมณ์ ที่พบ ว่า สำคัญมากในการวิจัยนี้ และการวิจัยอื่น ๆ ในประเทศไทย นอกจากนั้นควรจัด กิจกรรมเพื่อป้องกันและแก้ไขในเด็ก โดยจัดหาบุคคลที่คอยช่วยเหลือ ปลอบโยน ให้ กำลังใจแก่เด็ก เช่น ญาติผู้ใหญ่ ครู หรือเพื่อนของเด็กที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม จัด สถานที่อันสงบ ร่มเย็นและเป็นประ โยชน์ในการพัฒนาจิตใจและพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะใน 7 ด้านที่ศึกษาในการวิจัยนี้ และการ พัฒนาบทบาทของเด็ก ในอันที่จะ ประสานรอยร้าวระหว่างตนและสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัวด้วย ซึ่ง เป็นกิจกรรมที่ อาจกระทำได้ในโรงเรียน ในวัด ในศูนย์เยาวชน และตามสถานที่ของมูลนิธิต่าง ๆ
ประการที่สอง เมื่อเกิดการแตกแยกในครอบครัว จะเกิดผลเสียต่อเนื่องต่อเด็ก ถ้า ครอบครัวแตกเพราะความเครียดที่มีมาก่อน โดยเฉพาะเด็กที่ขาดมารดาด้วยสาเหตุที่ สังคมไม่ยอมรับ เช่น ทอดทิ้ง หรือมีสามีใหม่ เด็กจะบอบช้ำทางจิตใจมากที่สุด ควรให้ ความสนใจพัฒนาเด็กประเภทนี้เป็นพิเศษด้วย โดยให้การช่วยเหลือเด็ก ดังที่กล่าวมา แล้วในข้อแรก ส่วนประเด็นที่ว่า เมื่อเกิดการหย่าร้าง เด็กควรอยู่กับฝ่ายใดนั้น มีข้อ เสนอแนะว่า เด็กควรอยู่กับบิดา หรือมารดาก็ได้ ถ้ามีญาติผู้ใหญ่อยู่ด้วยเป็นครอบครัว ขยาย และควรพัฒนาบทบาทของผู้สูงอายุในครอบครัวเพื่อการช่วยเหลือเด็กในครอบ ครัวที่เครียดหรือแตกด้วย ถ้าเด็กอยู่กับมารดา การมีบิดาเลี้ยงอาจมีผลเสียต่อเด็กได้มาก จึงควรระมัดระวัง แต่การอยู่กับบิดาที่มีมารดาเลี้ยงนั้น ยังไม่พบผลเสียที่ชัดเช่น แต่พบ ผลดีอยู่บ้าง
ประการสุดท้าย ในการวิจัยนี้พบว่า เด็กในครอบครัวแตกส่วนใหญ่จะอยู่กับมารดา ในกรณีที่มีมารดาถูกทอดทิ้งจากสามี จะมีผลเสียต่อจิตใจของมารดามาก ซึ่งจะส่งผล เสียต่อเด็กอีกทอดหนึ่งจึงควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการพัฒนาสตรีประเภท นี้ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตใจ และการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสมด้วย
ปี 2536
Powered by Dataface
(c) 2005-2007 All rights reserved